Sun, 2009-05-31 18:40
"พันธมิตรเป็นการเมืองแบบชั่วคราว แต่เขาพยายามทำให้เป็นการเมืองแบบค้างคืน"
" ธรรมชาติของ movement กับพรรคมันมีปัญหา พรรคต้องเอาชนะการเลือกตั้ง อะไรก็ได้ ต้องประนีประนอม แตกหักไม่ได้ แต่ movement มันเป็นการเมืองแบบ radical แบบขาวดำ"
ไทย โพสต์แทบลอยด์สัมภาษณ์ “ประภาส ปิ่นตบแต่ง” และ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์”สอง นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างตรงไปตรงมา ครั้งนี้ไม่ได้ปรามาสหรือดักคอ แต่วิเคราะห์กันจริงๆว่า พันธมิตรต้องเจอปัญหาอะไรบ้างในการเปลี่ยนจากขบวนการเคลื่อนไหวมาเป็น พรรคการเมือง
ศิโรตม์ใช้คำว่าพันธมิตรเป็นการเมืองแบบชั่วคราว แต่พยายามจะทำให้เป็นการเมืองแบบค้างคืน เป็นถ้อยคำที่ทั้งถูกใจและถูกประเด็น
QUOTE
จาก movement
เป็นพรรคไม่ง่าย
" ประเด็นเรื่องพรรคกับ movement ถก เถียงกันมายาวนานมาก มีประสบการณ์มีบทเรียนเยอะแยะ ที่ขบวนการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วผันตัวเองไปสู่พรรค พูดง่ายๆ การเมืองนอกสถาบัน การเมืองแบบเคลื่อนไหว สักระยะก็ก้าวไปสู่การเมืองในระบบ การเมืองแบบพรรคการเมืองกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งก็จะมีข้อถกเถียงเยอะว่า movement ควรจะก้าวไปสู่พรรคหรือไม่" อ.ประภาสบอกว่าที่จริงกรณีของพันธมิตรยังอาจจะต้องเถียงกันว่า พันธมิตรเป็น movement หรือเปล่า
"ขบวนการ ทางสังคมก้าวไปสู่พรรค มีประสบการณ์เยอะแยะไปหมด ย้อนไปตั้งแต่ขบวนการชาตินิยมที่เกิดขึ้นในอินเดีย ในโลกที่สาม แม้กระทั่งขบวนการนาซี พรรคนาซีก็มาจากการเคลื่อนไหวอย่างนี้ ขบวนการทางสังคมซึ่งใช้วิธีการเคลื่อนไหวประท้วงใหญ่โตแล้วผันตัวเองมาสู่ พรรคในภายหลัง แต่การเคลื่อนไหวนอกการเมืองปกติ ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป อย่างเช่นพรรคนาซี ไม่ได้เป็นความหวังว่าจะสร้างประชาธิปไตย"
"ปัจจุบัน ในลาตินอเมริกา ชัดที่สุดน่าจะเป็นโบลิเวีย ขบวนการโมราเลสซึ่งมาจากขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านการแปรรูป โมราเลสเป็นคนพื้นเมืองที่เชื่อมโยงกับคนรากหญ้าจริงๆ นโยบายที่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ถูกผลักมาสู่นโยบายรัฐบาล แต่ขบวนการพวกนี้ก็เชื่อมโยงกับ movement อยู่ ถึงแม้จะไปเป็นประธานาธิบดี มันมีทั้งเชิงบวกเชิงลบ"
"ขบวนการทางสังคมที่พันธมิตร เรียกว่า การเมืองใหม่ movement ไปสู่การเมืองที่ลงหลักปักฐาน ก็จะมี 2-3 คำถาม คือ movement เกิด ขึ้นเนื่องจากมีความขัดแย้งในสังคม และการเมืองแบบพรรคการเมือง การเมืองแบบล็อบบี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มันก็เลยเกิดการเมืองแบบนอกปกติ"
"ขบวนการทางสังคมถูก สร้างขึ้นมาในรูป แบบของ movement เมื่อ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีปัญหา มันต้องออกมาสร้างพลังจากข้างนอก ถ้าก้าวเข้าไปสู่ช่องทางแบบเก่าก็จะเจอปัญหาเก่าๆ คืออาศัยการรณรงค์เลือกตั้ง ก็มีคำถามว่าเอาเงินทอง เอาทรัพยากรมาจากไหน ถ้าไปเป็นตัวแทนแล้วก็ต้องกลับไปสู่ประนีประนอมทางการเมือง ถ้าเป็นพรรคการเมืองจะมาไล่ด่าคนแบบอันธพาลทางการเมืองอีกต่อไปไม่ได้แล้ว หรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่แตะเรื่องเชิงโครงสร้างในสังคม มันจะทำไม่ได้ เมื่อเป็นแบบนี้จึงลักลั่นกันมาก ระหว่างการเมืองในระบบกับการเมืองแบบ movement"
"ที่เห็นตัวอย่างคือพรรคกรีนในเยอรมัน จาก movement ที่ กว้างขวาง พอก้าวไปสู่การตั้งพรรคการเมือง ช่วงแรกยังพอมีฐานที่กว้าง แต่ไปสู่การเมืองแบบเลือกตั้งแล้วมันต้องประนีประนอม เวลาเข้าไปเป็นรัฐมนตรีจะทำอะไรตามพรรคของตัวเองไม่ได้ จะเป็นปัญหาหนักเข้าไปอีกในเชิงของขบวนการที่มีโจทย์สูงมาก คือเปลี่ยนระบบ สร้างการเมืองใหม่ และวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงสร้างทางการเมืองที่มีอยู่ใช้ไม่ได้เลย ภาพมันใหญ่มาก แต่กลับผันตัวเองไปอยู่ภายใต้ระบบนั้น และบอกว่าถ้าชนะเลือกตั้งจะเข้าไปแก้ไขโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด ตรรกมันไปกันไม่ค่อยได้"
"อีก ส่วนหนึ่งก็มีที่ใช้ทั้งการเคลื่อนไหวและใช้การเมืองในระบบ เช่นพวกผู้หญิงที่ผลักดันเรื่องสิทธิสตรี หรือขบวนการแรงงาน ไม่จำเป็นต้องแยกว่าการเมืองแบบขบวนการทางสังคมต้องทำงานนอกระบบการเมือง เท่านั้น ประท้วงกดดันเท่านั้น อย่างอเมริกาก็มี pro life ที่คัดค้านการทำแท้งเสรี pro choice ที่ หนุนทำแท้งเสรี มันก็มีลักษณะเป็นการเมืองกลุ่มผลประโยชน์เหมือนกัน แต่ออกมารณรงค์เป็นขบวนการทางสังคม เป็นเครือข่ายที่กว้างขวางมาก แต่จะทำได้ต่อเมื่อมีประเด็นเฉพาะ เช่น ประเด็นผู้หญิง แรงงาน"
" คำถาม คือขบวนการที่พยายามสร้างตัวเองเป็นแบบกองทัพปฏิวัติประชาชนอย่างพันธมิตร จะทำได้หรือ เพราะโจทย์มันสูงมาก ต้องการสร้างการเมืองใหม่ ต้องการหาอะไรที่เข้ามาแทนประชาธิปไตยแบบตัวแทน มันอาจจะไปไม่ได้ ถ้าเป็นขบวนการในลักษณะเป็นประเด็นเฉพาะ การเข้าไปสัมพันธ์กับการเมืองในระบบไม่มีคำถามมากนัก มันอาศัยการล็อบบี้ การผลักไปสู่นโยบายของรัฐ อย่างนี้ทำได้"
พันธมิตรอาจใฝ่ฝันว่าจะเป็นเหมือนลาตินอเมริกา ที่สร้างขบวนการจนชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
" ผม ว่ามันต่างในแง่ที่ขบวนการพวกนั้นชูประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม ตอนนี้พันธมิตรก็ประกาศว่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรค แต่ขบวนการพวกนั้นเขามีขบวนการรากหญ้ารองรับ แต่ถามว่าพันธมิตรกับขบวนการรากญ้า-ก็ด่าอยู่ทุกวัน เป็นคนจนโง่งกอะไรต่างๆ"
"การ ทำงานในเชิงไปเชื่อมต่อคนข้างล่าง อย่างอินเดียในรัฐเกอเรร่า พรรคที่มาจากขบวนการทางสังคมพอชนะเลือกตั้งเขาไปเชื่อมต่อขบวนการรากหญ้า เชื่อมกับสภาองค์กรชุมชน ถามว่าพันธมิตรมีแบบนี้หรือเปล่า ฐานทางสังคมของพันธมิตรคือคนในเมืองคนชั้นกลาง ประเด็นความเป็นธรรมทางสังคมผมคิดว่ายังห่างไกลอุดมการณ์ของพันธมิตรมากนัก มันเหมือนกับพูดโวหารไปเรื่อยๆ จับต้องไม่ค่อยได้"
