Sunday, May 31, 2009

การ์ตูน เซีย 01/06/2552

A new colour in Thai politics

From http://philipgolingai.blogspot.com/2009/05/new-colour-in-thai-politics.html


Saturday, May 30

A new colour in Thai politics

THAI TAKES
By PHILIP GOLINGAI

IF YOU had ever wanted to slap Sondhi Limthongkul, the co-leader of the yellow-shirted movement that gained international notoriety when it shut down Bangkok’s two airports last year, now’s your chance.

“Slap my face with your shoes if one day I take any political position,” Sondhi was quoted by The Nation, a Thai English-language newspaper, as having said when the PAD (or People’s Alliance for Democracy as the yellow-shirted movement is officially called) was protesting against the Thaksin Shinawatra government.

On Monday night, at a sports stadium near Bangkok, tens of thousands of PAD supporters unanimously voted (by standing up, clapping their hands and cheering loudly for two minutes) to set up a political party.

PAD co-founder and former Bangkok governor Chamlong Sri muang, said the movement initially did not have any intention to become a political party.

But, he added, it could no longer tolerate the old political system after a group of politicians wanted to amend the military-drafted 2007 constitution for their own personal gain.

The PAD is not only reversing its promise not to accept any political position, but is also changing its trademark colour.

On May 24, at its first general assembly, the PAD announced it was changing from yellow (marking its support for King Bhumibol Adulyadej, whose birthday colour is yellow) to yellow and green.

“Green represents a pollution-free environment and clean politics,” Sondhi, who survived an assassination attempt on April 17, told the yellow-clad crowd.

“Yellow is the colour of His Majesty the King.”

In 2006, controversial media mogul Sondhi launched the PAD to oppose his former pal Thaksin, then the prime minister. Its massive street protests paved the way for the military to oust Thaksin in a September 2006 coup.

The yellow-shirted protesters returned to the streets last year after the pro-Thaksin People Power Party won the December 2007 election.

Through a 193-day street protest (that included the seizure of the prime minister’s office and two airports in Bangkok) it was instrumental in toppling two prime ministers aligned to Thaksin.

The movement’s decision to enter the electoral fray is “undoubtedly a plus for Thailand’s overall political climate”, opined M.L. Nattakorn Devakula, a news analyst at Newsline, a Thai television programme.

“It certainly is a breath of fresh air in that it will no longer be out on the streets in such an active fashion as in the past,” he said in an e-mail.

The PAD will be a force to be reckoned with in Thai politics, noted Nattakorn.

“What the yellow-clad movement has been able to accomplish in the past is indeed proof that its leadership and organisation cannot be underestimated,” he noted.

The PAD also has two influential media outlets (both owned by Sondhi) – ASTV (a satellite television channel obsessively watched by millions) and www.manager.co.th (a highly popular news website in Thailand).

“Through these media outlets, and perhaps a supporting cast of all newspapers and websites under the Nation Multimedia Group PLC, the PAD will be able to campaign vigorously and effectively as a political party,” he noted.

“Because of this, expect them to garner quite a popular mass following.”

In the short term, according to Nattakorn, the new party (which is still yet to be named) will eat into the voter base of the ruling Democrat party led by Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

However, its long-term impact is still unpredictable.

“Though the PAD’s ways can grow on you, its antics in the past do not necessarily help. Do not expect the views of the PAD – ultra right-winged politically and ultra left-winged economically – to resonate on the campaign trail immediately,” said the political commentator.

“A large Democrat base in Bangkok may have at some point found themselves disapproving of Thaksin’s politically monopolistic tendencies, but Bangkokians are also not about to be so trusting of an unreasonable set of labour union activists, formerly bankrupt media manipulators, heartbroken academics, mass-mobilising movers, and ostracised failed politicians.

“To sum it up, the yellow party will definitely be a strong additional colour to the (next Thai election) but unfortunately it will not galvanise voting support so quickly as to replace the Democrats.”

It will be interesting to see how the formidable street protest movement fares at the ballot box.

(Published in The Star on May 30, 2009)

ตากใบคืออาชญากรรมของรัฐ

วันจันทร์, มิถุนายน 01, 2009

ตากใบคืออาชญากรรมของรัฐ


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
1 มิถุนายน 2552

สำหรับคนเสื้อแดง กรณีตากใบ กรือแซะ และกรณีสงครามยาเสพติด ที่มีคนบริสุทธิ์ ที่ยังไม่นำมาขึ้นศาล ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยรักไทยของนายกฯทักษิณ ถ้าเราชาวเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริง เราไม่สามารถแก้ตัวแทนรัฐบาลทักษิณได้ในจุดนี้ และเราไม่ควรมองข้ามไม่พูดถึง เพราะ “ผิด” ก็คือ “ผิด” ไม่ว่าใครจะทำ


การสลายการชุมนุมของประชาชนผู้ไร้อาวุธที่ตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยการขนประชาชนขึ้นรถทหารในลักษณะเลวร้ายยิ่งกว่าหมูหมา คือผูกมือไว้ข้างหลังแล้วให้นอนทับกันหกถึงเจ็ดชั้น ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลทำให้คนตาย 78 คน (ไม่นับผู้ที่ถูกยิงตาย) ต้องถือว่าเป็นอาชญากรรมของรัฐไทย

เทียบเท่าการฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม, ๖ ตุลาคม, พฤษภาคม ๓๕, และเมษายน๒๕๕๒ ดังนั้นการที่(เซ็นเซอร์)ตัดสินว่าเจ้าหน้าที่รัฐ “ไม่ได้ทำความผิด” เป็นตัวอย่างของการที่(เซ็นเซอร์)ไร้ความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง

เซ็นเซอร์)เลือกที่จะปกป้องทหาร ตำรวจ และอำมาตย์มาตลอด แทนที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพและชีวิตของประชาชน มันเป็นอีกตัวอย่างของสองมาตรฐาน และการที่ไทยไม่ใช่นิติรัฐ

“ในไทย... ฆ่าคนไม่ผิดถ้าเป็นฝ่ายรัฐ แต่ประชาชนที่วิจารณ์ความผิดต้องติดคุก”

นี่คือสภาพเลวร้ายของสังคม มันพิสูจน์ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีความตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรมแต่อย่างใด และมันพิสูจน์ว่าเราต้องปฏิรูประบบศาลแบบถอนรากถอนโคน ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาล และกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ

สำหรับคนเสื้อแดง กรณีตากใบ กรือแซะ และกรณีสงครามยาเสพติด ที่มีคนบริสุทธิ์ ที่ยังไม่นำมาขึ้นศาล ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยรักไทยของนายกฯทักษิณ ถ้าเราชาวเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริง เราไม่สามารถแก้ตัวแทนรัฐบาลทักษิณได้ในจุดนี้ และเราไม่ควรมองข้ามไม่พูดถึง เพราะ “ผิด” ก็คือ “ผิด” ไม่ว่าใครจะทำ

เราไม่อยากสร้างสองมาตรฐานเหมือนคนเสื้อเหลือง และที่สำคัญเราต้องโต และพัฒนาพอที่จะยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตของรัฐบาลไทยรักไทยได้ เราต้องฟันธงไปว่าถ้าในอนาคตมีรัฐบาลเสื้อแดง รัฐบาลนี้จะไม่ก่ออาชญากรรมอีก จะปกป้องสิทธิเสรีภาพ และจะนำผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มาลงโทษ

เราต้องเสนอต่อไปให้นักการเมืองไทยรักไทยทบทวนความคิด และต้องเสนอว่าสงครามกลางเมืองในภาคใต้ และปัญหายาเสพติด ต้องแก้ไขด้วยนโยบายการเมืองและนโยบายสังคม ไม่ใช่การทหาร การปราบปราม หรือการใช้ความรุนแรง ผมเชื่อมั่นว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจประเด็นนี้ เพราะเราคือผู้ใช้เหตุผล เราไม่ได้บ้าคลั่งเหมือนคนเสื้อเหลือง

การที่คนในภาคใต้จับอาวุธสู้กับรัฐบาลไทยมีเหตุผล มันมาจากการที่เขาไม่เคยได้รับความเคารพในฐานะที่เป็นคนมาเลย์มุสลิม รัฐไทยทำให้เขาเป็นพลเมืองชั้นสอง การที่คนใช้ยาเสพติดก็มีเหตุผล อาจมีปัญหาทางจิตใจ อาจเศร้า อยู่ในสภาวะแปลกแยกจากสังคม หรืออาจเป็นความจำเป็นในการทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือแค่เสพเพื่อความสุข ดังนั้นปัญหาแบบนี้ต้องล้วนแต่แก้ที่ต้นเหตุ ด้วยความใจกว้าง ด้วยความเมตตา และด้วยหลักสิทธิมนุษยชน

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ไม่สามารถเป็นข้ออ้างในการให้ความชอบธรรมกับทหาร คมช. พันธมิตรฯ เนวิน หรือประชาธิปัตย์ ในการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพราะทหารมีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมที่กรือแซะและตากใบ และในเหตุการณ์อาชญากรรมอื่นๆ ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว

ส่วนพวกเสื้อเหลืองพันธมาร เนวิน หรือพรรค “อำมาติปัตย์” ของอภิสิทธิ์ ก็มือเปื้อนเลือดเช่นกัน เราต้องเอามันออกให้หมด

000000000
หมายเหตุข่าวเกี่ยวเนื่อง: "คดีตากใบ" 78ศพ ศาลสงขลาชี้ “ขาดอากาศหายใจ” การขนย้าย เป็นความจำเป็นแห่งสภาพการณ์แล้ว



29 พฤษภาคม 2552 เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในคดีสลายการชุมนุมบริเวณหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 78 ศพว่า ผู้ตายเสียชีวิตที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยสาเหตุมาจากการขาดอากาศหายใจในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

โดยคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี กับนางสีตีรอกายะ สาแล๊ะ และพวกรวม 78 คน เป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดปัตตานี ให้ไต่สวนคดีสลายการชุมนุมบริเวณหน้า สภ.ตากใบ และทำให้มาหามะ เล๊าะกาบอ กับพวก 78 คน เสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ว่าผู้ตายทั้งหมดเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และพฤติการณ์ที่ตาย จากนั้นผู้ร้องได้ยื่นคำร้องให้ประธานศาลฎีกา โอนคดีไปยังศาลอาญา หรือศาลภายในเขตกรุงเทพมหานคร ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดสงขลา


ศาลพิเคราะห์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสลายการชุมนุมและควบคุมผู้ร่วมชุมนุมขึ้นรถไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ตามความจำเป็นแห่งสภาพการณ์เท่าที่เอื้ออำนวยได้ขณะนั้น อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ แม้ปรากฏภาพเหตุการณ์จากวีซีดีว่า บุคคลที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าสลายการชุมนุม บางคนทำร้ายผู้ชุมนุมก็ตาม เชื่อว่าเป็นการกระทำของบุคคลดังกล่าวโดยพลการ เมื่อไม่ปรากฏว่า หลังจากผู้ตายทั้ง 78 และผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถยนต์บรรทุกนำส่งค่ายอิงคยุทธบริหารจนแล้วเสร็จ มีการกระทำต่อผู้ตายทั้ง 78 หรือผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวหรือเกิดเหตุร้ายอย่างอื่นกับผู้ตายทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า ผู้ตายทั้ง 78 ตายที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ ขาดอากาศหายใจระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่


ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่ศาลชี้ว่า ขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ใช่เรื่องการขนย้าย อย่างไรก็ตาม จะหารือกับสภาทนายความเรื่องการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกองทัพบก กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ต่อไป

New: Pridi website

From
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2009/05/31/new-pridi-websit/

A new website has been launched to celebrate the life of Pridi Phanomyong and his wife Phoonsuk Phanomyong.

