Monday, August 31, 2009

กรณีคลิปเสียง

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpHa3dNVEF4TURrMU1nPT0=&sectionid=TURNd01nPT0=&day=TWpBd09TMHdPUzB3TVE9PQ==



วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6851 ข่าวสดรายวัน


กรณีคลิปเสียง


บทบรรณาธิการ



กรณี"คลิปเสียง"ที่มีข้อความเรื่องการสั่งปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาอย่างรุนแรง

เป็นสิ่งที่จะต้องพิสูจน์กันให้ชัดเจนปราศจากข้อสงสัย ว่าเป็นคำพูดและคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่

ถ้าเป็นจริง ย่อมทำลายความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลงโดยสิ้นเชิง ไม่สมควรที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป

ใน ทางตรงข้ามกัน หากคลิปดังกล่าวเป็นเท็จ สังคมย่อมไม่สามารถปล่อยให้การใส่ความให้ร้ายทางการเมืองซึ่งไม่คำนึงถึงผล ที่จะตามมา ดำรงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน

การเมืองทำลายล้างไม่ว่ารูปแบบใดจะต้องหมดสิ้นไป

ข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์

ใน ขณะที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ามีข้อมูลเบื้องต้นชั้นหนึ่งแล้วว่า คลิปเสียงดังกล่าวถูกส่งต่อมาจากพรรคการเมืองและบริษัทธุรกิจแห่งหนึ่ง

ก็จะต้องนำหลักฐานนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนให้เกิดความกระจ่างโดยเร็วที่สุด

หรือหากส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่อ้างว่า มีคลิปเสียงนายอภิสิทธิ์ที่มีข้อความมากกว่านี้

ก็จะต้องนำหลักฐานที่ว่าออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่ช้าเช่นกัน

การเมืองต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา มิใช่เป็นผู้ก่อปัญหาเสียเอง

การกล่าวหากันไปมาดังเช่นในกรณีคลิปเสียงนี้ มิใช่กรณีแรกของการสาดโคลนทางการเมือง และจะมิใช่กรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แต่หากต้องการยกระดับคุณภาพและคุณธรรมของการเมืองไทยให้ดีขึ้น ให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องฉับไว โปร่งใส ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำการไม่ควรไม่ว่าจะเรื่องใดฝ่ายใดลอยนวลอยู่ได้

ยิ่งต่างฝ่ายต่างมั่นใจในข้อมูลหลักฐานของตนเอง ยิ่งไม่มีข้ออ้างที่จะถ่วงเวลาให้เนิ่นช้าออกไป

ที่จะยิ่งทำให้สังคมสับสนและเสียหายมากกว่านี้


หน้า 2

ไทยโพสต์แท็บลอยด์สัมภาษณ์ "ไพโรจน์ พลเพชร" ว่าด้วยความมั่นคงของทหาร

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25647

ไทยโพสต์แท็บลอยด์สัมภาษณ์ “ไพโรจน์ พลเพชร” ว่าด้วยความมั่นคงของทหาร

Sun, 2009-08-30 20:59

ไทยโพสต์แท็บลอยด์

“ไพโรจน์ พลเพชร”เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กับเครือข่าย เป็นนักสิทธิมนุษยชนเพียงหยิบมือเดียวที่ออกมาคัดค้านการประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในสถานการณ์ที่การเมืองเลือกข้าง นักสิทธิมนุษยชนก็เลือกข้าง

 

แม้แกนนำ นปช.จะประกาศเลื่อนการชุมนุมไปแล้ว แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองก็มิใช่จะยุติลงง่ายๆ มีคำถามว่า รัฐบาลจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไปทุกสุดสัปดาห์ไหม ไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไร
 
กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นเพียงไร มีความเหมาะสมเพียงไร ที่จะต้องยกร่างและนำมาใช้ อันที่จริง บุคคลที่น่าจะตอบได้ดี คือหนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้
 
ขยายอำนาจ กอ.รมน.
 
ไพโรจน์อธิบายว่าที่คัดค้าน พรบ.ความมั่นคงมาตั้งแต่ต้น เพราะกฎหมายฉบับนี้สืบทอดอำนาจทหารให้มีบทบาททางการเมือง
 
"ฐานคิดจริงๆ ของ พรบ.ความมั่นคงฯ คือการให้พื้นที่ของ กอ.รมน.อยู่ต่อไปในทางการเมือง ถ้าดูเจตนาแม้แต่ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็พูดชัด"
 
"กอ.รมน.ถูกตั้งเมื่อปี 2508 ความมุ่งหมายในตอนนั้นที่อเมริกาแนะนำก็คือปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะ เขามีบทบาทเต็มที่ ตั้งระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด เหมือนหน่วยงานซ้อนรัฐอยู่ แต่ใช้ทหารเป็นคนดูแล ตอนนั้นมันชัดเจนว่าภัยคุกคามคือภัยคอมมิวนิสต์ พอยกเลิก พรบ.คอมมิวนิสต์ ก็มีปัญหาว่าหน่วยงานนี้จะปรับบทบาทอย่างไร สมัยคุณชวนก็ปรับบทบาท เช่นไปทำเรื่องชายแดน เรื่องยาเสพย์ติด เรื่องภาคใต้ คือปรับหน้าที่หลังจากไม่มีภัยคอมมิวนิสต์ ก็ปรับให้ดำรงโครงสร้างนี้อยู่ พอมายุคคุณทักษิณก็ปรับอีกรอบ แต่ปรับให้เล็กลง ที่จะเห็นว่าตอนนั้นคุณพัลลภมาดูแล มาสมัยคุณสุรยุทธ์พยายามขยายบทบาทขึ้นมาก ก็เลยต้องมีทางออกว่าจะดำรงโครงสร้างตรงนี้ไว้ได้อย่างไรในการเมืองไทย"
 
"ก็เลยมาคิดเรื่องออกกฎหมาย พรบ.ความมั่นคง ว่าทำอย่างไรจึงจะให้มีพื้นที่ที่เป็นโครงสร้างทางอำนาจที่ทหารมีบทบาทอย่าง สำคัญในการบังคับบัญชา ในการดูแลสถานการณ์การเมือง ทั้งที่ดูแล้วภัยคุกคามเดิมที่เป็นภัยคอมมิวนิสต์ก็ไม่มี ภัยคุกคามก่อการร้าย เราแก้ไขกฎหมายอาญาไปแล้ว ที่มีความผิดฐานก่อการร้าย สมัยคุณทักษิณ ซึ่งตอนนั้นเป็นการชี้แนะของสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกออกกฎหมายก่อการร้าย เหมือนกันหมด เพราะโลกกำลังเผชิญกับภัยก่อการร้าย พอมีภัยรุนแรงเรื่องภาคใต้ก็ออก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และเป็นเครื่องมือลงไปดูแลภาคใต้อยู่ตอนนี้ แต่หลายปีมาแล้วก็ยังไม่เห็นผลอย่างชัดเจนว่าอย่างไร"
 
"เวลาทหารจะเข้ามามีบทบาทแบบนี้ต้องมี กฎหมายรองรับ เดิมเมื่อมีภัยคุกคามจากนอกประเทศเราใช้กฏอัยการศึก ถ้ามีภัยคุกคามจะทำลายอธิปไตยหรือแม้แต่ภายในประเทศก็ใช้กฏอัยการศึก คือการใช้กำลังทหารเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนั้น จะเห็นได้ว่าพอประกาศกฏอัยการศึกทหารจะใช้อำนาจได้เต็มที่เลย ทำลายบ้าน ทำลายเส้นทาง ใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จ ควบคุมตัวได้ เหมือนรัฐประหารแล้วประกาศกฏอัยการศึกเอานักการเมือง คุณเนวิน คุณยงยุทธไป ปัจจุบันในภาคใต้ก็ใช้อย่างนี้ กฎอัยการศึกคุมตัวได้ 7 วัน พอครบ 7 วันก็ไปใช้ พรก.ฉุกเฉิน ขออนุญาตศาลเอาตัวมาอีก 30 วัน เป็น 37 วัน คุมตัวอยู่ในค่ายทหาร"
 
"พอมาพูดถึง พรบ.ความมั่นคง มันเหมือนกับว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องประกาศกฎอัยการศึก และก็ไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่ก่อการร้าย ไม่ใช่สถานการณ์เป็นภัยคุกคามรุนแรงจากภายนอก แต่เป็นสถานการณ์ปกติ"
"พรบ.ความมั่นคงนิยามสถานการณ์เช่นนี้ อย่างไร คือมีเกิดเหตุการณ์ขึ้นและมีความต่อเนื่อง และสันนิษฐานว่าจะมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น ก็ประกาศเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ใช้ กอ.รมน.ซึ่งมีนายกฯเป็นประธาน แต่โดยปกติจะมอบหมายให้รอง ผอ.กอ.รมน. คือผู้บัญชาการกองทัพบก เป็นคนดูแลเหตุการณ์ทั้งหมด ก็หมายความว่าเข้ามาในภาวะปกติแต่เข้ามาเฉพาะเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่ว่านี้ที่จะสันนิษฐานว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ และต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องการสันนิษฐานล่วงหน้า ว่าใช่หรือไม่ใช่ จึงไม่แน่ใจว่ามันใช้ได้หรือเปล่า"
 
"การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ใช้ได้ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งใช้กับเหตุการณ์ ก็ประกาศพื้นที่ขึ้นมาและให้ กอ.รมน.ดูแลทั้งหมด คำว่าดูแลทั้งหมายความว่าโอนอำนาจทุกอย่างที่หน่วยงานอื่นทำ ทำได้หมดทุกอย่าง ยกตัวอย่างประกาศที่ออกมา ใช้อำนาจทุกอย่างที่เป็นอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานอื่น เช่น ระเบียบว่าด้วยกระทรวงกลาโหมก็ใช้ กฎหมายสอบสวนพิเศษก็ใช้ กฎหมายคนเข้าเมืองก็ใช้ กฎหมายยุทธภัณฑ์ก็ใช้ บรรเทาสาธารณภัยก็ใช้ ควบคุมโฆษณาการกระจายเสียง ฯลฯ หมายความว่าในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเหมือนเขตพิเศษขึ้นมา อำนาจที่หน่วยงานอื่นมีก็ถ่ายโอนมาที่ กอ.รมน.ทั้งหมด ที่สำคัญมีอำนาจสอบสวนจับกุมได้ด้วย ซึ่งปกติเป็นอำนาจของตำรวจ แต่พอประกาศเป็นพื้นที่เขาก็ใช้อำนาจจับกุมสอบสวน"
 
"อีกลักษณะหนึ่งคือใช้กับพื้นที่ อย่างภาคใต้ ถ้าเห็นว่าพื้นที่ภาคใต้จะเกิดภาวะแบบนี้ก็ประกาศทั้งพื้นที่หรือประกาศเป็น จังหวัด ระยะยาวมาก พอประกาศแล้วก็ตั้งหน่วยงานพิเศษมาบริหารราชการตรงนั้นเลย อาจจะประกาศพื้นที่ไหนก็ได้ ที่มีสภาวะแบบนี้ มันเหมือนให้อำนาจพิเศษทหารให้มาควบคุมกำกับทั้งหมดในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในหลักการของกฎหมายนี้"
 
ไพโรจน์ชี้ว่า ตั้งแต่กฎหมายนี้ประกาศใช้ กอ.รมน.ก็ได้ขยายบทบาทเรียบร้อยแล้ว มีกำลังคน มีงบประมาณ มีโครงสร้างรองรับทุกระดับ
 
"ที่ผ่านมา กอ.รมน.จะทำบทบาทจิตวิทยา บทบาทพัฒนา ในภาวะปกติ แต่ในภาวะที่เห็นว่ามีภัยคุกคามความมั่นคง ดูแล้วก็ซ้ำซ้อนกัน มันก็คือขยายบทบาทให้ดำรงอยู่ในการมาดูแล โดยเจตจำนงจริงๆ เป็นอย่างนี้"
 
พื้นที่อย่างอีสาน กอ.รมน.ขยายอำนาจมากไหม
 
"เขาก็ยังทำงานปกติ ตอนหลังอาจจะมาทำงานเศรษฐกิจพอเพียง คือมาทำงานพัฒนาแทนหน่วยงานอื่น ในภาวะปกติก็ทำเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจว่าสมัยคุณสุรยุทธ์ได้งบประมาณไปทำงานพัฒนาอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่รู้ทำงานการเมืองด้วยหรือเปล่า แต่ทำงานจิตวิทยาด้วย"
 
ถ้ามีอำนาจตาม พรบ.ความมั่นคง กอ.รมน.ก็จะขยายบทบาทได้
 
"ก็เหมือนกับทำงานในสมัยต่อสู้กับพรรค คอมมิวนิสต์ สมมติเห็นว่ามีภัยคุกคามก็ส่งคนไปจัดตั้งคนได้ ไปอบรมได้ ไปดูแลพื้นที่ได้ สมมติประชาชนคัดค้านโครงการของรัฐขึ้นมาและอยู่อย่างต่อเนื่อง และประเมินว่าเป็นภัยคุกคามก็สามารถประกาศเป็นเขตได้ และก็ใช้หน่วยลงไปทำงานในพื้นที่ จะไปทำจิตวิทยา ก็แล้วแต่ โดยอำนาจกฎหมายทำได้ แต่ว่ายังไม่มีการกระทำแบบนี้"
 
ยกตัวอย่างในอดีต ถ้าเป็นกรณีปากมูล ทหารก็เข้าไปได้
 
"ใช่ ถ้าเห็นว่าจัดการโดยวิธีปกติไม่ได้ ก็ใช้กฎหมายนี้ได้"
 
ช่วงที่ผ่านมายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักเพราะกฎหมายเพิ่งประกาศใช้ปี 2551 รัฐบาลสมัคร สมชาย ก็ยังไม่ได้ใช้ แต่โครงสร้างของ กอ.รมน.พร้อมจะปรับใช้ทันที
 
"มันมีโครงสร้างเดิมอยู่แล้ว มันก็ปรับตัวทันที เวลาตั้งโครงสร้างภาค กอ.รมน.จังหวัด กอ.รมน.ระดับชาติ ระดับจังหวัดก็มีผู้ว่าเป็นประธาน ที่เขาเริ่มใช้คือตอนจัดประชุมที่ภูเก็ต เหตุจูงใจจากเหตุการณ์ที่พัทยามีส่วนที่ทำให้ไปใช้ที่ภูเก็ต ก็เหมือนกับประกาศวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย. ในพื้นที่เขตดุสิต"
 
ไพโรจน์เตือนว่าอย่ามองว่าเป็นเพียงการใช้เฉพาะเหตุการณ์
 
"โครงสร้างนี้มันจะอยู่ตลอดไป และรัฐบาลมีสิทธิหยิบมาใช้กับความเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาลได้ทุกกลุ่ม ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะใช้เครื่องมือนี้หรือไม่ เพราะมันให้อำนาจที่จะทำให้ภาวะที่ไม่ฉุกเฉินรุนแรง เวลาฟังแล้วเหมือนกับอ่อน ที่จริงมันเหมือนอยู่ในภาวะปกติ คือทำให้ภาวะปกติเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่คำว่าฉุกเฉินมันมีนัย มันมีความหมาย เช่นต้องเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อความอยู่รอดของชาติ เช่นมีขบวนการลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ จึงจะใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้กำลังพิเศษลงไปจัดการ หมายความว่ากำลังปกติจัดการเรื่องแบบนั้นไม่ได้ หน่วยที่รักษาความปลอดภัยของประชาชน จำเป็นต้องใช้หน่วยพิเศษ"
 
