Saturday, September 26, 2009

ห้าหลัก


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “กว่าจะเป็นประชาธิปไตย” นิตยสารข่าวสังคมมุสลิมและสถานการณ์โลก ฉบับที่ 5
26 กันยายน 2552

คุณ ราญาอี ธนชยางกูร แห่งนิตยสาร The Public กรุณาชวนให้ผมเขียนความคิดทางการเมืองมาสังสรรค์เสวนากันในเล่ม โดยเริ่มตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป

ผมก็ซาบซึ้งดีใจที่ยัง อุตส่าห์คิดถึงคนพลัดบ้านพลัดเมือง และเปิดโอกาสให้พบกันพี่น้องประชาชนผู้เป็นที่รักในช่องทางนี้ คนชวนบอกว่าผมจะเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับการเมือง ความยาวกำลังดี ผมก็นึกว่าการวิจารณ์การเมืองเฉพาะหน้าผมก็ทำอยู่แล้วในเวทีต่างๆ ไม่ขาด ไม่อยากเขียนย้ำซ้ำทวน ในที่สุดเกิดความคิดวาบขึ้นว่าอุทิศข้อเขียนทั้งหมดนี้ให้แก่ระบอบ ประชาธิปไตยน่าจะดีที่สุด

จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ผมขอเล่าถึงแนวความคิด ปรัชญา และที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่าระบอบประชาธิปไตยให้ท่านผู้อ่านที่รักได้อ่าน กันเพลินๆ เพราะประชาธิปไตยเป็นของมีค่าและมีคนต่อสู้เพื่อให้ได้มาด้วยชีวิตเลือด เนื้อ แต่จะไม่เขียนเป็นตำราอย่างที่เขียนมาพอแรงแล้วในชีวิตสอนหนังสือและสื่อมวล ชน

เอาเป็นว่าล้อมวงคุยเรื่องประชาธิปไตยกันดีไหมครับ?

เมื่อ ท่านผู้อ่านไม่ว่า (หรือผมไม่ได้ยินก็ไม่รู้) และคุณราญาอีก็ไม่ว่า เรามาเดินทางร่วมกันสู่ถนนสายยาวประดับด้วยดอกไม้เป็นทิวไสวสวยงาม แต่ก็มีกับระเบิดและอันธพาลคอยดักทำร้ายอยู่ตลอดเส้นทางที่เรียกว่า ประชาธิปไตย กันเลย งานนี้สนุกสนานตื่นเต้นครบทุกรสล่ะครับ...
***********************

เรา มักเอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ โดยคิดในใจว่าเกลียดกลัวเผด็จการ และอยากได้รัฐบาลที่มีความสามารถช่วยแก้ไขปัญหาของตัวเองและหมู่พวกได้ คนที่คิดลึกไปอีกนิดก็จะเรียกร้องต้องการรัฐบาลที่มาจากประชาชนในกระบวนการ เลือกตั้ง เพราะรัฐบาลชนิดนั้นเท่านั้นที่จะรู้สึกผูกพันรับผิดชอบกับมวลมหาประชาชน พูดอย่างไทยๆ คือสำนึกบุญคุณและข้าวแดงแกงร้อนของชาวบ้าน

ความคิด อย่างนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่เราชาวประชาธิปไตยผู้เอาจริงเอาจัง จะไม่ก้าวลึกลงไปอีกสักหน่อยหรือว่าเรากำลังเรียกร้องอะไร ถ้าเกิดจุดตัดสินชะตากรรมกันขึ้นมาในสังคม จะเพราะเรารวมพลังของฝ่ายประชาธิปไตยได้มาก หรือฝ่ายตรงข้ามเขาแพ้ภัยตัวเองไปก็ตาม

เราจะเรียกร้องอะไรบ้างที่รวมผลลัพธ์แล้วได้ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง

เรา ประชาชนต้องนึกตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงใบอนุญาตให้นักการเมืองเอาไปต้มยำทำแกงตามใจชอบ หรือให้ผู้เผด็จการคอยคิดว่าเป็น “รางวัล” ที่เขาจะโยนให้เราเมื่อเขาพอใจและจะกระชากกลับคืนไปเมื่อไหร่ก็ได้

ประชาธิปไตย คือกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเป็นคนมอบให้นักการเมืองเอาไปบริหารแทนเป็นครั้ง คราวและชั่วคราว โดยคอยระวังไม่ให้เขากลายเป็นเผด็จการไปต่างหาก

แล้วประชาธิปไตยมันมีอะไรบ้างเล่า เห็นพูดกันแต่การเลือกตั้งทุกทีๆ?

นับ แต่โสกราติส-นักปรัชญาการเมืองและจริยศาสตร์ชาวกรีกสอนหนังสือให้ลูกศิษย์ อย่างเพลโต้บันทึกไว้เป็นตำรับตำราเป็นต้นมา คำว่าประชาธิปไตยก็เริ่มจะโผล่ขึ้นในสังคมมนุษย์ แต่แกคงเคราะห์ไม่ดีนัก เพราะยุคนั้นเขาไม่รู้จักคำนี้กัน ผู้ปกครองที่แบ่งเป็นฝ่ายศาสนจักรคือพวกพระพวกหนึ่ง และผู้ปกครองที่เป็นฝ่ายฆราวาสหรือที่เรียกว่าฝ่ายอาณาจักรอีกพวกหนึ่ง เป็นเผด็จการกันทั้งนั้น ไม่รู้จักสักคนว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยมันเป็นยังไง เขาก็จับแกไปขังคุกอานไป สุดท้ายบังคับให้ดื่มยาพิษจนตัวชา เดินขาลากไปสักพักก็ล้มลง เขาก็เอามีดมาฟันตรงข้อเท้าขาดไปทั้งสองข้าง ให้โสกราติสเลือดไหลออกตัวจนตายไป

คำพูดสุดท้ายยังอุตส่าห์ย้ำว่า อย่าลืมเอาไก่ไปใช้คืนเพื่อนบ้าน ข้ายืมเขามาต้มแกงหลายวันแล้วยังไม่ได้คืน จนลูกศิษย์น้ำตาไหลกันว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้คิดแค้นเคืองผู้เผด็จการที่เขาทำ กับแกถึงขนาดนี้เลย แทนที่จะแช่งชักหักกระดูก แกกลับนึกถึงไก่ที่ไปยืมเขามา

ชีวิตของโสกราติสเป็นจุดเริ่มต้นของ แนวทางที่ต่อมาเรียกกันว่าประชาธิปไตย เพราะความคิดที่เรียกว่าคุณธรรมนั้น แกเป็นคนแรกๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการเมืองการปกครอง ที่คนยุคนั้นเขานึกว่าเกี่ยวข้องแต่เรื่องกองทัพและการใช้กำลัง หรือไม่ก็เป็นการบังคับขู่เข็ญแสดงว่าใครใหญ่กว่าใครในที่นั้น อย่างการล่าเมืองขึ้น จับผู้หญิงของเขาทำเมีย เอาผู้ชายของเขามาเป็นทาส ล้วนแต่เรื่องลบๆ ทั้งนั้น

การเมืองในทัศนะใหม่จึงเริ่มต้นด้วย หลักที่เรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) ซึ่งแปลง่ายๆ ไม่ปวดหัวว่า การกำหนดว่าอะไรดีอะไรชั่ว บางคนเถียงว่า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการเมือง น่าจะเป็นเรื่องศาสนาในวัดวาอารามไม่ใช่หรือ แต่โสกราติสยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ การเมืองต่อมาจะดิบจะเถื่อน เลวร้ายหรือเป็นสิบแปดมงกุฎขนาดไหนก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้นด้วยการแสวงหาอำนาจมาตอบสังคมนั้นๆ ให้ได้ว่า ความดีหรือสิ่งที่เรียกว่าดีคืออะไร