" อุดมการณ์พันธมิตรที่ชัดคืออุดมการณ์ แบบขวา อนุรักษ์นิยม ซึ่งก็คือการชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในแง่นี้อย่าหวังว่าจะเป็น movement แบบ ในละตินอเมริกา ห่างไกลมาก เพราะฐานทางสังคมของพรรคพันธมิตรไม่ได้แตะคนข้างล่างเลย ในทางตรงกันข้ามด่าเขาอยู่ทุกวี่ทุกวัน มันจะเกิดขบวนการทางสังคมแบบนั้นแล้วไปเชื่อมต่อกับการเมืองในระบบ แบบที่มีประชาธิปไตยของคนข้างล่าง ยังมองไม่เห็น ขบวนการทางสังคมแบบละตินอเมริกาเติบโตแล้วก็มีผู้คนของตัวเองไปเป็นรัฐบาล เชื่อมโยงคนข้างล่าง พันธมิตรไม่มีประวัติศาสตร์แบบนั้น การพูดถึงความไม่เป็นธรรมทางสังคมเป็นการพูดไปเรื่อย อะไรที่ขายได้ก็หยิบมาพูด ไม่ได้มีความชัดเจนอะไรในเชิงอุดมการณ์รวมทั้งประสบการณ์ แน่นอนว่ามีภาคประชาชนส่วนหนึ่งแต่ว่ายังเบาบาง"
" ธรรมชาติของ movement กับพรรคมันมีปัญหากันอยู่ตลอด คนที่ทำงานพรรคต้องเอาชนะการเลือกตั้งเสมอ อะไรก็ได้ ต้องประนีประนอม แตกหักไม่ได้ radical ไม่ได้ แต่ movement มันเป็นการเมืองแบบ radical แบบขาวดำ เอาไม่เอา ผมคิดว่าสุดท้ายจะมีปัญหาแน่ๆ อันนี้เป็นโจทย์ ใครก็ตามที่จะตั้งพรรคเขาต้องตอบคำถามให้ตัวเอง"
ศิ โรตม์ขอพูดบ้าง "สิ่งที่เราพูดถึงพรรคที่จริงอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่คนทั้งหมดในพันธมิตร เข้าใจด้วยซ้ำ อาจจะเป็นประเด็นที่พันธมิตรสายเอ็นจีโอ พันธมิตรสายนักวิชาการบางคนพยายามจะพูดมากกว่า แต่โดยภาพรวมแล้วคนที่ต้องการตั้งพรรคพันธมิตรที่เขาพูดกัน ไม่ใช่เรื่องการยกระดับขบวนการไปเป็นพรรค แม้กระทั่งการพูดว่าพันธมิตรเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวใหม่ คนที่พูดก็เป็นสายพิภพ สุริยะใส ถามว่าคนอย่างคุณจำลองหรือคุณสนธิมีภาพของขบวนการเคลื่อนไหวแบบนี้หรือเปล่า ภาพที่เราเห็นคืออีกแบบหนึ่ง"
"ถ้าเราดูวิธีการต่อสู้ของ พันธมิตรใน รอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นขบวนการในเชิงวิชาการหรือเปล่า ก็อาจจะต้องถูกตั้งคำถาม เช่น มีมวลชนที่แน่นอนจริงหรือเปล่า มีอุดมการณ์หลักๆ ที่เป็นแกนกลางจริงหรือเปล่า มีเป้าหมายมีความต้องการทางนโยบาย ยุทธศาสตร์ที่ต้องการชัดเจนจริงหรือเปล่า สิ่งที่พันธมิตรทำมาในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาพูดง่ายๆ คือเป็นการสร้างการเมืองแบบที่สร้างศัตรูของพันธมิตรขึ้นมา แล้วเอาการมีอยู่ของศัตรูมาสร้างขบวนการมาสร้างความเคลื่อนไหว เช่นสมัยคุณทักษิณอยู่ก็พูดถึงระบอบทักษิณ หรือสมัยหลัง 19 ก.ย.ก็พูดว่าต้องร่วมกับคณะรัฐประหารเพื่อทำลายระบอบทักษิณต่อไป พอรัฐบาลคุณสมัครขึ้นมา รัฐบาลคุณสมชายขึ้นมาก็พูดว่าต้องโค่นล้มซากเดนของระบอบทักษิณต่อไป ฉะนั้นทันทีที่มีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา การเคลื่อนไหวของพันธมิตรมันแผ่วไปโดยปริยาย ในด้านหนึ่งอาจจะเพราะว่าสายสัมพันธ์หลายๆ กลุ่มของคนในพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย แต่ในด้านหนึ่งโดยธรรมชาติของขบวนการต่อสู้อย่างพันธมิตรมันอยู่ไม่ได้ถ้า ไม่มีการสร้างศัตรู เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่มีศัตรูให้เห็นชัดเจนโอกาสที่ขบวนการนี้มัน จะขยายตัวก็จะฝ่อลงไป"
"ดัง นั้นถ้าถามว่าเป็นขบวนการในความหมายที่เคร่งครัดหรือเปล่า เราอาจจะพูดไม่ได้ว่าพันธมิตรเป็นขบวนการ อาจจะพูดได้ว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญมีความเห็นทางการเมืองเฉพาะ หน้าบางอย่างเหมือนๆ กัน ก็คือความไม่พอใจคุณทักษิณ ความไม่พอใจระบอบทักษิณ ซึ่งถึงที่สุดแล้วถ้าถอด code ออก มาให้เป็นประเด็นทางวิชาการ ก็ค่อนข้างคลุมเครือว่าหมายความว่าอะไร เช่น พันธมิตรบอกว่าไม่พอใจระบอบทักษิณในแง่ของการเป็นทุนนิยมผูกขาด คนจำนวนมากก็รู้ว่าการผูกขาดของทุนนิยมไทยมันซับซ้อนมากกว่าการอยู่หรือไป ของคุณทักษิณ หรือถ้าพูดว่าพันธมิตรมีเป้าหมายต่อต้านประชาธิปไตยแบบตัวแทน ก็อาจตั้งคำถามได้อีกว่าถ้าต่อต้านประชาธิปไตยแบบตัวแทนและต้องการสร้าง ประชาธิปไตยทางตรง สิ่งที่พันธมิตรกำลังจะตั้งพรรคการเมือง ส่งผู้แทนลงสมัคร มันก็คือการกลับไปเล่นในเกมประชาธิปไตยแบบตัวแทน ฉะนั้นถ้าถามว่าอุดมการณ์ของพันธมิตรคืออะไร มันมีความลักลั่นมีความคลุมเครือ แม้กระทั่งพูดว่ามีมวลชนที่ชัดเจนหรือเปล่า ก็ต้องพูดกันในรายละเอียด"
" ขบวนการ ในละตินอเมริกามีฐานทางสังคม เป็นขบวนการที่โตมาจากสภาพปัญหาทางสังคมที่ชัดเจน ขณะที่มวลชนของพันธมิตรไม่ได้มีลักษณะแบบนี้ มวลชนมารวมกันเพราะว่าความรู้สึกว่ามีศัตรูเหมือนกันคือคุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถ้าถามว่าพอหมดศัตรูแล้วคนเหล่านี้มีอะไรร่วมกันอยู่ ที่จะทำให้ขบวนการเดินไปข้างหน้าได้ คำตอบคือไม่มี พันธมิตรที่เป็นสายเอ็นจีโอหรือสายภาคประชาชนเก่าอาจจะพูดเรื่องความไม่เป็น ธรรม แต่คนจำนวนมากที่อยู่ในองคาพยพของพันธมิตรก็คือคนที่เป็นส่วนของการรักษา ระบบความไม่เป็นธรรมเอาไว้ มีทหาร มีนายทุนเยอะแยะที่เข้าร่วมกับพันธมิตร นักการเมืองจากการเมืองเก่า การเมืองใหม่ที่พันธมิตรพูดจะ make sense ได้ยังไงในเมื่อองค์ประกอบของพันธมิตรเป็นแบบนี้"
"ความ ใฝ่ฝันของแกนนำพันธมิตรบางคน ที่จะสร้างการเมืองใหม่ประชาธิปไตยทางตรง จริงๆ แล้วอาจจะเป็นแค่โวหารที่ไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ เพราะพื้นฐานของพันธมิตรมาแบบหนึ่ง การเมืองของพันธมิตรมาแบบหนึ่ง เงื่อนไขของสังคมไทยปัจจุบันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ต่อให้ผู้นำพันธมิตรทั้ง 5 คน เชื่อเรื่องการสร้างประชาธิปไตยทางตรงจริงๆ โจทย์ของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องแบบนี้อย่างที่พันธมิตรคิดหรือเปล่า มีคนสักกี่เปอร์เซ็นที่คิดว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นปัญหาจนถึงขั้นต้อง เอาประชาธิปไตยทางตรงมาแทน สังคมไทยมีปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมมากจนจะต้องมีระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ไหม ถึงที่สุดแล้วต่อให้เราประเมินแบบเข้าข้างผู้นำพันธมิตรจริงๆว่า คนเหล่านี้เชื่อเรื่องการเมืองใหม่ เชื่อเรื่องความไม่เป็นธรรมจริงๆ โดยสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน มันก็ไม่ได้มีภาวะวิสัยที่จะทำให้เกิดพรรคการเมืองแบบนี้ขึ้นมา ต่อให้เชื่อแบบนี้จริงๆ ผมก็คิดว่าโอกาสจะทำคงไม่สำเร็จ ในที่สุดมันจะกลายเป็นเรื่องของการใช้โวหารแบบนี้เพื่อบอกว่าเราแตกต่างจาก พรรคการเมืองที่มีอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย"