"มันคือการคงอำนาจ จะคงอำนาจอย่างไรให้ กอ.รมน. และทหารมีบทบาททางการเมือง นี่คือสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่รากฐานที่ปรับมา หาช่องทางให้มีบทบาท ทั้งๆ ที่เรามี พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจมาก หรือกฏอัยการศึกก็ให้อำนาจเต็มที่ ห้ามคนออกนอกพื้นที่ได้ ห้ามคนเข้าใช้พื้นที่ได้ และที่สำคัญยังมีแนวคิดแบบดั้งเดิมในกฎหมายฉบับนี้ สืบทอดมาจากสมัยการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์คือให้สามารถเอาเข้าค่ายการุ ณยเทพได้ คือเข้าค่ายอบรมความประพฤติให้เปลี่ยนความคิด 6 เดือน เขาเขียนไว้ในกฎหมาย"
 
อย่างนี้ก็จับแกนนำเสื้อแดงไปเข้าค่าย 6 เดือนได้
 
"อาจจะไม่ถึงอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าการจับเข้าค่าย 6 เดือนจะใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ คือมีขบวนการที่คุกคาม ต่อสู้กับรัฐ รัฐเข้าใจว่าพวกนี้หลงผิด จึงจำเป็นต้องอบรมความประพฤติ ความคิด เขาให้อำนาจไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เดิมเขาเคยใช้ในพื้นที่ภาคใต้แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ คือจับคนมาอบรม องค์กรด้านสิทธิฯยื่นคำร้องต่อศาลว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้ทำอย่างนั้น ก็เลยมาเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมีแนวโน้มที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ในภาคใต้ โดยจะใช้ทั้ง 3 ฉบับเลย คือกฏอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน และพรบ.ความมั่นคงภายใน"
 
ถ้าใช้ในภาคใต้ก็จะควบคุมตัวได้นานกว่า 7 เดือน
 
"กฏอัยการศึกควบคุมตัวได้ 7 วัน โดยไม่ต้องตั้งข้อหาเลย พรก.ฉุกเฉินได้อีก 1 เดือน โดยยังไม่ตั้งข้อหา เพียงแต่สงสัย พอหลังจากตั้งข้อหา ควบคุมตัวได้อีก 84 วัน ก็ยาว ถ้าระหว่างถูกตั้งข้อหาและสำนึกผิดตามกฎหมายนี้ เข้าอบรม 6 เดือนแล้วกลับบ้าน ผมเข้าใจว่าพื้นที่ภาคใต้เขาจะใช้อย่างนี้"
 
ทำเรื่องปกติให้ไม่ปกติ
 
การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงครั้งนี้ต่างจากภูเก็ต เพราะเอามาใช้จำกัดสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
 
 “อันนี้เป็นปัญหา ถ้าเขาใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ จะควบคุมการชุมนุมอย่างไรที่ไม่ให้บานปลาย สมมติผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมาย ใช้กฎหมายปกติได้ไหม ในการจับกุม ในการควบคุม ผมเข้าใจว่าสามารถใช้มาตรการเหล่านั้นได้ แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังไม่เกิดนะครับ คือยังไม่มีการชุมนุมเลย ที่จริงมันควรจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วควบคุมไม่ได้ บานปลาย จึงจะประกาศ”
 
ไพโรจน์ชี้ว่าตาม พรบ.ความมั่นคงก็ระบุว่าจะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน และมีเหตุต่อเนื่องยาวนาน
 
“ในกฎหมายเขียนอย่างนี้ มาตรา 15 ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ทั้งอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาของรัฐหลายหน่วยงาน คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมาย กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกันปราบปรามระงับยับยั้งและแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในพื้นที่ในระยะเวลาที่กำหนด และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน”
 
คือต้องเกิดเหตุขึ้นก่อน
 
“ผมมองว่าต้องมีเหตุก่อน หมายความถ้ามีการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ โดยปกติ แล้วใช้เสรีภาพเกินเลย เช่นไปคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน และคุมไม่ได้”
 
เช่นยึดสนามบินมาแล้ว 2 วัน
 
“สมมติอย่างนั้น แล้วควบคุมไม่ได้ และอยู่ยาวด้วย ยึดทำเนียบเป็นเดือน ไปคุกคามการบริหารประเทศ อย่างน้อยต้องมีแนวโน้มที่จะเห็น แต่ประกาศครั้งนี้เหมือนกับประกาศไว้ล่วงหน้า”
 
 “ความหมายที่จะใช้ พรบ.ความมั่นคงคือมีแนวโน้มที่จะจัดการไม่ได้โดยภาวะปกติ จัดการไม่ได้โดยกลไกปกติ สมมติตำรวจจัดการกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้ แล้วจึงค่อยให้กอ.รมน.มาจัดการ การชุมนุมไม่ได้คุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ แต่ถ้ามันเลยขั้นนั้นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ได้ สมมติก่อการจลาจล ก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ พรบ.ความมั่นคงก็ได้ หรือประกาศกฏอัยการศึกยังได้ ถ้าเห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
 
ที่ทำอย่างนี้เหมือนรัฐบาลตีความว่าการมีม็อบเสื้อแดงเป็นภัยคุกคามระยะยาว
 
 “ซึ่งผมคิดว่าต้องให้เกิดภัยคุกคาม จริง ถ้าเขายังใช้เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญจะบอกว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาลไม่ได้ เหมือนกับพันธมิตรใช้เสรีภาพในการชุมนุม 193 วัน หรือการชุมนุมของพี่น้องสมัชชาคนจน 99 วัน จะบอกว่าเป็นภัยคุกคามได้ไหม คือมันเหลื่อมกันตรงนี้ ในการวินิจฉัยเรื่องราว มันเลยหมิ่นเหม่ว่าการใช้กฎหมายฉบับนี้ในอนาคตมันจะใช้แบบนี้เรื่อยๆ ไหม ที่จะจัดการกับความเห็นที่แตกต่าง ถ้าจัดการกับความเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาลด้วยการใช้มาตรการนี้ มันคือการจำกัด มันจะเป็นการหยุดยั้งการใช้เสรีภาพโดยปกติไปด้วย ที่อาจจะเป็นระยะยาว และทำให้รัฐบาลในแต่ละสมัยคิดว่า เอ้า ก็ใช้กลไกพิเศษอยู่เรื่อย ทั้งที่กลไกนี้ไม่มีควรจะมีอยู่แล้วในสังคมไทย เพราะมีเครื่องมืออื่น”
 
แต่กลไกนี้รัฐบาลสมัคร สมชาย ใช้ไม่ได้ เพราะสั่งทหารไม่ได้ รัฐบาลที่ใช้ได้คือรัฐบาลที่ทหารสนับสนุน
 
 “เนื่องจากมันขยายอำนาจทหารขึ้นมาใน นามกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งหมายความว่าทหารต้องเห็นว่าตัวเองต้องเข้ามาแทรกแซงได้ ที่จริงอันนี้คิอการแทรกแซงทางการเมือง เข้ามาแทรกแซงในความขัดแย้งทางการเมือง มันมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ นปช.ขัดแย้งกับรัฐบาล เหมือนพันธมิตรขัดแย้งกับรัฐบาลทักษิณ ถามว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี้จะนำไปสู่ความไม่มั่นคงได้ไหม ก็อาจจะเป็นไปได้ ก่อเกิดการจลาจล ภาวะแบบนั้นเข้ามาได้ แต่ภาวะปกติไม่ควรจะเข้ามา มันเท่ากับใช้อำนาจใช้เครื่องมือที่ไม่ถูก”
 
ที่ผ่านมาการประกาศใช้ในภูเก็ตเป็นอย่างไร
 
 “ประชาชนไม่รู้สึกอะไรมาก มันก็เหมือนชีวิตปกติ แต่ผมมองในเรื่องวิธีการใช้อำนาจรัฐ มันเป็นความเคยชินในการใช้อำนาจที่อาจจะมีปัญหา เพราะอำนาจนี้ควบคุมไม่ได้ ศาลปกครองก็ตรวจสอบไม่ได้ การออกระเบียบ ออกคำสั่ง เช่นห้ามใช้พื้นที่ เป็นการใช้อำนาจที่มีโอกาสเลยเถิดได้ กฎหมายฉบับนี้ที่เป็นจุดอ่อนคือทำให้สถานการณ์ปกติไม่เป็นปกติ เพื่อจะใช้อำนาจ และเป็นดุลยพินิจ ของกรรมการที่เสนอต่อ ครม. ซึ่งกรรมการก็มีนายกฯ เป็นประธาน และเป็นผอ.รมน.ด้วย คือทั้งเป็นบอร์ดบริหารและเป็นผู้ปฏิบัติ กลไกนี้อยู่ที่ตัวนายกฯ เยอะ และก็มีผบ.ทบ.เป็นคนรองรับอำนาจ เป็นคนทำงานตัวจริง เพราะเลขาของสำนักงานคือเสนาธิการทหารบก”
 
“หน่วยงานนี้สามารถสั่งตำรวจได้ ย้ายข้าราชการได้ด้วย ถ้าข้าราชการผู่ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติก็ย้ายได้เลย ในทางกลับกันใครมาทำงานให้กอ.รมน.ก็ได้ความดีความชอบมากกว่าคนอื่น มีเงินพิเศษ เหมือนสมัยการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ใครมาทำงานกอ.รมน.มีโอกาสเติบโตเร็ว ถ้ากอ.รมน.โอนคนมาจากหน่วยงานใดก็ตาม ให้หน่วยงานที่บริหารบุคคลจัดคนแทนเข้าไปเลย คือมีอำนาจทางบริหารอยู่ด้วย ใช้อำนาจบริหาร ใช้อำนาจทางอาญาด้วย มันเป็นอำนาจซ้อนของทหารที่จะเข้ามามีบทบาท”
 
“พรบ.ความมั่นคงเขียนเจตนารมย์ชัดเจน ว่าต้องตั้งหน่วยงานขึ้น เขาเขียนว่าเพื่อให้สามารถป้องกัน จึงสมควรกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบบูรณาการ ก็คือกอ.รมน.ที่จะมาดูแลเรื่องนี้”
 
กฎหมายนี้ตอนที่ออกในช่วง สนช.หลายคนค้าน อภิสิทธิ์ก็ค้าน
 
“ใครที่ถือครองรัฐก็จะเป็นเครื่องมือของเขาได้ เพราะตัวนายกฯ นั่งเป็นประธาน เป็นผอ.กอ.รมน.ในทางการเมืองเขาก็เห็นประโยชน์”
 
แต่ต่างกันตรงที่ตอนนั้นอภิสิทธิ์บอกว่าจะแก้ แต่นักสิทธิมนุษยชนที่คัดค้านเห็นว่าไม่ควรออกมาหรือควรยกเลิกทั้งฉบับ
 
 “เราคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการออก กฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับ เพราะพยายามสร้างอำนาจทหารให้ซ้อนกับอำนาจปกติที่มาจากการเลือกตั้ง และสามารถเข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจได้ ซึ่งไม่ควรจะออกแบบอย่างนั้น ถามว่าเรามีเครื่องมืออื่นพอไหมที่จะเข้ามาจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าภัยคุก คามต่อความมั่นคง ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง ผมคิดว่าเรามีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฏอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน หรือกฎหมายเกี่ยวกับการก่อการร้าย ถ้าเกิดธรรมเนียมการใช้อำนาจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็ห่วงว่าจะขยายวงการใช้อำนาจ และใช้อยู่เรื่อย กับความขัดแย้งทางการเมือง และจะทำให้เกิดการเผชิญหน้า พาไปสู่ความรุนแรงได้ การใช้เครื่องมือที่เป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จมันก็ทำให้เกิดการเผชิญหน้าได้ โอกาสที่จะแตกหัก เกิดความรุนแรง มีได้ หรือหยิบฉวยความรุนแรงไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ด้วย ถ้าไม่ระมัดระวังการใช้อำนาจจะเป็นแบบนั้น”
 
สมมติเสื้อแดงชุมนุมวันที่ 30 แล้วไม่เกิดอะไรขึ้น
 
 “ผมประเมินว่าไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้า นปช.จะดึงดันใช้การเผชิญหน้าใช้ความรุนแรง ประสบการณ์เดือนเม.ย.ก็ตอบได้ว่าเขาสูญเสียความชอบธรรม และจะยิ่งสูญเสียความชอบธรรมมากขึ้น เขาจะลำบากในการเคลื่อนไหวระดมความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ”
 
ถ้าเขาม็อบวันเดียวแล้วเลิก “ก็อาจจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจไม่ถูก”
 
แต่รัฐบาลอาจจะบอกว่านี่ไงก็เพราะใช้กฎหมายปรามไว้ก่อน
 
“อาจจะพูดอย่างนั้นได้ เขาก็พยายามจะพูดว่าต้องการป้องกันไว้ก่อน วิธีการจัดการกับการชุมนุมที่ขยายวงเรายังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ผมพูดในแง่ทั้งสังคมไทยและรัฐบาลไทย ยังไม่ลงตัว คือใช้วิธีไม่ร้ายก็ร้ายไปเลย ทั้ง 2 ฝ่าย พอจัดการกันด้วยวิธีอย่างนี้เลยทำให้ยังไม่มีจุดลงตัว ผมยกตัวอย่าง สมมติ ผบ.ตร.เจรจากับผู้ชุมนุมว่าเจ้าหน้าที่จะเดินอย่างนี้ มีแนวทางอย่างนี้ เป็นที่รับรู้ทั้งสองฝ่าย ถ้าอย่างนี้จะเปิดการตรวจสอบจากหลายฝ่าย ฝ่ายที่ชุมนุมก้ต้องอยู่ในกติกาที่ถูกจับตามองด้วย ผมเคยชุมนุม และต้องเจรจากับตำรวจก็บอกเขา บอกตำรวจว่าเราจะไปเส้นทางนี้ จากหน้าทำเนียบไปรัฐสภา และเราจะอยู่ตรงนี้กี่วัน เรื่องแบบนี้ควรจะพูดออกมาเป็นข้อตกลงเปิดเผยต่อสาธารณะ”
 
ล่าสุดเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุม จะทำให้รัฐบาลอ้างว่าใช้กฎหมายได้ผล
 