ระบอบเผด็จการบอกว่าข้านี่ แหละโว้ยคือคนบอกว่าอะไรดีอะไรชั่ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดีเพราะข้าชอบ พวกเอ็งทั้งหลายมีหน้าที่ก้มหน้ารับบัญชาไปแล้วกัน ถ้าข้าบอกว่าดีแล้วเอ็งรับว่าดีก็แล้วไป อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าข้าบอกไม่ดีหรือดี แล้วเอ็งเถียง นั่นแปลว่าสิ่งที่ไม่ดีคือตัวเอ็ง ข้าก็จับเอ็งไปเฆี่ยนตีทรมานจนหมอบหรือตาย ไม่ก็ขังคุกเอาไว้นานๆ แล้วแต่ข้าจะเห็นสนุกสนาน

ระบอบประชาธิปไตยเอาตรงนั้นล่ะครับมาเป็นหลัก เพียงแต่ทำทุกอย่างตรงกันข้าม เริ่มต้นจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นผู้ร่วมกันทำข้อ
ตกลงหรือหาข้อสรุปให้ได้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี

ผู้ปกครองที่คนส่วนใหญ่ยกขึ้นไปทำหน้าที่ก็จะบริหารสังคมไปตามแนวทางนั้น

คำสำคัญที่สุดในประโยคข้างต้นคือ คนส่วนใหญ่ในสังคม

สถาน ที่ที่คนเขามาใช้ทำข้อตกลงแบบนั้นเรียกว่า รัฐสภา หรือ parliament ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า ปาก ตั้งแต่ต้น เพราะปากเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิของมนุษย์เพื่อบอกกล่าวให้โลกรู้สุข ทุกข์ร้อนหนาวของตนเอง

ผลจากรัฐสภา ที่มาจากแนวคิดเชิงจริยศาสตร์ของโสกราติสอีกต่อหนึ่ง ทำให้โลกในยุคหลังจากนั้นนั่งคิดนั่งสังเกตการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านเผด็จการทรราชหลายชนิดหลายพันธุ์ จนตกผลึกร่วมกันว่าคำถามหลักๆ ทางการเมืองการปกครองมีอยู่ ๕ คำถามหลักคือ

๑. สิ่งที่มีแล้วบังคับคนอื่นๆ ให้ทำตามที่ตัวเองต้องการได้ อย่างที่เรียกว่า อำนาจ นั้น เป็นของใครกันแน่?

๒. คนตัวเล็กๆ ในสังคมควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง?

๓. สังคมที่เป็นผลมาจากการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมากควรมีลักษณะอย่างไร?

๔. แต่ละคนความคิดต่างกัน จะใช้หลักการอะไรร่วมกันเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรืออย่างที่ยุคนี้ชอบใช้คำว่าระเบียบ?

๕. ผู้ปกครองมาจากไหน?


ท่าน เชื่อไหมครับว่า คำถามทั้ง ๕ นี้เป็นเรื่องที่ถามกันแล้วตอบกันอีกมานานนักหนา ส่วนใหญ่จะถามกันเมื่อเกิดทุกข์ร้อนทางการเมืองการปกครองและสังคมอย่างหนัก และเมื่อผ่านประสบการณ์บวกกับความเสียสละเลือดเนื้อกันไม่รู้กี่ร้อยปี จึงได้คำตอบที่คนอย่างเพลโต้ จัง-จาคส์ รุสโซ แม็คเคียเวลลี วอลแตร์ จอห์น สจ็วต มิลล์ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน หรือปรีดี พนมยงค์ได้รับมา

เขาตอบต่างยุคต่างสมัยแต่ใจตรงกัน ในคำถามทั้ง ๕ ข้อดังนี้

๑. อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน
๒. บุคคลแต่ละคนย่อมมีเสรีภาพโดยไม่ละเมิดผู้ใด
๓. สังคมต้องมีความเสมอภาคกัน
๔. หลักร่วมของคนในสังคมคือหลักกฎหมายหรือนิติธรรมและ
๕. รัฐบาลหรือผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง


ทั้ง ๕ ข้อจึงกลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญสูงสุดของระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมา ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วหลักการนี้ก็ไม่มีเสื่อม มีแต่จะศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ผู้คนที่ยังไม่ได้รับต่างเรียกร้องต้องการและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่ง เหล่านี้กันทั่วโลก

วันนี้เราก็ยังเห็นทหารยอมคายอำนาจในปากีสถาน แต่ทหารและอำมาตย์ในฮอนดูรัสก็ยังคิดว่าอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดเป็นของ ตนและพวกของตน เช่นเดียวกับกรณีเมียนมาร์ที่ขังนางอองซานซูจีเสียอีกหลายสิบเดือน ฯลฯ

เรา ได้เห็นการยืนยันวิถีประชาธิปไตยในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ได้คนผิวสีมาปกครองประเทศที่เคยเชื่อกันว่าผิวขาว ได้เห็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีที่แทบจะเกาะเก้าอี้ไม่อยู่ ทั้งที่มีเสียงข้างมากในสภาเมื่อความประพฤติส่วนตัวถูกตั้งคำถามจากสังคม ได้เห็นประชาธิปไตยต่อเนื่องในประเทศใหญ่ยักษ์อย่างอินโดนีเซีย ทั้งที่มีประวัติศาสตร์เผด็จการมาตั้งแต่ได้รับเอกราช ฯลฯ

วันนี้ เราถกเถียงกันอย่างรุนแรงว่ารัฐบาลเลือกตั้งในระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างคณะ ของคุณอภิสิทธิ์หรือมวลชนสีเหลืองของคุณสนธิลิ้ม สามารถทดแทนรัฐบาลของแท้ในระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ คุณทักษิณเป็นเหตุหรือเป็นผลของประชาธิปไตยที่เริ่มจะได้ผลในเมืองไทย รัฐธรรมนูญฉบับใดควรเป็นธงปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืน ฯลฯ

ข้อถกเถียงยังไม่ได้หลุดพ้นจากกรอบที่เอ่ยมาข้างต้นเลย

ชาว ประชาธิปไตยที่เคารพรักทั้งหลายครับ รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นเมื่อใด กรุณาย้อนกลับไปตรวจสอบลักษณะพื้นฐานทั้ง ๕ ข้อของประชาธิปไตย

แล้วท่านจะตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในระบอบไหนและของใคร.

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/

รายงานพิเศษ คนบ้าอำนาจ

คนเสื้อแดง โปรดสังเกตุ

Tuesday, September 22, 2009

revolutionary king เมื่อฆวน คาร์ลอส ปฏิเสธรัฐประหาร

เมื่อฆวน คาร์ลอส ปฏิเสธรัฐประหาร
Wed, 15/11/2006 19:57 ปิยบุตร แสงกนกกุล

สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี ๑๙๓๖ เมื่อนายพลฟรานซิสโก้ ฟรังโก้จัดการปราบกลุ่มต่างๆและขึ้นสู่อำนาจ
พร้อมกับการปกครองในระบอบ
เผด็จการ
ฟาสซิสต์ ด้วยมุ่งหมายให้สเปนกลับมาใช้ระบอบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง
นายพลฟรังโก้จึงมอบหมายให้เจ้าชายฆวน คาร์ลอส แห่งราชวงศ์บูร์บองเป็นทายาททางการเมืองของเขา
ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต นายพลฟรังโก้ต่อสู้กับโรคพาร์กินสันจนไม่อาจบริหารประเทศได้
เจ้าชายฆวน คาร์ลอส ต้องทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งประมุขของรัฐ
จนกระทั่งนายพลฟรังโก้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๑๙๗๕


นายพลฟรังโก้



เจ้าชายฆวน คาร์ลอส ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ภายใต้พระนามว่า "ฆวน คาร์ลอส ที่ ๑"
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๑๙๗๕ ประมุขของสเปนต้องเผชิญสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มโดยเฉพาะแคว้นบาสก์และแคว้นคาตาลันเรียกร้องการ ปกครองตนเองหนักขึ้น
หลายครั้งก็รุนแรงถึงขั้นมีการก่อการร้าย สภาพเศรษฐกิจซบเซา โลกเปลี่ยนไปในทางไม่ยอมรับ
เผด็จการ

นอกจากนี้ เหล่านักการเมือง นักศึกษา
ประชาชน
ผู้ใช้แรงงาน ต่างอึดอัดมานานกับระบอบฟรังโก้
เมื่อนายพลฟรังโก้เสียชีวิต ก็เหมือนมีอาณัติสัญญาณว่าฟ้าเริ่มเปิดให้พวกเขาได้มีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น



ด้วยเหตุที่พึ่งขึ้นสู่อำนาจและจำเป็นต้องอาศัยฐานกำลังเดิมของระบอบฟรังโก้ ทำให้ฆวน คาร์ลอส
ไม่กล้าหักหาญกับระบอบเก่า จึงแต่งตั้งให้ Carlos Arias Navarro นายกรัฐมนตรีคนเก่าและ
หัวหน้าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ประชาชน
ไม่อาจทนรับกับการปกครองแบบเดียวกับระบอบฟรังโก้ที่มีแกนหลักเป็นกองทัพ

สภาผู้แทนที่มีแต่พวกนายพลฟรังโก้ (Cortes franquistes) และพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Movimiento Nacional)
ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในระบอบฟรังโก้ ประกอบกับเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกสก็มีการปฏิวัติคาร์เนชั่น
โดยกลุ่มทหารยัง เติร์กที่ต้องการปฏิรูประบอบ
ประชาชน
ในขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายเริ่มรณรงค์
ให้ยกเลิกโครงสร้างของระบอบฟรัง โก้ให้หมด ส่วนกลุ่มนีโอฟาสซิสต์เรียกร้องให้รักษาระบอบฟรังโก้ไว้
มีการปะทะกันรุนแรงขึ้นจนเกรงกันว่าอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง

กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูประบอบ
ประชาชน

เริ่มจากบีบบังคับ Carlos Arias Navarro ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปของฆวน คาร์ลอส
ให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง Adolfo Suarez ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของตนขึ้นเป็น
นายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๑๙๗๖ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน

และทยอยยุบเลิกระบอบ ฟรังโก้ ตลอดเดือนกรกฎาคม รัฐบาลทยอยรับรองความชอบด้วยกฎหมายให้ทุกพรรคการเมือง
และปล่อยผู้ต้องหาทางการเมืองออกจากคุก ในเดือนพฤศจิกายนรัฐบาลจัดการออกกฎหมายยุบสภาผู้แทนในระบอบฟรังโก้


โดยนำมา ให้
ประชาชน
ลงประชามติ เดือนถัดมา พรรคสังคมนิยมกลายเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายพรรคแรกที่ได้รับอนุญาต
ให้ดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองภายหลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายทั้งหมดถูกยุบเลิกไปในสมัยฟรัง โก้เป็นเวลานานถึง ๓๗ ปี
ปีถัดมารัฐบาลผลักดันกฎหมายรับรองเสรีภาพการชุมนุมทางการเมืองและเสรีภาพใน การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน
ในส่วนของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ Adolfo Suarez ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ตัดสินใจยุบพรรค
อันถือเป็นการปิดฉาก ๔๑ ปีของระบอบฟรังโก้อย่างสมบูรณ์

พระองค์เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กว้างขึ้น ให้เสรีภาพแก่ทุกกลุ่มการเมืองในการแสดงความคิดเห็น
และเข้ามามีบทบาททางการ เมือง ที่เด่นชัดที่สุดคือ การอนุญาตให้พรรคคอมมิวนิสต์ (Partido Comunista de Espana, PCE)
ซึ่งเป็น "ของต้องห้าม" ในสมัยนายพลฟรังโก้ ได้กลับเข้ามาสู่การเมืองในระบบ Santiago Carrilloหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์
ที่ต้องลี้ภัยการเมืองได้รับอนุญาตให้กลับมา ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อได้ ในขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์สเปน
ก็ประกาศยอมรับการปกครองในระบอบ
ประชาชน
ที่มีรัฐสภา และมีกษัตริย์เป็นประมุขทางสัญลักษณ์ได้

ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้พรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบัน กษัตริย์ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป
ที่สถาบันกษัตริย์ต้องปิดกั้นพรรคคอมมิวนิสต์ ตรงกันข้ามนับแต่เมษายน ๑๙๗๗ จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปี
สถาบันกษัตริย์และพรรคคอมมิวนิสต์ต่างก็ยังมีบทบาทร่วมกันในการเมืองสเปน

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๑๙๗๗ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี ๑๙๓๖
ผลปรากฏว่าพรรค Union de Centro Democratico (UCD) พรรคการเมืองแนวขวากลางของ Adolfo Suarez ชนะการเลือกตั้ง
ตามมาด้วยพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ และพรรค
ประชาชน
ซึ่งเป็นฝ่ายขวา การร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไป
ภายใต้บรรยากาศสมานฉันท์ มีตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย ตลอดจนพรรคชาตินิยมแคว้นคาตาลัน
และแคว้นบาสก์ ในระหว่างนั้น ฆวน คาร์ลอส และรัฐบาล Adolfo Suarez ร่วมมือกันออกกฎหมายรับรองสิทธิ
ในการปกครองตนเองของแคว้นคาตาลันและแคว้น บาสก์เพื่อประนีประนอมกับกลุ่มชาตินิยมแคว้นคาตาลันและ
แคว้นบาสก์ไม่ให้ก่อ ความไม่สงบ

๑ ปีผ่านไป สภาร่างรัฐธรรมนูญก็จัดทำรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และให้
ประชาชน
ลงประชามติเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๑๙๗๘
ผลปรากฏว่าเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นร้อยละ ๘๗.๘ เป็นอันว่าสเปนเข้าสู่
ประชาชน
เต็มรูปแบบ
มีการปกครองในระบอบ
ประชาชน
มีรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญ และมีกษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเอกลักษณ์
คือ รับรองความเป็นนิติรัฐและหลักแบ่งแยกอำนาจ ยึดหลักเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และความหลากหลาย
ของอุดมการณ์ทางการเมือง รับรองสิทธิทางสังคมและสวัสดิการควบคู่ไปกับเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด
ตลอดจนรับรองสถานะและสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นปกครองตนเอง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ ผลปรากฏว่า พรรค Union de Centro Democratico (UCD)
ของ Adolfo Suarez ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ตลอดระยะเวลา ๓ ปี รัฐบาล Adolfo Suarez ประสบปัญหาหลายประการ
ในที่สุด Adolfo Suarez ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ Leopoldo Calvo Sotelo ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