Pridi was one of the leaders of the People’s Party (khana ratsadon) that overthrew the absolute monarchy on 24 June 1932. He was repeatedly accused by his opponents, most of them royalists, of being a republican and communist. Pridi foundedThammasat University as an open university a people’s alternative to the royalist Chulalongkorn University, he held posts as Minister of the Interior, Minister of Foreign Affairs and Minister of Finance. Pridi was largely responsible for negotiating the treaties revoking foreign extraterritorial rights in Thailand.

During WW2, Pridi led the in-country arm of the Free Thai movement. After the war a number of pro-Pridi governments were formed, including one where Pridi took the premiership, but these were bitterly opposed by royalists including those in the newly formed Democrat Party.

Pridi was eventually ousted and sent into exile following the 9 June 1946 regicide of King Anand Mahidol. He returned twice, but each time was sent back to exile, first to China and then to France. He died in Paris in 1983.

Launching the website, Professor Charnvit Kasetsiri is reported (Bangkok Post, 31 May 2009: “Pridi’s life brought into the 21st century”) claims that the site is recognizing Pridi’s exceptional life. Charnvit is quoted as saying that “Thai history had left out the lives of some respected commoners.”

The new website not only celebrated Pridi and Phoonsuk and “unearth, recover and restore” their places in history, but would also provide a database of other prominent Thais.

At the launch, Thanapol Eawsakul one of the sites developers, said that the the site would include a repository of documents. One of these is a confession regarding the framing of Pridi in King Ananda regicide case.

PPT also notes that the site makes available the excellent book Pridi by Pridi, put together by Chris Baker and Pasuk Phongpaichit. This is a most useful resource.

Kratoo following Sumet's speech on Thaienews

From Source:
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1243688760&grpid=00&catid=42


there're also 3 kratus that follow this news article in prachatai:







ประชาธิปไตยของชนชั้นนำผ่านมุมมองสุเมธ:เดือนหน้าจะมีม็อบอีกแล้ว น่ารำคาญ


ที่มา มติชนออนไลน์
31 พฤษภาคม 2552

" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวและว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย..ที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไปแล้ว ก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที


ดร. สุเมธเผย "ในหลวง" ทรงเตือนสติ-ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แต่ไม่มีใครทำตาม สังคมยังบ้าอำนาจ-เงินทอง-โกงกิน ระบุเคยรับสั่งถึง 3 ครั้ง "ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป" เลขาฯ มูลนิธิชัยพัฒนาเตือนอย่าให้เหมือนรัสเซีย อยากมีพระเจ้าแผ่นดิน แต่สายไป

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา" ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี กรมเสมียนตรา ที่หอประชุมใหญ่ สำนักพุทธมณฑล โดยมีพระภิกษุเข้าฟัง 50 รูป และประชาชนที่สนใจ 150 คน


ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะโดย แท้ ในขณะที่สังคมสมัยนี้ มีแต่พุทธมามกะโดยรูปฟอร์ม เจอพระสงฆ์ก็ได้แต่กราบและขอหวยอย่างเดียว แต่เรื่องแก่นของธรรมะกลับไม่สนใจ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าเป็นกาลสมัยของโลกหรือเปล่า เพราะตอนนี้โลกทั้งโลกถูกครอบด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ต้นเหตุเกิดจากระบบทุนนิยมซึ่งเป็นระบบแห่งตัณหา ชักจูงให้บริโภคเกิดความอยากตลอดเวลา มนุษย์ก็บริโภคจนจะหมดโลกแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ จะหมดแล้ว คนทั้งโลกมีประมาณ 6,700 ล้านคน แล้วคนทั้งหมดนี้กำลังนั่งกินโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงดู โลกกำลังดำเนินไปสู่ความพินาศ


" ตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ กระทั่งบัดนี้ 60 กว่าปีแล้ว ทรงพยายามเตือนสติ ทรงปฏิบัติทุกอย่างให้ดูเป็นแบบอย่าง แต่มีใครทำตามบ้าง สังคมก็ยังคงบ้าอำนาจ บ้าเงินทอง โกงกินกันอยู่ทุกวันนี้" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทรงรู้เรื่องพระพุทธศาสนาลึกซึ้งยิ่งนัก ทรงรับสั่งถึงการบวชว่าเป็นเรื่องที่ดี ทรงยกตัวอย่างพระองค์เอง เมื่อตอนที่ทรงตัดสินพระทัยทรงผนวชนั้น ทรงเข้าไปทูลสมเด็จพระบรมราชชนนีว่าจะทรงผนวชให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงดีพระทัยมาก ทรงรับสั่งว่า "แม่ดีใจมาก พอรู้ว่าเราจะบวช เข้ามากอดเราใหญ่เลย แล้วแม่ก็ยิ้มอย่างที่ไม่เคยยิ้มมานานแล้ว และตั้งแต่วันนั้นมา แม่ก็ยิ้มมาตลอด" ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงประสบความโศกเศร้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สิ้นรัชกาลที่ 8 พระพักตร์นิ่งเฉยตลอด แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงผนวชให้ จากความเศร้าก็เปลี่ยนเป็นความปลื้มปิติ


ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในแง่ของการปกครอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้หลักธรรมภิบาลในการปกครองแผ่นดิน ทรงใช้มา ตลอด 60 กว่าปี ในขณะที่ฝรั่งเพิ่งรู้จักเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่คนไทยกลับเพิ่งมาเห็นคุณค่า เพราะคนไทยบ้าฝรั่ง อะไรที่เป็นของดี ของใกล้ตัวกลับไม่เห็นคุณค่า เป็นกิ้งก่าได้ทอง


" หลักทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ ประกอบด้วย 1.ทาน คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน 2.ศีล ขอแค่ศีล 5 ข้อก็ยังดี เพราะเป็นหลักสากลของทุกศาสนา แต่ทุกวันนี้พอเปิดโทรทัศน์ดู แค่ศีล 5 ข้อ ยังไม่ปฏิบัติกัน โกหกหน้าตาเฉย ไม่ขอเอ่ยถึงใคร ไม่อยากยุ่ง เพราะฉะนั้นไม่ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์ต้องยึด ถ้าไม่ยึดก็ไม่ใช่มนุษย์ 3.ปริจจาคะ การสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะไม่มีข้าศึกคนไหน สามารถทำให้ประเทศไทยแตกได้ ให้ยิ่งใหญ่หรือทรงพลังแค่ไหน ไม่สามารถทำให้คนไทยแตกได้ คนไทยจะแตกหรือไม่แตก อยู่ที่คนไทยด้วยกันเอง กรุงศรีอยุธยาแตกแต่ละครั้ง แตกเพราะข้าศึกหรือ" ดร.สุเมธกล่าว


ดร. สุเมธ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปประเทศรัสเซีย ประเทศที่เป็นต้นตำรับของระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ เมื่อก่อนเคยมีระบบกษัตริย์ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว


"ตอนนี้คนรัสเซี ยอยากมีพระเจ้าแผ่นดิน คิดถึงพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอัญเชิญพระอัฐิของพระเจ้าซาร์มาประดิษฐานในโบสถ์หลวง สถาปนาให้เป็นนักบุญนิโคลัสเพื่อสักการะบูชา ซึ่งก็สายไปแล้ว เพราะได้ทำลายสิ่งที่ตอนนี้ต้องการที่สุดไปแล้ว แล้วของเรามียิ่งกว่านักบุญ ปฏิบัติมาตลอด 60 ปี นักบุญบางคน ผลงานอาจไม่ค่อยเป็นที่ประจักษ์เท่าไหร่ แต่นี่ 60 ปี เราไม่ค่อยจะถนอมกัน แล้ววันนั้นจะเสียใจ ก็ฝากไว้ให้คิด" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวถึงหลักทศพิธราชธรรมข้ออื่นๆ อาทิ อาชชวะ ความซื่อสัตย์สุจริต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับสั่งว่า ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป ทรงกำชับถึง 3 ครั้ง แสดงว่าทรงเหลืออดแล้ว เพราะทุกวันนี้โกงกินกันชนิดที่เรียกว่า ไม่เห็นหัวเห็นหางหมดทั้งแผ่นดิน ส่วนข้อ อักโกธะ การระงับความโกรธ ยิ่งเป็นคนใหญ่คนโต ผู้บริหาร หัวหน้า โกรธไม่ได้


"พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธกล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า "เหตุผลที่ทรงงานหนักอยู่ทุกวันนี้ เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อยังยากจนแล้ว เขาก็ไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เขาจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้" จุดหมายปลายทางของพระองค์ คือเรื่องประชาธิปไตยที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ โดยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไป แล้วก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยใช้คำว่าร่ำรวย แต่ทรงใช้คำว่าประโยชน์ ความเจริญ และความผาสุกเท่านั้น


ก่อนจบปาฐกถา ดร.สุเมธ ย้ำถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ที่ไม่ค่อยมีใครจดจำได้ว่า พวกเราชอบเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยมองพระองค์ ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยฟังพระองค์ เพราะฉะนั้นถึงไม่เคยจดจำอะไรได้เลย หลัก 4 ข้อคือ 1.คิด พูด ทำ คิดดีต่อกัน 2.ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 3.อยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต 4.คิดต่างกันได้ แต่ให้ตั้งอยู่บนความเที่ยงตรงและมีเหตุมีผล ถ้าทุกคนปฏิบัติตาม 4 ข้อนี้ได้ เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างปัจจุบันนี้ และจะทำให้เกิดเอกภาพขึ้นในประเทศ


"เป็นที่น่าเสียดาย เรามีพระบรมครู ยอดปราชญ์อยู่ในแผ่นดิน แต่ไม่ฟัง กลับไปฟังอะไรก็ไม่รู้ แล้ววันหนึ่งจะเสียใจ ผมพูดได้แค่นี้ ยังไม่สายนะครับ อย่าเสียกำลังใจ" ดร.สุเมธกล่าวทิ้งท้าย

Vote-No or No-Vote Debate

Many people are talking about it..

As many of you're aware there is debate going on on AJ Chupong's comments, below is the site that has clip of AJ Chupong.

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=805754


I think debating is healthy.