 “รัฐบาลก็จะบอกว่าเขาสามารถใช้กฎหมาย ได้ผล ทำให้หยุดยั้งได้ แต่มันเป็นเหมือนการประท้วงว่าใช้อำนาจมิชอบ ฝ่าย นปช.เขาเลยไม่มา มันกระทบต่อการใช้สิทธิ ถ้าใช้กฎหมายนี้ เขาใช้เสรีภาพในการชุมนุมไม่ได้ จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมทั้งที่เหตุการณ์บานปลายยังไม่เกิด การใช้ก็จะเป็นปัญหา ต่อไปก็จะนำกฎหมายนี้มาสกัดกั้นการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด กระทบการใช้เสรีภาพในระยะยาวแน่ๆ ไม่เว้นแม้พันธมิตร เพราะถ้าพันธมิตรมา ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ก็จะเกิดข้อครหาว่าเข้าข้างหรือเปล่า ก็จะต้องใช้กับทุกกลุ่ม ก็เท่ากับสกัดกั้นการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทั้งที่เป็นการใช้เสรีภาพโดย สงบปราศจากอาวุธ”
 
ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าจะนัดใหม่ ถ้าประกาศอีกก็เลื่อนไปเรื่อยๆ เหมือนท้าทาย
 
 “ก็เหมือนการเล่นเกม ก่อเกิดการเล่นเกมทางการเมือง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นว่าการใช้มาตรการอย่างนี้ไม่ชอบธรรม กลายเป็นเกมทางการเมืองไป มันก็จะไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่าควรประกาศใช้อย่างไร”
 
เมื่อวันศุกร์ ที่รัฐบาลแถลงโดยสุเทพ ก็พยายามจะบอกว่าการใช้กฎหมายความมั่นคงเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีมาตรการที่เข้มข้น เพียงแต่ป้องกันทำเนียบ ปิดถนน 3 สายแล้วก็มีการตรวจอาวุธ
 
 “ก็เป็นอย่างที่ผมพูดว่า จริงๆ มันเป็นสถานการณ์ปกติ แต่พยายามทำให้เป็นสถานการณ์วิกฤติหรือฉุกเฉินจึงทำให้การใช้อำนาจเกินสัด ส่วนเกินจำเป็น ก็ต้องใช้ลดลงตามสถานการณ์ที่เป็นจริง คือมันไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เมาตรการนี้ ใช้มาตรการปกติก็ทำได้ ห้ามใช้เส้นทางนั้นนี้ ทำได้อยู่แล้ว การเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้ในภาวะปกติ จึงไม่สอดคล้อง ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอ”
 
“จริงๆ ก็คือการใช้กำลังทหาร นำทหารออกมามีบทบาททางการเมือง แก้ปัญหาทางการเมือง ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว การใช้อำนาจโดยใช้ทหารมาแก้ปัญหาไม่เหมาะสม เหมือนใช้อำนาจนิยมมาจัดการ”
 
แล้วถ้ารัฐบาลประกาศไปทุกสุดสัปดาห์จะเกิดอะไรขึ้น
 
 “มันจะทำให้ทุกครั้งต้องประกาศ ทำให้สถานกาณ์ปกติไม่เป็นปกติไปหมดเลย เอากำลังทหารมาใช้พร่ำเพรื่อ ทั้งที่มีวิธีอื่นใช้ได้อยู่แล้ว ต่อไปมีการชุมนุมใหญ่ไม่ใหญ่ทางการเมืองก็อาจนำมาใช้ได้อีก”
 
 
 
สังคมเหลืออด
เปิดประตูอำนาจนิยม
 
เลขาธิการ สสส.ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ทัศนคติของสังคมที่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ เช่นผลโพลล์ที่ออกมา
 
 “ประสบการณ์ที่ทำให้เกิดเอียงใน เรื่องเสรีภาพการชุมนุม การชุมนุมขรก็ตาม มันเลยบางอย่างไป เช่นการไปยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน หรือการชุมนุม นปช. เมื่อเดือนเมษายน เสรีภาพในการชุมนุมเลยถูกตั้งคำถามว่าถ้าชุมนุมโดยสงบมันจะเลยเถิดไปตรงนั้น ไหม ประชาชนเลยเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ เห็นด้วยว่าให้ใช้อำนาจพิเศษเพื่อควบคุมให้ได้ เพราะกลัวจะเกิดภาวะแบบนั้น นี่เป็นความไม่มั่นใจของคนในสังคม ผลโพลล์ออกมาก็เห็นด้วย แต่หารู้ไม่ว่ามันทำลายหลักการที่สำคัญ เรื่องการที่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซงโดยไม่จำเป็น มันควรจะใช้กลไกรัฐปกติ กับเรื่องราวการชุมนุมทางการเมืองที่มีความเห็นต่าง ไม่ใช่การก่อการจลาจล”
 
ในขณะที่จริงๆ แล้วมาตรการทางสังคมก็จะบีบให้ม็อบไม่กล้าก่อความรุนแรงอีก
 
ทั้ง นปช. ทั้งพันธมิตร มีประสบการณ์กับสังคมอยู่ ถามว่าพันธมิตรสรุปได้ไหมว่าที่เขายึดสนามบินเป็นปัญหา ในความชอบธรรมทางการเมือง ผมว่าเขาน่าจะสรุปได้นะ หรือที่ นปช.ทำเดือนเม.ย.สังคมก็ไม่อนุญาตให้ไปไกลกว่านั้น ตรงนี้มันทำให้ผู้นำการชุมนุม ถ้าต้องการดำรงความชอบธรรม ดำรงการสนับสนุน จะสรุปได้ ถ้าเดินแบบนั้นคุณจะสูญเสียการยอมรับจากสังคม มันก็ไม่บรรลุเป้าหมายทางการเมือง
 
 “สิ่งที่เราเผชิญใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ในการชุมนุมทางการเมือง คล้ายๆ เรายังหาทางลงตัวไม่ได้ว่าจะจัดการกับความเห็นต่างอย่างไร ที่สำคัญการที่มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น คุกคามต่อชีวิตคน ต่อทรัพย์สิน แล้วไม่ลงโทษ ไม่ว่าฝ่ายไหน ที่กำลังมีความพยายามนิรโทษกรรม ยกเว้นความผิด จะทำให้เราจะรักษาหลักนิติธรรมไม่ได้ การจัดการความขัดแย้งที่ผ่านมา การกระทำเลยเถิดถึงขั้นคุกคามต่อชีวิตทรัพย์สิน ทั้งของสาธารณะและของบุคคล จะต้องมีการลงโทษ”
 
 “ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่ปลอดภัย การกระทำของคนกลุ่มหนึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย และรัฐก็เห็นว่ามันไม่ปลอดภัยรัฐเลยเข้ามาใช้อำนาจจัดการความไม่ปลอดภัยนี้ ประชาชนก็รู้สึกว่าเออ ใช่ ไม่รู้สึกว่าเรามีหน้าที่ในการควบคุมอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องใหัรัฐเข้ามาจัดการฝ่ายเดียว ในหลายๆ เรื่อง แต่นี่มันเหมือนกับว่านอกจากรัฐจะใช้ทหารเข้ามาจัดการ สังคมก็อนุญาตให้ใช้ เห็นด้วยว่าต้องใช้ มันเป็นความอ่อนแออย่างหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ว่าทำไมเราควบคุมกันไม่ได้ เราจัดการกับความเห็นต่างไม่ได้ จึงต้องใช้อำนาจเข้ามาจัดการอยู่เสมอๆ เพียงแต่อันนี้มันเหมือนจัดการโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีกฎหมายรับรองให้ทำได้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันคือการอนุญาตโดยกฎหมายที่ไม่ชอบ”
 
 “ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางการพัฒนา ประชาธิปไตย เราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนพัฒนาการ เวลาเราจะจัดการกับความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เราจัดการกับระบบ กับการใช้อำนาจทั้งหลาย เราใช้อะไรเป็นเครื่องมือบ้าง ถ้าโดยวิถีทางประชาธิปไตยก็คือเราสามารถรอมชอมกันได้บ้าง คือใช้กระบวนการสันติ ไม่เกิดการเลือดตกยางออก นี่เป็นประเด็นแรกที่สำคัญมากเพราะต้องสงวนชีวิตคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน อันที่สองคือเราสามารถดูแลกันเองได้หมายความว่าเราปกครองตัวเองได้ คือเรามีวุฒิภาวะที่จะดูแลกันเองได้ บางเรื่องไม่จำเป็นต้องให้รัฐเข้ามาแทรกแซง ทำไมเราต้องให้รัฐเข้ามาใช้อำนาจอยู่เรื่อย กินอำนาจเข้ามาในขอบเขตประชาชนอยู่เรื่อย”
 
 “ผมคิดว่าตอนนี้เราอยู่ในเส้นทางของ การพัฒนา หมายความว่าฝ่ายที่ชุมนุมไม่ว่าฝ่ายไหนต้องเรียนรู้เรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งถามว่าพัฒนาขึ้นไหม ผมดูจากพฤษภา 35 มา จะเรียกว่าดีขึ้นก็ดีขึ้น แต่มีบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าพูดว่ารัฐรู้จักยับยั้งชั่งใจเพิ่มขึ้นไหม ก็เพิ่มขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับการใช้อำนาจดิบๆ ถามว่าคนที่ชุมนุมยับยั้งชั่งใจเพิ่มขึ้นไหม ก็ยับยั้งชั่งใจมากขึ้นเหมือนกัน หรือสังคมอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งเริ่มตื่นตัวจะเข้ามาไหม ก็มีเข้ามาในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา”
 
ตอนแรกเหมือนจะใช่นะ แต่หลังจากพันธมิตรยึดสนามบิน มาจน นปช.เดือนเมษา มันก็มีแนวโน้มที่สังคมหมดความอดทน เห็นด้วยกับความรุนแรง และไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
 
 “สิ่งที่เป็นปัญหาคือไอ้ที่มันเลยธง ทั้งคู่ไม่ถูกจัดการโดยกลไกปกติ เช่นกระบวนการกฎหมายไม่เดินหน้า หรือเดินช้ามาก อาจจะจัดการอยู่ตอนนี้แต่ช้าเกินไป ทำให้เหมือนกับการกระทำที่ทำให้คนหมดความอดทนมันไม่ได้ถูกจัดการ เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นรัฐใช้อำนาจมาจัดการเสีย ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ เพราะมันไม่มีบรรทัดฐานในการใช้อำนาจรัฐ มันเป็นเรื่องอำเภอใจ ที่นึกจะใช้ขึ้นมาก็ใช้ เพราะเขาใช้ดุลยพินิจ มีคำถามว่าใช้กับใครด้วย มันไม่มีบรรทัดฐานว่าเอออย่างนี้ไม่ใช่นะ กระบวนการยุติธรรมมาช้ามากในการจัดการสิ่งที่เลยธงของทั้งคู่ ในอดีตที่เราเผชิญมันม้วนเดียวจบ สั้นๆ ไม่กี่วันจบ แต่นี่มันยาวมาก เราอยู่ในความขัดแย้งที่ยาว คนที่ชุมนุมก็คับข้องใจว่าจะบรรลุอย่างไร คนที่อยู่วงนอกก็คับข้องใจ มันมีสภาวะอย่างนี้อยู่กับเราได้อย่างไรเป็นเดือนเป็นปี หลายปี และรู้สึกว่าจัดการไม่ได้ ไม่มีทางออก ไม่มีใครมีอำนาจจัดการอะไรได้สักอย่าง นี่คือภาวะที่เราเผชิญอยู่ มันเลยมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจมากขึ้น คนจะรู้สึกว่ารัฐควรจะใช้อำนาจได้แล้ว ไม่ควรจะหน่อมแน้ม อย่างที่พูดกัน”
 
คือสังคมอยากให้จบ โดยใช้อำนาจทำให้มันจบๆ
 
“แต่มันไม่จบจริงๆ มันยิ่งก่อความคับข้องใจ ก่อความขัดแย้ง ความเคียดแค้นชิงชัง มันอาจจะดูสงบเงียบแต่มันพร้อมที่จะระเบิด ถ้าจัดการแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ท้าทายเราตอนนี้”
 
คนจำนวนหนึ่งจะมองว่าเศรษฐกิจกำลังจะดี การเมืองต้องนิ่ง เลยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้อำนาจ
 
 “ตรงนี้ก็เป็นปัญหา ครรลองประชาธิปไตยคือเป็นการชุมนุมตามปกติ ไม่ก่อการจลาจล มันก็เป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่ได้ขัดแย้งกับการลงทุน เพราะมันเป็นเรื่องการแสดงออกว่าเราจัดการโดยอารยะได้ มันก็ไม่ไปกระทบ ข้ออ้างที่ว่าจะไปทำลายการลงทุนต้องเป็นพฤติกรรมที่เกินเลยและคุมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมโดยปกติ ก็ต้องทำได้ ถ้าอยางนั้นเราก็เอาเรื่องการลงทุนมาทำลายเสรีภาพการชุมนุมการแสดงออกของ ความเดือดร้อนของประชาชน ของความต้องการทางการเมืองเสียหมด ซึ่งมันไม่ใช่ แต่สังคมไทยมักจะชอบคิดอย่างนั้น ฝ่ายการลงทุนก็ชอบคิดอย่างนี้ เรากำลังอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสีสันของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง”
 
ตอนนี้ก็มีความคิดอยากให้เสื้อแดงจบ ให้ทักษิณจบ ให้ใช้อำนาจปราบไปเลย
 
 “ใช้อำนาจรัฐปราบปรามแล้วจะสงบจริง ไหม จะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือไม่ จะอยู่สันติได้อีกต่อไปไหม หรือยิ่งร้าวฉานแตกแยก และไปสู่ขบวนการที่รุนแรง ตรงนี้ผมคิดว่าต้องมีสติ เพราะความยากไร้ทางวัตถุอาจจะไม่มากเท่ากับความคับแค้นทางจิตใจ ความรู้สึกคับแค้นทางจิตใจว่าไม่ได้ความเป็นธรรมมันนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่ ใหญ่ขึ้นได้ เหมือนกับประสบการณ์ในอดีตของเรา สังคมไทยก็เผชิญความยากไร้ทางวัตุและความคับแค้นทางจิตใจที่ใช้อำนาจโดยไม่ ชอบนี่แหละ ที่นำไปสู่การต่อสู้กันอย่างถึงที่สุด ผมคิดว่าตรงนี้ที่ต้องระมัดระวังไม่ไปตกอยู่ในความรู้สึกที่ว่าให้รัฐจัดการ แล้วมันจะจบ ซึ่งไม่จบ”
 
สังคมไทยไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าเราต้องอยู่แบบมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทะเลาะกันไปอย่างนี้ แต่ให้อยู่ในกรอบสันติ
 
 “เราไม่อดทน สังคมประชาธิปไตยต้องอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง เราอาจจะต้องพร้อมรับที่ว่าเสื้อแดงมาทุกเดือน หรือเสื้อเหลืองมาอยู่กันเป็นเดือน กับการมาเรียกร้องมายืนยัน มาแสดงออกอยู่อย่างนี้ เป็นหลายๆ ปีก็ได้ เราอาจจะต้องอดทนได้ขนาดนั้น และก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ จนเรารู้สึกว่ามันเป็นวิถีปกติที่เราต้องอยู่กันแบบนี้ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่ารัฐไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เขาได้และเขา มาแสดงออกได้ แต่ต้องไม่เลยธงไปทำร้ายชีวิตและทรัพย์สิน สังคมก็ต้องไม่ยอม ความอดทนอดกลั้นแบบนี้ต้องมีอยู่ด้วย ถ้าไม่มีก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร ถ้ายิ่งอนุญาตให้รัฐใช้อำนาจยิ่งแล้วใหญ่ มันเท่ากับเราไม่โตสักทีในการปกครองดูแลกันเอง”
 