การก่อการร้ายของกลุ่ม ETA ที่เรียกร้องเอกราชแก่แคว้นบาสก์ วิกฤตเศรษฐกิจ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลาง
กับแคว้นปกครองตนเอง ตลอดจนกรณีเหล่าขุนศึกสมัยฟรังโก้ไม่เต็มใจปรับตัวตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน

ปัจจัยเหล่านี้เป็นชนวนให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อระบอบฟรังโก้คิดก่อ การรัฐประหาร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑ ในขณะที่
Leopoldo Calvo Sotelo นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังแถลงนโยบายต่อสภาโดยมีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์
กองกำลังทหารราว ๒๐๐ นายนำโดยพันโท Antonio Tejero ได้เข้ายึดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเอาปืนยิงขึ้นฟ้า
และสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสภาหมอบลงกับพื้น

ความตั้งใจเดิม คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งมีพลเอก Alfonso Armada อดีตเลขานุการของฆวน คาร์ลอส เป็นมันสมอง
และพันโท Antonio Tejero เป็นฝ่ายคุมกำลัง ต้องการยึดอำนาจและจัดตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อความสมานฉันท์"
เพื่อจัดการปัญหาก่อการร้ายของกลุ่ม ETA โดยเชิญชวนนักการเมืองระดับแกนนำทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเป็นรัฐมนตรี
แต่พันโท Antonio Tejero รับไม่ได้กับโผรายชื่อที่มีฝ่ายซ้ายรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายคน ในระหว่างการเจรจาต่อรอง
พันโท Antonio Tejero ก็ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจทันที จากนั้นไม่นาน พลโท Jaime Milans del Bosch แม่ทัพภาคที่ ๓
ก็นำกองกำลังออกมาบนท้องถนนในเมืองบาเลนเซียและประกาศกฎอัยการศึก ราวสามทุ่ม โฆษกคณะรัฐประหารแถลงว่า
กำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การสนับสนุนของ กษัตริย์


พลเอก Alfonso Armada


ตี ๑ ของวันถัดไป การแทรกแซงทางการเมืองครั้งสำคัญของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์สเปนก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน คาร์ลอส
ตัดสินใจแถลงผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ไม่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้และเรียกร้องให้กองทัพและ
ประชาชน
ร่วมมือกัน
ปกป้อง
ประชาชน
และรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ พระองค์ยืนยันว่าทหารมีหน้าที่ป้องกันรัฐบาลที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย
ตามระบอบ
ประชาชน
อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

เมื่อขาดแรงสนับสนุนจากฆวน คาร์ลอส รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าร่วมกลายเป็นกบฏโดนลงโทษจำคุก โดยเฉพาะแกนนำ
อย่าง พลเอก Alfonso Armada และพันโท Antonio Tejero ศาลตัดสินให้จำคุก ๓๐ ปี

เป็นอันว่า ฆวน คาร์ลอส ได้ปลดปล่อย
ประชาชน
สเปนให้พ้นจากการครอบงำของกองทัพพร้อมกับสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันกษัตริย์


King Juan Carlos sent out a message the coup would not be tolerated


จากวีรกรรมของฆวน คาร์ลอส ครั้งนี้ทำให้พวกนิยมคอมมิวนิสต์และพวกนิยมสาธารณรัฐปรองดองกับสถาบันกษัตริย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
Santiago Carrillo หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ ออกมายอมรับว่าฆวน คาร์ลอส เป็น "กษัตริย์ผู้กล้าหาญ" ในขณะที่บรรดานักการเมืองซ้ายจัด
ซึ่งโดยธรรมชาติไม่ถูกใจสถาบันกษัตริย์อยู่ แล้วก็มองว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการ
ประชาชน
แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น
อดีตประธานาธิบดีในสมัยที่สเปนเป็นสาธารณรัฐที่ ๒ ถึงขนาดบอกว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้พวกเราทุกคนกลายเป็น monarchiste อย่างไรก็ตาม
มีผู้กล่าวว่าในเมื่อแนวคิดทางการเมืองของฆวน คาร์ลอส ไม่ได้เป็นไปในทาง monarchiste ดังนั้นเราคงไม่อาจเรียกพวกที่นิยมฆวน คาร์ลอส
-ไม่ว่าขวาหรือซ้าย- ได้ว่า monarchistes แต่จำต้องหาคำใหม่มาใช้เฉพาะอย่างคำว่า Juancarlistes

Francisco Medina ยืนยันในหนังสือเรื่อง "ความจริงของ ๒๓ กุมภาพันธ์" ของเขาว่า ถ้าฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจสนับสนุนรัฐประหาร
แน่นอนที่สุด รัฐประหารวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ต้องสำเร็จ กองกำลังทหารที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารนั้นไม่ได้ทำไปเพราะต้องการปกป้อง
ประชาชน
และรัฐธรรมนูญ พวกเขาไม่ได้ศรัทธาสิ่งเหล่านี้ แต่ที่พวกเขาออกมาต่อต้านทหารที่ทำรัฐประหารก็เพื่อปกป้อง
ฆวน คาร์ลอส ผู้เป็นทายาททางการเมืองของนายพลฟรังโก้ นายเก่าของพวกเขานั่นเอง

Francisco Medina ยังบอกอีกว่า การที่ฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจแทรกแซงทางการเมืองด้วยการยับยั้งรัฐประหารครั้งนี้
สร้างพระองค์ให้ กลายเป็นกษัตริย์
ประชาชน
ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สเปนว่า พระองค์ได้รับข้อเสนอและมีโอกาส
"เผด็จ" อำนาจ แต่กลับปฏิเสธมัน และพระองค์ได้รับอำนาจเด็ดขาดอันเป็นมรดกจากนายพลฟรังโก้
แต่กลับเลือกที่จะไม่รับและทำลายระบอบฟรังโก้เสีย

ฆวน คาร์ลอสรู้ดีว่าระบอบฟรังโก้ก็ดี รัฐประหารก็ดี การปกครองประเทศโดยทหารก็ดี ตลอดจนสถาบันกษัตริย์มีอำนาจมากก็ดี
ไม่สอดคล้องกับ
ประชาชน
ในโลกสมัยใหม่ การดันทุรังใช้แนวทางเดิมๆโดยไม่รู้จักปรับตัวเข้ากับยุคสมัยย่อมมีแต่
ถอยหลังลงคลอง หากปล่อยให้มีรัฐประหาร ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ ที่
ประชาชน
ลงมติเห็นชอบท่วมท้นต้องถูกทำลาย
และความพยายามปฏิรูปการเมืองตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน
ที่ทำมาตลอด ๕ ปีต้องพังครืนลงไปทั้งหมด

พระองค์จึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ปฏิเสธ "อำนาจ" และปฏิเสธ "
รัฐประหาร
"


ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใน "สเปน"




ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549

PTV2009-09-22 + จาตุรน และ นายกทักษิณ 3ปีหลังรปห.ปชช.เสียอะไร

Credit K. Tuxedo
Thanks

โพสต์โดย : Tuxedo
ID # 839683 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-22 21:10:54 _ แจ้งลบข้อความ


บันทึกการ ถ่ายทอดสด

๒๕๕๒-กันย์-๒๒ 3ปีหลังรัฐประหาร ประชาชนสูญเสียอะไร



สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการ ค้นหาClip ที่ผ่านมาค้นหาง่าย มากครับ
เพราะที่นี่มีคนเข้าไปโพสต์ไม่กี่คน และผมเข้าไปโพสต์ทุกวันครับ >> บ้านเลขที่111


WMV 53.87Mb , MP3 9.36Mb << style="color: rgb(255, 0, 0); ">นายกทักษิณผู้ยิ่งใหญ่

WMV 60.40Mb , MP3 10.44Mb << style="color: rgb(255, 0, 0); ">จาตุรน

***** -- ***** -- ***** -- ***** -- ***** -- *****



หมายเหตุ PTV รีรันการปราศรัยของจาตุรนวันนี้ครับ พอจบก็ดำเนินรายการต่อ
ฉะนั้นผมจึงนำมาเฉพาะส่วนที่ 3เกลอทำรายการเท่านั้นครับ

PTV 2009-09-22 13นาที WMV 13.01Mb, MP3 2.26Mb

Clipผลงานบังสุกุลครับ >> ความจริงวันนี้ DLได้คาดว่าไม่เกินเที่ยงคืน

สนับสนุนการดำเนินงาน Thaipeoplevoice >> Click

Monday, September 21, 2009

THANK YOU

Dear member,

First of all, on behalf of 'Chomrom' we would like to thank you everyone for taking off your valuable time attending the IL Red-Shirt's meeting held on the last Sunday 20 Sept 2009. 