Vote No หรือ No Vote มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร ?


โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
31 พฤษภาคม 2552

ผม เขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่เช้าวันที่ 28 พค.52 หรือวันที่เริ่มเปิดประเด็นโต้แย้งเรื่องนี้วันแรก แต่เผยแพร่ที่ห้องรัก ฯ ของประชาไทเท่านั้น เพราะไม่อยากเข้าร่วมความขัดแย้งกัน ระหว่างผู้ชื่นชมศรัทธากับผู้ไม่เห็นด้วย กับเจ้าของเรื่อง Vote No

เป็นความเห็นที่มองผลที่จะเกิดขึ้น ทั้งระยะสั้น และอาจเกิดขึ้นในระยะยาว มากกว่าการโต้แย้งทางทฤษฎี

เพราะ ในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น ผมมักเป็น Pragmatist มากกว่า Idealist เป็นพวกลงมือก้มหน้าก้มตาทำงานมาตั้งแต่ก่อน 19 กันยา พยายามห่างจากเรื่องขัดแย้งต่างๆ นอกจากรับไม่ไหวจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ส่วนรวมเดินหน้า

ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ "มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ คงเข้าใจกันได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง ผมขอมองในทางปฏิบัติ สำหรับสถานการณ์ใกล้ๆ นี้มากกว่า ไม่ใช่ทฤษฎีอำนาจอธิปไตย หรือหลักการใดๆ เพราะตามตำรา ไม่ว่าเล่มไหนก็คงคล้ายๆ กันในทางปรัชญาและแนวความคิด ที่ถ้าจะให้บรรลุสัมบูรณภาพ (Ultimate Reality) มันต้องมีการปฏิบัติ และเมื่อลงมือปฏิบัติกันแล้ว ก็ยังไม่เคยมีรูปธรรมใดเกิดขึ้นเลยว่า จะบรรลุสัมบูรณภาพนั้นๆ ได้จริง เพียงแต่เข้าไปใกล้มากที่สุด นี่ก็เป็นกุศลแก่ชีวิตยิ่งแล้ว

ผมเห็นว่า สิ่งที่น่ากังวล หากมีการโหวตโนเกิดขึ้นก็คือ ทีมภูมิใจไทย มีสิทธิกวาดที่นั่งในอีสานและเหนือบางส่วนไปเกือบหมด จะเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการโหวตโน หรือการไม่ไปลงคะแนน

เพราะ คะแนนเสียงดั้งเดิมสมัยได้เป็น สส.พปช.นั้น ต้องยอมรับว่า มาจากทั้งตัวผู้สมัครที่เป็นคนดั้งเดิมในท้องถิ่น และกระแสทักษิณผสมผสานกัน ชัยชนะแบบล้างบาง เหนืออีสานครั้งนั้น ไม่ใช่กระแสทักษิณอย่างเดียว พวก สส.ภูมิใจไทยวันนี้ ก็เข้าไประดมหาเสียงด้วยการชูทักษิณเพิ่มน้ำหนักเรื่องนี้เข้าไปอีกด้วย

ถ้า เลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีการต่อสู้โดยพรรคที่ใช้กระแสทักษิณเป็นธงนำในการเลือกตั้ง เข้าร่วมแข่งขันเลย หรือเข้าร่วมแล้ว คนเสื้อแดงไม่โหวตให้ ภูมิใจไทยก็จะได้ไปเต็มๆ แทน เพราะมุ้งที่เคยอยู่กับ พปช. จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ไปอยู่กับภูมิใจไทย

ผมมองอย่างนี้ เพราะการลงสมัครในภูมิภาคนั้น มิตรเพื่อนและคนใกล้ชิดสำคัญมาก ไม่ใช่กระแสการเมืองอย่างเดียว สื่อมวลชนสะอึกมาเยอะแล้ว เพราะคิดว่า คนภูมิภาคอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แล้วจะเปลี่ยนใจ แต่ระหว่างสองอย่างนั้นกับคนในสังคมเดียวกัน ประชาชนในภูมิภาคเชื่อถือคนใกล้ชิดในสังคมของเขามากกว่า

ผมยอมรับ ว่า เป็นความจริงที่ฝ่ายประชาชนนั้น ยากที่จะได้ยึดกุมอำนาจรัฐ เพราะพวกเขากุมอำนาจรบอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้ฝ่ายเขา เข้ายึดกุมรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ แถมให้อีกอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการยื่นความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยในระดับนานาชาติ รวมทั้งภายในประเทศ ให้เขาไปทั้งหมด

เราก็จะไม่ได้ต่อสู้ในสภา แสดงว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะ สส.ในสภา (ที่ไม่มี สส.เรา เพราะโนโหวต)นั้น เขาก็จะอ้างว่า มาจากการเลือกตั้ง และเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ด้วย เพราะเราไม่ไปโหวต สส. พวกเรากันเอง

สิ่งที่พวกเขาจะได้รับ ก็คือความชอบธรรม และทำถูกกฎหมาย ด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็ไม่มีใครในโลกไปว่าเขาได้เลย

ตัวอย่าง ที่ชัดเจนก็คือ การเลือกตั้งยุคเกรียงศักดิ์ หลังล้มรัฐบาลหอย มีคนไปเลือกตั้งน้อยมาก เพราะไม่ยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนั้น ประท้วงข้อจำกัดที่ลูกต่างด้าวต้องจบปริญญา จึงจะไปเลือกตั้งได้ ก็เลยบอยคอตกันไปหมด หลายคนจบปริญญาก็ไม่ไปเลือก เพราะไป ก็เสียเวลาเปล่า รู้ๆ กันอยู่ว่า เลือกไปพวกทหารก็ต้องมาเป็นนายก เสียเวลาไปเลือก

ผล ก็คือ พวกเขากุมความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล จนกระทั่งตั้งเปรมมาเป็นนายก ยาวเหยียด และได้รับการยอมรับด้วย ภาคประชาชนก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ผม เห็นว่า ถึงอย่างไรก็ต้องไปโหวตให้พรรคที่เราสนับสนุน มันจะพิสูจน์อำนาจ ความปรารถนา และความนิยมของประชาชน พวกที่ปิดกั้นเรานี่ แก่ใกล้ตายกันหมดแล้ว อำนาจของพวกเขาทุกวันนี้ ก็คลอนแคลนเต็มทน จะดื้อดึงรักษาอำนาจ ท่ามกลางความหวาดผวากันอย่างไร ก็ไปได้ไม่นานหรอก พวกรุ่นใหม่ ก็ยังไม่เห็นใครมีบารมีพอที่จะคุมได้

เราเองทุกวันนี้ ต้องช่วยกันถล่มเด็กฝากของเขา อย่างมาร์กให้เละกันดีกว่า แต่ถ้าเราไม่ไปเลือกพรรคของเราเข้าสภา ถึงจังหวะหนึ่ง ที่พวกนี้สิ้นสภาพกัน แล้วฝ่ายเราจะให้ใครมาขับเคลื่อนรัฐเล่าครับ

มัน ก็จะกลายเป็นความชอบธรรมของพวกฉวยโอกาส และฝ่ายเขาี่ ที่ฟอกตัวแล้ว เพราะมาจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะไปเถียงอะไรเขาก็ยาก เพราะเราไม่ไปเลือก สส.ของเรากันเอง

ผมเห็นอย่างนี้นะครับ เพราะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ยึดกุมกันว่า อำนาจอธิปไตย ต้องเป็นของราษฎรทั้งหลายนั้น ทุกคนที่ต่อสู้และรักประชาธิปไตยเห็นตรงกัน แต่จะพูดออกมาให้ได้ยินหรือเปล่าเท่านั้น

ทางยุทธวิธีนั้น มันเป็นเทคนิคของแต่ละคน สส.ที่ไม่น้ำเน่าทั้งหลาย ก็มุ่งเป้าหมาย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของราษฎรเหมือนกัน เพราะถ้าไม่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงได้ การทำงานของพวกเขา ก็จะสะดุดติดขัด ทำอะไรก็มีกำแพงให้ชนทุกเรื่อง นอกจากปลดแอกนี้ออกไปเ่ท่านั้น

แต่ใครจะแสดงออกมาแบบไหน อยู่ที่วิธีการของแต่ละคน แล้วเราจะไปปล่อยให้มันกลายเป็น Opportunity Lost ไปทำไม

ประเด็นพวกนี้ จะทำให้เรากลับพลาดทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่ยอมประสานสงครามด้วยหลากหลายยุทธวิธี

การ ต่อสู้นั้น ต้องกระทำทุกแนวรบ เราไม่ถนัดแนวรบใด ก็มีสิทธิไปสู้รบในแนวรบอื่น ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมได้น่าจะดีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น จะต้องมีวิธีการที่เป็นไปตามภววิสัยเฉพาะของสังคมไทย

ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์โลก เป็นเพียงตัวอย่างให้ศึกษาแนวทางเท่านั้น จะเหมือนกันเป๊ะไม่ได้

ขอ อภัยหลายท่าน ที่ผมมีความเห็นที่ต่างจากคนที่คุ้นเคยกันหลายคน เพราะสำหรับผม เป้าหมายการต่อสู้ไม่ใช่เพื่อสร้างวีรชน แต่เพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ต้องการ และผมอาจจะผิดก็ได้ ซึ่งยอมรับครับ ถ้าเป็นเช่นนั้น"



Saturday, May 30, 2009

“วัฒน์ วรรลยางกูร” ลั่นสังคมไทยไม่รับความต่าง ถูกถอดจากกรรมการ “นายอินทร์อะวอรด์” เพราะเป็นสีแดง

“วัฒน์ วรรลยางกูร” ลั่นสังคมไทยไม่รับความต่าง ถูกถอดจากกรรมการ “นายอินทร์อะวอรด์” เพราะเป็นสีแดง


29 พ.ค.52 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา พร้อมเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินเพื่อประชาธิปไตย (PEOPLE`S WRITER & ARTIST DEMOCRACY NETWORK – PWAD) อาทิ ไม้หนึ่ง ก.กุนที, ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล ร่วมเสวนาเรื่องกวีและเสรีภาพ โดยวัฒน์ ได้แถลงข่าวในช่วงต้นถึงกรณีที่ถูกขอร้องอย่างไม่เป็นทางการให้ออกจากการ เป็นกรรมการรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประเภทนิยาย หลังจากที่อยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี โดยในเบื้องต้นได้ยินเพียงข่าวลือว่าถูกคว่ำบาตรจากบริษัทอัมรินทร์ จนกระทั่งคนใกล้ชิดที่อยู่ในบริษัทดังกล่าวได้เขียนจดหมายขอร้องให้ยุติการ ทำหน้าที่เนื่องจากมีแรงเสียดทานปัญหาขั้วทางการเมือง โดยวัฒน์ระบุว่าจุดแตกหักน่าจะอยู่ที่การออกแถลงการณ์ในนามเครือข่ายราษฎร นักเขียนศิลปินฯ เรื่อง แถลงการณ์เพื่อนนักเขียน กวี เพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายเดือนตุลา เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