QUOTE
ร่วมเพราะมีศัตรู
ถ้าเรามองในมุมพันธมิตร เขามีมวลชนจำนวนหนึ่งที่เหนียวแน่นมีจุดร่วมบางอย่างเช่นการต่อต้านคอรัปชั่น ซึ่งเขาคิดว่าจะเดินต่อไปได้
" ถ้า อยากจะตั้งก็คงได้ แต่ในแง่ตั้งพรรคการเมืองที่มีความหมายกับประชาธิปไตยจริงๆ ผมไม่ค่อยเชื่อ แกนนำหลายคนพูดชัดเจนว่าต้องการร่วมกับอำมาตยาธิปไตยสร้างสังคมไทย คำถามง่ายๆ คือถ้ามี commitment กับอำมาตยาธิปไตย เวลาลงไปหาเสียงกับประชาชน ประกาศว่าเลือกพันธมิตรถ้าชอบอำมาตยาธิปไตย หรือพรรคเราจะเชิดชูอำมาตยาธิปไตยสร้างสังคมไทย มันทำได้หรือเปล่า วิธีของพันธมิตรในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ด้านหนึ่งก็คือใช้ความเป็นประชาธิปไตย ใช้เงื่อนไขของการเมืองแบบมวลชน ไปผลักดันการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตย วิธีแบบนั้นทำได้ในเงื่อนไขไหน ก็คือเงื่อนไขที่พันธมิตรไม่ใช่พรรคการเมืองแต่เป็นขบวนการซึ่งอยากจะทำอะไร ก็ได้ ถ้ามวลชนอยู่ในมือจริงๆ คือจุดแข็งของการเมืองแบบมวลชน คือถ้าถึงจุดหนึ่งที่มีมวลชนอยู่ในมือจริงๆ อยากทำอะไรมันทำได้"
" แต่ ถ้าเข้ามาอยู่ในกรอบการเมืองที่เป็นทางการ มันมีข้อจำกัดหลายเรื่อง เช่น ต่อให้มีมวลชนอยู่ในมือจำนวนมาก ถ้าทำอะไรบางอย่างที่คนเขาวิจารณ์ว่าผิดก็ลำบาก ฉะนั้นในเงื่อนไขแบบนี้การเปลี่ยนสภาพของพันธมิตร จากการเมืองแบบประท้วงมาเป็นการเมืองแบบรัฐสภา ผมคิดว่ามันจะนำพันธมิตรไปสู่ความจำกัดของระบบหลายๆ เรื่อง ซึ่งจะทำให้พันธมิตรขยับตัวได้ยาก เช่นถ้าพันธมิตรบอกว่าเราต้องการสร้างพรรคการเมืองใหม่เพื่อต่อต้านการเมือง เก่าหรือนักการเมืองทั้งหมด ในแง่หนึ่งเท่ากับพันธมิตรประกาศตัวเป็นศัตรูกับพรรคการเมืองในสภาไปแล้ว สมมติผู้นำพันธมิตรที่มาจากเอ็นจีโอบอกว่าจะสร้างพรรคการเมืองที่เรียกร้อง ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ คนชั้นกลางหรืคนชั้นสูงที่สนับสนุนพันธมิตรเขาไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ และไม่ว่าผู้นำจะพูดเรื่องประชาชน ประชาธิปไตยยังไงก็ตามแต่พันธมิตรไม่ได้มีพื้นฐานแบบนั้น 3-4 ปีที่ผ่านมาพันธมิตรไม่ได้พูดเรื่องพวกนี้อย่างซีเรียส คือในที่สุดแล้วขบวนการพันธมิตร 3-4 ปีที่ผ่านมาก็คือการเกิดรัฐประหาร เกิดตุลาการภิวัตน์ การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเอาอำมาตยาธิปไตยมาเป็นแนวร่วม ซึ่งมันมีข้อจำกัดในตัวเอง เช่นการจะลงไปหาเสียงกับประชาชนจะพูดยังไงได้ว่าพี่น้องครับมาเลือกเราเถอะ เลือกเราแล้วอำมาตยาธิปไตยจะกลับมาเฟื่องฟู นี่คือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับพันธมิตร"
เขารู้สึกว่าเขามีพลังอยู่ระดับหนึ่ง ถึงจะเป็นพลังฝ่ายขวา แต่ก็ต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเขาปลุกมาแล้ว มันหยุดไม่ได้ เสียดายที่จะลง
"ต้องยอมรับว่าเขามีมวลชน มีผู้คนซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจจะเรียกว่าจุดหมายเดียวกัน มีความเข้มแข็งและกว้างขวาง" ประภาสกล่าว
" แต่ถ้าเราประเมินว่ามันจะไปได้มาก น้อยแค่ไหน ในระยะยาวต้องดูในเชิงของ social base ใน แง่ฐานทางสังคม มันคืออะไร สิ่งที่เป็นประเด็นร่วมจากฐานของผู้คนที่เข้ามา มันจะสร้างความเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน ผมว่าประเด็นเรื่องศีลธรรม ทุจริตคอรัปชั่น มันจะคล้ายๆ กับที่พรรคพลังธรรมเคยโตขึ้นมาไหม ช่วงนั้นเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในสังคมไทย การตั้งพรรคการเมืองแบบเอาคนดีมาแข่งกันเพื่อบอกว่าจะสร้างการเมืองใหม่เอา คนดีมาไล่น้ำเสีย มันมีข้อจำกัดในตัวมันเอง เอาเข้าจริงเราก็ทราบดี พันธมิตรเองไปดูข้างหลังพันธมิตร เครือข่ายที่เชื่อมโยง ผลประโยชน์ นักธุรกิจ อุตสาหรรมต่างๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นเวลาไปสู่การเมืองแบบพรรค ยิ่งถ้าเข้าไปร่วมตั้งรัฐบาล สิ่งพวกนี้จะกลายเป็นดาบสองคม สุดท้ายก็จะมาทำลายตัวเอง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคพลังธรรม มันก็จะ down ลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้สร้างฐานแบบ movement ที่มีประเด็นปัญหา"
" ทั้ง โบลิเวียและเวเนซูเอล่า เราพูดถึงแต่ว่าเขาประชานิยมแบบทักษิณ เอาเงินไปซื้อ แต่จริงๆ แล้วเขาไปเสริมอำนาจของคนชั้นล่าง ออกกฎหมายเรื่องสิทธิชุมชน 40-50 ฉบับ ถ่ายโอนอำนาจไปสู่คนข้างล่าง ถามว่าการออกแบบการเมืองที่เป็นอยู่ในสังคมไทยมันจะขยายฐานไปสู่ตรงนี้มาก น้อยแค่ไหน แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ได้เข้าไปแตะมาก ฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้อะไรมันจะใหม่ ในระยะยาวเรายังมองไม่เห็น เราเห็นเพียงแต่ว่าเวลาเลือกตั้งก็คงต้องประนีประนอม ยิ่งถ้ามุ่งจะเป็นรัฐบาล การวิพากษ์วิจารณ์ การมีนโยบายซึ่งสุดโต่ง ไม่มีทางทำได้ มันจะกลายเป็นพรรคสังคมนิยมในอดีต ซึ่งก็จะมีผู้คนไม่เท่าไหร่ ถ้าถามว่ามันจะโตและเป็นทางออกของสังคม ผมว่านั่นใหญ่เกินไป สังคมคงจะไปฝากความหวังกับการสร้างการเมืองใหม่แบบนั้นไม่ได้ จะว่าไปแล้วเป็นการสร้างการเมืองใหม่แบบที่โคตรโบราณ โคตรเก่า มากกว่า มันลำบากเหมือนกันในระยะยาว"
ถ้าไม่พูดเรื่องตั้งพรรค พันธมิตรจะไปอย่างไรต่อ เพราะเหมือนเขาไม่มีทิศทางแล้ว
" คง เป็นอย่างนั้นเพราะการเมืองแบบพันธมิตรพลังอยู่ที่การสร้างศัตรู สร้างความเกลียดชัง มันไม่ได้สร้างมาจากมิติทางด้านบวกเลย นโยบาย ความเป็นธรรมทางสังคม คนที่พูดพูดตอนตี 5 พูดง่ายๆ คือไม่มีความสำคัญอะไรหรอกบนเวทีพันธมิตร เมื่อมาถึงจุดนี้ศัตรูทางการเมืองไม่มี จะวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปัตย์ซึ่งประคับประคองกันมา แล้วสร้างให้เป็นศัตรูก็ยาก เมื่อเป็นแบบนี้มันก็ถึงจุดซึ่งเหมือนลงไม่ได้เหมือนกัน การตั้งพรรคก็อาจจะเป็นทางออกทางลงแบบหนึ่ง ในสถานการณ์ซึ่งไม่สามารถอาศัยการเมืองที่ระดมผู้คน ซึ่งไม่รู้จะระดมมาเพื่ออะไรในช่วงนี้"
สถานการณ์ ปัจจุบันมันเหมือนเขาอารมณ์ค้าง เขาปลุกอะไรเต็มไปหมดแต่ได้ประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลได้นายกอภิสิทธิ์กับเน วิน มันไม่ได้เป็นการเมืองใสสะอาดอย่างที่เขาปลุกกันมา