Even though there were some hiccups here and there, we considered the event successful. We had full capacity of people, close to one hundred attending, who truly interested and care about Thailand.  

We also have gained political insight from our guest speaker - Khun Phongthep Thepkanjana whom we would like to express our deepest thanks and appreciation.   

We also very fortunate to have 'Nor Por Shor' USA broadcasting the event live which we are grateful, and would like to thank them from the bottom of our hearts.

From the event, we knew that there were certain areas that we need to improve upon, like sound system, logistics, etc.  We want to do better next time.  

So---please provide us your feed backs.  We welcome your comments.  We also would like to take this opportunity to apologize for our short coming and promise to do better next time. 

Last but not least, we would like to thank 'Bodhi Thai' Restaurant's staffs and owner for providing us place for the event and always stand up with us for a good cause. 

Thank you all for your support.-- 


Warmest regards,

Union for Thai Democracy  

( ILLINOIS RED-SHIRT ) 

http://illinoisredshirts.blogspot.com/

Sunday, September 20, 2009

คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา พบปะ พี่น้องคนไทยใน ชิคาโก สหรัฐอเมริกา

Now available to DOWNLOAD.. Here!

Credit K. woodside_ny @ http://woodsideny.blogspot.com/

Thanks So Much!

อาจารย์ สมศักดิ์เขียนถึงคุณลุงนวมทองไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

60 วัน นวมทอง ไพรวัลย์ - ประชาธิปไตยวิกลจริต?


-1-
นับตั้งแต่วันที่ทราบข่าวว่าคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เสียชีวิต ผมก็ไม่เคยสามารถเขียนถึงบุคคลท่านนี้ได้สำเร็จเลยจริงๆ [1]

ผมได้พยายามเขียนบทกวีถึงลุงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เคยเขียนได้จบ

ราวสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เข้าไปอ่านบล็อกรัฐประหารของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล[2]
อาจารย์สมศักดิ์เขียนถึงคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ไว้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ว่า


"คุณนวมทอง ไพรวัลย์
ผมเขียนข้อความต่อไปนี้ด้วยความยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการเขียน

ขอเรียนให้ทราบเพียงว่า

คุณนวมทอง ทำให้ผมรู้สึกละอายใจตัวเองอย่างยิ่ง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"


ซึ่งผมได้อ่านแล้วไม่เพียงต้องอึ้งไป แต่ยังรู้สึกหน้าชาเหมือนโดนตบแรงๆ
สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์เขียนตรงกับความรู้สึกครึ่งหนึ่งของผมต่อการเสียชี
วิตของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์

ครึ่งหนึ่งผม "รู้สึกละอายใจ" อย่างยิ่ง
อีกครึ่งหนึ่งนั้น ผมรู้สึกผิดบาปอย่างรุนแรง


-2-
เมื่อ คนตัวเล็กๆ ที่ยากไร้ "เครดิตทางการเมือง" โดยเฉพาะคนจากชนชั้นล่าง - ไม่ว่าคนที่ขุดดินฟันหญ้าอยู่กลางท้องนาหรือคนที่หาเช้ากินค่ำอยู่ในเมือง - ลุกขึ้นมาประกาศความเชื่อ แสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองต่อสังคม และไม่ว่าความเชื่อ - จุดยืนที่ประกาศนั้นคืออะไร ปฏิกิริยาแบบฉับพลันทันทีจากผู้ทำหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ก็คือการตั้งคำถามต่อ "เบื้องหลัง" ของพวกเขา

ถ้าไม่หาว่ามี "ผลประโยชน์ส่วนตัว" ซึ่งแปลว่าถูก(คนในชนชั้นที่สูงกว่า) "จ้าง" มา
ก็ต้องหาว่า "วิกลจริต"

ที่ น่าเศร้ากว่านั้นคือ สังคม(และ "สื่อ")เองก็ขานรับการกล่าวหาดังกล่าว หรืออย่างน้อยก็ไม่ว่ากระไร ราวกับว่ามันควรเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว (ในภาวะที่สติสัมปชัญญะครบถ้วนคนเหล่านี้ไม่ควรสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง หากไม่เสียสติ ก็ต้องถูกจ้างมาเท่านั้น?)

กรณีของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์, ทั้งที่สิ่งที่ลุงประกาศว่ายึดถือคือ "ประชาธิปไตย" อันเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศนี้ประกาศใช้มา 70 กว่าปี และเป็นสิ่งที่ผู้มีการศึกษาหลายต่อหลายคนในประเทศนี้ต่างก็เอ่ยอ้างกันจน
ติดปาก

และ ทั้งที่สิ่งที่ลุงประกาศต่อต้านคือ "รัฐประหาร" - การขนปืนลากรถถังเข้ามาฉีกทึ้งทำลาย “ประชาธิปไตย” กันจะๆ กลางเมือง ฉีกรัฐธรรมนูญกันซึ่งหน้า ออกทีวีให้ดูกันทั้งประเทศ

แต่การยึดถือ "ประชาธิปไตย" และต่อต้าน "รัฐประหาร" แบบยอมสละชีวิตของลุง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับแท็กซี่พุ่งชนรถถัง กระทั่งครั้งหลังที่เสียชีวิต(ทั้งสองครั้ง - เจตนาคือฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงการรัฐประหาร)ก็ยังหนีไม่พ้นข้อกล่าวหาสกปร
กนี้

อาจจะถูกจ้างวานมา
อาจจะตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาเสพติด
อาจจะเป็นคนวิกลจริต

คนรังเกียจรัฐประหารมันผิดปกติตรงไหน?

ขณะ เดียวกัน ผู้คนอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งมี "เครดิตทางสังคม" เหนือกว่าลุง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย – ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ – รัฐศาสตร์(การเมืองการปกครอง) รวมทั้งบรรดานักเคลื่อนไหวจากองค์กรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งต่างก็อ้างตัวว่าสนับสนุนแนวทาง "ประชาธิปไตย" เคารพสิทธิ เสรีภาพและอำนาจของประชาชน ทั้งสิ้น กลับสามารถเรียงรายกันออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนการ" รัฐประหาร" ได้อย่างเปิดเผย

ทำไมไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่า "ปัญญาชน" – "นักประชาธิปไตย" เหล่านี้วิกลจริต?