เขา กล่าวว่า เหตุที่ต้องมาแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความโกรธแค้น ความเสียใจส่วนตัว หากแต่เห็นว่าสิ่งนี้สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ปรากฏมากขึ้นโดยไม่มีใครทัดทาน เช่นกรณีที่บก.ใหญ่และคอลัมนิสต์ใหญ่หนังสือพิมพ์รายวันคนหนึ่งถูกแขวนปากกา

“ถ้าเราไม่พูด ไม่ไหวตัวอะไรเลย เผด็จการอันแนบเนียนจะคุกคามเรามากขึ้นเรื่อยๆ”

วัฒน์กล่าวด้วยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าของรัฐสภาด้วย เนื่องจากเห็นว่า 6-7 ปี ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการนั้น ตัวเขาล้มเหลวในการต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้จากแรงกดดันจากภายในแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เขาวิจารณ์ว่าแม้รางวัลพานแว่นฟ้าจะก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมเรื่อง ประชาธิปไตย แต่งานเขียนที่ได้รางวัลส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นการพูดความจริงด้านเดียวคือ ความชั่วร้ายของนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องจริงและเป็นที่เปิดเผย แต่ไม่อนุญาตให้พูดถึงนักการเมืองที่เล่นการเมืองแอบแฝงทั้งหลาย เช่น ผู้ที่อยู่ในระบบอำมาตยาธิปไตย

“นัก เขียน กวี ไม่สามารถเขียนแตะต้องเขาได้เลย ถึงเขียนก็ไม่ได้รางวัล และนักเขียนยังถูกขังอยู่ในกรงขังแห่งมายา กรอบการด่านักการเมืองเลว ชาวบ้านโง่นั้นฝ่ายอำมาตย์วางไว้ 30-40 ปีแล้ว อยากเรียกร้องให้กวี นักเขียน แหวกกรอบเหล่านี้ กวีมองไม่เห็น ขณะที่คนรากหญ้าเขาเห็นแล้ว”

เขากล่าวด้วยว่า ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินฯ ตัดสินใจที่ทำ ดี พลับลิชชิ่ง (D-Publishing) เป็นสำนักพิมพ์บทกวีสีแดง นอกจากนี้ยังจะเปิดตัว ดี แมกาซีน (D-Magazine) ฉบับปฐมฤกษ์ในวันที่ 24 มิ. ย.นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นรายสะดวก ขายหมดแล้วจึงทำเล่มใหม่ รวมทั้งจะมีการเดินสายทำกลุ่มเสวนากับบรรดามวลชนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ ไปเรื่อยๆ

“นี่เป็นความฝันอันเก่าแก่(ตั้งแต่หลัง 14 ตุลา) และถึงตอนนี้ผมก็ยังฝันถึงมันอยู่”



http://www.prachatai.com/05web/th/home/17026

วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์ ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้คนเสื้อแดงกำลังรบกับอำนาจ “นอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ หรือนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย” หรือที่เราเรียกกันว่า “อำมาตย์” ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งแปลว่าเราต้องมาศึกษาเรื่อง “รัฐ”
“รัฐ” คือองค์กรปกครองประเทศในยุคสมัยนี้ ที่สำคัญคือมันมากกว่าแค่ รัฐบาล และรัฐสภา อย่างที่ เลนิน หรือนักมาร์คซิสต์อื่นๆ เคยอธิบาย มันประกอบไปด้วย ทหาร(ชั้นสูง) ตำรวจ(ชั้นสูง) ศาล คุก และข้าราชการ(ชั้นสูง) เราอาจรวมองค์มนตรีและประมุขเข้าไปด้วย และกลุ่มคนเหล่านี้ มีอิทธิพลในการคุมสื่อ องค์กรศาสนา และระบบการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ในหมู่คนที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็น “ชนชั้นปกครอง” เรายังต้องรวมนักธุรกิจนายทุนรายใหญ่ๆ ทั้งๆ ที่นายทุนเอกชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ แต่ที่สำคัญเขาใช้อำนาจเศรษฐกิจการเงินของเขาในการกำหนดทิศทางการทำงานของรัฐได้ รัฐจึงไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ของประชาชน และอย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึงนายทุนในไทย มันรวมนายพลที่สะสมทุนผ่านการคอร์รับชั่น และรวมทรัพย์สินส่วนกษัตริย์ด้วย เพราะศักดินาเก่าแปรรูปไปเป็นนายทุนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕
“รัฐ” จึงถือได้ว่าเป็นเครือข่ายของคนชั้นสูง ที่มีเส้นสายสัมพันธ์ ทั้งในด้านส่วนตัวมิตรสหายเครือญาติ และในด้านผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้เขาร่วมมือกันในการทำงานทั้งๆ ที่อาจมีการทะเลาะกันเถียงกันบ้าง นี่คือระบบอุปถัมภ์ “ร่วมกันกิน”ที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เพราะอะไร?
เราจะสังเกตเห็นว่า “รัฐ” มีทั้งส่วนที่อาจมาจากการเลือกตั้ง เช่นรัฐบาลและรัฐสภาในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และอีกส่วน ซึ่งใหญ่กว่า ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย เป็นกลุ่มคนและสถาบันที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาประชาธิปไตยแท้ อำนาจอำมาตย์จึงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไทย สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สแกนดีเนเวีย หรืออินเดีย.... ประเด็นที่เราต้องตีให้แตกคือ เราจะกดทับอำนาจอำมาตย์ในระยะสั้น เพื่อไม่ให้ละเมิดประชาธิปไตยมากเกินไป แล้วในระยะยาวเราจะกำจัดมันให้หมดไปอย่างไร ถ้าเปรียบไทยกับยุโรปตะวันตก จะเห็นว่าในยุโรปอำนาจประชาชนกดทับอำนาจอำมาตย์ไปได้บ้างในระยะสั้น จึงไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตยเท่ากับประเทศไทย
ข้อสรุปสำคัญจากการวิเคราะห์แบบนี้คือ การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ได้ ซึ่งเราเห็นในกรณีความไร้อำนาจของรัฐบาลพลังประชาชนเมื่อปีที่แล้ว และการแก้รัฐธรรมนูญไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ด้วยเพราะอำนาจเขาอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่ามันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภัคดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด
ในระยะสั้นเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการลดอำนาจอำมาตย์ที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญหรือกรอบกติกาประชาธิปไตย? อำนาจที่สำคัญคืออำนาจมวลชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงนั้นเอง มันหมายความว่าคนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนจากผู้ที่เคยไปลงคะแนนเสียงแล้วกลับบ้าน ไปสู่คนที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้สมบูรณ์มากขึ้น เราต้องทำอะไร?
· ต้องมีการสร้างพรรคเสื้อแดง จากกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ซึ่งจะต่างจากพรรคที่นักการเมืองสร้างจากบนลงล่าง เราทุกคนต้องพัฒนาตนเองเป็นนักการเมืองและนักวิชาการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เราต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนจนและพลเมืองธรรมดา เช่นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาการเลือกปฏิบัติหรือการเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ผูกพันกับประชาธิปไตย อย่าลืมว่าอำมาตย์ขโมยประชาธิปไตยเพราะเขาเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พรรคแดงต้องเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยและการกระจายรายได้
· พรรคแดงต้องเข้าไปช่วงชิงความคิดในขบวนการสหภาพแรงงาน เพราะขบวนการนี้มีอำนาจพิเศษคืออำนาจต่อรองที่มาจากการนัดหยุดงาน รัฐและอำมาตย์จะได้ผลกระทบถ้ามีการนัดหยุดงาน เราไม่ควรปล่อยให้ พันธมาร ขยายการเมืองในสหภาพแรงงานฝ่ายเดียว
· พรรคแดงต้องเข้าไปจัดตั้งและพยายามให้ความคิดกับนักศึกษา ซึ่งเป็นหนุ่มสาวไฟแรงที่สนใจความคิด และในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ เช่นขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการต้านโรงไฟฟ้า ขบวนการสิทธิคนรักเพศเดียวกัน ขบวนการคนพิการ หรือขบวนการคนชนเผ่า หรือชนกลุ่มน้อย อย่าปล่อยให้เอ็นจีโอเหลืองๆ มีอิทธิพลในขบวนการเหล่านี้ฝ่ายเดียว
· เราต้องไม่หลงเชื่อว่าเราจะแทรกเข้าไปในกลุ่มคนชั้นสูงเพื่อเอาเขามาเป็นพวกได้ เพราะผลประโยชน์ของอำมาตย์ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน นั้นคือสาเหตุที่อำมาตย์เกลียดประชาธิปไตย เขาไม่ได้ “หลงผิด” เขาปกป้องผลประโยชน์เขาต่างหาก ดังนั้นต้องเน้นกลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ รัฐ หรือนายทุนใหญ่ เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อบังคับให้มีการลดอิทธิพลของอำมาตย์ในสังคม

หลายคนอาจคิดว่ามันคงเป็นเรื่องใหญ่ ใช่เลย มันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าเสื้อแดงในประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะเราไม่ด้อยกว่าใครในประเทศอื่น การตั้งพรรคแดง การที่พรรคแดงสร้างหรือนำขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญ เรารอให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ พรรคเพื่อไทยอ่อนแอมาก และไม่ว่าส.ส.บางคนของเพื่อไทยจะดีแค่ไหน เขาจะไม่มีพลังหนุนช่วยเขา ถ้าเราไม่สร้างขบวนการเสื้อแดงให้เข้มแข็งและอิสระ นอกรัฐสภา
อำนาจอำมาตย์ที่เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ อาศัยสองขาคือ (1) ความรุนแรง/การปราบปราม และ (2) การสร้างภาพความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน
ส่วนแรกเขาได้เปรียบเรา แต่ถ้าเราผูกมิตรกับทหารระดับล่างที่เป็นลูกหลานประชาชน มันก็จะช่วยลดอำนาจตรงนี้ แต่ส่วนที่อำมาตย์อ่อนแอที่สุดคือในส่วนการสร้างความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน ดังนั้นภารกิจหลักของเราชาวเสื้อแดงคือการโต้เถียงกับความคิดของอำมาตย์ในทุกเวที เราต้องกล้าเถียงว่าทำไมต้องมีประชาธิปไตยแท้ ทำไมทุกตำแหน่งสาธารณะในสังคมต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำไมไม่ควรมี “สูง-ต่ำ” พลเมืองทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ทำไมรัฐบาลแย่ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมต้องมีระบบยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐาน ทำไมคนจนเป็นผู้สร้างชาติ ไม่ใช่ภาระหรือผู้ที่ควรถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เป็นต้น

เราสามารถและจำเป็นที่จะต้องชนะอำนาจอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยและให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดจากแค่การเลือกตั้ง มันเป็นสงครามทางการเมืองที่สำคัญและบังคับให้เราชาวเสื้อแดงแปรตัวเป็นมืออาชีพ