คนไทยจะทำใจได้ไหมถ้าเสื้อแดงมาสนามหลวงเดือนละครั้ง
 
 “ผมสังเกตว่าตอนหลังก็เกือบจะเรียก ว่าเป็นปกติ รับได้ถ้าไม่เลยอะไรมาก มาแล้วกลับ ก็พอรับอยู่นะ แต่ถ้าเป็นในอดีตรับไม่ได้ อะไรวะมาอยู่เรื่อย ทำนองนี้ ปัจจุบันนี้เริ่มจะเคยชินกับวิถีแบบนี้มากขึ้น เพียงแต่ที่น่าห่วงมันคือความขัดแย้งที่สะสมอยู่ในหมู่คนในทุกกลุ่ม ในทุกสถาบันต่างๆ ที่ยังคาใจกันอยู่ แต่ถ้ายิ่งปิดกั้นไม่ให้แสดงออกก็ยิ่งคับแค้นใจมากขึ้น”
 
 
 
นักสิทธิราชการ
 
สถานการณ์ปัจจุบันความรู้สึกเรื่องสิทธิมนุษยชนตกต่ำลง เราจะมองไปข้างหน้าอย่างไร
 
 “การไปเลือกข้างในจุดยืนทางการเมือง ทำให้เกิดปัญหาทางสิทธิมนุษยชน คือเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องข้ามพ้นจุดยืนทางการเมือง ไม่ว่าใครจะละเมิดสิทธิใคร มันต้องชี้ได้ว่าละเมิดสิทธินะ ตรงนี้เราอาจจะเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทย คือระหว่างจุดยืนทางการเมืองกับจุดยืนสิทธิมนุษยชน มันเหลื่อมกันได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เหมือนกัน ว่าเออ ใช่หรือเปล่า ตัดสินอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ฝ่ายนี้จึงได้ฝ่ายนี้จึงไม่ได้ ผมคิดว่าต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน ต้องยืนยันหลักการ”
 
“แต่ถ้าพูดในระดับชาวบ้าน ความตื่นตัว การแสดงออกทางการเมือง อยากมีสิทธิ์มีเสียง ผมว่ามีสูงขึ้น เขาใช้สิทธิได้มากขึ้น เขารู้สึกว่าเขาต้องใช้ เขาต้องปฏิบัติ เวลาลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะเห็นประชาชนแสดงออกมากกว่าเดิม ไม่ว่าจากการพูดคุย การเข้าร่วม ถามว่านี่เป็นสิทธิที่พัฒนามากขึ้นไหม ผมว่าใช่เลย มันเป็นกระบวนการสร้างคนให้เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิมีเสียงอะไร สามารถแสดงออกอะไรได้บ้าง นี่เป็นเรื่องของสังคมส่วนใหญ่ที่สั่งสมอยู่ตอนนี้”
 
แต่ระดับชาติถ้าเราจะรณรงค์ให้แก้ไขพรก.ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคง คงยาก
 
“ยากมากถ้ายังมีเหตุการณ์แบบภาคใต้ หรือยังมีการชุมนุมที่เป็นแบบนี้ เนื่องจากจิตวิทยาผู้คนมีความกลัว และเห็นว่าตัวเองจัดการไม่ได้ ต้องใช้มาตรการเหล่านี้ เหมือนภาคใต้ถึงที่สุดคนก็มองว่าเป็นภัยคุกคามสังคมไทยทั้งสังคม และเขารู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่จะอยู่ในชาติไทย เลยคิดว่ารัฐต้องใช้อำนาจ ฉะนั้นเวลาเถียงกันเรื่องภาคใต้ นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายก็จะถูกกล่าวหาอยู่เรื่อยว่าไปเข้าข้างโจร มันก็เป็นทัศนะแบบนี้อยู่เสมอๆ”
 
“ที่จริงพรก.ฉุกเฉินใช้มานานมากแล้ว และเห็นผลด้านลบอยู่มาก คือไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมสร้างความเป็นธรรม มันเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง มันลงเอยไม่ได้ พอใช้เครื่องมืออำนาจแบบนี้มันยิ่งไปตอกย้ำความไม่เป็นธรรมให้ขยาย เราใช้กระบวนการยุติธรรมปกติได้ไหม นี่คือคำถาม ฝ่ายความมั่นคงก็เถียงกันอยู่ เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ต่างกัน ฝ่ายรัฐมองว่าภาคใต้เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องใช้มาตรการไม่ปกติเท่านั้น ขณะที่เรายืนยันว่ายิ่งเราใช้มาตรการไม่ปกติมันยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม ขึ้นเรื่อยๆ”
 
ไพโรจน์เห็นว่า พรก.ฉุกเฉินควรแก้ไข แต่พรบ.ความมั่นคงสมควรยกเลิก
 
 “พรก.ฉุกเฉินมันให้อำนาจในสถานการณ์ ที่พิเศษจริงๆ จึงอาจจะต้องปรับเนื้อหา แต่พรบ.ความมั่นคงใช้ในสถานการณ์ปกติ จริงๆ ก็คือการให้อำนาจทหารมีบทบาททางการเมือง มีบทบาททางงบประมาณ ทรัพยากรของสังคมต้องทุ่มเทให้กับส่วนนี้”
 
 “ที่ผ่านมา พรบ.คอมมิวนิสต์ถูกยกเลิก กอ.รมน.เลยหมดภารกิจ ทำอย่างไรที่จะสร้างภารกิจ ให้หน่วยงานนี้ดำรงอำนาจหน้าที่ในสังคมไทย ก็เลยคิดพรบ.ความมั่นคงขึ้นมา ให้มีภารกิจ”
 
ความจริงกอ.รมน.ควรจะยุบไปได้แล้ว
 
 “ถูก เพราะเรามีกลไกพัฒนาเต็มไปหมด กระทรวงทั้งหลาย องค์กรท้องถิ่น เขาดูแลเรื่องการพัฒนาหมดเลย แล้วถามว่าคุณทำอะไร งานพัฒนาระดับตำบล อบต.เขาก็ทำ ก็ไม่มีฟังก์ชั่นอะไร เลยต้องมาคิดภารกิจขึ้นมาชุดหนึ่ง ประชาชนเขาก็เติบโตขึ้น ดูแลตัวเอง แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานของรัฐลงไปจัดการ ถามว่าเรื่องทรัพยากรคุณจะไปยุ่งอะไร ประชาชนเขาก็ดูแลตัวเองได้ เด็ก ผู้สูงอายุ เศรษฐกิจ ท้องถิ่นเขาก็จัดการ แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานนี้ ที่สำคัญมันมีอำนาจคู่กับรัฐ เป็นสถาบันที่ชัดเจนรองรับด้วย พรบ.ความมั่นคงทำให้ กอ.รมน.เป็นสถาบันที่ใหญ่กว่าเดิม เดิมเป็นแค่ระเบียบสำนักนายกฯ เวลานี้เป็นสถาบันที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน มีองคาพยพ มีกำลังคน งบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ที่ถูกสร้างขึ้น”
 
ย้อนมาเรื่องสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง ตอนสงกรานต์ กลุ่มของไพโรจน์เองก็ถูกเสื้อแดงต่อว่าเหมือนกัน
 
 “เราก็ยืนในจุดว่าถ้าเขาเลยเถิดไปคุก คามชีวิต ไม่ว่าใคร เรารับไม่ได้ เรายังมองชีวิตสูงสุดในทางสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐทำหรือฝ่ายไหนทำ ก็รับไม่ได้ แน่นอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันอาจจะคุกคามชีวิตคนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ฝ่าย นปช.ก็ก่อให้เกิดการคุกคามชีวิตอยู่ด้วย”
 
ปัญหาสิทธิมนุษยชนจะแย่ลงไหมเมื่อเห็นกรรมการสิทธิชุดใหม่
 
 “การเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย.มีผลทำให้ระบบราชการโตขึ้น หรือเข้ามาแทรกแซงอย่างอื่นได้มากขึ้น ที่ฝ่ายนปช.เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย เข้ามาในโครงสร้างทางการเมือง คือเขาวิเคราะห์ว่าองค์กรอิสระถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มทุน ก็มาแทนที่ด้วยระบบราชการ และคิดว่าถ้าแทนที่โดยระบบราชการมันจะแก้ปัญหาได้ ซึ่งผิดทั้งคู่ ทั้ง 2 อันนี้ละเลยประชาชน”
 
“มันกลายเป็นข้อสมมติฐานที่บอกว่า รัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระ เลยพลิกกลับมาอีกด้านหนึ่ง โดยเชื่อว่าสถาบันศาลจะสามารถสถาปนาคนดีเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ทำให้แก้ปัญหาได้ มันก็กลับไปเป็นการสถาปนาอำนาจกลุ่มราชการขึ้นมาแทนที่ในองค์กร นี่คือสิ่งที่พลิกในการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย. ทำให้องค์กรอิสระอาจตกอยู่ในวงจรฝ่ายราชการ ที่สำคัญคือความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ มันเป็นชุดความคิดที่เป็นระบบราชการ ซึ่งมีจุดอ่อนกับการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนแน่ๆ ในการมอง การวินิจฉัย เพราะโดยส่วนใหญ่ในสังคมไทยการละเมิดสิทธิจะเกิดจากระบบราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กฎหมายของรัฐ ดังนั้นมันถึงเหมือนกับต้องเลือกข้างคนที่ถูกละเมิดสิทธิ พอระบบราชการคิดว่าอยู่เป็นกลาง ไม่เลือกข้างมันจึงไม่ใช่”
 
เขาบอกว่าจะไม่เป็นฝ่ายค้าน
 
 “ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าโครงสร้างอำนาจเดิมของเราให้อำนาจข้าราชการสูง โอกาสการละเมิดสิทธิจึงสูง มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเรา ที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน โอกาสที่ฝ่ายราชการหรือรัฐบาลจะเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิจึงสูง ถ้าบอกว่าตรวจสอบรัฐบาลว่าละเมิดสิทธิแล้วเป็นฝ่ายค้าน คิดอย่างนั้นผิด สมมติพี่น้องถูกโครงการขนาดใหญ่ลงตูม ชาวบ้านบอกว่ามาละเมิด อย่างราษีไศล 20 กวาปีแล้ว ที่ดินน้ำท่วมหมด มันคุกคามความมั่นคงในชีวิตเขา แล้วจะทำอย่างไร ถ้าจะไม่เลือกข้าง”
 
“มันทำให้อ่อนลงจริงๆ โครงสร้างที่ทำให้ระบบราชการเข้าไปแทนที่ในองค์กรอิสระ ที่สำคัญคือความเป็นอิสระทางความคิด อันนี้เราไม่หลุด วิธีการคัดเลือก วิธีการจัดการเราเอาระบบความสัมพันธ์ของคนเป็นตัวตั้ง”
 
 
 
 

Saturday, August 29, 2009

ประกาศ 'ปล่อยมาร์คบ้าคนเดียว' เสื้อแดงเลื่อนชุมชุมเป็น5ก.ย.

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25631

ประกาศ ‘ปล่อยมาร์คบ้าคนเดียว’ เสื้อแดงเลื่อนชุมชุมเป็น5ก.ย. หลีก พ.ร.บ.ความมั่นคง ลั่น 19 ก.ย.ปักหลักสู้ไม่ถอย

 
29 ส.ค.52 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยแกนนำ นปช. แถลงเลื่อนการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล ในวันที่ 30 ส.ค. เพื่อหลบ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในเขตดุสิต โดยจะเลื่อนการชุมนุมออกไปจนกว่าผลของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเขตดุสิตจะสิ้นสุดลง เบื้องต้นจะเลื่อนไปชุมนุมในวันที่ 5 ก.ย. พร้อมขู่หากคนเสื้อแดงต้องเลื่อนการชุมนุม เพราะรัฐบาลยังดึงดันจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ครบ 4 เสาร์ ซึ่งจะตรงพอดีกับวันที่ 19 ก.ย.ครบรอบ 3 ปี ของการรัฐประหาร ซึ่งในวันดังกล่าวคนเสื้อแดงจะปักหลักสู้ ไม่ถอยหนีอีก
นาย วีระ กล่าวว่า รัฐบาลได้ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้สึกปั่นสถานการณ์ให้ดูเหมือนกรุงเทพฯ จะมีสงคราม ทำลายเศรษฐกิจ ทั้งที่คนเสื้อแดงไม่ตั้งใจจะก่อจลาจลหรือสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนให้กับ ประเทศ แต่รัฐบาลกลับประโคมข่าวทำลายเศรษฐกิจอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้น นปช. ขอประกาศยุทธวิธี “ปล่อยมาร์คบ้าไปคนเดียว” เลื่อนการชุมนุมออกไปจนกว่าผลของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯในเขตดุสิตจะสิ้นสุดลง
สำหรับ บรรยากาศการตรึงกำลังที่ทำเนียบรัฐบาล ของทหารและตำรวจ ได้เตรียมการซ้อมรักษาความปลอดภัย ทั้งภายในและนอกทำเนียบอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกลุ่มเสื้อแดงที่นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 30 ส.ค.นี้ แต่ก็ได้ประกาศเลื่อนออกไปในที่สุด
 

Split in the Reds: When Differences Become Intolerable

http://www.tumblerblog.com/2009/08/split-in-the-reds-when-differences-become-intolerable/

Split in the Reds: When Differences Become Intolerable

29 Aug
2009

Although the signs had been there for some time, some people did not really see it coming.Jakrapob (photo credit: ASTV Manager)

Exiled UDD leader and former cabinet minister Jakrapob Penkair was reported to have broken away from the main red-shirt movement in order to form a splinter group called "Red Siam". Joining him was Surachai Sae-Dan (Danwattananusorn), another red-shirt keyman known for his strong Communist beliefs. The reason behind the split appears to be ideological differences, particularly over the red shirts' recent petition for a royal pardon for Thaksin Shinawatra.

The split has not been amicable. In his recent article in a pro-red newspaper, Jakrapob launched a stinging criticism of the red-shirt leadership, especially the 'Truth Today' trio (Veera Musikgapong,  Nattawut Saikua and Jatuporn Prompan) who played a key role in getting the petition signed and submitted. Jatuporn responded by reminding Jakrapob that when the former minister was facing lese-majesté charges, it was the red shirts who stood beside him through thick and thin.

Looking back, the potential of a split in the red shirts was always evident. While both the Thai and foreign media tend to portray the reds as a chiefly pro-Thaksin movement, such a portrayal ignores the considerable diversity in their views and fails to explain the true motives of some of their leaders. True, what people see in the news most often about red-shirt rallies are the phone-ins of Thaksin, but to say that the reds are purely about Thaksin is akin to saying that the PAD is only about Abhisit.