คำ ตอบที่หนึ่งคือ นอกจากประเทศนี้จะไม่ยอมรับนับถือหลักการประชาธิปไตยแล้ว ยังรังเกียจเดียดฉันท์ หมิ่นหยาม และพร้อมที่จะประณามผู้ที่ยึดถือซื่อตรงต่อมัน (ขอยืนยันว่านี่ไม่ใช่การประชดประชันใดๆ แต่คือข้อเท็จจริงที่ทะลักทลายออกมาไม่ขาดสาย และปรากฏอยู่ในสื่อเกือบทุกแขนง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ "รัฐประหาร 19 กันยายน" จนถึงนาทีนี้)

คำตอบที่สองคือ แม้ประเทศแบบที่ว่ามาจะอ้างตัวว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมากี่ปี มีและฉีกรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ก็ไม่เคยซ่อนเร้นการกีดกัน - หมิ่นหยามทางชนชั้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ อย่าว่าแต่จะขจัดให้หมดไป

ปัญหาของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และผู้คนที่ไม่มี "เครดิตทางสังคม" ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร จึงไม่ได้อยู่ที่ "คุณคิดอะไร" หรือ "คุณเชื่ออะไร"
ไม่ใช่แม้แต่ "ถูก" หรือ "ผิด"
แต่อยู่ที่ "คุณเป็นใคร" ต่างหาก


-3-
คำสารภาพ,
ผมเป็นคนขี้ขลาด แต่ก็ผมยอมรับนับถือความกล้าหาญของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แม้ว่าชั่วชีวิตนี้ไม่มีวันกล้าได้ขนาดลุง

ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ผมแทบจะสิ้นหวังกับประเทศนี้ และพาลไม่ยอมเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

" เหตุการณ์ 19 กันยายน" และภาพ "วันเด็ก" รวมทั้งบรรดา "ทรรศนะ" ของเหล่าปัญญาชน, นักประชาธิปไตย และผู้มีเครดิต-ต้นทุนทางสังคมมากกว่าผม ซึ่งทะลักตามมาอย่างมีเอกภาพยิ่ง ได้ทำให้ผมรู้สึกหมดกำลังใจที่จะเขียนอะไรออกมา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือแม้จะพักพิงความรู้สึกกับดนตรีก็ยังทำไม่ได้ - เล่นไม่จบสักเพลง(เพลงส่วนใหญ่ที่ผมเล่นมาสิบกว่าปี เป็นเพลงแบบที่เรียกกันว่า "เพื่อชีวิต" ซึ่งโดยเนื้อหาแล้ว ถ้าไม่ตั้งความหวังต่อบางสิ่ง ก็ต้องด่าอะไรสักอย่าง แต่ "เหตุการณ์ 19 กันยายน" (รวมทั้งช่อดอกไม้และเสียงโห่ร้องขานรับการรัฐประหาร) ทำให้ผมไม่รู้จะหวังกับอะไร และไม่รู้จะด่าใครก่อนดี ทั้งนี้ ยังไม่นับความรู้สึกเมื่อบังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่า ผู้ประพันธ์เพลงที่ผมชื่นชอบบางท่านเพิ่งไปปรากฏตัวอยู่บนเวทีใด กู่เพรียกเรียกร้องจะเอาอะไร)

สิ่งที่คนขี้ขลาด อ่อนศีลธรรม และยากไร้เครดิตทางสังคมอย่างผมทำไปตอนนั้น จึงมีแค่เมาแล้วก็ร้องไห้ไปวันๆ


"..โกรธ - เสียใจ – เมา – ร้องไห้ - โกรธ - เสียใจ – เมา – ร้องไห้…"
ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวังวนที่ไร้สติพอๆ กับ
"…รัฐประหาร – ร่างรัฐธรรมนูญ - เลือกตั้ง – รัฐประหาร…"


กระทั่งทราบข่าวการเสียชีวิตของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ผมจึงได้สติขึ้นมา…
ผมโกรธยิ่งกว่าครั้งแรก แม้ยังไม่รู้จะหวังอะไร แต่ก็รู้แล้วว่าควรด่าใครก่อน - "ตัวผมเอง"

ผม ไม่รู้จริงๆ ว่า ถ้าตอนนั้น(ก่อนที่คุณลุงจะฆ่าตัวตายครั้งที่สอง)หลายๆ คน หลายๆ กลุ่ม ที่ "ไม่เห็นด้วย" กับการรัฐประหาร ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้งตัวผมเองด้วย ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ลุกขึ้นมาพูด – เขียน – ตะโกนในที่แจ้งอย่างที่ตัวเองคิดและเชื่อ โดยไม่ต้องยี่หระว่าใครจะชี้หน้าเราว่าอะไร เป็นพวก "มีเบื้องหลัง", เป็น "คลื่นใต้น้ำ", เป็น "ม็อบรับจ้าง" หรือเป็นพวก "วิกลจริต" คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ จะเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตายหรือเปล่า

ผมรู้แต่ว่า ผมรู้สึกผิดและโกรธแค้นตัวเองมาก ที่เอาแต่ประท้วงรัฐประหารด้วยการนั่งด่าทีวี, บริภาษทางโทรศัพท์และ MSN กับเพื่อนไม่กี่คน ประกอบการเมาไปวันๆ อยู่ที่บ้านตัวเอง

เพราะถ้าหาก "ความเงียบ" หลังการรัฐประหาร เป็นส่วนหนึ่งที่ฆ่าคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งใน "ความเงียบ" นั้น

…สวัสดีปีใหม่ครับ

(ธันวาคม 2549)
--

Friday, September 18, 2009

ปีกซ้ายพฤษภาฯ : ประชาชนไทย : สรุปบทเรียน ในวาระ 3 ปีหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49

ปีกซ้ายพฤษภาฯ : ประชาชนไทย : สรุปบทเรียน ในวาระ 3 ปีหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49

Fri, 2009-09-18 08:20

กิติภูมิ จุฑาสมิต


I. ทบทวนประวัติศาสตร์

ก่อน 2475
ก่อน พ.ศ.2475 แผ่นดินสยามอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันมีลักษณะเฉพาะพิเศษที่เรียกขานกันว่า ศักดินา

อำนาจ ทั้งหมดมิได้รวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ แต่ทว่าผูกขาดรวมศูนย์แบ่งปันกันในกลุ่ม เจ้า นาย/ขุนนางอำมาตย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเพียง สัญลักษณ์ ซึ่งสามารถถูกถอดถอน บีบบังคับ ครอบงำ หรือแม้กระทั่งถูกปลงพระชนม์ได้เสมอ หากขัดต่อประโยชน์เชิงอำนาจ/บารมีกับกลุ่ม เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์ (ท่านสามารถศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้จาก พงศาวดารไทยฉบับมาตรฐานทุกๆ ฉบับ หรือชมภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ก็ได้)

ลักษณะสำคัญที่ระบบเผด็จการ ศักดินา ขูดรีดแรงงาน และทรัพย์สินจากประชาชนไทย ก็โดยการ กด ประชาชนลงไปเป็น ไพร่
ไพร่ ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ, ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต, ไม่มีสิทธิแม้แต่ในชีวิตของตนเอง หรือ ของสมาชิกในครอบครัว โดย เจ้านาย อ้างความเป็น เจ้าชีวิต เหนือ ไพร่ ทุกคน

จริงอยู่ที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ได้ทรงประกาศเลิกทาสในรัชสมัยของพระองค์ แต่นั่นมิได้หมายความว่า ประชาชนสยามจะมีสภาพกลายเป็น เสรีชน ไปกับการเลิกทาสนั้น เพราะแม้ไม่มีทาส แต่ประชาชนสยามก็ยังคงสถานะ ไพร่ ที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพแต่อย่างใด อำนาจและความมั่งคั่งยังคงถูกผูกขาดอยู่ในกลุ่มเผด็จการ เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์ เช่นเดิม

กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้ทำให้สังคมสยามเห็นความอ่อนด้อย ไร้ประสิทธิภาพ และเหลวแหลก ไร้ศีลธรรมของกลุ่มเผด็จการ เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์ ในสมัย รัชกาลที่ 6 และ 7 จนนำไปสู่การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

2475
การอ ภิวัฒน์ 2475 มักถูกบิดเบือนโดยเผด็จการไทยสมัยใหม่ (และนักวิชาการไทยที่ถนัดในการบิดเบือนหลักวิชาการ เพื่อรับใช้ผู้กุมอำนาจ) ว่า เป็นการ ชิงสุกก่อนห่าม บ้าง, ทำไปโดยไม่ดูความพร้อมของประชาชนไทย บ้าง, เป็นการตัดตีนให้เข้ากับเกือก บ้าง, ตามก้นฝรั่ง/คลั่งตะวันตก บ้าง

ข้ออ้างเพื่อการบิดเบือนเหล่า นี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพียงประการเดียวคือ เพื่อทำลายอุดมการณ์และหลักการของการอภิวัฒน์ 2475 ให้สิ้นไปจากสังคมไทย

อุดมการณ์และหลักการของการอภิวัฒน์ 2475 ที่เหล่าเผด็จการต้องการทำลาย ก็คือ
1) อำนาจอธิปไตย เป้นของประชาชนไทย
2) เลิก ไพร่ , เกิด เสรีชน
3) ความเท่าเทียมกันในสิทธิเสียงของคนไทยทุกคน
4) การกำหนดให้รัฐต้องรับใช้และตอบสนองความต้องการของประชาชน
5) การสร้างเสริมศักยภาพของประชาชนทุกชนชั้น
6) การกระจายทรัพยากรที่กลุ่มเผด็จการ เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์ ขูดรีดจากประชาชน ให้กลับไปบำรุงความสุขสมบูรณ์ของประชาชน

หลัง 2475
หลัง การอภิวัฒน์ 2475 กลุ่ม เผด็จการ เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์ ได้ผนึกกำลังรวมกลุ่มกับกลุ่มเผด็จการทหาร และระบบราชการ ทำลายระบอบประชาธิปไตย และอุดมการณ์หลักการของการอภิวัฒน์ 2475 ทีละน้อยๆ จนกลายรูปเป็นระบอบ เผด็จการแบบไทย (หรือจะเรียกให้ฟังดูดีว่า ประชาธิปไตยแบบไทย ก็ได้)

ระบอบ เผด็จ การแบบไทย มีระดับความเข้มข้นแตกต่างกันไปหลายระดับ ตั้งแต่เป็นเผด็จการทหารเต็มรูป (เช่น ยุคสฤษฏ์) เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเผด็จการครึ่งใบ (เช่น ยุคเปรม) เป็นเผด็จการอำพราง (เช่น ยุคอภิสิทธิ์)

14 ต.ค. 2516 – 6 ต.ค. 2519
เหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 เป็นผลโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างระบอบเผด็จการทหาร กับความต้องการสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผนึกกับความต้องการส่วนแบ่งในอำนาจ ของชนชั้นนายทุน และชนชั้นกลาง

ในขณะที่การต่อสู้กำลังแหลมคม และมีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในระดับลึกถึงโครงสร้าง ผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแท้จริง ก็คือ กลุ่ม เจ้า นาย/ขุนนางอำมาตย์/ทหาร/ระบบราชการ (เพื่อความสะดวก ขออนุญาตใช้คำย่อ จขอทร. แทน เจ้านาย/ขุนนางอำมาตย์/ทหาร/ระบบราชการ) ก็เลือกที่จะโยนบาปทั้งหมดให้กับเผด็จการทหารกลุ่ม ถนอม-ณรงค์-ประภาส เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ และสร้าง ชัยชนะลวง ให้กับประชาชน

ผล จากสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพ และผลจากการเปิดโปงการกดขี่ข่มเหงของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ทำให้ประชาชนเรียกร้องและต่อสู้ภายใต้อุดมการณ์ สังคมนิยม และนั่นทำให้กลุ่มเผด็จการ จขอทร. จำต้องใช้มาตรการเด็ดขาด โดยการปราบปรามอย่างโหดเ*****้ยมรุนแรงในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ระบอบเปรมาธิปไตย (ประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือ เผด็จการครึ่งใบ)
ความพยายามที่จะย้อนเอาประเทศไทยกลับไปสู่ยุคก่อน 14 ต.ค.ของคณะปฏิรูปการปกครองแห่งประเทศไทย มีอันต้องล้มเหลว

กลุ่ม เผด็จการ จขอทร. จึงได้สถาปนาระบอบเปรมาธิปไตยขึ้น โดยยอมให้มีการเลือกตั้ง ยอมให้มีรัฐบาลผสม แต่ไม่ยอมให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ทุกนโยบาย ทุกโครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้กุมอำนาจรัฐตัวจริงเสมอ นั่นก็คือ กลุ่มเผด็จการ จขอทร.

รวมไปถึงการมีนายกฯที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. โดยตรงอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ยุคสมัยนี้ ถือเป็นยุครุ่งเรือง และเป็นยุคแห่งอุดมคติของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. โดยแท้ ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1) อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ในกำมือของกลุ่มเผด็จการ จขอทร.
2) รัฐบาล และนักการเมือง เป็นหนังหน้าไฟ หรือกันชนให้ เวลามีข้อขัดแย้งกับประชาชน หรือ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
3) ด้วยความจำกัดของระบบข้อมูลข่าวสารในหมู่ประชาชน ทำให้กลุ่มเผด็จการ จขอทร. สร้างภาพความศักดิ์สิทธิ์/คุณธรรมมาครอบงำสังคมได้อย่างเต็มที่ ยิ่งมีภาพความอำมหิตของเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 และมีการเพิ่มโทษกฎหมายอาญา ม.112 ให้รุนแรงขึ้น สร้างความหวาดกลัว จนไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
4) ผลของการให้ความยอมรับกับกลุ่มปัญญาชนที่เคยมีบทบาทในยุค 14 ต.ค. สื่อมวลชน และ NGO ทำให้กลุ่มเผด็จการ จขอทร. ได้คนกลุ่มนี้มาเป็นสมุนรับใช้ และสะสมมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายมาเป็นกำลัง สำคัญของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. จนถึงทุกวันนี้

พฤษภาคม 2535
หลัง จากเปรม ถูกขับไล่ และไม่สามารถที่จะขึ้นเป็นนายกฯได้อีก จนนำไปสู่การนำรัฐบาลโดย น้า ชาติ พล อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แม้แผ่นดินไทยจะมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่อำนาจของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ก็ยังคงเป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐตัวจริงอยู่ดี

เมื่อ น้า ชาติ เริ่มล้ำเส้น เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ปฏิรูประบบราชการ การพยายามกำจัดอิทธิพลทางการเมืองของทหาร ฯลฯ

ความนิยมที่ประชาชนมี ต่อน้าชาติเริ่มสูงมากขึ้น สร้างความหวาดผวาให้กับกลุ่มเผด็จการ จขอทร. จนนำไปสู่การรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในเดือน ก.พ. 2534 โดยมีจุดหมายสำคัญ คือการนำระบอบเปรมาธิปไตยอันเป็นสังคมในอุดมคติของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. กลับคืนมา