--
Ji Ungpakorn

http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/

Friday, May 29, 2009

สุนทรกถา ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: ว่าด้วย ‘ปรีดี พนมยงค์’ และความทรงจำที่ขาดตอน

From http://www.prachatai.com/05web/th/home/17004

สุนทรกถา ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: ว่าด้วย ‘ปรีดี พนมยงค์’ และความทรงจำที่ขาดตอน



หมายเหตุ: สุนทรกถาโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานคณะทำงาน Pridi-Phoonsuk E-Library กรรมการอำนวยการจัดงาน 110 ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ 2443- 2543 ในวันเปิดตัวโครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library) และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org) ณ ห้องประชุม 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา



อ่านข่าวได้ที่ เปิดตัว ‘เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์’ เติมประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่หายไป







ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ



ผม เป็นคนบ้านโป่ง ราชบุรี เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2484 พ่อชื่อเชิญ เกษตรศิริ (ชื่อและสกุลเดิม คือเชิง แก่นแก้ว แต่ต้องเปลี่ยนให้ “ทันสมัย” เป็นไปตามนโยบายและรัฐนิยมของรัฐบาลพิบูลสงคราม ประมาณปี 2482/83 พร้อม ๆ กับเมื่อ “สยาม” ถูกเปลี่ยนเป็น “ไทย” เมื่อ 24 มิถุนายน 2482)

พ่อเป็นคนคลองด่าน (ชื่อเดิมบางเหี้ย สมุทรปราการ) พ่อเข้ากรุง “ชุบตัว” เรียนจบการศึกษาชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนหลวงแรก ๆ ของสยามประเทศ ตอนผมเกิดพ่อเป็นเทศมนตรีที่อำเภอบ้านโป่ง มีร้านค้า “ปืนบ้านโป่ง” และปีนั้นญี่ปุ่นบุก เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เรียกตามญี่ปุ่นและรัฐบาลไทยสมัยนั้นว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา” ทั้งนี้เพื่อขจัดอำนาจของจักรวรรดินิยม/อาณานิคมของฝรั่ง ให้แทนที่ด้วยจักรวรรดิญี่ปุ่นและ “มหาอานาจักรไทย”

แม่ ผมชื่อฉวีรัตน์ สกุลเดิมเอี่ยมโอภาส เป็นคนปากน้ำ แม่เป็นหญิงสมัยใหม่ หน้าตาดี รักพ่อ รักลูกๆ แม่เรียนหนังสือที่โรงเรียนสมุทรสตรี แล้วเข้ากรุง “ชุบตัว” เรียนโรงเรียนเบญจมราชาลัย ไปต่อจนจบจากโรงเรียนพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แม่เป็นพยาบาลและทำผดุงครรภ์ ครอบครัวผมมีแนว คิดอนุรักษ์นิยม

เราเป็นครอบครัวที่อ่านหนังสือ แต่ก็เป็นหนังสือที่เลือกค่าย คือ พ่ออ่าน “สยามรัฐ” และ “ชาวกรุง” แม่อ่าน “ศรีสัปดาห์” และ “สตรีสาร” ขณะที่การอ่านของผมนอกจากการศึกษาในระบบที่โรงเรียนนารีวุฒิและสารสิทธิพิทยาลัยแล้ว ผมยัง “ติด”นิยายของ ป.อินทรปาลิต อย่างงอมแงมไม่ว่าจะเป็น เสือใบ เสือดำ หน้ากากดำ ทาซานน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล นิกร กิมหงวน ซื้อเก็บไว้หลายร้อยเล่ม

ต่อมาผมก็เข้ามา “ชุบตัว” ในกรุงเทพฯ สมัยนั้นเรียกว่าจังหวัดพระนคร และยังมีจังหวัดธนบุรีคู่กัน สะพานพุทธฯ ยังเปิดและปิดได้ ปีนั้น 2498 ผมอายุ 14 เข้ามาเรียนชั้นมัธยม 4 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ การอ่านของผมก็ขยับมาสู่ “คึกฤทธิ์ ปราโมช” “วิลาศ มณีวัต” และที่สำคัญ/ประทับใจอย่างยิ่ง คือ “รงค์ วงษ์สวรรค์” จำได้ว่าแปลกประหลาดดีที่ให้ “น้ำค้าง” นางเอกจากโพธาราม “เสียตัว” ตั้งแต่ต้นเรื่อง

หลายท่านคงไม่เชื่อว่า ในชีวิตการอ่านครั้งโน้น ผมไม่รู้จัก “เสนีย์ เสาวพงศ์” หรือ “ศรีบูรพา” ทั้ง ๆ ที่ก็รู้จัก “ก. สุรางคนางค์” รู้ว่าพจมานนั้น แม้จะเป็น “พินิตนันท์” ก่อนจะเป็น “สว่างวงศ์ฯ” เธอก็มีสิทธิเป็นเจ้าของ “บ้านทรายทอง”หาใช่ “หม่อมแม่” หรือ “หญิงเล็ก” พวกสว่างวงศ์ไม่ แม้จะเข้าไปครอบครองอยู่นานแสนนาน แต่มรดกตกทอดที่ทำไว้แต่สมัย “เจ้าคุณตา เจ้าคุณปู่” “บ้านทรายทอง” นั้น ก็ต้องตกเป็นของพจมานอยู่วันยังค่ำ (ยังกับเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” หรือ “พื้นที่ทับซ้อน” ยังไงอย่างงั้นแหละ เศร้า )

เมื่อ ไต่บันไดขึ้นไปศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2503 ผมเลือกเรียนแผนกการทูต สมัยนั้นธรรมศาสตร์ นอกจากจะถูกบังคับเปลี่ยนชื่อจาก มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ University of Moral and Political Science (UMPS) ให้เป็นมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ หรือ Thammasat University (TU) เฉย ๆ แล้ว ยังถูกบังคับให้เลิกสถานะความเป็น “ตลาดวิชา” อันเป็นแหล่งผลิตกำลังคนเข้าสู่ระบบราชการและธุรกิจแบบเดิม ธรรมศาสตร์ยุคนั้น ซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นอธิการบดี และมี ดร. อดุล วิเชียรเจริญเป็นเลขาธิการ (ผู้มีอำนาจเกือบสมบูรณ์ในการบริหาร) จึงถูก “พัฒนา” ให้มีความเหมือนกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กล่าวสำหรับคณะรัฐศาสตร์ “สิงห์แดง” ของผมยุคนั้น คือแหล่งผลิตกำลังคนเข้าสู่กระทรวง มหาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ สมัยนั้นดาวดังคือ วิทย์ รายนานนท์ เพื่อนจอมเชียร์สิงห์แดง มีปรางทิพย์ ทองเจือ เป็นดรัมเมเยอร์ (น่องและขาอ่อนของเธองามเหลือเกิน) สมัยนั้นสมัคร สุนทรเวช คณะนิติฯ ไม้เบื่อไม้เมากับคณะของเรา ก็กำลังดังด้วยคารมโต้วาที และนามปากกา “นายหมอดี” ไม้เบื่อไม้เมากับ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ ในขณะที่ชวน หลีกภัย อยู่กับ “งิ้วธรรมศาสตร์” อย่างเงียบๆ

ความทรงจำของธรรมศาสตร์ในยุค “สายลม แสงแดด และยูงทอง” ของผมนั้น ถูกตัดขาดไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ก่อตั้งมาเพียง 27 ปี ผมเกือบไม่เคยได้ยินชื่อของผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง-ปรีดี พนมยงค์ พวกเราเคยคิดเพ้อเจ้อกันว่าผู้ก่อตั้งมหา วิทยาลัยแห่งนี้ คือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสียด้วยซ้ำไป

ชีวิต 4 ปี ในธรรมศาสตร์ของผม แม้จะสำเร็จการศึกษาโดยสอบได้ที่ 1 เกียรตินิยมดี และรับรางวัลภูมิพลในปี 2506 (สมัยนั้นรางวัลนี้ให้ปีละหนึ่งคนเท่านั้น ให้เฉพาะคณะรัฐศาสตร์) และเริ่มทำงานครั้งแรกที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (6 เดือน) กระทรวงการต่างประเทศ (3 เดือน) ก่อนลาออกไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในปี 2508 นั้น เต็มไปด้วยความสนุก สุข เล่น เชียร์ และเที่ยว พร้อม ๆ กับการหัดสูบบุหรี่ กินเหล้า

เราเกือบไม่สนใจการเมืองเลย ทั้ง ๆ ที่ยุคนั้นเป็น “สงครามเย็น” มีการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในจีนและอินโดจีน (เหมาเจ๋อตุงและโฮจิมินห์ คือ ปีศาจร้าย) มีรัฐประหารกองแลในลาว มีรัฐประหารสังหารโงดินห์เดียมในเวียดนามใต้ มีการลอบสังหารเคนเนดี้ในเท็กซัส และที่สำคัญมีการใช้ ม. 17 ที่ทั้งจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอม สั่งประหารชีวิตผู้คนจำนวนมากด้วยการ“ยิงเป้า” โดยไม่ผ่าน กระบวนการยุติธรรมใด ๆ ยุคสมัยวัยรุ่นของผม เราถูกสอนให้เชื่อว่าเมืองไทยมีหรือกำลังจะมีการปกครองเป็น “ประชาธิไตยแบบไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ผม แทบไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของท่านปรีดี พนมยงค์ในฐานะมันสมองของคณะราษฎรในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 แทบไม่รู้ว่าท่านเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ที่นำพาประเทศให้รอดพ้นจากการเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามเมื่อครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2 และเคยเห็น คำว่า “ผู้ประศาสน์การ” ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในหนังสือบางเล่มในห้องสมุด (ที่แสนจะเงียบเหงา) ของคณะและมหาวิทยาลัย ที่ผมสำเร็จการศึกษาและมีความผูกพันมาจนถึงทุกวันนี้

ด้านหนึ่งต้องยกให้เป็นความสามารถของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย (ตอนนั้น F. Riggs ได้ทำให้คำว่า Thailand: A Bureaucratic Polity เป็น ที่เริ่มรู้จักกันแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือน อ. พงศ์เพ็ญ ศกุณตราภัย (พ่อตาของ นรม. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) อาจารย์รัฐศาตร์ของผมคนหนึ่ง (ที่แสนหินกระดูกคะแนน) นั่นแหละ ที่นำคำนี้มาแปลเป็นไทย ๆ ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ทำให้คำแปลว่า “รัฐข้าราชการ” ไม่ติดตลาด)

แม้หลายคนจะเชื่อว่า “อธิปไตย” ของอำมาตย์และระบบราชการนี้ น่าจะเริ่มจากสมัยการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 มาเห็นผลในการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 แต่ ผมก็เชื่อว่าที่เริ่มต้นจริงจัง ก็จากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ของจอมพลผิน ชุณหะวัณที่ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงครามฟื้นคืนชีพทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งเสียมากกว่า และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สืบทอดและ “พัฒนา” ต่อมา ที่สามารถลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับนายปรีดี พนมยงค์ออกไปจนหมดสิ้น