ศิ โรตม์บ้าง "ถ้าการตั้งพรรคเกิดจากปัจจัยแบบนี้ แกนนำพันธมิตรต้องรับผิดชอบเองในการปลุกระดมมาจนถึงจุดที่ประชาชนมีความ รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างออกไป ซึ่งความเป็นจริงมันขยับมากกว่านี้ไม่ได้ เอาเข้าจริงแล้วประเด็นเดียวที่จะทำให้พันธมิตรมีอนาคต ก็คือการเล่นบทองครักษ์พิทักษ์มรดกต่างๆ ของการรัฐประหาร 19 ก.ย. และคมช. เช่นการพิทักษ์ตุลาการภิวัตน์ รัฐธรรมนูญ 2550 คำสั่งศาลเรื่องการยุบพรรค เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำให้พันธมิตรมีบทบาทในอนาคตต่อไปได้ แต่บทบาทแบบนี้ถูกมองจากฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นว่าพันธมิตรไม่ใช่พลัง ประชาธิปไตย และถึงที่สุดแล้วคนที่เป็นกลางหรือคนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายโปรทักษิณ ก็คงจะไม่ค่อยสบายใจกับการเล่นการเมืองแบบพันธมิตร"
" อย่าง ช่วงนี้คำขวัญที่ว่าหยุดทำร้ายประเทศไทย บางคนมองว่าวิจารณ์เสื้อแดง แต่พวกพันธมิตรก็รู้สึกว่าเป็นการวิจารณ์พันธมิตรด้วย เหตุผลก็คือการเมืองแบบพันธมิตรมันทำงานบนการสร้างความเกลียดชัง ซึ่งในที่สุดแล้วมันทำลายระบบการเมืองทั้งหมดลงไป ฉะนั้นมีโอกาสที่คนเป็นกลางจำนวนมากจะไม่เอาด้วยกับพันธมิตร การที่พันธมิตรจะมีบทบาทในอนาคตได้มันโยงกับหลายเรื่อง เช่นการทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์มรดก คมช. ซึ่งในที่สุดแล้วเมื่อกระบวนการทางการเมืองมันคลี่คลายถึงจุดที่คุณทักษิณ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาแล้ว พันธมิตรจะมีข้อจำกัดมากขึ้นด้วย เช่นเขาจะห้ามแก้รัฐธรรมนูญหมดเลยก็ถูกตั้งคำถามว่าในที่สุดแล้วเขาทำเพื่อ ประชาธิปไตยหรือเพื่อให้ตัวเองยังมีบทบาท"
ประภาส ยังมองในแง่ดี "พลังพันธมิตรคือพลังของการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่น เสื้อแดงเป็นเรื่องของการพิทักษ์ประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งซึ่งสร้างพลังด้วยกันทั้ง 2 ส่วน พลังที่พันธมิตรมีอยู่เป็นพลังของการตรวจสอบกำกับ ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางสังคมที่ตรวจสอบนโยบายรัฐ อันนี้น่าจะเป็นมิติเชิงบวกที่ควรจะรักษาต่อไป ซึ่งสังคมจะได้ประโยชน์ แต่ผมคิดว่าการตั้งพรรคไม่ได้มาตอบโจทย์หรือมาเสริมส่วนที่เป็นจุดแข็งของ เขา"
ศิ โรตม์ "คนจำนวนหนึ่งชอบเปรียบเทียบพันธมิตรกับการตั้งพรรคพลังธรรม แต่อาจจะผิดก็ได้ เพราะตอนที่พลังธรรมขึ้นมา ผู้นำพลังธรรมทุกคนสดมาก คุณจำลองอาจจะสดน้อยที่สุด แต่ก็ถือว่าภาพค่อนข้าง clean ไม่มี ศัตรูทางการเมืองอย่างชัดเจน คนที่เป็นองค์ประกอบพรรคพลังธรรมตอนนั้นอย่างคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ คุณธำรงค์ แสงสุริยะจันทร์ หรือกระทั่งคุณสุดารัตน์ตอนนั้นก็ไม่มีต้นทุนลบติดตัว แต่พันธมิตรแค่จุดเริ่มต้นก็ต่างจากพลังธรรมพอสมควร คือผู้นำพันธมิตรทุกคนพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายประชาธิปไตย การสนับสนุนรัฐประหาร แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างปิดสนามบิน โอเคในแง่มวลชนพันธมิตรอาจจะมีมากกว่าพลังธรรม แต่ต้นทุนทางสังคมอาจจะต่ำกว่าพลังธรรมในตอนนั้นด้วยซ้ำไป พูดง่ายๆ เราจะชูคุณสนธิเป็นผู้นำทางการเมืองแบบศีลธรรมหรือ พันธมิตรกล้าชูหรือเปล่าว่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุลคือผู้นำขบวนการทางการเมืองที่มีศีลธรรมเป็นหลัก พลังธรรมตอนเริ่มต้นไม่มีศัตรูไม่มีคนเกลียด แต่พันธมิตรมีคนเกลียด อย่างต่ำก็คือครึ่งประเทศ"
ประภาส "ผมคิดว่าการสร้างพรรคการเมืองมันระดมคนจากความเกลียดชังไม่ได้ สิ่งแรกที่พรรคพันธมิตรต้องทำคือเลิกจิกหัวผู้คนด่าแบบสาดเสียเทเสีย ต้องเลิกเป็นอันธพาลทางการเมือง ซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจว่าธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่นักการเมืองพรรคการเมืองที่โตมาได้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก ถูกด่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี เราไม่เคยเห็นเขาตอบโต้ ออกมาสวนทันที ทักษะแบบนั้นมันเป็นทักษะการเมืองอีกแบบหนึ่ง เป็นทักษะการเมืองแบบพรรค ประนีประนอมตั้งแต่ระดับชาวบ้านถึงผลประโยชน์"
QUOTE
คนชั้นกลางของใคร
ที่ แกนนำพูดก็น่าจะจริงว่าเขาสามารถระดมคนชั้นกลางจำนวนมาก เป็นไปได้ที่จะได้เงินบริจาคนับร้อยล้าน มันมีคนชั้นกลางที่ถูกปลุกขึ้นมาจริง เขาพยายามรวบรวมคนเหล่านี้แต่จะทำอะไรต่อค่อยว่ากัน
ศิ โรตม์ "การประเมินแบบนี้มีสมมติฐานว่าทุกพรรคการเมืองไม่สนใจคนชั้นกลางเลย และคนชั้นกลางไม่มีช่องทางเลยนอกจากเข้าสู่พันธมิตร ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เหตุผลที่ทำให้คนชั้นกลางสนับสนุนพันธมิตรในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา คือเขารู้สึกว่าใช้กระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการไล่คุณทักษิณไม่ได้ เพราะฉะนั้นพันธมิตรกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็น นั่นคือการสร้างมวลชนบนท้องถนนขึ้นมาเพื่อไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในทันทีที่พันธมิตรประกาศจะเป็นพรรคการเมือง สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการประกาศเป็นศัตรูกับคนจำนวนหนึ่ง คือแนวร่วมของพันธมิตรในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วย เวลาลงเลือกตั้งพันธมิตรต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ ต้องแข่งกับอีกหลายๆ คนที่เคยสนับสนุนพันธมิตร ในแง่โวหารเราจะปราศัยยังไงก็ได้ว่ามีคนดู ASTV 1 ล้านคน มีคนอ่านผู้จัดการกี่แสนคน เราจะหาเงินได้เดือนละร้อยล้าน แล้วคนกลุ่มอื่นเขาไม่คิดจะเอาคนชั้นกลางเป็นพวกหรือ"
"สองคือมันมี เหตุอะไรที่ทำให้คนชั้น กลางเขาหนุนพันธมิตร สมมติคุณจำลอง คุณสนธิไปลงสมัครเขต 6 แข่งกับคุณอภิสิทธิ์ คนจะเลือกคุณอภิสิทธิ์หรือคุณจำลอง ไม่ว่าพันธมิตรจะประเมินยังไง แต่มันไม่ง่ายถ้าจะบอกว่าคนชั้นกลางหนุนพันธมิตรใน 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้วทำให้พันธมิตรมีฐานทางการเมืองมากขึ้นในอนาคต"
