Sunday, May 31, 2009

Vote No หรือ No Vote มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร ?


โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
31 พฤษภาคม 2552

ผม เขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่เช้าวันที่ 28 พค.52 หรือวันที่เริ่มเปิดประเด็นโต้แย้งเรื่องนี้วันแรก แต่เผยแพร่ที่ห้องรัก ฯ ของประชาไทเท่านั้น เพราะไม่อยากเข้าร่วมความขัดแย้งกัน ระหว่างผู้ชื่นชมศรัทธากับผู้ไม่เห็นด้วย กับเจ้าของเรื่อง Vote No

เป็นความเห็นที่มองผลที่จะเกิดขึ้น ทั้งระยะสั้น และอาจเกิดขึ้นในระยะยาว มากกว่าการโต้แย้งทางทฤษฎี

เพราะ ในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น ผมมักเป็น Pragmatist มากกว่า Idealist เป็นพวกลงมือก้มหน้าก้มตาทำงานมาตั้งแต่ก่อน 19 กันยา พยายามห่างจากเรื่องขัดแย้งต่างๆ นอกจากรับไม่ไหวจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ส่วนรวมเดินหน้า

ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ "มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ คงเข้าใจกันได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง ผมขอมองในทางปฏิบัติ สำหรับสถานการณ์ใกล้ๆ นี้มากกว่า ไม่ใช่ทฤษฎีอำนาจอธิปไตย หรือหลักการใดๆ เพราะตามตำรา ไม่ว่าเล่มไหนก็คงคล้ายๆ กันในทางปรัชญาและแนวความคิด ที่ถ้าจะให้บรรลุสัมบูรณภาพ (Ultimate Reality) มันต้องมีการปฏิบัติ และเมื่อลงมือปฏิบัติกันแล้ว ก็ยังไม่เคยมีรูปธรรมใดเกิดขึ้นเลยว่า จะบรรลุสัมบูรณภาพนั้นๆ ได้จริง เพียงแต่เข้าไปใกล้มากที่สุด นี่ก็เป็นกุศลแก่ชีวิตยิ่งแล้ว

ผมเห็นว่า สิ่งที่น่ากังวล หากมีการโหวตโนเกิดขึ้นก็คือ ทีมภูมิใจไทย มีสิทธิกวาดที่นั่งในอีสานและเหนือบางส่วนไปเกือบหมด จะเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการโหวตโน หรือการไม่ไปลงคะแนน

เพราะ คะแนนเสียงดั้งเดิมสมัยได้เป็น สส.พปช.นั้น ต้องยอมรับว่า มาจากทั้งตัวผู้สมัครที่เป็นคนดั้งเดิมในท้องถิ่น และกระแสทักษิณผสมผสานกัน ชัยชนะแบบล้างบาง เหนืออีสานครั้งนั้น ไม่ใช่กระแสทักษิณอย่างเดียว พวก สส.ภูมิใจไทยวันนี้ ก็เข้าไประดมหาเสียงด้วยการชูทักษิณเพิ่มน้ำหนักเรื่องนี้เข้าไปอีกด้วย

ถ้า เลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีการต่อสู้โดยพรรคที่ใช้กระแสทักษิณเป็นธงนำในการเลือกตั้ง เข้าร่วมแข่งขันเลย หรือเข้าร่วมแล้ว คนเสื้อแดงไม่โหวตให้ ภูมิใจไทยก็จะได้ไปเต็มๆ แทน เพราะมุ้งที่เคยอยู่กับ พปช. จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ไปอยู่กับภูมิใจไทย

ผมมองอย่างนี้ เพราะการลงสมัครในภูมิภาคนั้น มิตรเพื่อนและคนใกล้ชิดสำคัญมาก ไม่ใช่กระแสการเมืองอย่างเดียว สื่อมวลชนสะอึกมาเยอะแล้ว เพราะคิดว่า คนภูมิภาคอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แล้วจะเปลี่ยนใจ แต่ระหว่างสองอย่างนั้นกับคนในสังคมเดียวกัน ประชาชนในภูมิภาคเชื่อถือคนใกล้ชิดในสังคมของเขามากกว่า

ผมยอมรับ ว่า เป็นความจริงที่ฝ่ายประชาชนนั้น ยากที่จะได้ยึดกุมอำนาจรัฐ เพราะพวกเขากุมอำนาจรบอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้ฝ่ายเขา เข้ายึดกุมรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ แถมให้อีกอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการยื่นความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยในระดับนานาชาติ รวมทั้งภายในประเทศ ให้เขาไปทั้งหมด

เราก็จะไม่ได้ต่อสู้ในสภา แสดงว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะ สส.ในสภา (ที่ไม่มี สส.เรา เพราะโนโหวต)นั้น เขาก็จะอ้างว่า มาจากการเลือกตั้ง และเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ด้วย เพราะเราไม่ไปโหวต สส. พวกเรากันเอง