ที่น่าประหลาดใจคือ ผมไปรู้จักท่านปรีดี พนมยงค์ ก็ต่อเมื่อไป “ชุบตัว” ต่อที่สหรัฐเมริกา เมื่อผมไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอแนลล์นั่นแหละ โดยเริ่มจากการเข้าห้องสมุดไปเจอหนังสือ งาน ศพนายเสียง พนมยงค์ บิดาของท่านปรีดี ข้างในเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำนา และหลังจากนั้น ก็เริ่มตามงานอื่น ๆ ของท่านปรีดีเรื่อยมา (โดยเฉพาะจากงานของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล นักวิชาการเชลยศักดิ์)

จน กระทั่งเมื่อปี 2513 ผมได้ไปเที่ยวปารีส ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ท่านปรีดีได้ย้ายที่พำนักจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งท่านได้ใช้ชีวิตที่นั่นนาน 21 ปีมาพำนักที่กรุงปารีส ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาเดียวกับที่มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ที่ท่านปรีดีเป็นคนเขียนบทและอำนวยการสร้าง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบท่าน และได้นัดสัมภาษณ์ท่านปรีดีหลังจากนั้น

ต้องขอแทรกไว้ด้วยว่า ในเวลานั้นการย้ายที่พำนักของท่านปรีดีจาก “ม่านไม้ไผ่” คือประเทศจีนคอมมิวนิสต์ มาสู่มหานครปารีสนั้นเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นของชนชั้นนำฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เป็นอย่างยิ่ง เพราะปารีสเป็นเสมือนสะพาน ที่จะทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างคนไทยกับท่านปรีดีเป็นไปได้ง่ายขึ้น

บุคคล สำคัญคนแรก ๆ ที่เดินทางไปเยี่ยมคำนับท่านปรีดีและครอบครัว คือ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น อ.ป๋วย ก็ถูกใส่ร้ายว่าไปรับแผนจากหัวหน้าคอมมิวนิสต์มา เพื่อบ่อนทำลายประเทศไทย และข้อกล่าวหานี้ก็ขึ้นสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐไทยก่อ “อาชญากรรม” กับประชาชน (ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวนิสิตและนักศึกษา) ของตนเอง

ใน วันที่ผมไปสัมภาษณ์ท่านปรีดีนั้น ผมจำได้แม่นมาก ท่านผู้หญิงพูนศุขเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นข้าวคลุกกะปิ ผมจำได้ว่าท่านปรีดีให้สัมภาษณ์แล้วท่านผู้หญิงนั่งอยู่ด้วย เมื่อถามคำถามอะไร ท่านปรีดีก็จะตอบเป็นหลักเป็นฐานในฐานะนักกฎหมาย ท่านผู้หญิงจะเสริมให้ข้อมูลรายละเอียด มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยโดยเฉพาะปี ค.ศ. พ.ศ. และชื่อสกุล (ใครเป็นใคร ลูกเต้าเหล่าใคร แม้แต่คุณป้าสงวน ยืนยง ที่เลี้ยงผมมาที่บ้านซอยสารสินสมัยเรียนสวนกุหลาบฯและธรรมศาสตร์ ท่านก็ทราบว่าเป็นครูโรงเรียนราชินี มาก่อน) ท่านจำได้แม่นยำมาก อัศจรรย์มาก

ใน ฐานะอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ เมื่อคิดกลับไปถึงตอนที่สัมภาษณ์ท่าน ผมไม่เห็นอารมณ์ความเจ็บช้ำ ขุ่น เคืองแค้นของท่านเลย คือท่านจะเล่าเหตุการณ์ตามเนื้อผ้า (แม้แต่เมื่อถูกถามเรื่องกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8)

แน่ นอนเราก็รู้สึกได้ว่าท่านทั้งสองเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นเหยื่อทางการเมืองที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยสมัยใหม่ แต่ว่าความรู้สึกโกรธ เกลียด แค้น ไม่ปรากฎ ผมเองก็สัมภาษณ์คนเยอะมาก เห็นอารมณ์ ความโกรธของหลายคนที่สัมภาษณ์ บางคนด่าหรือไม่ก็ด่าฝาก แต่กรณีของสองท่าน เราไม่เห็นสิ่งนั้น เราไม่ได้ยินเลย นี่อาจจะใช่ “ผู้ดี” ในความหมายของ “ดอกไม้สด” และใช่ “สุภาพบุรุษสุภาพสตรี” ในความหมายของ “ศรีบูรพา” ก็ได้กระมัง

อีก 13 ปี ต่อมา เมื่อมีการเตรียมงานฉลองกึ่งศตวรรษ 50 ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2527 และในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผม และคณะได้นัดหมายสัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับการต่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง ในเดือนพฤษภาคม 2526 เราได้มีการเตรียมการนัดหมายเป็นอย่างดี แต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องไปงานพิธีเผาศพท่านปรีดีซึ่งถึงแก่กรรมในวันที่ 2 พฤษภาคม 2526

ผมเคยเขียนไว้ว่าผมนึกอิจฉาท่าน อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ที่ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ท่านปรีดี ก่อนหน้านั้น ท่านสามารถรับฟังเสียงสนทนาของท่านอ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เมื่อปี 2525 ได้

หลังจากนั้นผมก็เป็นส่วนหนึ่งในการ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู บูรณะ” ประวัติมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และประวัติท่านปรีดี พนมยงค์ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำหนังสือ จัดงานสัมมนา เสวนาทางวิชาการ การสร้างอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การจัดทำนิทรรศการ ฯลฯ

ในกระบวนการ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู บูรณะ” ปรีดี พนมยงค์นั้น ถือว่าเป็นงานที่ไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกันการต่อสู้ทางความคิดอื่น ๆ ที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์การเมือง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ ที่มักกีดกันสามัญชนออกจากประวัติศาสตร์ โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library) และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org) เป็นอีกหนึ่งความพยามยามในการ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู บูรณะ” ปรีดี พนมยงค์ กับประวัติศาสตร์สังคมของบ้านเมืองนี้ขึ้นมา


เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org)

กล่าว สำหรับท่านรัฐบุรุษอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ท่านเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีคุณูปการต่อสังคมและระบอบประชาธิปไตยของไทย มีผลงานที่เป็นงานเขียนของท่าน และงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับท่านอยู่มาก สมควรเผยแพร่ผลงานเหล่านี้ให้แพร่หลาย เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน อีกทั้งทางองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยังได้ประกาศยกย่องท่านให้ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกประจำปี ค.ศ. 2000-2001





เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ในปี พ.ศ. 2553 คณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 110 ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ 2443-2553 มีดำริในการจัดงานเชิดชูเกียรติคุณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานของท่านทั้งสอง โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library) และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org) จึงได้เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามในกระบวนการฟื้นฟู บูรณะปรีดี พนมยงค์ เพื่อจัดเก็บงานเขียนและโสตทัศนวัสดุของรัฐบุรุษอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี และ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ตลอดจนงานเขียนที่เกี่ยวข้องในรูปอิเล็กทรอนิกส์ฉบับเต็มผลงาน เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ สามารถสืบค้นความรู้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้อีกโสตหนึ่ง



ใน ส่วนของเว็บไซต์แห่งนี้เราจะพยายามทำให้เป็นฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบเท่าที่ จะเป็นไปได้ของท่านทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นผลงานการเขียน ภาพถ่ายและคำบรรยาย ไฟล์เสียง และภาพ เคลื่อนไหว บทวิเคราะห์ รวมทั้งเอกสารสำคัญที่เกี่ยวเนื่องของท่านทั้งสอง และจะมีการพัฒนาฐานข้อมูลขึ้นมาเรื่อย ๆ



พร้อม ๆ กันไปนั้นเราก็จะมีการจัดทำเว็บไซต์บุคคลสำคัญ “นอก” ประวัติศาสตร์/ความทรงจำของประเทศแห่งนี้อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น



บัดนี้ได้เวลาของการแนะนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์

ขอเชิญ ทุกท่านรับฟังการเข้าชม และวิธีการสืบค้นข้อมูลได้ ในลำดับต่อไป สวัสดีครับ.

แค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม พิมพ์บทความนี้

From http://www.prachatai.com/05web/th/home/17003

แค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม พิมพ์บทความนี้

หมายเหตุ:

(1) บท ความนี้เขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับปลายเดือนเมษายน ต่อมา ผู้เขียนได้รับการแจ้งว่าจะไม่ตีพิมพ์บทความดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค. อย่างไรก็ตาม บทความนี้ได้ถูกตีพิมพ์ใน นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 52

(2) อภิชาติ สถิตนิรามัย เป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองซ้ายมองขวา

อภิชาติ สถิตนิรามัย

ผมเห็นด้วยกับบทความชื่อข้างต้นของพี่ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวันฉบับวันที่ 18 เมษายน 2552 พี่ประสงค์สรุปว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดนั้น นับ เป็นการพ่ายแพ้ในทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง แต่การยอมยุติการชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงการพ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะ "รากเหง้า" ของปัญหายังคงดำรงอยู่ กลุ่มเสื้อแดงเพียงแต่ถอยเพื่อปรับกลยุทธ์การต่อสู้ สะสมกำลังรอเวลาที่จะเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่งและกล่าวต่อไปว่า แน่ นอนว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงอาจมีบางพวกที่มีวาระซ่อนเร้นต้องการใช้ความรุนแรง เพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงมีหลากหลายความคิด เช่น พวกที่เป็นผู้สนับสนุนและได้รับผลประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง พวกที่ไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกที่ต้องการประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารอย่างแท้จริง พวกที่ต่อต้านสถาบัน พวกที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ [พวกที่]เห็น ว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นธรรม ฯลฯ ดังนั้น แม้จะพ่ายศึก แต่ความรู้สึกของผู้ชุมนุมบางส่วนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมยังคงฝังแน่นก็ พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและโอกาสอำนวยให้

ความ เห็นด้วยกับบทความนี้ของผมสิ้นสุดลงเพียงแค่ย่อหน้านี้เท่านั้น ผมเห็นด้วยว่าเสื้อแดงเพียงแค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะตราบใดที่ปัญหา รากเหง้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข ตราบนั้นปัญหารากเหง้าเหล่านี้จะเป็นเชื้อไฟอย่างดีให้กับการเคลื่อนไหวทาง การเมืองทั้งที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมได้ต่อไป (เสียดายที่พี่ประสงค์ไม่ระบุให้ชัดเจนว่ามันคืออะไรบ้าง!) ผมเห็นด้วยต่อไปว่า กลุ่มเสื้อแดงนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายความคิด มิใช่มีแต่เพียงม็อบรับจ้าง หรือชาวรากหญ้าผู้ขาดการศึกษา-โง่เง่า-ถูกหลอกใช้เป็นแค่เบี้ยหมากทางการ เมืองโดยทักษิณและลูกสมุน ตามที่ชนชั้นกลางและสื่อเชื่อหรือพยายามทำให้เชื่อเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเรือนแสน และมีจำนวนหลายพันคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตกับการถูกปราบด้วยกระสุนจริง (และกระสุนกระดาษของทหารฮา) ทั้งที่ดินแดงและรอบทำเนียบรัฐบาล จะมีแต่เพียงแค่พวกโง่เง่าหรือพวกม็อบรับจ้าง