Rather than seeing the reds as a movement for Thaksin, it is probably more accurate to think of them as a movement against the 'Amarts' (roughly translated as the aristocrats and the influential unelected bureaucrats) who the red-shirts say have crippled the development of Thai democracy. But the complexity does not stop there. For one thing, the reds have not been able to give a clear and consistent answer to the question "Just who exactly are the Amarts?" While mainstream UDD leaders continue to insist that they are fighting for a system of constitutional monarchy and thus their campaign is limited to attacking Privy Council president Prem Tinsulanonda and his cronies, certain factions within the reds have quietly been prepared to go beyond that.

The royal pardon campaign, then, was the final straw that broke the camel's back. When the campaign was first launched, it triggered a flurry of furious debates and arguments among the reds on various Internet discussion boards (see ThaiENews for some examples in Thai). As Prachatai (in Thai) reports, some red-shirt leaders also voiced their reservations about the petition. The aforementioned Surachai Sae-Dan even revealed that he had refused to attend any meeting with other leaders since the start of the royal pardon campaign. While the leaders attempted to maintain the image of harmony in their ranks, it has become increasingly difficult for people like Surachai to remain with the mainstream reds.

Jakrapob's defection is perhaps a tad more surprising. The former TV presenter was one of the original leaders of the UDD during its struggle against the 2006-07 military junta and has often lavished praises on Thaksin in rallies and interviews. But one could later see the signs of his radical politics when he gave a speech about Thailand's 'patronage system' to the audience in an event at the Foreign Correspondents' Club of Thailand. That speech later led to charges of lese-majesté being filed against him. After he fled overseas following the April riot, he even hinted at starting an underground insurgency against the Amarts. Other red leaders swiftly distanced themselves from him.

A related question is: Does exiled academic Giles Ji Ungpakorn have any role to play in this split? Incidentally, "Red Siam", the name of Jakrapob's splinter group, is the same as the name of a manifesto Giles wrote after fleeing to the UK. Giles himself says he does not support Thaksin, and he was comparatively late in joining the reds.

All in all, the implications of this split are not yet clear. It remains to be seen how Thaksin will react and whether the Red Siam group will be able to draw large crowds in their rallies and activities. One thing that is clear, however, is that the reds are not all mindless, stupid followers and cronies of Thaksin as the media paints them to be.

Thursday, August 27, 2009

คนเสื้อแดงร้อง กก.สิทธิฯ ตรวจสอบรัฐใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คุกคามสิทธิเสรีภาพ

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25614

คนเสื้อแดงร้อง กก.สิทธิฯ ตรวจสอบรัฐใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คุกคามสิทธิเสรีภาพ

(27 ส.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบประกาศให้พื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ปรากฎเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรระหว่างวัน ที่ 29 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2552 ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 โดยมีนายปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เป็นผู้รับเรื่อง (ที่มา: ข่าวสดออนไลน์)

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิการรวมตัวและการชุมนุมโดยสงบของประชาชน รวมทั้งเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญจึงอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิฯ ตรวจสอบการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวของรัฐบาล ที่กล่าวหาให้ร้ายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) ว่า จะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยขอให้คณะกรรมการสิทธิฯ เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมในวันที่ 30 ส.ค. เพื่อระงับเหตุการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลที่มีต่อผู้ชุมนุม

ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบกับประกาศพื้นที่เขตดังกล่าวตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดจนเป็นการข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพในการ ใช้ชีวิต เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการเดินทาง โดยหวังว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ต้องเข้ามาตรวจสอบโดยเร็ว เนื่องจากเป็นการกระทบกระเทือนเสรีภาพของประชาชนอย่างชัดเจนซึ่งถือเป็น เรื่องใหญ่ในประเทศประชาธิปไตย

“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ อย่าให้เหมือนกับคณะกรรมการสิทธิฯ ชุดที่แล้ว เวลาพันธมิตรฯ ถูกละเมิดสิทธิก็ออกมาพูดแล้วก็ลงไปตรวจสอบโดยไม่ต้องมีใครมาร้องเรียน เมื่อคนเสื้อแดงยื่นหนังสือร้องเรียนแล้ว คณะกรรมการสิทธิฯ ก็ต้องให้ความสนใจด้วย”

นอกจากนี้นายจรัลยังเรียกร้องให้องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ต้องออกแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ด้วย ให้เหมือนกับในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน

“เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน องค์กรสิทธิมนุษยชน ก็ออกมาโวยวาย ถ้าต้องการเป็นนักสิทธิมนุษยชน จะต้องไม่เลือกข้าง อย่าว่าอื่นไกลเลย เมื่อผู้ค้ายาบ้าถูกจับ ถูกตำรวจละเมิดสิทธิ คณะกรรมการสิทธิฯ ยังออกมาแสดงท่าที แต่เมื่อคนเสื้อแดงถูกคุกคาม ถูกจำกัดเสรีภาพและถูกละเมิดสิทธิอย่างชัดเจน นักสิทธิมนุษยชนกลับนั่งเฉยๆ” นายจรัล กล่าว

นายจรัลกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผู้ที่เคยประท้วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฉบับ นี้โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ซึ่งปีนเข้าไปในรัฐสภา จนถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนกลุ่มเอ็นจีโอได้ล่ารายชื่อประชาชนเพื่อขอยกเลิกพระราชบัญญัติความมั่นคง ฉบับนี้ จึงอยากขอให้กลุ่มเอ็นจีโอดำเนินการรวบรวมรายชื่อต่อไป ซึ่งทางกลุ่มเสื้อแดงจะให้การสนับสนุนในการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้

 

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
ตู้ปณ. 66 ดอนเมือง กท.10211
Email:june24democrazy@yahoo.com / www.siamreview.net

วันที่ 27 สิงหาคม 2552

เรื่อง ร้องเรียน ครม.อภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิการรวมตัวและการชุมนุมโดยสงบของประชาชน
เรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) เป็นผู้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม และนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามในประกาศและข้อกำหนดดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันมิให้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคมขยายตัวลุกลามเป็นเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ โดยระบุว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2552 เป็นต้นไปมีแนวโน้มจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองจากการที่มีกลุ่มบุคคล บางกลุ่มได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมประท้วงและ ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ใกล้เคียง เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ราชการของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภาหรือลาออก ทั้งนี้ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 พรบ.ความมั่นคงฯ กำหนดให้

1.ให้เขตพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
2.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบในการ ป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และจัดทำแผนการดำเนินการในการบูรณาการ กำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด รวมทั้งจัดตั้งศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น เพื่อปฏิบัติภารกิจนี้เป็นการเฉพาะการใช้พรบ.ความมั่นคงฯ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนในการรวมตัวแสดงความคิดเห็น ละเมิดสิทธิมนุษยชนในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในการเดินทางสัญจร การติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชน เป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอันอาจนำมาซึ่งความรุนแรงในสังคม ทั้งนี้รัฐบาลมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม ให้ร้ายป้ายสีการชุมนุม กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังต่อไปนี้

1.  ตรวจสอบพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551เพราะ เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 19กันยายน 2549 จึงเป็นกฎหมายเผด็จการ มีองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนได้ออกมาต่อต้านคัดค้านกฎหมายดังกล่าวถึงกับ บุก ปีนรั้วเข้าไปยังที่ประชุมสภานิติบัญญัติ พรบ.ความมั่นคงฯดังกล่าวจึงขาดความชอบธรรม และพรบ.ดังกล่าวยังมีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักประชาธิปไตย หลายประการด้วยกัน

2.  ตรวจสอบการใช้อำนาจตามพรบ.ดังกล่าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นการกล่าวหา ให้ร้ายป้ายสีต่อการชุมนุมโดยสงบของ นปช. การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่ามีแนวโน้มจะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง จึงเป็นการกล่าวหาที่มีเจตนาจะคุกคามเสรีภาพของผู้ชุมนุม สร้างเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงและการปราบปรามต่อผู้ชุมนุม เป็นการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิประชาชน เหมือนที่เกิดขึ้นระหว่าง 13-14 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา

3.  ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 30 สิงหาคม2552 จนแล้วเสร็จการชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์การชุมนุมและเพื่อระงับเหตุการณ์ใช้ ความรุนแรงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีต่อผู้ชุมนุม

การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงได้ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวต่อการเข้าร่วมการชุมนุม โดยชอบด้วยกฎหมาย และโดยชอบด้วยศีลธรรมอันดีงามของ นปช. จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการตรวจสอบและมีคำสั่งให้รัฐบาลยกเลิกการใช้อำนาจ ทางกฎหมายที่เป็นเผด็จการโดยเร่งด่วน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
ตัวแทนกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
 

 