"ถ้า ประเมินเข้าข้างตัวเองว่า 3 ปีที่ผ่านมามีฐานทางการเมืองจากคนชั้นกลาง แต่มันไม่มีเหตุผลทางโครงสร้างอะไรเลยที่บอกว่าคนชั้นกลางเขาสนับสนุนคุณต่อ ไป 3 ปีที่ผ่านคนชั้นกลางเขาสนับสนุนพันธมิตรด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่พิเศษ มากๆ คือการมีระบอบทักษิณอยู่และการใช้การเมืองแบบทางการล้มคุณทักษิณไม่สำเร็จ สองเงื่อนไขนี้มันจบลงไปแล้ว ไม่มีเหตุผลทางโครงสร้างที่คนชั้นกลางต้องสนับสนุนพันธมิตรต่อ ถ้าเลือกระหว่างพันธมิตรกับอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าคนชั้นกลางจำนวนมากคงจะเลือกคุณอภิสิทธิ์มากกว่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล"
" สิ่ง ที่พันธมิตรทำให้คนจำนวนมากรู้สึกก็คือเมื่อเทียบกับการตั้งพรรคการเมือง ใหม่ๆ ในอดีต พรรคการเมืองใหม่หลายๆ พรรคทำให้คนบางพื้นที่รู้สึกว่ามีความหวัง เช่นพล.อ.ชวลิตตั้งพรรคความหวังใหม่ หรือคุณจำลองตั้งพรรคพลังธรรม แต่ในกรณีพันธมิตรผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของการทำให้คนมีความหวัง แต่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นการเมืองแห่งความเกลียดชัง และอีกด้านหนึ่งก็คือพันธมิตรทำให้เกิดบรรยากาศการเมืองที่คาดเดาไม่ได้ว่า จะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต"
"ประชาธิปไตย ไม่ว่าโลกตะวันตกหรือสังคมไทยมันทำงานได้ก็คือ ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพได้ เป็นการเมืองที่มีอนาคตได้ รู้ว่าพรุ่งนี้การเมืองจะเป็นยังไง รู้ว่าพรรคแบบไหนจะได้เข้าไปสู่การเลือกตั้ง ทิศทางการเมืองจะเป็นยังไง แต่การเมืองแบบพันธมิตรไม่ได้ทำงานบนกติกาแบบนี้ ทำงานบนการสร้างความไม่มีเสถียรภาพ ทำงานบนความรู้สึกหวาดกลัว ทำงานบนความไม่ไว้วางใจระหว่างคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ และใช้เครือขายของอีกกลุ่มมาล้มอีกกลุ่มตลอดเวลา ถึงที่สุดแล้วปัญหาของพันธมิตรอาจจะไม่ใช่เรื่องทักษะการทำงานทางการเมือง แต่เป็นเรื่องตัวตนของพันธมิตรเอง อัตลักษณ์ของการเมืองแบบพันธมิตรเอง ที่มันอยู่อย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ต้นและไม่มีทางแก้ได้ ถ้ากลับไปถามว่ามีอนาคตไหม ผมคิดว่าไม่มีอนาคต และไม่มีคิดว่าแม้แต่การสนับสนุนของคนชั้นกลางจะทำให้พันธมิตรเดินต่อไปข้าง หน้าด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คนชั้นกลางจะต้องหนุนพันธมิตรในระยะยาวถ้าไม่มีศัตรู คือคุณทักษิณอีกต่อไป”
ประภาส "ภาคประชาชนที่อยู่ในพันธมิตรคงคิดว่าตอนนี้มวลชนตื่นแล้ว หน้าที่คือไปช้อนเอามวลชนที่ตื่นแล้วเข้ามา ซึ่งก็จะเป็นสิ่งดีนะสำหรับการเมือง แต่มันจะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างกลไกต่างๆ รองรับ ซึ่งยังไม่ค่อยเห็นว่าจะเกิดขึ้นได้ยังไง ประเด็นที่จะทำให้คนเหล่านี้สานกันได้ระยะยาวคืออะไร ประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่แกนนำพันธมิตรโยนลงมา ผมก็ยังนึกไม่ค่อยออก พูดกันถึงกระทั่งว่าคนจนอยู่กับปัญหาปากท้อง คิดถึงเรื่องอุดมการณ์ไม่ได้ คิดถึงรัฐสวัสดิการไม่ได้ อย่าไปหวังให้คนจนสร้างรัฐสวัสดิการ-มีแกนนำพันธมิตรพูด ต้องเป็นเรื่องของคนชั้นกลางเพราะคนชั้นกลางมีเวลา มีท้องที่อิ่มแล้ว ฉะนั้นจะจินตนาการสังคมที่ดีงามได้ ผมไม่ค่อยเห็นว่าตรรกแบบนี้จะไปได้มากน้อยแค่ไหน คนชั้นกลางเหล่านี้พอมาถึงสิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับตัวเอง ประเด็นความไม่ยุติธรรมทางสังคม เรื่องภาษีที่ดิน เอาเข้าจริงคนที่ขวางประเด็นพวกนี้กลายเป็นคนชั้นกลาง นักธุรกิจต่างๆ ที่พันธมิตรเข้าไปสัมพันธ์เต็มไปหมด ฉะนั้นมันไม่ง่ายที่จะมาสานมาช้อนมวลชนแล้วทำให้เกิดอุดมการณ์ร่วมที่ พันธมิตรอยากจะเห็น และชูมากเลยในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันไม่ง่ายแต่ก็ต้องให้กำลังใจเพราะผมก็อยากเห็นคนชั้นกลางที่ตื่น ตัวและมองเห็นความไม่เป็นธรรมทางสังคมอย่างที่แกนนำพันธมิตรอยากให้เกิด"
QUOTE
พรรคชาตินิยมใหม่
พันธมิตร ปลุกคนชั้นกลางที่อนุรักษ์นิยม ยกเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แล้วเขาพยายามเชื่อมคนพวกนี้ไปต่อสู้ความไม่เป็นธรรม ให้เห็นใจคนชั้นล่าง
ประภาส "อันนั้นคือโจทย์ของพันธมิตรที่เขาพยายามจะสร้าง แต่ผมว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายหรอก คนชั้นกลางหรือคนชั้นล่าง คนไหนๆ ก็งกเหมือนกันทั้งนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มากระทบกับผลประโยชน์ของเขา"
ศิ โรตม์ "พวกพันธมิตรจำนวนหนึ่งเพ้อฝันว่าการที่คนหลายๆ ชนชั้นมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบ ปิดสนามบินด้วยกัน บุกช่อง 11 ด้วยกัน จะเรียนรู้และเห็นใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการประเมินที่ค่อนข้างเลื่อนลอยมาก ในแง่รัฐศาสตร์ในแง่วิชาการต้องดูว่ามีปัจจัยอะไรทางโครงสร้างที่จะทำให้ เกิดเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่แค่คนจนมาชุมนุมกับคนรวย เพราะฉะนั้นคนรวยจะเข้าใจคนจน อันนั้นมันร่วมกันได้เพราะมันไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ในแง่ของการสร้างพรรคการเมืองทำให้พรรคเป็นพรรคของคนส่วนใหญ่อย่างที่ พันธมิตรพูด เป็นพรรคของคนจนคนด้อยโอกาส มันต้องนำไปสู่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของพันธมิตร กลุ่มทุนหลายๆ กลุ่ม นายธนาคารหลายกลุ่ม คนที่เป็นพ่อค้าท้องถิ่นหลายกลุ่ม พันธมิตรจะขัดแย้งทางผลประโยชน์กับกลุ่มซึ่งในที่สุดแล้วจะเป็นคนกุมกลไกของ พันธมิตรได้ยังไง เพราะฉะนั้นการคิดเรื่องจะเปลี่ยนคนชั้นกลางที่ชุมนุมให้เข้าใจคนจน ผมคิดว่าทำได้ 10 เปอร์เซนต์ก็ปาฏิหาริย์มากๆ เพราะในที่สุดแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าพันธมิตรมาจากฐานทางชนชั้นที่แตกต่างกัน มาจากฐานผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ถ้าไม่มีศัตรูร่วมกัน คือพูดง่ายๆ ใครจะอยากควักกระเป๋าสตางค์ตัวเองให้คนจน"
ประภาส "ถ้าจะโตก็โตแบบพรรคนาซี ที่ชูคนจนแต่ใช้ประเด็นอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวา มันจะออกไปแนวนั้นมากกว่า"