ดัง นั้น ประเด็นสาระสำคัญที่ควรอภิปรายกันคือ อะไรเล่าที่เป็นรากเหง้าของปัญหา อะไรเล่าทำให้ผู้ชุมนุมที่มีความรู้สึกฝังแน่นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ชุมนุมอันหลากหลายตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่สำหรับหลายคนไม่ว่าจะ มีสักกี่คนที่รู้หรือ (แกล้ง) ไม่รู้ว่า ความเลวร้ายของทักษิณมีทั้งสิ้นเพียงสี่ประการตามที่พี่ไล่เรียงมาให้ดู หรือมากกว่านั้นก็ตาม สังคมประชาธิปไตยก็ไม่มีสิทธิ์จะปลดทักษิณออกจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ความรู้สึกนี้ถูกสะสมเพิ่มพูนจากกระบวนการ ตุลาการภิวัฒน์ ตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักไทย ต่อด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน (ซึ่งทำให้นายกฯ สมชายหลุดจากตำแหน่งไปด้วย) การหลุดจากตำแหน่งของนายกฯ สมัครในคดีชิมไปบ่นไป ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และการประชาพิจารณ์และการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายภายใต้ภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่

มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ตั้งแต่การบุกยึดสถานนีโทรทัศน์ NBT การ ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินทั้งระดับชาติและต่างจังหวัดของกลุ่มคนเสื้อ เหลือง โดยที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสองครั้งของรัฐบาลสมัครและสมชายถูกทหาร นั่งทับไว้เฉยๆ และไม่จัดการอะไรเลยกับม็อบมีเส้นสีเหลือง จะเพิ่มพูนความคับข้องใจให้กับเสื้อแดง รวมไปจนกระทั่ง ณ ขณะนี้ที่ผู้นำเสื้อเหลืองยังไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย

มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่เหตุการณ์ที่ผมไล่เรียงมานี้จะเป็นความพยายามของชนชั้นนำไม่ ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยอาศัยช่องทางต่างๆ ในการจัดการ-ควบคุมกลุ่มพลังของชนชั้นล่างที่ตื่นตัวทางการเมืองและเริ่ม เรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเดียวกับที่ชนชั้นกลางเคยทำมาในอดีต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะกีดกันชนชั้นล่างออกจากส่วนแบ่งของอำนาจทางการเมือง หรือไม่ก็แย่ยิ่งไปกว่านี้คือ ความพยายามของชนชั้นนำที่จะหลอกคนอื่นและหลอกตัวเองด้วยว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองในสามปีที่ผ่านมานั้นเป็นฝีมือของทักษิณเพียงคน เดียว โดยไม่มีพลังทางสังคมและชนชั้นรองรับ คิดราวกับว่าถ้าทักษิณวางมือเสียคนเดียวแล้วเราก็จะกลับเข้าสู่สังคมแห่งวัน ชื่นคืนสุขในอดีตทันที

พี่ประสงค์เขียนต่อไปว่า ประเด็น ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหล่านี้ ยอมรับให้ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งสถาปนาตนเองเป็นผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์ ในการต่อสู้ ตามด้วยการไล่เรียงความเลวร้ายสี่ประการของทักษิณเพื่อที่จะสรุปบทความว่า การ นำพฤติกรรมเหล่านี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาพูดถึงเพื่อต้องการบอกให้รู้ว่า วาทกรรมที่อวดอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรค่าแก่การรับฟัง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การดิ้นรนให้หลุดพ้นจากคดีที่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและต้องการทวงทรัพย์สินกว่า 70,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้ในคดีร่ำรวยผิดปกติคืนเท่านั้น ถ้าได้รับชัยชนะอาจได้ "อำนาจ" กลับคืนเป็นของแถมอีกด้วย

ย่อหน้านี้พี่เขียนสรุปราวกับว่า ผู้เข้าร่วมการชุมนุมเสื้อแดงทั้งหมดถูกทักษิณหลอกใช้ หรือไม่ก็เป็นผู้แกล้งโง่ทำ ตัวไม่รู้ทันเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณ ทั้งๆ ที่ย่อหน้าแรกๆ ของบทความพี่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ผู้ชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดหลากหลาย ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมบทสรุปของพี่ไม่คงเส้นคงวากับตอนต้นของบทความ

เป็น ไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณจะเป็นไปตามที่พี่เขียนหรือไม่ก็ตาม คนเสื้อแดงจำนวนมากแม้รู้อยู่เต็มอกถึงเป้าหมายแท้จริงเช่นเดียวกับพี่ แต่ก็ยังพร้อมที่จะยอมรับให้ทักษิณเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนๆ เดียวที่พวกเสื้อแดงแต่งตั้งขึ้นสู่อำนาจผ่านบัตรเลือกตั้ง และการยอมรับเป็นสัญลักษณ์นี้ก็ย่อมไม่เท่ากับการสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนๆ คนเดียว หรือรู้ไม่ทันทักษิณ ใช่ไหมครับ

เป็นไปได้ไหมครับที่ความไม่คงเส้นคงวาของพี่เป็นเพียงบทสะท้อนความคิดของสื่อกระแสหลักโดยทั่วไปที่กลัว ผีทักษิณ หลอกหลอน เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็นที่ต่างกลัว ผีคอมมูนนิสต์และ ด้วยความกลัวผีทักษิณนี้เองที่ทำให้การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักไม่รอบ ด้าน ไม่พยายามเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคู่ขัดแย้งอย่างเท่าเทียม ไม่มีการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างหลากหลายพอเพียงจนทำให้ผู้เสพสื่อ ทั่วไปเห็นถึงความหลากหลายของผู้เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งวาดภาพของผู้ชุมนุมว่าเป็นเพียงม็อบรับจ้าง ม็อบถูกหลอก ฯลฯ จนกระทั่งการทำข่าวของสื่อแบบนี้เองที่เป็นตัวตอกย้ำ/ เพิ่มพูนความรู้สึกอยุติธรรมของคนเสื้อแดง ที่น่ากลัวกว่าอย่างอื่นทั้งหมดคือ การทำข่าวเช่นนี้เกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจของสื่อเอง โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งๆ ที่ไม่ถูกกดดันจากรัฐบาลแบบสื่อทีวี

Thursday, May 28, 2009

ภาวะการนำที่ต้องปรับ

From วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11391 มติชนรายวัน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01180552&sectionid=0130&day=2009-05-18

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



พล เอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.อธิบายว่า ที่ กอ.รมน.ต้องไปเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านในภาคเหนือและภาคอิสานมาฟังคำชี้แจง เกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้ของคนเสื้อแดงในระหว่างสงกรานต์ ก็เพราะประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นอยู่ไกลปืนเที่ยง ย่อมได้รับข่าวสารข้อมูลไม่ครบถ้วน ทาง กอ.รมน.จึงจัดการประชุมเพื่อจะได้ชี้แจงให้ครบถ้วนกระบวนความ

ประชาชนจะได้ไม่ไปร่วมมือกับคนเสื้อแดงอีก

สอด คล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่บอกว่า ประชาชนในต่างจังหวัดมีค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องจัดโครงการไปปรับค่านิยมของคนต่างจังหวัด คุณสุเทพยกตัวอย่างจากอดีตว่า "ตัว-อย่างโครงการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในอดีต อาทิโครงการลูกเสือชาวบ้านที่ทำให้แนวคิดคอมมิวนิสต์ยุติลง"

สรุปก็ คือ ประชาชนมีแนวคิดที่ไม่ตรงกับชนชั้นนำที่กุมอำนาจ ทำให้ประชาชนต่อต้าน จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของประชาชนในต่างจังหวัดให้ "ถูกต้อง" คือตรงกับแนวคิดของชนชั้นนำ

ไม่แปลกอะไรนะครับ ชนชั้นนำในทุกสังคมก็คิดอย่างนี้แหละ นั่นคือจะ "นำ" สังคมได้ ก็ต้องทำให้ประชาชนยอมรับการ "นำ" ของตน จะยอมรับได้ก็ต้องเริ่มต้นที่มีแนวคิดอย่างเดียวกัน หรือที่คุณสุเทพเรียกว่าค่านิยมเดียวกันนั่นเอง

ว่ากันที่จริงแล้ว ประชาธิปไตยตะวันตกที่เรารู้จักในทุกวันนี้ ก็มาจากการปรับแนวคิด, วิธีการ, กระบวนการ, ฯลฯ ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนซึ่งเกิดสำนึกทางการเมืองขึ้นนั่นเอง จากสิทธิทางการเมืองที่จำกัดไว้เฉพาะคนซึ่งเสียภาษีที่ดินและทรัพย์สิน มาสู่ประชาชนผู้ชายทั่วไป จากประชาชนผู้ชายทั่วไป มาสู่ประชาชนทั้งชายและหญิง จากสิทธิทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมของคนผิวสี มาสู่สิทธิที่เท่าเทียมของคนทุกสีผิว ฯลฯ

การ "นำ" ที่จะอยู่ยั้งยืนยงที่ไหนๆ ในโลก ก็ต้องอาศัยการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ "ตาม" ทั้งนั้น

การ ปฏิรูปการปกครองในสมัย ร.5 ส่วนหนึ่งก็มาจากการปรับตัว เพราะราชบัลลังก์กำลังสูญเสียการ"นำ"ให้แก่ขุนนางบางตระกูล แต่เพราะชนชั้นนำในเวลาต่อมาหมดความสามารถในการปรับตัวได้อีก จึงต้องสูญเสียการ "นำ" (อย่างน้อยไปส่วนหนึ่ง) ให้แก่การปฏิวัติของคณะราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยขุนนางในระบบราชการแบบใหม่

น่าสังเกตด้วยว่า การปรับตัวที่ประสบความสำเร็จนั้นกระทำแก่ชนชั้นนำเป็นหลัก ไม่ใช่ทำกับประชาชนเป็นหลัก เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่สังคมซึ่งกระทบต่อประชาชนนั้น ไม่อาจแปรเปลี่ยนหรือขวางกั้นได้ง่ายๆ แม้แต่ในสังคมที่ปิดกั้นขัดขวางความเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มงวด เช่นรัสเซียในสมัยราชวงศ์โรมานอฟ ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะหยุดสังคมไว้กับที่ได้ต่อไป และเพราะไม่เข้าใจหรือไม่อยากเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่ตนเองชิงชังนั้น ผลก็คือการปฏิวัติของบอลเชวิค ซึ่งทำลายล้างโรมานอฟลงจนสิ้นซาก