สิ่งที่พวกเขาจะได้รับ ก็คือความชอบธรรม และทำถูกกฎหมาย ด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็ไม่มีใครในโลกไปว่าเขาได้เลย

ตัวอย่าง ที่ชัดเจนก็คือ การเลือกตั้งยุคเกรียงศักดิ์ หลังล้มรัฐบาลหอย มีคนไปเลือกตั้งน้อยมาก เพราะไม่ยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนั้น ประท้วงข้อจำกัดที่ลูกต่างด้าวต้องจบปริญญา จึงจะไปเลือกตั้งได้ ก็เลยบอยคอตกันไปหมด หลายคนจบปริญญาก็ไม่ไปเลือก เพราะไป ก็เสียเวลาเปล่า รู้ๆ กันอยู่ว่า เลือกไปพวกทหารก็ต้องมาเป็นนายก เสียเวลาไปเลือก

ผล ก็คือ พวกเขากุมความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล จนกระทั่งตั้งเปรมมาเป็นนายก ยาวเหยียด และได้รับการยอมรับด้วย ภาคประชาชนก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ผม เห็นว่า ถึงอย่างไรก็ต้องไปโหวตให้พรรคที่เราสนับสนุน มันจะพิสูจน์อำนาจ ความปรารถนา และความนิยมของประชาชน พวกที่ปิดกั้นเรานี่ แก่ใกล้ตายกันหมดแล้ว อำนาจของพวกเขาทุกวันนี้ ก็คลอนแคลนเต็มทน จะดื้อดึงรักษาอำนาจ ท่ามกลางความหวาดผวากันอย่างไร ก็ไปได้ไม่นานหรอก พวกรุ่นใหม่ ก็ยังไม่เห็นใครมีบารมีพอที่จะคุมได้

เราเองทุกวันนี้ ต้องช่วยกันถล่มเด็กฝากของเขา อย่างมาร์กให้เละกันดีกว่า แต่ถ้าเราไม่ไปเลือกพรรคของเราเข้าสภา ถึงจังหวะหนึ่ง ที่พวกนี้สิ้นสภาพกัน แล้วฝ่ายเราจะให้ใครมาขับเคลื่อนรัฐเล่าครับ

มัน ก็จะกลายเป็นความชอบธรรมของพวกฉวยโอกาส และฝ่ายเขาี่ ที่ฟอกตัวแล้ว เพราะมาจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะไปเถียงอะไรเขาก็ยาก เพราะเราไม่ไปเลือก สส.ของเรากันเอง

ผมเห็นอย่างนี้นะครับ เพราะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ยึดกุมกันว่า อำนาจอธิปไตย ต้องเป็นของราษฎรทั้งหลายนั้น ทุกคนที่ต่อสู้และรักประชาธิปไตยเห็นตรงกัน แต่จะพูดออกมาให้ได้ยินหรือเปล่าเท่านั้น

ทางยุทธวิธีนั้น มันเป็นเทคนิคของแต่ละคน สส.ที่ไม่น้ำเน่าทั้งหลาย ก็มุ่งเป้าหมาย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของราษฎรเหมือนกัน เพราะถ้าไม่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงได้ การทำงานของพวกเขา ก็จะสะดุดติดขัด ทำอะไรก็มีกำแพงให้ชนทุกเรื่อง นอกจากปลดแอกนี้ออกไปเ่ท่านั้น

แต่ใครจะแสดงออกมาแบบไหน อยู่ที่วิธีการของแต่ละคน แล้วเราจะไปปล่อยให้มันกลายเป็น Opportunity Lost ไปทำไม

ประเด็นพวกนี้ จะทำให้เรากลับพลาดทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่ยอมประสานสงครามด้วยหลากหลายยุทธวิธี

การ ต่อสู้นั้น ต้องกระทำทุกแนวรบ เราไม่ถนัดแนวรบใด ก็มีสิทธิไปสู้รบในแนวรบอื่น ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมได้น่าจะดีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น จะต้องมีวิธีการที่เป็นไปตามภววิสัยเฉพาะของสังคมไทย

ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์โลก เป็นเพียงตัวอย่างให้ศึกษาแนวทางเท่านั้น จะเหมือนกันเป๊ะไม่ได้

ขอ อภัยหลายท่าน ที่ผมมีความเห็นที่ต่างจากคนที่คุ้นเคยกันหลายคน เพราะสำหรับผม เป้าหมายการต่อสู้ไม่ใช่เพื่อสร้างวีรชน แต่เพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ต้องการ และผมอาจจะผิดก็ได้ ซึ่งยอมรับครับ ถ้าเป็นเช่นนั้น"



No comments:

Post a Comment