ตรง นี้ไม่ใช่ว่าพันธมิตรเป็นนาซี "ผมเปรียบเทียบว่าถ้าจะโตมันจะโตแบบนั้น มันมีอุดมการณ์แบบชาตินิยม สถาบันนิยม คนที่สานกันได้จะเป็นอุดมการณ์แบบนั้น เหมือนพรรคนาซีที่หยิบประเด็นชาตินิยมขึ้นมา แต่อย่าไปหวังว่าจะเกิดแบบพรรคในละตินอเมริกาที่ชูประเด็นความเป็นธรรมทาง สังคม มันไม่มีทางเกิดได้ สิ่งที่ร่วมกันได้ก็คือเรื่องชาตินิยม สถาบันนิยม มันจะโตไปแบบนี้ มันก็เคยมีตัวอย่างพรรคชาตินิยมในอินเดียหลังการปลดปล่อยจากอังกฤษ ก็จะโตได้พักหนึ่ง ประเด็นสำคัญอยู่ที่อย่าไปดัดจริต พูดเป็นโวหาร เรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคมต่างๆ ถ้าจะสร้างพรรคให้โตก็ต้องยอมรับว่าอุดมการณ์หรือ social base ของพรรคพันธมิตรมันคือเรื่องชาตินิยม"
ศิ โรตม์ "แกนของพันธมิตรคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อุดมการณ์เหล่านี้ไม่สามารถสร้างพลังทางการเมืองได้ ถ้าไม่มีศัตรูที่จะทำลายชาติอยู่ พูดง่ายๆ เราจะสร้างพรรคการเมืองบนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังไง พันธมิตรจะบอกว่าเลือกพันธมิตรแล้วพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำชาติหรือ พูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ ในที่สุดแล้วพันธมิตรอาจจะไม่ถึงขนาดพรรคนาซี แต่การทำงานทางการเมืองในลักษณะนี้พยายามจะ manipulate ยั่ว ยุหรือกระตุ้นให้คนจนไม่พอใจในระบบที่เป็นอยู่ แล้วอธิบายว่าระบบที่เป็นอยู่มีปัญหา ทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหาคือต้องเปลี่ยนระบบนี้โดยหันมาสนับสนุนพรรค การเมืองของเรา แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาของคนจน เป็นการใช้ความไม่พอใจของคนจนต่อสังคมเป็นเครื่องมือหรือสร้างฐานทางการ เมืองของพรรคมากกว่า พรรคนาซีก็พูดถึงคนเยอรมันที่ยากจนเพราะถูกคนยิวเอารัดเอาเปรียบ เยอรมันไม่เจริญเพราะถูกมหาอำนาจเอาเปรียบตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คนงานมีชีวิตที่ลำบาก คนจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่าเขาพูดถึงชีวิตของเราที่ลำบากจริงๆ นะ ก็มาสนับสนุนพรรคนาซี"
"สิ่ง หนึ่งที่ประเทศโลกที่สามมีเหมือนกันหมดคือเอาเรื่องความยากจน คนที่ถูกเศรษฐกิจกระแสหลักเบียดออกไป และระบบการเมืองที่เป็นทางการช่วยเขาไม่ได้ ก็มีพรรคการเมืองที่พยายามใช้วิธีแบบนี้สร้างความนิยมให้ตัวเอง พรรคอัมโนตอนขึ้นมาใหม่ๆ ก็ใช้วิธีแบบนี้ การระดมแรงสนับสนุนจากคนมลายู ในที่สุดแล้วจะเป็นปัญหาของพรรคการเมืองในโลกที่สามคือมันมีปัญหาทาง เศรษฐกิจที่ใหญ่จริง ซึ่งแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยากจะมีอำนาจผ่านการเลือกตั้งคือใช้ความไม่พอใจทาง เศรษฐกิจเป็นโวหารสร้างความสนับสนุนทางการเมืองให้ตัวเอง กลไกแบบนี้มีข้อจำกัดคือมันทำงานบนการสร้างความคาดหวังที่เลื่อนลอยให้คน ในที่สุดแล้วมันอยู่ได้ไม่ยั่งยืน ทุกคนก็จะวิจารณ์ว่านี่คือการหักหลังประชาชน ไม่ได้ทำอย่างที่ตัวเองพูดไว้"
" ผมคิดว่าในกรณีที่ดีที่สุดที่ พันธมิตรจะทำได้คืออาจจะได้ปาร์ตี้ลิสต์มาจำนวนหนึ่ง คงไม่ถึงขนาด 80 ที่นั่งที่คุณสุริยะใสพูด อันนี้อาจจะเข้าข้างตัวเองเกินไปหน่อย เหมือนกับไม่มีพรรคอื่นอยู่ในประเทศไทย อาจจะได้ 10-20 ที่นั่ง แต่ในที่สุดแล้วก็จะเจอปัญหาแบบนี้ คือความคาดหวังที่คนกลุ่มต่างๆ เทคะแนนให้พันธมิตร มาจากการที่พันธมิตรพูดในเรื่องที่เขาไม่พอใจในชีวิตประจำวัน พอพันธมิตรมีอำนาจก็ไม่สามารถจะแก้ได้ เพราะพื้นฐานของพันธมิตรไม่ใช่การเมืองแบบปฏิวัติ แต่เป็นการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม เป็นการเมืองแบบปฏิกิริยาที่ใช้ยุทธวิธีแบบปฏิวัติ คือใช้การเมืองมวลชนมาเป็นเครื่องมือ แต่พอไปทำงานการเมืองจริงๆ แล้วไปพูดเรื่องปฏิวัติสังคม การเปลี่ยนสังคมขนานใหญ่ ซึ่งมันขัดกับตัวตนพันธมิตรมาตั้งแต่ต้น ก็จะเป็นอย่างที่บอกว่าไม่สุดต่อไปเรื่อยๆ"
พันธมิตรเชื่อว่าเขาปลุกคนชั้นกลางที่เกลียดการคอรัปชั่น อยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาด จึงคิดว่าเป็นฐานที่จะตั้งพรรคได้
ศิ โรตม์ "ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่คนชั้นกลางจะตื่นตัวทางการเมือง อย่างอเมริกาก็มีคนชั้นกลางเยอะแยะที่ไม่รู้เรื่องการเมืองแล้วอยู่ดีๆตื่น ตัวทางการเมือง ความตื่นตัวทางการเมืองแบบนี้มันมาจากฐานความเข้าใจทางการเมืองหรือมุมมอง ทางการเมืองที่ถูกบิดเบือนตั้งแต่ต้น ฉะนั้นความตื่นตัวแบบนี้พูดแรงๆ ก็คือไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เพราะมันนำไปสู่การคิดว่าระบบการเมืองที่เป็นอยู่เลวหมด นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทุกคนเลวหมด สถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเลวหมด ต้องแก้ด้วยการเอาอำนาจที่ไม่อยู่ในการเลือกตั้งเข้ามา ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอะไร ในทางกลับกันนี่เป็นเรื่องน่าเศร้าด้วยซ้ำไปว่าเรากำลังพูดถึงคนชั้นกลาง ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีการศึกษาที่ดี แต่ความเข้าใจทางการเมืองกลับคิดเหมือนคนที่มาจากศตวรรษที่ 18 คืออำนาจทุกอย่างที่มาจากการเลือกตั้งเป็นอำนาจที่ไว้ใจไม่ได้ อำนาจที่ไว้ใจได้ต้องเป็นอำนาจที่มาจากเบื้องบนเท่านั้น พูดในอีกแง่หนึ่งอาจถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมของคนชั้นกลางด้วยซ้ำ ผ่านบทเรียนทางการเมืองมาเยอะแยะแล้ว ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาตั้งเยอะแล้ว แต่ความเข้าใจทางการเมืองไม่ได้เติบโตขึ้นเลย"
คนเหล่านี้ไม่ว่าสถานการณ์ลงเอยอย่างไรก็อารมณ์ค้างอยู่ดี
" เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่กับการอารมณ์ ค้างไปเรื่อยๆ เพราะมัน built เป็นเรื่องที่ไม่ make sense มาตั้งแต่ต้น คือ built ว่าทุกคนบนโลกนี้เลวไปหมด มันก็ต้องค้างต่อไป นี่คือปัญหาที่สร้างกันขึ้นมาเอง"
เช่นพันธมิตรบางส่วนไม่มีวันพอใจจนกว่าจะได้นายกพระราชทาน
" ต่อ ให้ได้เขาก็จะไม่พอใจ เพราะนายกพระราชทานก็จะไม่มีทางทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้ เช่น นายกพระราชทานจะบอกว่าไม่เอาโลกาภิวัตน์ได้เหรอ มันทำได้ที่ไหน ก็หลัง 19 ก.ย. องคมนตรีมาเป็นนายกฯ ก็ไม่พอใจองคมนตรีกันอีก"