สังคม ไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะใน"ต่างจังหวัด"ซึ่งชนชั้นนำยังหลงคิดว่าเหมือนเดิมทุกอย่าง ฉะนั้นการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยการยัดเยียดข้อมูลของตัวฝ่ายเดียวจึงไม่ สามารถสถาปนาการ"นำ"ของตนได้ต่อไป ปฏิกิริยาของกำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งเข้าร่วมประชุมที่เชียงใหม่ คือการประท้วงวิทยากรของ กอ.รมน.อย่างเปิดเผย และในที่สุดจำนวนหนึ่งก็ใช้วิธีเดินออกจากห้องประชุม ชี้ให้เห็นว่าวิธีการแบบเดิม คือยัดเยียดข้อมูลฝ่ายตนฝ่ายเดียวให้แก่ประชาชนเป็นวิธีการล้าสมัยที่ไม่ให้ ผลอย่างเก่าอีกแล้ว

ประชาชนรับข้อมูลได้กว้างขวางกว่านั้นมาก ข้อมูลของกอ.รมน.ก็เป็นข้อมูลหนึ่งในหลายๆ กระแสที่ประชาชนได้รับ จึงเป็นไปไม่ได้ที่กระแสของ กอ.รมน.จะครอบงำกระแสอื่นๆ ได้หมด

"ต่าง จังหวัด"ของไทยไม่เหมือนเมื่อสมัยที่ปลุกกระแสลูกเสือชาวบ้าน เราต้องไม่ลืมว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทยเวลานี้อาศัยอยู่ในเขตที่เรียก ว่า"เมือง" อันเป็นแหล่งที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลากหลายและปริมาณมาก ส่วนใหญ่ของประชากรไทยไม่ได้ทำเกษตร ส่วนที่ยังทำเกษตรอยู่ก็ทำในเชิงพานิชย์อย่างเข้มข้น นั่นหมายความว่าต้องการข่าวสารข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และการจัดการไร่นา จะเห็นได้ว่าตลาด"ต่างจังหวัด"ของสื่อเชิงพาณิชย์ทุกประเภทเติบโตขึ้น แม้อย่างช้าๆ แต่ก็เติบโตขึ้น ยังไม่พูดถึงสื่อทางเลือกอื่นๆ นับตั้งแต่เว็บไซต์ไปจนถึงวิทยุชุมชน (และ D Station)

การช่วงชิงการ "นำ" เป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ซึ่งชนชั้นนำต้องเรียนรู้ และใช้ยุทธวิธีให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม วิธีการซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ได้ผลในการครอบงำความคิดของประชาชน เมื่อสังคมเปลี่ยนไปแล้ว วิธีการนั้นก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ความขัด แย้งทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความรุนแรงดังที่ปรากฏในปัจจุบัน เป็นผลมาจากความไร้สมรรถภาพที่จะปรับตัวของชนชั้นนำไทย เพราะสาเหตุของความขัดแย้งอยู่ลึกกว่าการปะทะกันของเสื้อสองสี (หรือสามสี่สี) แต่เป็นเพราะประชาชนนอกวงของชนชั้นนำไม่ยอมรับการนำของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ อีกต่อไป หรืออย่างน้อยก็ไม่รับการนำแบบเดิม ที่พวกเขาไม่มีส่วนในการกำกับควบคุมอีกต่อไป

ชนชั้นนำไทยยังคิดว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ เป็นความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มต่างๆ ของชนชั้นนำ ซึ่งเกิดขึ้นเสมอมา ต่างชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันด้วยกลวิธีนานาชนิด ทั้งในรัฐสภา, ในกองทัพ, ในวงราชการ และในวงธุรกิจ กลวิธีใหม่เพียงอย่างเดียวคือการสร้างม็อบขึ้นเป็นแรงกดดันฝ่ายตรงข้าม

แต่ ในม็อบของทุกสี ย่อมประกอบด้วยประชาชนซึ่งรวมพลังกดดันเป้าหมายอื่น นอกไปจากสิ่งที่แกนนำวางเอาไว้ตามที่ได้รับมอบหมายมาจากชนชั้นนำกลุ่มที่ใช้ ตนเป็นเครื่องมือ พลังกดดันส่วนนี้ของประชาชนเริ่มปรากฏให้เห็นถนัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น "การเมืองใหม่" (ซึ่งอาจมีความหมายแตกต่างจากที่แกนนำเสนอ) หรือ "ล้มอำมาตย์" ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าอำนาจนอกระบบซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองของชนชั้นนำ อีกกลุ่มหนึ่ง

จะหยุดความรุนแรงในสังคมไทยได้อย่างไร? ไม่ใช่ด้วยการนำแกนนำของสีต่างๆ มาต่อรองกันอย่างเปิดเผย เพราะคนเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นนำกลุ่มที่กำลังต่อสู้กันอยู่ อย่างไรเสียก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ชนชั้นนำทุกกลุ่ม จะต้องหันมาทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย แล้วตกลงร่วมกันในการปรับเปลี่ยนการ "นำ" ของพวกตนใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ไม่ใช่ด้วยวิธีปิดกั้นข่าวสารข้อมูล แต่ด้วยการร่วมกันมองหากติกาที่ชนชั้นนำทุกกลุ่มพอรับได้ ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาพอรับได้ด้วย

ตราบเท่าที่ ชนชั้นนำไทยยังไม่สำนึกถึงความเปลี่ยนแปลง และไม่พร้อมจะปรับการ "นำ"ของตนเสียใหม่ อย่างไรเสีย เราก็คงหนีความรุนแรงได้ยาก

ท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคม ชนชั้นนำต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ในการต่อสู้กันเชิงความคิด อำนาจที่จะพูดฝ่ายเดียว (monologue) ได้สูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว ฉะนั้นจึงต้องเรียนรู้การพูดเชิงเสวนา (dialogue)

มีคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้อย่างน้อย 4 อย่างในการพูดเชิงเสวนา

1. สิ่งที่พูดออกไปนั้นเปิดให้แก่การตรวจสอบได้ ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์จนอยู่พ้นออกไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่ศาสนายังต้องพร้อมจะเผชิญและตอบโต้กับการวิพากษ์วิจารณ์ (และทุกศาสนาในโลกสมัยใหม่ก็ได้ทำอย่างนั้นไปแล้ว) ในบางครั้ง วาทศิลป์อาจปลุกเร้าผู้ฟังให้เคลิ้มจนลืมตรวจสอบ แต่นั่นเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น ในเวลาไม่นานเขาก็จะกลับมาตื่นตัวตรวจสอบสิ่งที่วาทศิลป์เคลือบเอาไว้อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้

2.ด้วยเหตุดังนั้น การท้วงหรือคัดค้าน จึงเป็นสิทธิของผู้ฟังที่ปฏิเสธไม่ได้ ถึงใช้อำนาจบังคับไม่ให้ท้วงหรือคัดค้าน อำนาจนั้นก็จะถูกถามหาความชอบธรรมโดยอัตโนมัติ และในโลกปัจจุบัน ไม่ให้ท้วงต่อหน้า ก็อาจไปท้วงลับหลังซึ่งให้ผลเท่ากัน เพราะสามารถกระจายประเด็นที่ท้วงออกไปกว้างขวางเหมือนกัน หรือยิ่งกว่าเสียอีก

3.การต่อสู้กันทางความคิดในโลกปัจจุบัน กระทำด้วยการหักล้างกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เป็นประจักษ์พยาน อันอาจตรวจสอบได้ทั้งตรรกะที่ใช้ในการให้เหตุผล และตัวข้อเท็จจริง (ก็คือ"ความรู้"นั่นเอง) ไม่มีใครสามารถบีบบังคับให้ใครเชื่ออะไรด้วยอำนาจและสถานภาพที่สูงกว่าอีก แล้ว

4.บนเวทีการพูดเชิงเสวนา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการให้เกียรติกัน เมื่อใดก็ตามที่คิดว่าผู้ฟังคือเด็กที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอน ผู้ฟังก็จะรู้สึกว่าถูกหมิ่น และไม่พร้อมจะขึ้นมาแลกเปลี่ยนสนทนาด้วย ถึงเอากฎหมายหรือปืนมาควบคุม เขาก็จะนั่งหลับ และกลับไปนินทาที่บ้าน การประณามหยามเหยียดคือการทำลายเวทีโดยตรง เพราะทำให้ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ, กล้าท้วงหรือค้าน และกล้าใช้เหตุผลและข้อเท็จจริง เวทีการพูดเชิงเสวนากลายเป็นเวทีของคนพูดฝ่ายเดียว ซึ่งในระยะยาวแล้วจะมีผู้ฟังน้อยลงไปเรื่อยๆ

เพื่อจะหลีกเลี่ยงความ รุนแรงทางการเมือง ก็ได้แต่หวังว่าชนชั้นนำไทยจะเรียนรู้ทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน สังคมไทย และกล้าพอจะเรียนรู้วิธีการ "นำ" ที่เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทัน

BACK AND WHITE AND RED ALL OVER

From http://www.bangkokbugle.com/2009/05/back-and-white-and-read-all-over.html


So Thailand will get another newspaper later this month. The United Front for Democracy Against Dictatorship, (red shirts) announced last week its intention to start producing a 18-24 page, five-days-a-week tabloid with a 50,000 copy print run.
Whilst obviously a politically motivated move it's going to take someone with deep pockets to keep this kind of venture alive. The Manager Group, with its own newspapers and magazines, lost a lot of advertising revenues from its association that the yellow shirts. I cannot see how it will be any different for a red-backed newspaper.
At least it shown one thing; the print media is still being seen as essential for getting a message across in Thailand.

2 comments:

David said...

it will be interesting to see whether large numbers of "poor" people are able and willing to pay for this paper unlike the Manager rags that are targetted at small numbers of "rich" who typically dont want to pay for anything

will be very interested in any revenue numbers available for each (as you note probably unaudited...)

antipadshist said...

I agree with David. this undertaking certainly is not a commercial one.

perhaps UDD has to consider some newer alternative means to spread the info they want. although computers (internet) and iPODs seem even less likely to be used by peasants and workers, who comprise UDD bulk. only their urban supporters might be able to afford it.

apparently they employ what I would call a "semi-multimedia" : most of families even in villages have TV set and VCD / DVD players (which are cheap now - in dep. stores one can buy even for less than 1000 Baht) and can play the VCDs or audio CDs, even if not everyone of the peasants can afford to have PC with ADSL connection to watch youtube and streaming video / radio.

durign last week rally (May 10) there were many people who were buying the CDs for 20-50 Baht. so, if new "red" newspaper is also within that price range (like Nation or Bkk post are what - 20-30 Baht now ?) then probably it wouldn't be too pricey.