Wednesday, August 26, 2009

แกะรอย 'แดงดอกเห็ด' สำรวจการก่อตัวของเครือข่ายเสื้อแดงไซส์เล็ก

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25604

แกะรอย ‘แดงดอกเห็ด’ สำรวจการก่อตัวของเครือข่ายเสื้อแดงไซส์เล็ก

 
การชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ‘คน ไม่เปรม’ ที่แต่งดำ เมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 89 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และครบรอบ 1 ปี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและทำเนียบ รัฐบาล หากสังเกตให้ดีจะพบว่างานนี้แรง...ในแนวทางขับไล่อำมาตย์อยู่เช่นเดิม แม้ว่าแกนนำ นปช. อย่างวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ จะหันไปในประเด็นขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว
หากสังเกตให้ดีจะพบว่างานนี้เล็ก...ไม่เหมือนที่ผ่านๆ มา เวทีปราศรัยไม่ใหญ่โตนัก เครื่องเสียงก็จำกัดไม่ก้องกังวานเหมือนครั้งก่อนๆ
เบื้อง หลังเวทีนั้นอาจยิ่งทำให้นักข่าวงุนงงเพราะเต็มไปด้วยคนไม่คุ้นหน้าคุ้นตา จะพอคุ้นบ้างก็เพียง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย,สมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวทีจัดขึ้นโดยการผนึกกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่ม เล็กๆ ที่เพิ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ประกอบด้วยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แดงนนทบุรี แดงตากสิน แดงนครปฐม สมัชชาสังคมก้าวหน้า เครือข่ายศิลปิน ฯลฯ
“ถ้าเราไม่จัดอะไรเลย คนก็จะลืมไปหมดว่าวันนี้มีนัยสำคัญยังไง” วันเพ็ญ หญิงวัยกลางคน/คนชนชั้นกลาง/คุณแม่ลูกสาม/แกนหลักกลุ่มแดงตากสินบอก
กลุ่ม ของเธอเพิ่งก่อตัวไม่นาน จากการที่มาชุมนุมกันเมื่อเดือนเมษายนแล้วเจอคนละแวกเดียวกันหลายคนทำให้ เริ่มเกาะกลุ่มกันได้ และจัดกิจกรรมใหญ่เปิดตัวกลุ่มครั้งแรกเมื่อ 25 ก.ค. ที่อนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่
“นปช. ใหญ่เขาจะจัดอะไรก็ไปร่วม แต่เราก็มีกิจกรรรมแบบของเราด้วย เรามันแดงชาวบ้าน บางทีเราก็เคลื่อนในประเด็นที่เขาอาจไม่สะดวกจะเคลื่อน อย่างหลังถวายฎีกาเขาก็ไม่เคลื่อนเรื่องอำมาตย์กันอีก”
“การ ต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ที่แข็งแกร่งมากมันไม่ได้ทำได้ในวันสองวัน แล้วประชาชนเสื้อแดงก็หลากหลายมาก เราต้องพยายามรวมกลุ่ม แล้วหาแนวร่วม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกาะกันเองแต่กลุ่มเสื้อแดงอย่างเดียว คนที่อินในประเด็นเศรษฐกิจก็เคลื่อนไหวได้ แล้วเราก็พยายามชวนเขาถามต่อว่าปัญหาเศรษฐกิจนี้ปัจจัยหลักมันมาจากอะไร มาจากรัฐประหาร คมช. และรัฐบาลที่อุ้มสมกันมาใช่ไหม เราเดินตามประเด็นและแนวทางต่างๆ แต่หลายกระแสเดินมารวมที่ถนนเส้นเดียวกันได้”
 “ที่สำคัญคือการยกระดับความคิดมวลชน”
สุ้มเสียง แนวคิดเกี่ยวกับมวลชนแบบนี้ออกจะคุ้นหู เมื่อซักไซ้ไล่เรียงจึงรู้ว่า เธออยู่ในขบวนการนักศึกษาสมัย 6 ตุลา 19 และเกือบได้เข้าป่ากับเขาด้วยเหมือนกัน
“ตอนนั้นอยู่ มศ.5 พี่กำลังจะไปอยู่แล้ว แต่อารมณ์คิดถึงบ้านเลยกลับบ้านก่อน แล้วโดนพ่อล็อกไว้เลย ออกไม่ได้”
ไม่เพียงเท่านั้น การก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงการเคลื่อนไหวของเธอก็ไม่เป็นไปอย่างคาด
“ตั้งแต่ รัฐประหารเราก็ไม่เอาอยู่แล้ว มันอยู่ในสายเลือด แต่เราก็ไม่ได้มาร่วมอะไรกับเสื้อแดงเค้า มาวนๆ ดูที่สนามหลวงบ้าง เพราะเราได้ยินเรื่องทักษิณมาเยอะเลยมาดูข้อมูลอื่นๆ จากนั้นเราก็เห็นสองมาตรฐานที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนมันไม่ไหว”
“เรา คุยกับผู้คน สงสัยเหมือนกันไอ้ที่เขาว่าจ้างมา มาดูเอง เห็นเอง ชาวบ้านเค้าก้าวหน้า ทุ่มเท ต้องยอมรับเค้าจริงๆ” วันเพ็ญเล่าถึงปฏิบัติการทางเมืองตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์ กระทั่งถึงจุดหักเหบางหตุการณ์ที่ทำให้เธอแน่ใจ เหมือนที่คนจำนวนไม่น้อยประสบอาการที่พวกเขานิยามว่า “ตาสว่าง”   
เธอ ทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มย่อยของย่อยอีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มบางพลัด พุทธมณฑล บางบอน เพื่อมาแลกเปลี่ยนและระดมความคิด ระดมเงินทุนในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นผู้คน โดยเฉพาะคนประเภทที่เธอเรียกว่า “คนหน้าจอ” ซึ่งแสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางของคนเสื้อแดงอยู่ในโลกไซเบอร์
“เราออกมาเดินถนนแล้ว เราก็ต้องกระตุ้นให้เขาพร้อมออกมาเดินบนถนนเดียวกัน” วันเพ็ญว่า
“อย่าง งานวันนี้ก็ประชุมกันสามรอบ รอบแรกคุยคอนเซ็ปท์ รอบสองแจกงาน รอบสามก็เช็คลิสต์ ลูกๆ มันก็บ่นจะตาย กลับบ้านไม่เจอแม่ เดี๋ยวประชุมอีกแล้ว กิจกรรมก็เยอะนะ แต่ก่อนออกมาเราก็ทำกับข้าวไว้ให้เค้าก่อนแล้ว กลับมาดึกดื่น หกโมงตื่นไปส่งลูกอีกแล้ว”
เมื่อ ถามถึงเรื่องทุนรอน เธอตอบตรงไปตรงมา ชัดถ้อยชัดคำ “ลงขันกันสิ ขอนักการเมืองบ้าง ได้มาเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีทางพอ นี่ก็ออกค่ากับข้าวไปห้าหกพัน ยังไม่รู้จะได้กลับมามั่งมั้ย แต่ถือว่าเราทำด้วยใจ ไม่เป็นไร”
“คน ลงแรงก็เยอะ นี่พี่คนหนึ่งก็มาช่วยหุงข้าว เขาเป็นแม่ค้าธรรมดา หนังสือไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ใครชอบว่าคนรากหญ้าโง่ ไม่เลย แล้วเขาก็มีลักษณะที่ไม่ปิดตัวเองด้วย มาชุมนุม เขาก็ได้ยกระดับแนวคิด ข้อมูล การชุมนุมมันทำหน้าที่นี้ เราถึงต้องพยายามจัดกิจกรรม”  
“ใน กลุ่มก็มีคนหลากหลายที่ช่วยกันทำงาน เราอาจถนัดคิดโครงการ เสนอไอเดีย ก็ทำไป แต่ถ้าไม่มีเขา ไม่มีมวลชนมันก็เดินไปไม่ได้ นี่พี่เค้ารับหุงข้าวให้เป็นร้อยกล่อง เตาถ่านด้วย โคตรเก่งเลย”
แปลก ไปกว่าอาการอดรนทนไม่ได้จนต้องลุกมาเอ็กเซอร์ไซส์ทางการเมืองของเธอ ยังมีปรากฏการณ์ที่เธอนิยามว่า “เหมือนสายน้ำไหลกลับมาเจอกันใหม่”
ระหว่างพยายามรวบรวมเครือข่ายคนเสื้อแดงกันในระดับหมู่บ้านและประสานกับเขตอื่นๆ เธอก็เจอกับแกนนำแดงนนทบุรี - “ชิน”
“ตอนแรกคนอื่นแนะนำชื่อมา เราก็ไม่รู้จัก พอเจอหน้า เค้าเข้ามาตบหัวเลย ไม่ได้เจอกันน้านนนน รุ่นพี่เราเอง แต่เค้าเข้าป่า”
ชิน วัย 50 กว่าปีที่ยังดูหนุ่มแน่นประกอบธุรกิจด้านอินเตอร์เน็ต เขาเริ่มต้นหากลุ่มจากอินเตอร์เน็ตนั้นเอง จากคนคอเดียวกันในกระดานสนทนาต่างๆ ก็เกิดไอเดียทำร้านกาแฟเสื้อแดงเพื่อหาจุดนัดพบแลกเปลี่ยนกัน ในครั้งแรกมีคนมาร่วมวงคุย 9 คน
“จุด เริ่มต้นเราเหมือนกัน เราเห็นการเคลื่อนไหวของทักษิณมาตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง เราเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ไม่คิดเลยว่าจะเกิดวงจรของระบอบอำมาตย์ในประเทศอีก ทักษิณอาจไม่ถูกด้านวิธีการบ้าง แต่ถูกต้องในหลักการ”
จาก นั้นชินก็เริ่มหาทางรวบรวมคนคอเดียวกันทั้งหลายเป็นกลุ่มก้อน แต่เขามีมุมมองในการสร้างเครือข่ายที่ต่างออกไปโดยพยายามให้เกิดกลุ่มย่อย มากที่สุด ทำงานประสานกัน แต่ไม่รวมศูนย์เป็นกลุ่มใหญ่
“คน เสื้อแดงก็เหมือนพี่น้อง ถ้าอยู่บ้านเดียวกันก็ชอบทะเลาะกัน แต่ถ้านานๆ เจอกันที โคตรจะรักกัน แดงนนทบุรีไม่ใช่องค์กร แต่ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน กลุ่มย่อยต่างๆ กลุ่มบ้านบัวทอง พฤกษา3 ตะวันฉาย แล้วก็อีกหลายที่มาประชุมกัน  เวลาจะทำงานร่วมกันก็ชวนแกนๆ มาคุยกัน ต่างคนต่างใหญ่ แบบนี้ความขัดแย้งไม่เกิด”
“เราอยากให้การทำงานลักษณะนี้ขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย” ชินกล่าว
กลุ่มแดงนนทบุรีก็เพิ่งก่อตัวไม่นาน และเพิ่งเปิดเว็บไซต์ www.d-nontaburi.org อย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีการติดต่อให้ทักษิณโฟนอินเข้ามาคุยกับประชาชนกลุ่มย่อยด้วย
“วันนั้นท่านทักษิณโฟนอินเข้ามาด้วย เป็นครั้งแรกที่เขาคุยกับมวลชนระดับย่อยมาก คนรู้ก็กระจายข่าวกันสู่แคมฟอกซ์กันใหญ่”
เขา ยังระบุถึงวิธีการสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจด้วย นั่นคือ การรับสมัครสมาชิก และมีการประสานกับร้านค้าในจังหวัดนนทบุรีเพื่อสร้างส่วนลดให้กับสมาชิก
“เรา กำลังทำระบบที่ให้เอาบัตรสมาชิกไปใช้เป็นส่วนลดได้ ตามร้านที่เข้าร่วม ตอนนี้ก็มีหลายร้าน ทั้งร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านปริ๊นท์สกรีน เราทำแบบเอเอสทีวีไม่ได้ แต่เราก็พยายามช่วยเหลือกัน แล้วก็กะจะมีการแจ้งรายจ่าย รายรับของกลุ่มในเว็บด้วย”
สำหรับ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนั้น ชินกล่าวว่า กลุ่มย่อยๆ นี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับ นปช. แม้จะคิดต่างบ้างในรายละเอียด แต่ก็มีแนวทางใหญ่ร่วมกัน ไม่แตกแยก
เมื่อ ถามถึงประวัติในช่วงเป็นนักศึกษา ชินบอกว่าเขาอยู่ชมรมเชียร์ และออกจะเป็นแนวสายลมแสงแดดด้วยซ้ำ กระทั่งเกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ เขาตัดสินใจเข้าไปใช้ชีวิตในป่าในเขตงานสุราษฎร์ฯ แม้ไม่ได้มีพื้นฐานเป็นซ้ายจ๋า เขาก็ได้เรียนรู้วิธีการมองโลก และวิธีคิดหลายๆ อย่างซึ่งยังคงนำมาใช้อยู่ในปัจจุบัน
เขา วิเคราะห์ว่าขบวนการคนเสื้อแดงขณะนี้อยู่ในระหว่างสะสมปริมาณเพื่อก้าวไปสู่ คุณภาพ และการเคลื่อนไหวของเขาก็จะไม่ใจร้อนขณะเดียวกันก็ไม่เฉื่อยเนือย ต้องค่อยๆ บ่มเพาะรอจนภาววิสัยพร้อม เขาเชื่อด้วยว่าการให้การศึกษาประชาชนไปเรื่อยๆ จะทำให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ทางการเมืองที่สูญเสียเลือดเนื้อได้ แม้ในห้วงยามแห่งการเปลี่ยนผ่านก็ตาม
“ที่ เราต้องทำคือ การวิเคราะห์สถานการณ์ให้ละเอียดในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมแต่ละครั้ง เท่านั้นเอง เราก็ไม่อยากสูญเสีย มันมากพอแล้ว”
 
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของคนหลังเวทีหน้าแปลกๆ (=ใหม่ๆ) ที่ไม่มีใครรู้จัก และกำลังมีปฏิบัติการทางการเมืองที่น่าจับตา.

คนเสื้อแดงแต่งดำพรึ่บสนามหลวง

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25605

คนเสื้อแดงแต่งดำพรึ่บสนามหลวง

คน เสื้อแดงกลุ่มย่อยในกรุงเทพและปริมณฑลจัดชุมนุม  “โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40” แต่งดำฟังปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม อัดทหาร-ชนชั้นนำแทรกแซงการเมือง ก่อนฝนตกช่วงค่ำทำเวทีล่ม แกนนำยังยัน 27 ส.ค. จะไปศาลปกครองสูงสุดขอคุ้มครองชั่วคราวหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เล็งยื่นเรื่องต่อกรรมการสิทธิฯ ด้วย

 

 
 
 
 
 
 
เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (26 ส.ค.) ที่ท้องสนามหลวง แนวร่วมคนเสื้อแดง “กลุ่มแดงต้านระบอบอำมาตย์” ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงย่อยหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงนนทบุรี กลุ่มคนเสื้อแดงนครปฐม กลุ่มคนเสื้อแดงตากสิน สมัชชาสังคมก้าวหน้า และกลุ่มย่อยคนเสื้อแดงเขตต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร และคนเสื้อแดง จ.ปริมณฑล ฯลฯ จัดการชุมนุม “โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40” โดยตั้งเวทีเยื้องมาทางมุมสนามหลวงด้านติดสะพานพระปิ่นเกล้าฯ หันเวทีไปทางวัดพระแก้วมรกต มีผู้ร่วมชุมนุมราวสามพันคน
 
โดยถือโอกาสชุมนุมช่วงครบรอบวันคล้าย วันเกิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อไว้อาลัยให้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมชุดสีดำ ตลอดการชุมนุมมีการปราศรัยบนเวทีของแกนนำกลุ่มย่อยต่างๆ มีเนื้อหาต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองของทหารและข้าราชการในนามของระบอบอำ มาตยาธิปไตย มีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และมีการอ่านบทกวีโดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที
 
นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยโดยแกนนำ กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า โดยเนื้อหาช่วงหนึ่งเรียกร้องให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นรัฐ สวัสดิการ และโจมตีว่าชนชั้นนำขัดขวางรัฐสวัสดิการเพราะไม่ต้องการเสียภาษีที่ดินที่ พวกของตนครอบครองจำนวนมาก และไม่ต้องการเสียภาษีมรดก ผู้ปราศรัยของกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้ายังเรียกร้องให้มีแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย
 
ผู้ปราศรัยจากกลุ่มย่อยคนหนึ่งประกาศให้มีการยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ผู้ปราศรัยระบุว่านักศึกษาและประชาชนซึ่งถูกปราบปรามนั้น เกิดจากการปลุกกระแสว่าผู้ที่ชุมนุมใน ม.ธรรมศาสตร์ ขณะนั้นไม่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกระแสปลุกเร้าเช่นนี้กำลังกลับมาโดยมีการโจมตี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชรและบุคคลวงการต่างๆ ที่ออกมาโจมตีคนเสื้อแดง อย่างเผ็ดร้อน
 
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 21.00 น. กิจกรรมการปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงและกิจกรรมทั้งหมดต้องยุติลง หลังมีพายุฝนโหมกระหน่ำมาอย่างหนัก ทำให้นั่งร้านเวทีพังถล่มลงมาทับเต็นท์ ซึ่งมีบรรดาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหลบฝนอยู่ภายใน ต่างหนีตายกันอลหม่าน โดยเฉพาะนางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจสาวไฮโซชื่อดัง ที่อยู่หลังเวทีกำลังตกใจสุดขีดระหว่างวิ่งหนี โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
 
อย่างไรก็ตาม แกนกลุ่มเสื้อแดง ยังคงยืนยันว่าในวันนี้ (27 ส.ค.) จะเดินทางไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วนช่วงบ่ายจะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อตรวจสอบกรณีที่ รัฐบาล ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในการชุมนุมวันที่ 31 ส.ค.นี้ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยสำหรับบรรยากาศการชุมนุมตลอดทั้งวันนี้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย

 


แดง14จังหวัดใต้แต่งดำเบิร์ธเดย์สงขลาบ้านเปรม Wednesday, August 26, 2009 11:11 AM

http://thaienews.blogspot.com/2009/08/14_25.html

วันอังคาร, สิงหาคม 25, 2009

แดง14จังหวัดใต้แต่งดำเบิร์ธเดย์สงขลาบ้านเปรม หนีหัวซุกหลบโคราช
งานดอกไม้จันท์คึกทั่วไทย

กิจกรรมดำทั้งแผ่นดินคึกครื้นทั่วประเทศ26นี้-ภาพกิจกรรมเมื่อครั้งคนเสื้อแดงแต่งดำให้วันเกิดมาร์ค
นายกฯหุ่นเชิดเมื่อ3ส.ค.ที่ผ่านมาคึกคักทั่วประเทศ (ชมภาพทั้งหมดคลิ้ก)
คราวนี้จัดให้เปรมจะคึกคักเป็นพิเศษเพราะจะมีจัดงานประจานที่บ้านเกิดสงขลาให้ด้วย
จนเจ้าตัวหลบไปโคราช

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 สิงหาคม 2552

ชื่องาน :26สิงหาวันดอกไม้จันทน์
ดำทั้งแผ่นดินรวมพลคนไม่เปรม:"โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40"
หลักการและเหตุผล:
ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศพร้อมใจแต่งดำทั้งแผ่นดิน+ติดดอกไม้จันทน์
ในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อ....ร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี วันที่
26 สิงหาคม 2551 วันอัปยศอำมาตย์วันที่ประเทศไทยถูกทำร้าย
ด้วยการบุกยึดทำเนียบ และ NBT สร้างความอับยศสู่สายตาชาวโลก
..พร้อมทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 40
เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนคนไทยทุกคน
เจ้าภาพ:โครงข่ายคนไม่เอาเปรม และประชาชนผู้ชิงชังเผด็จการทั่วประเทศและทั่วโลก
สถานที่ : สนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์
เวลา :13.59 - 23.00 น. 26 สิงหาคม 2552
การแต่งกาย : ขอความร่วมมือใส่เสื้อผ้าสีดำ
กำหนดการคร่าวๆ
13.59 - 18.00 น. การปราศรัยของแกนนำกลุ่มแดงต้านระบอบอำมาตย์
18.00 - 19.00 น. สมัชชาสังคมก้าวหน้า

19.00 - 23.00 น*
-สมยศ พฤกษาเกษมสุข
-จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ปราศรัย
-ส.ส. ดร. สุนัย จุลพงศธร ปราศรัย
-ละครเรื่อง อำมาตย์อำนาจบ๊องส์ ลงนรกอเวจี
-ธีกรรมเผาดอกไม้จัน และ เผาโลงศพ เผาพริกเผาเกลือ เรียกร้องให้ พล.อ.เปรม
นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี
และยุติการแทรกแซงทางการเมือง
-ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ปราศรัย
-สุรชัย แซ่ด่าน ปราศรัย
-วิดิโอลิ้งค์โดยจักรภพ เพ็ญแข

*ในระหว่างเวลาช่วงนี้จะมีการแทรกด้วยกวีจากคุณไม้หนึ่ง
และอาจจะมีการขอดนตรีจากสมัชชาฯ ด้วย ซึ่งแล้วแต่สถานการณ์อีกที
** งานนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง
ซึ่งมันอาจจะใช้เวทีนี้เป็นการนำไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองต่อไปอีก
ดังนั้นกรุณางดวาจาที่หยาบคาย ยั่วยุ และออกชื่อเสียงเรียงนาม
ให้ใช้คำแทนได้ เช่น ป.ปลา , ป. ประตูหลัง ฯลฯ

แดงปักษ์ใต้จัดดำทั้งแผ่นดินที่ถิ่นเกิดเปรมสงขลา

เวบไซต์ โลกวันนี้
รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่โรงแรมสิงห์ โกลเด้น เพลส
อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ นำโดย นายจิรายุส เนาวเกตุ
อดีตส.ส.พัทลุง ในฐานะ ประธานสมาพันธ์ ประชุมแกนนำเครือข่ายคนเสื้อแดง
ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนัดรวมพลังครั้งใหญ่
และครั้งแรกของคนเสื้อแดงทั่วทั้งภาคใต้ ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เพื่อแสดงการไว้อาลัยพร้อมกับคนเสื้อแดงทั่วทั้งประเทศ

โดยจะมีการรวมตัวกันที่ลานหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่
ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกันกับสถานที่ชุมนุมของ
กลุ่มพันธมิตรสงขลาเพื่อประชาธิปไตย

โดย จะมีการจัดขบวนรถยนต์อย่างน้อย 50 คัน ตกแต่งด้วยโบว์ดำ พวงหรีด
และหุ่นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และจะร่วมกันแสดงความไว้อาลัยให้กับพล.อ.เปรม 1 นาที และนายกรัฐมนตรี
เป็นเวลา 1 นาที ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปในเขตตัวเมืองหาดใหญ่
เพื่อประจานความล้มเหลวในการแก้ปัญหาบ้านเมืองของรัฐบาล ทั้งการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
และไปรวมตัวกัน ณ ที่ทำการของคนเสื้อแดง ย่าน ถนน ลพบุรีราเมศร์
อ.หาดใหญ่ และร่วมเผาพวงหรีด และหุ่นของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้มีรายงานว่าพล.อ. เปรมไม่อยู่ที่บ้านสี่เสาในวันเกิด
และไม่กลับบ้านเกิดสงขลา
แต่เผ่นไปตั้งหลักที่บ้านพักคลายกังวลที่นครราชสีมาแทน

แดงภาคใต้พร้อมเคลื่อนเข้ากรุงสมทบชุมนุมใหญ่30ส.ค.