ประภาส "มันสะท้อนการแก้ปัญหาประชาธิปไตยที่ทำแบบขาวดำ สุดโต่ง มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ การจรรโลงประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่จะไปเสกเอาไม่ได้ มันต้องร่วมกันสร้าง โดยเฉพาะจากคนข้างล่าง จากประสบการณ์ปัญหาประชาธิปไตย ถ้าเราพูดอุดมการณ์อย่างพวกละตินอเมริกา ซึ่งก็จะเกิดคล้ายๆ กันแต่ว่าที่เราไม่เคยหยิบมาพิจารณาเลยคือ เขาออกจากปัญหาประชาธิปไตยตัวแทน"
"ประสบการณ์จาก movement มาสู่การเป็นประธานาธิบดี สิ่งที่เขาทำเขาไม่ได้สร้างประธานาธิบดีที่ดีที่บริสุทธิ์ คนมีศีลธรรม แต่ประธานาธิบดีโดย movement มัน ไปถ่ายอำนาจจากระบบตัวแทนสู่คนข้างล่าง ให้ผู้คนเข้ามาตัดสินใจทางการเมือง สารพัด ตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น ประชาธิปไตยทางตรงที่พูดกัน มันเป็นขบวนการที่ค่อยๆสร้าง ค่อยๆ แก้ โอนอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น กฎหมายลูก บ้านเราออกแบบไว้เยอะแยะแต่ไม่มีใครสนใจ เรื่องช่องทางการมีส่วนร่วม การขยายอำนาจไปสู่คนข้างล่าง เรามุ่งแต่สร้างแต่คนดี ปัญหาในเชิงโครงสร้างก็นิยามว่าจะต้องแก้ด้วยการเอาคนดีเข้ามา เอาพรรคที่ดีเข้ามา ถามว่ามันเป็นทางออกให้ประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน มันก็ติดอยู่ในเพดาน ภาษาหมอประเวศก็คือไก่ในเข่ง อยู่ในกะลาอยู่ในเพดาน ซึ่งก็เห็นกันว่ามีข้อจำกัดเต็มไปหมด บทเรียนแบบนี้ก็ไม่เคยสรุปกัน ก็ยังย่ำเดินและลดทอนทุกอย่าง แล้วไปนิยามว่าทั้งหมดนี้จะเป็นการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริง กับพรรคการเมืองที่ดี ผู้คนเข้ามาอยู่ตรงนี้แล้วปัญหาประชาธิปไตยจะจบ ซึ่งผมว่ามันง่ายเกินไป แต่แน่นอนผู้คนส่วนหนึ่งก็เห็นเป็นช่องทางที่จะตรวจสอบกันไปว่าดีไม่ดี ผมว่าพรรคพันธมิตรก็จะเป็นบทเรียนให้เห็นถึงข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกก็ได้ แต่เราพูดทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจว่ามันจะมีจำกัดอะไรบ้าง เราเห็นข้อจำกัดแต่เราไม่ได้บอกว่าดีไม่ดี"
คือให้เขาตั้งพรรคแล้วเขาจะได้เรียนรู้
ประภาส "และสังคมไทยก็จะได้เรียนรู้ แต่จากประสบการณ์พฤษภาทมิฬ หัวใจสำคัญคือการเมืองภาคประชาชน โอนอำนาจไปสู่คนข้างล่าง ถามว่าพรรคพันธมิตรกับเครือข่ายภาคประชาชนสืบทอดตรงนี้มากน้อยแค่ไหน"
ศิ โรตม์ "ยกตัวอย่างง่ายๆหลังพฤษภาทุกคนพูดกันว่าต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการทุก จังหวัด พรรคพันธมิตรบอกว่าต้องการเป็นพรรคที่สร้างประชาธิปไตย กล้าประกาศไหมว่าจะให้เลือกตั้งผู้ว่าทั่วประเทศ เขาคงไม่กล้าทำเพราะถ้ามีการเลือกตั้งผู้ว่า พวกเสื้อแดงจะเข้ามา ในที่สุดก็จะกลับมาสู่โจทย์เดิมของพันธมิตร 2 ปีคือพันธมิตรไม่เชื่อประชาชน พันธมิตรเชื่อว่าประชาชนถูกหลอกได้ ถูกนักการเมืองใช้ได้ เพราะฉะนั้นแนวทางของพันธมิตรคือการจำกัดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตัวตนของพันธมิตรคือปฏิเสธหลักการประชาธิปไตย คืออำนาจต้องมาจากการเลือกตั้ง มาจากการตรวจสอบของประชาชน การเมืองที่มาจากการตรวจสอบไปอยู่นอกเวทีที่คนตรวจสอบไม่ได้ นี่คือการทำลายประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าพันธมิตรจะคิดเรื่องประชาธิปไตยจะเกลียดระบอบทักษิณยังไงก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดไม่ได้แปลว่าพันธมิตรจะเท่ากับขบวนการเพื่อประชาธิปไตยในตัวเอง ไม่เกี่ยวกัน การเกลียดทักษิณไม่เท่ากับคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันคนละเรื่อง"
QUOTE
คลุมเครืออันตราย
พันธมิตรต้องใช้อุดมการณ์ชาตินิยม จะไปชูอุดมการณ์ความเป็นธรรมคงไม่ได้ใช่ไหม ไม่ชูชาติ สถานบัน ก็ไม่มีทางไปได้เลย
ศิโรตม์ "ยกเว้นจะทำเรื่องอื่นๆ เช่น ปกป้องคมช. ปกป้องรัฐธรรมนูญ"
ประภาส "พันธมิตรเขาก็พยายามดึงภาคประชาชนมาร่วม พยายามให้มีส่วนนี้อยู่ ถ้าดูจากช่วงที่เคลื่อนไหว คำถามคือเขาเอาจริงเอาจังแค่ไหน มันเป็นแค่โวหารหรืออะไรก็ได้ เหมือนกับทั้งหมดเป็นแค่เครื่องมือ แม้แต่อุดมการณ์ จุดหมาย ก็เป็นแค่เครื่องมือ พูดให้ดูดีก็พูดไปเรื่อยๆ แต่อุดมการณ์ที่แท้จริงก็คือชาตินิยม ผู้คนที่เข้ามา ความรับรู้ของผู้คน ก็จะเป็นเรื่องนี้ สิ่งที่ดึงอารมณ์ของผู้คนเข้ามาได้ฐานอยู่ที่เรื่องชาตินิยม อนุรักษ์นิยม สถาบันนิยม เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ถามว่ามันจะขยายไปได้โดยง่ายได้ยังไง ประวัติศาสตร์การต่อสู้ก็คงจะตอบได้ด้วยตัวมันเอง จะเปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้ยังไง อยู่ดีๆ จะให้คนชั้นกลางไปเห็นใจคนจน แค่มาชุมนุมด้วยกันแล้วเห็นใจ เห็นคนจนแล้วน้ำตาไหล มันไม่ใช่ มันเป็นอารมณ์แบบว่าเรามาสู้ร่วมกัน มีศัตรูคือทักษิณร่วมกัน เรามาทุกข์ยากตากฝน ภายใต้เต้นท์เดียวกัน มันเป็นอารมณ์แบบนั้นมากกว่า เอามันให้ไปให้ได้ มันไม่ใช่ว่าเออเรามาเรียนรู้ โหคนจนนี่จนเหลือเกิน ถึงวันนี้ผมก็ยังสรุปว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องหลัก ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชนที่สนใจความไม่เป็นธรรมในสังคม”
พิภพ สุริยะใส อาจจะพูดเรื่องนี้ แต่คนที่มาไม่ได้มาด้วยเรื่องนี้
ประภาส "เขาไม่ได้อยากฟังเรื่องพวกนี้หรอก เขาไม่เคยฟังด้วย ถึงพูดตอนตี 1-ตี 5 มันจะพลิกกลับมาง่ายๆ คงยาก"
ศิ โรตม์ "พันธมิตรใช้มวลชน ใช้ประชาชนฝ่ายคนยากจนเป็นผู้ปฏิบัติงานของอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมมากกว่า คือเอาคนพวกนี้ไปเพื่อทำให้อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมมันดูมีประชาชนเข้ามา เกี่ยวข้อง มีมวลชนหลายฝ่ายมาเกี่ยวข้อง แต่ตัวขบวนการไม่ใช่"
หัวค่ำพูดถึงสถาบัน ดึกๆ พูดถึงภาคประชาชน ถ้าอย่างนี้เราจะบอกว่าอุดมการณ์หลักของพรรคพันธมิตรมันคืออะไร คือ conservative หรือเปล่า
ศิ โรตม์ "ถ้าพูดว่าเป็น conservative ก็ลำบาก เวลาพูดถึงพรรคการเมืองในตะวันตกแบบ conservative จะ ชัดเจน อย่างเขาเชื่อว่าคนผิวขาวสูงส่งกว่าคนสีผิวอื่นทั้งหมดในโลก ศาสนาคริสต์ดีกว่าศาสนาอื่น ซึ่งพันธมิตรก็ไม่กล้าพูดถึงขนาดนั้น การเมืองแบบพันธมิตรมันเป็นไปด้วยความคลุมเครือตลอดเวลา พรรคการเมืองต้องมีฐานของตัวเองที่ชัดเจน แต่พันธมิตรไม่ได้มีฐานแบบนี้ อุดมการณ์พันธมิตรไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น พูดเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วมาพูดถึงความไม่เป็นธรรมทางสังคม ที่สุดแล้วผมว่าพันธมิตรก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์จริงๆ ด้วยซ้ำ ตัวอย่างง่ายๆ เรื่องศาสนา สมัยไล่คุณทักษิณพันธมิตรพูดเรื่องสังฆราช 2 พระองค์ แต่พอคุณทักษิณลงไปแล้วสังฆราช 2 พระองค์ก็มีอยู่ พันธมิตรไม่เห็นทำอะไรอีกเลย เรื่องเขาพระวิหารก็ไม่เห็นพันธมิตรทำอะไรอีกเลย ถ้าพันธมิตรซีเรียสเรื่องชาติ ศาสนา พันธมิตรจะดุและคลุ้มคลั่งกว่าที่ผ่านมา"
"เพราะฉะนั้นในแง่ อุดมการณ์มันหลวมมาก และยิ่งอันตรายเพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้นำ เราไม่มีทางรู้ว่าผู้นำซึ่งจริงๆ อาจจะแค่ 2 คน เขาต้องการจะผลักอะไร คือถ้ามันมีอุดมการณ์เป็นกอบเป็นกำเราจะพอเห็น line ว่า เป็นขบวนการแบบนี้นะ ถ้าเป็นชาตินิยมก็จะต่อต้านโลกาภิวัตน์ทุกรูปแบบ ธุรกิจใหญ่ๆ เป็นของคนไทย แต่พอคลุมเครือทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองแบบโวหาร อย่างที่คุณไพโรจน์ พลเพชร บอกว่าเป็นขบวนการที่อยู่แบบหาเช้ากินค่ำ คือใช้สถานการณ์พูดเรื่องใหม่ไปเรื่อย ดังนั้นในแง่อุดมการณ์จะบอกว่าเป็นอนุรักษ์นิยมคงไม่ได้ อย่างในอังกฤษหรืออเมริกา พรรคอนุรักษ์นิยมมีความชัดเจนว่าเอาอย่างนี้ ไม่เอาอย่างนี้ แต่นี่มันเหมือนมีหลายหัวแล้วแต่ละหัวก็เดินไปทางนั้นทีทางนี้ที"
ประภาส "เป็นลักษณะที่อุดมการณ์ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเครื่องมือ ลื่นไหลไป อะไรที่ขายได้พูดหมด ตั้งแต่การเมืองใหม่ ขบวนการทางสังคม ปกป้องสถาบัน ทุกเฉดของอุดมการณ์ ตั้งแต่ซ้ายสุดจนขวาสุด มันจับต้องยาก ซึ่งอันนี้อันตรายต่อการเคลื่อนไหว ความเป็นกลุ่มก้อนในระยะยาว ทำให้ผู้คนที่เข้ามาบอกลำบากว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เวลามี movement ในลักษณะการเมืองเครือข่าย มันรวมคนหลากหลาย แต่มันมีอะไรร่วมกัน พออะไรร่วมบางอย่างหมดไป ที่เหลือก็ขัดกันแล้ว"
ศิโรตม์ "มันเป็นการเมืองชั่วคราวไม่ใช่การเมืองแบบค้างคืน พันธมิตรเป็นการเมืองแบบชั่วคราวแต่เขาพยายามทำให้เป็นารเมืองแบบค้างคืน"
ก็ตลกที่ลงมติกันด้วยเสียงโห่และปรบมือ 2 นาทีแล้วตั้งพรรค ไม่เห็นคนค้านเลย
ศิ โรตม์ "ในที่สุดแล้วพันธมิตรก็นำไปสู่วงจรเก่าๆ เช่นการเป็นพรรคของผู้นำ นี่คือปัญหาของพันธมิตรด้วยว่ามันเป็นพรรคที่ขึ้นกับตัวบุคคลมากๆ คาดเดาอะไรไม่ได้"
ประภาส "หัวใจหลักของ movement ในทัศนะผมคือ radical มันเคลื่อนไหวสุดโต่ง ไม่มี movement ที่ไหนประนีประนอม ถ้าประนีประนอมมัน movement ไม่ได้ การเมืองแบบพรรคมันคนละสไตล์ ผู้นำแบบพรรคกับแบบ movement ก็ต่างกัน ซึ่งผมไม่คิดว่าผู้นำพันธมิตรจะมีทักษะแบบนั้น"
มวลชนหลักของเขาคือชาตินิยม สถาบันนิยม ก็ต้องเดินแนวทางนี้
ศิ โรตม์ "ก็คือต้องหาศัตรูของชาติ ศัตรูของสถาบัน เดินไปในลักษณะที่สร้างความรู้สึกว่าชาติไม่มั่นคง สถาบันไม่มั่นคง เป็นสิ่งที่พันธมิตรต้องสร้างตลอดเวลา ซึ่งผมไม่รู้ว่าการเดินแบบนี้เป็นผลดีต่อชาติหรือต่อสถาบันหรือเปล่า"
พันธมิตรเปลี่ยนท่าทีบางอย่างหลังสนธิถูกยิง เหมือนเป็นจุดให้เริ่มสร้างพรรคหรือเปล่า
ประภาส "พันธมิตรกับเสื้อแดง สิ่งที่เป็นปัญหาคือสุดโต่งทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมันไปไม่ได้แล้วในสังคมไทย ปรากฏการณ์สนธิถูกลอบสังหารอาจจะเป็นไปได้หรือเปล่าว่า พันธมิตรเองก็คิดว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้ล่อแหลม ไปลำบาก สังคมกำกับไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบสุดโต่ง ฉะนั้นการตั้งพรรคถ้ามองในแง่นี้อาจเป็นไปได้ว่ากลับไปสู่การประนีประนอม การเมืองในระบบพรรคการเมือง เราจะเห็นว่าการตั้งพรรคก็อยู่ในกระแสประนีประนอม ผมอาจจะมองในแง่ดีว่าเป็นการคลี่คลายความสุดโต่งซึ่งมันไปไม่ได้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา"
ศิ โรตม์ "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ขบวนการที่มีลักษณะสุดโต่งมากๆ ทุกครั้งที่พยายามกลับมาเล่นในระบบ มันมีต้นทุนบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกับผู้นำขบวนการด้วย เช่นการถูกคนในขบวนการโจมตีว่าทรยศอุดมการณ์ หรือการที่มวลชนบางส่วนแตกตัวไปตั้งกลุ่มของตัวเองขึ้นมา ถ้าพันธมิตรคิดได้อย่างนั้นจริงๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องดี แต่ต้องยอมรับด้วยว่าถ้าเปลี่ยนจากสุดโต่งมาเป็นแนวทางประนีประนอม ขบวนการพันธมิตรหรือพลังพันธมมิตรก็จะเสื่อมลงด้วย คนที่สุดโต่งก็จะรู้สึกว่าเอ๊ะทำไมผู้นำเราเปลี่ยนไป"
การเมือง หลังสงกรานต์คนจำยอมรับสภาพ ทั้งที่ไม่ได้ชื่นชอบรัฐบาลประชาธิปัตย์ มันเหมือนการเมืองไม่ได้พัฒนาไปไหน เป็นเรื่องดีหรือเปล่าที่พันธมิตรไม่ยอมรับ เพราะจะผลักให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ศิโรตม์ "ถ้าพันธมิตรเป็นพรรคหรือเป็นขบวนการซึ่งมีลักษณะปฏิวัติหรือต้องการปฏิรูปสังคม
ก็น่าจะ
เป็น เรื่องดี แต่ถ้าเรามองอีกแบบหนึ่งว่าพันธมิตรมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมาก การที่รู้สึกแบบนี้ก็เป็นปัญหาของพันธมิตรเอง อย่างที่เราพูดกันว่ามันสร้างขบวนการบนภาพลวงตาหลายๆ เรื่อง โลกที่ทุกคนเป็นคนดีหมด ผู้นำที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย นี่คือปัญหาที่พันธมิตรต้องแก้กันเองต่อไป”
“พันธมิตร ไม่ใช่ขบวนการปฏิวัติตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จะมาตั้งเป้าว่าได้ประชาธิปัตย์ซึ่งหน่อมแน้มเกินไปรับไม่ได้ ผมคิดว่าพันธมิตรสับสน สถานการณ์การเมือง 3 ปีที่ผ่านมามันไม่ใช่สถานการณ์ปฏิวัติ มันเป็นสถานการณ์ที่อาศัยความไม่พอใจของคนที่มีต่อคุณทักษิณไปดึงทุกอย่าง ให้ถอยหลัง เพราะฉะนั้นการได้ประชาธิปัตย์สำหรับผมคิดว่าก็น่าจะดีที่สุดแล้วด้วยซ้ำ เพราะโดยตัวพันธมิตรเองไม่ใช่พลังที่ทำให้คุณทักษิณออก หรือคุณสมัคร คุณสมชายออก คุณทักษิณออกเพราะถกรัฐประหาร คุณสมัครออกเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่ง คุณสมชายก็โดนแบบเดียวกัน ถ้าเข้าใจตัวเองและธรรมชาติว่าแบบนี้คือตัวเองเป็นกองหน้า แล้วให้กองหลังมาปิดเกมก็น่าจะพอใจ ถ้าเป็นผม แต่พันธมิตรอาจจะสับสนว่าตัวเองทำให้ทุกอย่างชนะและเป็นคนเดินเกมทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด"
No comments:
Post a Comment