กลุ่ม คนเสื้อแดงภาคใต้ ในนามของสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้
นำโดยนายจิรายุส เนาวเกตุ สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) จ.สตูล นายรัตน์
ภู่กลาง รองประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย
จ.ตรัง อดีต สมาชิก อบจ.ตรัง นายโอฬาร ชนะสงคราม
อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จ.ตรัง
และสมาชิกคณะกรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้กว่า 80 คน
ร่วมสัมมนาเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามกลุ่มคนเสื้อแดงภาคใต้
กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ ที่โรสอินท์แมนชั่น ถนนท่ากลาง
ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง

นายจิรายุสกล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงภาคใต้จาก 10 จังหวัด คือ
สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา
นราธิวาส และ ปัตตานี มีมติร่วมกันที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยวันที่
25 สิงหาคม แกนนำทั้ง 10 จังหวัดภาคใต้
จะลงพื้นที่ช่วยหาเสียงผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 1
สุราษฎร์ธานี และเรียกร้องให้กลุ่มคนเสื้อแดงภาคใต้ร่วมกันแต่งชุดดำในวันเกิดของ
พล.อ.เปรม นอกจากนั้น จะเดินทางไปชุมนุมที่กรุงเทพฯในวันที่ 30
สิงหาคมนี้

ภาคเหนือคึกดำทั้งแผ่นดิน2หมื่นพรึบดอกไม้จันทน์พร้อม

กลุ่ม รักเชียงใหม่ 51 โดย ผ.อ.เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ดีเจ อ้อม ดีเจ
ต้อม ร่วมคนเสื้อแดงเชียงใหม่จัดงาน ไว้ทุกข์ 365
วันพันธมิตรบุกยึดทำเนียบ จัดเบิร์ธื์เดย์ เปรม ซึ่งจะจัดให้มีเวทีปราศัย
นำโดย ผ.อ. เพชรวรรต ดีเจอ้อม หมอเหวง,แรมโบ้ อีสาน เจ๋งดอกจิก
และศิลปินนักร้องอีกมากมายในวันที่ 26 ส.ค. 2525 ตั้งแต่เวลา13.00น
เป็นต้นไปซึ่งในงานนี้จะมีการโฟนอินจากแดนไกล จาก ท่าน ทักษิณ ชินวัตร
ด้วย

จึงขอกราบเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดง เชียงใหม่และ
จ.ใกล้เคียงเข้าร่อมงานโดยทั่วกัน
ซึ่งงานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 20,000 คน
--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/

Tuesday, August 11, 2009

ก้าวต่อไปของขบวนการคนเสื้อแดง

From http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25390
Sun, 2009-08-09 21:45

ชาด โพทะเล

คนเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ เติบโตเร็วมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตมาจากจุดหมายร่วมในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ ประชาธิปไตยถูกทำลายเท่านั้น จึงรวมเอากลุ่มคนที่มีจุดยืนหลากหลายเข้ามาด้วยกัน ขบวนการคนเสื้อแดงจึงมี ทั้งคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจ จนมองข้ามปัญหาและข้ออ่อนของยุคทักษิณ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านรัฐประหารและอำมาตยาธิปไตยทั้งหัวโจกและตัวแทนโดยไม่ แคร์นักกับทักษิณ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการชอบธรรมที่สุด
ท่าม กลางแนวร่วมกว้างขวางขนาดนี้ จึงมีโครงการต่างๆ เพื่อทักษิณ เพราะถือเอาตัวทักษิณเป็นทั้งรูปธรรมและเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย (ทักษิณ เองก็ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้) ในเวลาเดียวกันก็มีข้อวิจารณ์การเคลื่อนไหวจากคนที่ไม่ถือเอาทักษิณเป็น ประเด็นใจกลางของการต่อสู้ เพราะพวกเขาถือว่าการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยเป็นประเด็นใจกลาง

แต่ ละปีกแต่ละกระแสของขบวนการคนเสื้อแดงมีผู้สนับสนุนมากพอสมควร อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่า คนรักทักษิณยังคงเป็นฐานมวลชนสำคัญที่สุดของขบวนการ

ในภาวะเช่นนี้ ก้าวต่อไปที่คนเสื้อแดงจากหลากปีกหลายกระแสจะสามารถร่วมลงแรงผลักดันได้น่าจะเป็นอะไร? มีโครงการหรือวาระทางการเมืองอะไรหรือไม่ที่น่าจะโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความหลากหลาย?

ทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง: พลังและข้อจำกัด
ข้อ ดีของการต่อสู้เพื่อทักษิณที่เห็นชัดๆ และปฎิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญไปอีกนาน ก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แกนนำสามเกลอและแกนนำระดับกลุ่มชุมชนจึงมักจำกัดตัวเองอยู่กับกิจกรรมเพื่อ ทักษิณและกิจกรรมเพื่อแสดงพลัง เพราะพวกเขาต้องการเพียงผนึกพลังมวลชนของเขาไว้ให้ได้นานๆ เท่านั้น

ข้อดีอีกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับรู้เข้าใจก็คือ “ทักษิณ” ในการเมืองไทยขณะนี้เป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยในแง่ที่ว่า ประชาชนมอบอำนาจให้เขาอย่างชอบธรรมตามกฎกติกา ตามกระบวนการซึ่งถือว่าคนเราเสมอภาค มีอำนาจเท่ากัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน เกิดมาต่ำหรือสูง หรือโง่ฉลาดกว่ากันสักเพียงไหนก็ตาม มวลชนอาจจะไม่สามารถกลั่นความคิดข้อนี้ออกมาเป็นนามธรรมที่เป็นระบบ แต่พวกเขาเข้าใจประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องให้ใครมาสอน ประชาธิปไตยให้พวกเขา

ประชาธิปไตย อาจจะไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ ขาดไม่ได้ ล้มล้างไม่ได้ อ้างโน่นนี่เพื่อปฏิเสธการใช้อำนาจของประชาชนไม่ได้

นี่ คือความหมายสำคัญที่สุดของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม คอรัปชั่น หรือระดับภูมิปัญญา การต่อสู้เพื่อทักษิณจึงไม่ใช่แค่เรื่องติดตัวบุคคลอย่างที่ฝ่ายต่อต้าน ทักษิณกำลังพยายามป่าวร้อง การตามล่าทำลายล้าง “ทักษิณ” จึงมีความหมายเกินกว่าตัวบุคคล เพราะหมายถึงพยายามทำลายกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีอำนาจเท่ากัน และเป็นผู้ตัดสินว่าจะมอบอำนาจให้ใครเป็นรัฐบาล

แต่การต่อสู้เพื่อทักษิณมีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน

ประการแรก คงปฎิเสธยากว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลด้วยและเป็นส่วนสำคัญไม่น้อย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการนามธรรมใดๆ มวลชนของทักษิณจำนวนมากคงแยกความแตกต่างระหว่าง ทักษิณที่เป็นบุคคลกับทักษิณในฐานะตัวแทนประชาธิปไตยไม่ออก

เป็นความจริงว่า แยกออกลำบากจริงๆ ไม่ว่าจะฉลาดล้ำเลิศมาจากไหนก็คงแยกออกลำบาก

ภาวะ ที่ตัวบุคคลกับสถาบันหรือกระบวนการแยกกันไม่ออกเกิดบ่อยครั้งกับทุกฝ่ายทุก อุดมการณ์ มีทั้งผลดีและเสีย ผลเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ ลงท้ายเรามักละเลยมองข้ามอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการไปเสีย กลายเป็นเรื่องของตัวบุคคลไปหมด

เข้า ใจว่าทักษิณเองและบุคคลใกล้ชิดเขา หรือแม้แต่แกนนำสามเกลอ ก็แยกไม่ออกเช่นกัน โครงการรณรงค์ต่างๆ จึงกลายเป็นเพื่อตัวบุคคลมากขึ้นทุกที แต่นัยต่อกระบวนการประชาธิปไตยกลับไม่ชัดเจน หรือมีไม่มาก หรือละเว้นไม่เป็นประเด็นไปเสียเฉยๆ

ทักษิณ ไม่ใช่เทวดา สิ่งที่เขาทำมีทั้งถูกและผิด แถมยังไม่ค่อยจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และปลาบปลื้มกับภาวะที่ตัวเอง เป็นศูนย์กลางของการเมือง ยิ่งในภาวะที่เขาตกเป็นเป้าของการตามล่าทำลาย ย่อมทำให้เขาต้องคิดถึงตัวเองมากยิ่งขึ้น

หาก เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ การรณรงค์ต่างๆ ของคนเสื้อแดงจะยิ่งเป็นการทำเพื่อทักษิณ แต่อาจจะถอยห่างจากการต่อสู้เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตยออกไปทุกที เพราะณ จุดใดจุดหนึ่งในภาวะเช่นนี้ ประโยชน์ต่อทักษิณอาจกลายเป็นคนละเรื่องกับประโยชน์ต่อประชาธิปไตย

อัน ที่จริงเราได้เห็นแล้วว่า ยามที่จุดหมายเคลื่อนจากประชาธิปไตยไปที่ทักษิณ มาตรการต่างๆ มักก้าวร้าวเกินไปหรือประนีประนอมเกินไป หรือกลายเป็นอาศัยพลังประชาชนเพื่อเรียกหาความสนใจจากผู้มีบารมี เป็นต้น

ในภาวะเช่นนี้ คนที่สนับสนุนขบวนการเสื้อแดงเพื่อกอบกู้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เพื่อทักษิณ คงอยากจะถอยห่างออกไป

ประการที่สอง คงปฎิเสธได้ยากว่า ในขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน และมีคนอีกมหาศาลที่เฝ้าดูหรือเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง แต่มิได้เห็นอกเห็นใจทักษิณเท่าไรนัก

ใน ภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้ การต่อสู้ที่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง จะยิ่งผนึกพลังของคนที่ศรัทธาเทิดทูนเขาให้หนักแน่นขึ้น จนเกิดความรู้สึกในหมู่คนเสื้อแดงว่า มวลชนเติบโตเข้มแข็งขึ้นทุกวัน แต่พวกเขาต้องตระหนักด้วยว่า ยิ่งเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง ผู้คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงแต่มิได้เห็นใจทักษิณ จะยิ่งถอยห่างออกไปทุกที
ขบวนการฝ่ายซ้ายก่อน 6 ตุลา 2519 เคยอยู่ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้มาก่อน พวกเขาสามารถผนึกกำลังมวลชนของตนจนเข้มแข็งขึ้นและขยายตัวขึ้น การเคลื่อนไหวแสดงพลังมวลชนจึงมีพลังทุกครั้ง มวลชนพื้นฐานของพวกเขายกระดับพัฒนาขึ้น จนสามารถระดมให้ช่วยงานกลายเป็นผู้ปฎิบัติงานก็ได้

แต่ ขบวนการที่เข้มแข็งขึ้นกลับมิได้หมายความว่า ความได้เปรียบทางการเมืองจะยิ่งมีมากขึ้นเสมอไป หากมิได้ขยายฐานมวลชนผู้สนับสนุนในสังคมหรือทำให้ความคิดข้อเสนอทางการเมือง ของขบวนการกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคม ขบวนการที่เน้นแต่การผนึกกำลังแสดงพลังของตน มองไม่เห็นว่าประชาชนที่เห็นอกเห็นใจพวกเขายังมิได้หมายความว่ายอมรับข้อ เสนอทางการเมืองของพวกเขา นานวันเข้าประชาชนผู้เห็นอกเห็นใจจะค่อยๆ ถอยห่างออกไปเป็นผู้ดูอยู่ตรงกลางมากขึ้นทุกที

ยิ่งต่อสู้ ขบวนการก็ยิ่งมีพลังเข้มแข็ง แต่กลับโดดเดี่ยวจากมวลชนและอ่อนแอลงทางการเมือง

การ ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางจึงมีข้อดีและเป็นปัญหาไม่น้อยในเวลาเดียวกัน หากไม่มีการปรับตัว หรือหากทักษิณเองก็มองเห็นไม่ไกลไปกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ขบวนการเสื้อแดงและทักษิณอาจไม่บรรลุเป้าหมายใดๆ เลย ไม่ว่าเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อทักษิณ

ข้อเสนอประเด็นที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์
คงยังจำกันได้ว่า พลังของคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก (ที่ สุด?) ในช่วงการชุมนุม 8 เมษายน 2552 ประเด็นใจกลางในขณะนั้น คือการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย ครั้งนั้นถึงกับกล่าวกันว่า คนเสื้อแดงข้ามพ้นการต่อสู้เพื่อทักษิณไปแล้ว และทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของขบวนการ เป้าหมายของการปรับตัวน่าจะอยู่ตรงนั้น

การ ปรับตัวไม่ได้หมายถึงยุติการรณรงค์เพื่อทักษิณลงหมดโดยสิ้นเชิง เพราะข้อดีมีอยู่ดังกล่าวมาแล้ว แต่หมายถึงต้องปรับทิศทางของทั้งขบวนการ หันมารณรงค์ในประเด็นเพื่อประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากขึ้น
สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง

สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย

สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตนเอง

ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้


ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง มีปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป
อีก ไม่นานจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่อีกแล้วแน่ๆ อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเป็นแนวรบที่คนเสื้อแดงชนะทุกครั้ง เป็นฐานความชอบธรรมที่สำคัญที่สุด แต่กลับถูกพันธมิตรฯและพวกอำมาตย์โจมตีบิดเบือนทำลาย เราจะยอมให้เกิดเช่นนั้นอีกไม่ได้

คน เสื้อแดงน่าจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับว่า การเลือกตั้งเป็นวิถีทางชอบธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่บริสุทธิ์ไร้ข้อกังขา แต่การเลือกตั้งที่ชอบธรรม หมายถึงข้อบกพร่องทั้งหลาย ไม่มากหนักหนาถึงขนาดเปลี่ยนผลลัพธ์จากขาวเป็นดำ หรือบิดเบือนเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

ตรงกันข้าม การรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ และม็อบมีเส้นต่างหากที่เปลี่ยนผลลัพธ์กลับขาวเป็นดำและปฎิเสธเจตนาของประชาชน

คน เสื้อแดงต้องรณรงค์ล่วงหน้าให้คนในสังคมยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าอ้างข้อบกพร่องหรือการซื้อขายเสียง มาเป็นเหตุปฎิเสธเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

การ ต่อสู้ในประเด็นนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยทั้งระยะสั้นและ ยาว อีกทั้งในขณะนี้เป็นจุดแข็งของคนเสื้อแดง แต่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายอำมาตย์และพันธมิตรฯ เพราะพวกเขากลัวการเลือกตั้งและกลัวประชาชนที่เสมอภาคทั่วหน้ากัน คนเสื้อ แดงต้องผลักดันให้สังคมเตรียมพร้อม อย่าตกหลุมพวกอำมาตย์อีก สังคมต้องยืนยันยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่หวั่นไหวไปกับการบิดเบือนของ พวกอำมาตย์ที่มุ่งปล้นทำลายประชาธิปไตย

การ เลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยของมหาชน คือการต่อสู้ที่ดีที่สุดต่อพวกอำมา ตยาธิปไตย และอาจเป็นวิธีการช่วยทักษิณที่เข้าท่ากว่าวิธีอื่นๆ ที่ทำมาแล้ว

ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม
นิติ รัฐต้องเป็นนิติรัฐที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า ไม่ใช่เลือกใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐานเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทางการเมือง บุคคลากรของกระบวนการยุติธรรมต้องเที่ยงตรง มีหลักการและเป็นมืออาชีพ มิใช่ถวายตัวเป็นทาสอุดมการณ์หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากต่อการกอบกู้ประชาธิปไตย เพราะกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งขาดไม่ได้ในระบอบนี้

ที่ ผ่านมา ความเละเทะของกระบวนยุติธรรมภายใต้ตุลาการภิวัตน์ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง มีคนมากมายเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงที่โดนสองมาตรฐานรังแกครั้งแล้วครั้งเล่า

ใครๆ ก็รู้และรังเกียจพันธมิตรฯที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย แถมเคารพกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าข้างฝ่ายตน ครั้นไม่เข้าข้างฝ่ายตนก็เพิกเฉย ไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีใครทำอะไรพันธมิตรฯได้ แม้ว่าฝ่าย พันธมิตรฯ และอำมาตย์จะได้เปรียบที่มีอำนาจรัฐ ทหาร ศาล และอำนาจเหนือรัฐหนุนหลังอยู่ แต่นี่เป็นจุดอ่อนทางการเมืองของพวกเขา

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงต้องสนใจสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้

เรา ต้องกล้า เรียกร้อง ฟ้อง ฟ้องกลับ และร้องเรียนในกรณีที่ไม่เป็นธรรม ต้องป่าวประจานตุลาการภิวัตน์ให้อับอาย เรียกร้องให้พวกเขาเคารพหลักการและเป็นมืออาชีพ หรือจนกว่าบุคคลากรในกระบวน การยุติธรรมจะลุกขึ้นมาสะสางวงการของตน สลัดให้พ้นแอกของอำมาตยาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย แต่เพื่อยุติความลำเอียง ไร้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกอบกู้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อยุติตุลาการภิวัฒน์ลงเสีย

ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ
สื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน

ที่ ผ่านมา สื่อมวลชนพัฒนาแต่เทคโนโลยี แต่กลับไม่พัฒนาหรือยิ่งถอยหลังในทางวิชาชีพ ความสามารถของบุคคลากรเสื่อมถอยลงทุกระดับ ทั้งด้านฝีมือในวิชาชีพ ความรอบรู้มีวิจารณญาณ และความเที่ยงธรรมมีจรรยาบรรณของสื่อ

ความกล้าหาญหดหาย รู้จักแต่หดหัวต่ออำนาจ ยอมตัวเป็นเครื่องมือปล้นทำลายประชาธิปไตย
กลาย เป็นว่าอาณาจักรของสื่อยิ่งขยายตัวยิ่งมีอำนาจและยิ่งร่ำรวย ความเป็นมือ อาชีพเที่ยงธรรมกลับถดถอย จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างน่าสมเพช กลายเป็นว่า ยุคที่ข่าวสารท่วมล้นชีวิตเราจากย่ำรุ่งยันย่ำค่ำ ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก สังคมไทยกลับเต็มไปด้วยความงมงายไร้วิจารณญาณยิ่งกว่ายุคใดๆ

มี แต่คนในวงการสื่อเท่านั้นแหละที่มองไม่เห็นความเละเทะไร้ประสิทธิภาพของสื่อ ในขณะที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองเอือมระอาสื่อเต็มทน จนละครน้ำเน่ายังน่าดูกว่าข่าวทีวี

การ ต่อสู้เรื่องสื่อจึงมิใช่เพื่อคนเสื้อแดงหรือทักษิณเท่านั้น แต่เพื่อประชาธิปไตยและอนาคตของสังคมไทย การต่อสู้ในเรื่องนี้ต้องมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่เสนอสื่อของคนเสื้อแดงขึ้นมา ตอบโต้กับสื่อกระแสหลัก ทางเลือกของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งมีประโยชน์ แต่เราคงต้องรณรงค์ร่วมผลักดันให้วิชาชีพสื่อมวลชนยกระดับกว่าที่เป็นอยู่


ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม
อย่า ใช้กฎหมายนี้อย่างฉ้อฉลเพื่อปกป้องหัวโจกตัวแทนขุนพลไพร่ราบของอำมาตยา ธิปไตย อย่าใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่าใช้กฎหมาย นี้เพื่อปิดปากประชาชน

หากไม่ยอมแก้ไข เราก็น่าจะช่วยกันฟ้องประจานความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนของกฎหมายนี้ให้หมดความหมายไปเลย

สร้างสรรค์และเป็นฝ่ายรุกอย่างมีวุฒิภาวะ
เรา เชื่อมั่นว่า มีคนที่มีความคิดดีๆ สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ หลายรูปแบบที่ส่งผลระยะสั้น ระยะยาว แถมไม่ต้องรวมศูนย์ภายใต้แกนนำใดๆ บางครั้งไม่ทำในนามคนเสื้อแดงก็อาจจะดีด้วยซ้ำไป

ลำพังการโต้แย้งแบบต่อปากต่อคำ ”เอา มันส์” ถูกใจคนฟังหรือเอาใจแฟนคลับทางวิทยุหรืออินเตอร์เน็ต มีเสน่ห์ดึงดูดให้เราติดตามหรือเข้าร่วมต่อปากต่อคำด้วย แต่ความสะใจกลับมีผลอย่างมากก็แค่ยืนยันความคิดของเราเอง แต่ไม่สามารถสร้างประเด็นหรือวาทกรรมที่มีอิทธิพลทางสังคมได้

การ ประท้วงตอบโต้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็นตามสมควร แต่โดยมากมีลักษณะปกป้องตัวเองหรือเป็นฝ่ายรับ ไม่ใช่การสร้างสรรค์หรือเป็นฝ่ายรุกเท่าที่ควร

คน เสื้อแดงและผู้สนับสนุนทั้งหลายคงต้องสร้างสรรค์โครงการเชิงบวกและเป็นฝ่าย รุกให้มากขึ้น หมายความว่า เป็นกิจกรรมที่สร้างประเด็นหรือวาทกรรมทางสังคม อาจเป็นการเสนอปัญหาหรือเป็นข้อเสนอยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสื่อ หรืออย่างน้อยน่าจะเป็นการประท้วงโต้แย้งที่มีนัยเชิงรุกและสร้างสรรค์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานของวงการต่างๆ เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดย เฉพาะ เป็นต้น

การ ชุมนุมแสดงพลังยังเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เราต้องการโครงการที่มีวุฒิภาวะ ที่มีจุดหมายไกลกว่าเพื่อทักษิณ ขบวนการคนเสื้อแดงควรเป็นผู้มีวุฒิภาวะและ เป็นฝ่ายสร้างสรรค์

ปล่อยให้พันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ และพวกอำมาตย์ เป็นฝ่ายตะแบงเอาแต่ต่อปากต่อคำผ่านโฆษกสารพัดของพวกเขาต่อไปเถอะ

อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกแล้ว อย่าปล่อยให้พวกอำมาตย์ปล้นทำลายประชาธิปไตยไปอีกครั้ง

คนเสื้อแดงพร้อมหรือยัง?

ช่วยกันปกป้องปลาวาฬสีน้ำเงิน!!!

ปลา วาฬของโลก โดยเฉพาะปลาวาฬสีน้ำเงิน เป็นสัตว์ฉลาดน่ารัก ไม่เคยรังแกใคร ลอยไปตามทะเลดูดกินแพลงต้อน(สัตว์ตัวเล็กๆในทะเล)โดยไม่กระหายเลือดใคร



หลาย คนทราบดีว่าปลาวาฬเป็นสัตว์ที่เราต้องปกป้องเพราะใกล้จะสูญพันธ์จากการที่ ถูกล่ามานาน แต่ไม่ค่อยมีใครทราบว่ามีภัยร้ายกว่านั้นเกิดขึ้นกับปลาวาฬสีน้ำเงินในทะเล อันดะมัน ภัยร้ายนี้มาจากตัวมารแม่ลูก ซึ่งแอบอ้าง ปลอมตัวเป็นปลาวาฬสีน้ำเงินขนาดยักษ์ มารแม่เดิมทีเดียวไม่ใหญ่โตอะไร แต่ด้วยการอมเพชร กอบโกย และทำศัลยกรรม ได้พองตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนใหญ่กว่าปลาวาฬแท้ตัวจริง ส่วนมารลูก อาจไม่อมเพชรหรือทำศัลยกรรม แต่ได้สืบทอดมรดกพฤติกรรมแย่ๆ จากแม่ผ่านสายเลือด มีนิสัยชอบดูดเลือดผู้หญิง



เหตุการณ์ นี้ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบและถูกบังคับให้ท่องจำ(เพื่อความสงบเรียบร้อยและมั่น คงของชาติ) คนไทยมีเสรีภาพประชาธิปไตยและมีในหลวงคอยปกป้องให้ทุกคน รวมถึงปลาวาฬและสัตว์อื่นๆ อยู่เย็นเป็นสุขตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะมีฝนเทียมมาให้ความชุ่มชื่น ดังนั้นไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด



ภัย ที่เกิดกับปลาวาฬสีน้ำเงินตัวจริงมีสองระดับ อันที่หนึ่งคือถูกกิน เพราะปลาวาฬยักษ์อมเพชรมักจะแอบลอยไปข้างๆ ปลาตัวจริงแล้วพอไม่รู้ตัวก็จะอ้าปากกัดปลาตัวจริงด้วยฟันอันแหลมคม (ปลาวาฬสีน้ำเงินตัวจริงไม่มีฟัน) ที่แย่คือปลาวาฬยักษ์ไม่ได้หิวอะไรเพราะท้องเต็มพองโตเสมออันเนื่องจากการอม เพชร แต่เคยชินกับการอ้าปากกอบโกยจนไม่รู้จักพอรู้จักอิ่มเลย ชาวบ้านตามเกาะอันดะมันจะเล่าว่าสมัยก่อน หลายร้อยปีมาแล้ว มีนางเงือกผอมสวยว่ายน้ำในทะเลแถวๆ ตะวันออกกลาง วันหนึ่งเห็นขุนนางคนหนึ่งสวมเพชรสีน้ำเงินแสนสวยและใหญ่โต เลยขโมยไป แต่เนื่องจากนางเงือกไม่มีกระเป๋าใส่จึงต้องอมไว้ในปาก พอขุนนางผู้เป็นเจ้าของทราบเรื่อง ก็แช่งนางเงือกว่าความโลภของตนต้องถูกลงโทษด้วยการกินแบบไม่หยุดตลอดชีพ ตัวเลยพองโต เราไม่สามารถยืนยันว่านิทานนี้จริงหรือไม่จริง แต่ชาวบ้านก็เชื่อกันทั่ว



สิ่ง ที่ทำให้ปลาวาฬสีน้ำเงินที่แสนน่ารัก เจ็บปวดมากที่สุดคือ ปลาวาฬยักษ์อมเพชร กับลูกชายมารผู้ดูดเลือดผู้หญิง มักจะอ้างตัวว่าเป็นปลาวาฬแท้ ทำให้ปลาวาฬตัวจริงเสียชื่อกันไปทั้งเผ่าพันธุ์ทั่วทะเลไปหมด



ทั้งๆ ที่ปลาวาฬทั่วอันดะมันเจ็บปวดกับสถานการณ์ ไม่ค่อยมีตัวไหนกล้าออกมาวิจารณ์ตัวมาร เพราะตอนนี้พวกปลาไหลไฟฟ้าสีเขียว ปลาเทวดาสีเหลือง งูเห่าทะเลสีน้ำเงิน และปลาตาเดียวที่ชอบนอนบนพื้นทะเลโดยไม่ทำอะไร กำลังทำตัวเป็นอันธพาลทะเล ใครพูดอะไรวิจารณ์อะไรไม่ได้เลย จะถูกจับไปให้ปลาฉลามกิน.... น่าสงสารปลาวาฬ



วัน ที่ ๑๒ สิงหาคม ถูกกำหนดไว้โดยองค์กรปกป้องสัตว์สากล ว่าเป็น “วันปลาวาฬ” ขอให้ทุกท่านนำรูปปลาวาฬมาประดับไว้หน้าบ้านอย่างถ้วนหน้า และเวลา ๖ โมงเย็นขอให้มารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงปลาวาฬ ถ้าใครไม่รู้จักเพลงโปรดไปค้นคว้าในช่องโทรทัศน์พิเศษเพื่อการศึกษา แล้วจะพบเสียงร้องของปลาวาฬ ที่อัดมาจากใต้ทะเลคล้ายๆเสียงซอ ที่สีให้ควายฟัง



Save the Blue Whale!!!


--
http://thaisocialist.blog.co.uk/