แต่แล้วในเดือน พ.ค.2535 รสช.ก็ต้องถูกต่อต้านจากกระแสประชาธิปไตย ประกอบกับเกิดการแย่งชิงอำนาจกันในกลุ่มเผด็จการ จขอทร. กันเอง ทำให้กลุ่ม รสช.ต้องลงจากอำนาจ และแน่นอนว่า ในช่วงที่ประชาชนกำลังต่อสู้อย่างแข็งขัน ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย 14 ต.ค.2516 อีกครั้ง เมื่อภาพ ชัยชนะลวง ของประชาชนได้เกิดขึ้นอีกครั้ง

แม้ดูเหมือนว่า หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ฝ่ายประชาชนจะไม่ได้รับชัยชนะใดๆ อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ความจริงแล้ว ยังมีสิ่งที่มีค่ามหาศาลที่ได้มา ก็คือ รัฐธรรมนูญ 2540

ก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2540 จะมีผลบังคับใช้นั้น ประเทศไทยยังคงอยู่ภายใต้ระบอบ เปรมาธิปไตย แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 มีผลใช้บังคับ ระบอบ เปรมาธิปไตย ก็ค่อยๆ หมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ


II. ระบอบทักษิณ ???

ระบอบทักษิณมีอยู่จริง!!! แต่ถ้อยคำที่พยายามสร้างภาพให้ระบอบนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล เป็นเรื่องลวง!!!

ระบอบทักษิณ ที่ถูกต้องควรถูกเรียกว่า ระบอบรัฐธรรมนูณ 2540 !!!

ลักษณะ พิเศษของระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองไทยอย่างกว้าง ขวางและสั่นคลอนไปถึงราก นั่นคือ

1) การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้ผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนของราษฎรจริงๆ
2) การเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วนทำให้ประชาชนสามารถ เลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง!!! ประชาชนสามารถเลือกพรรคที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้โดยตรง!!!
พูดแบบตรงไปตรงมา การเลือกตั้งระบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือ ระบบกึ่งประธานาธิบดีนั่นเอง !!!
3) การเลือกตั้งวุฒิสภา ทำให้วุฒิสภาที่เคยมีที่มาจากการแต่งตั้งของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ต้องหมดอำนาจในสภาไป
4) ร่วม กับการกำหนดให้รัฐบาลมีสถานะที่เข้มแข็ง (แต่ก็ถูกตรวจสอบได้ทั้งจากรัฐสภา องค์กรอิสระ และประชาชน) ทำให้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งด้านการนำ เสนอนโยบาย และต้องนำมาปฏิบัติให้ได้ผลอย่างจริงจังด้วยจึงจะขึ้นสู่อำนาจได้ นั่นก็หมายความว่า ด้วยข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้ผลประโยชน์ที่เคยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ต้องถูกกระจายลงไปสู่ประชาชนโดยตรง!!!

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไทยที่ ประชาชนไทยมีสิทธิเลือกรัฐบาลของตนเอง และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลต้องตอบสนองความด้องการของประชาชนอย่างจริงจัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ประชาชนไทยก้าวออกจากการเป็น ไพร่ มาสู่การเป็น เสรีชน เต็มตัว !!!

รัฐ ธรรมนูญ 2540 สร้างความตระหนก ไม่เพียงแต่กับกลุ่มเผด็จการ จขอทร. แต่ยังสร้างความตระหนกอย่างรุนแรงให้กับชนชั้นกลางทั่วไปด้วย เพราะอยู่ๆ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ทำให้ชนชั้นล่างที่ ถูกเชื่อกันว่า โง่ ขาดการศึกษา [ที่จริง การศึกษาภาคบังคับที่ขยายจำนวนปีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความแตกต่างทางการศึกษาของคนไทยลดลงเรื่อยๆ ยิ่งการศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย ยังเน้นการท่องจำ และยังเป็นระบบ อาจารย์เป็นใหญ่ ก็ยิ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างผู้จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย กับผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก แทบไม่มี] กลายมาเป็นเสรีชนที่มีคุณภาพ และ กลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการกระจายทรัพยากรของรัฐที่เคยเป็นของชนชั้น กลาง

ทำให้กลุ่มเผด็จการ จขอทร. ได้แนวร่วมจากชนชั้นกลางผนึกเข้าไปอีกกลุ่ม

วาทกรรม ระบอบทักษิณ จึงเป็นวาทกรรมลวงโลก ความจริงก็คือ ความต้องการปฏิเสธ ระบบกึ่งประธานาธิบดีของระบอบรัฐธรรมนูณ 2540 !!!

ความ เกลียดชัง ทักษิณ คือการอำพรางความเกลียดกลัวต่อ เสรีชน จำนวนมหาศาลในประเทศไทยที่กลุ่มเผด็จการ จขอทร. และ ชนชั้นกลาง ต้องการให้เป็น ไพร ตลอดไป!!!

ว่ากันว่า ถึง ทักษิณ ตาย ก็ยังมี ระบอบทักษิณ และ ถึงสิ้น ระบอบทักษิณ ก็ยังมี วัฒนธรรมคนแบบทักษิณ อีก !!!

ดัง นั้น เราจะเห็นได้ว่า ศัตรูตัวจริงของกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ไม่ใช่ ‘ทักษิณ’ แต่เป็น เสรีชนที่ก้าวพ้นความเป็น ไพร่มาต่างหาก!!!

การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับกลุ่มเผด็จการ จขอทร. หลังจากลองมาหลายวิธี ไม่ว่าจะให้ยุบสภา คาร์บอมบ์ ใช้การสร้างสถานการณ์ต่างๆ นานา แต่ก็ไม่สามารถทำให้ เสรีชน กลับไปเป็น ไพร่ ได้อีก

มีแต่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 และ ทำลายหลักการ 4 ข้อของรัฐธรรมนูญ 2540 (1 เขต 1 คน ระบบสัดส่วน เลือกตั้งวุฒิสมาชิก รัฐบาลเข้มแข็ง) เท่านั้น จึงจะทำให้ เสรีชนกลับเป็น ไพร่ ดังเดิมได้!!!

และ วิธีเดียวที่จะทำให้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ ก็คือ การรัฐประหาร !!!

เป้าหมายสูงสุดของการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 จึงมิใช่ทักษิณ (และไม่ใช่เหตุผล 4 ข้อที่เอามาอ้าง) แต่เป็น
1) เปลี่ยน เสรีชนให้กลายเป็น ไพร่ ดังเดิม
2) ดึงเอาทรัพยากร อำนาจ และบารมีของ เสรีชนกลับมาสู่กลุ่มเผด็จการ จขอทร. และแบ่งเศษกากเดนให้ ‘ชนชั้นกลาง’

การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แทบจะเรียกได้ว่า เป็นการย้อนรอยเลียนแบบการรัฐประหาร 6 ต.ค.2519 !!!

นั่น คือ ก่อนการรัฐประหาร มีการระดมปูพื้นสร้างความชอบธรรมโดยนักวิชาการปัญญาชน (แบบเดียวกับกลุ่มนวพล) ใช้สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวจริงปนเท็จ (แบบเดียวกับ นสพ.ดาวสยาม ชมรมวิทยุเสรี และ สถานีโทรทัศน์ของรัฐ) ใช้มวลชนชนชั้นกลาง (แบบเดียวกับลูกเสือชาวบ้าน) ใช้อันธพาลการเมืองจัดตั้ง (แบบเดียวกับ กระทิงแดง) ชี้นำด้วยอุดมการณ์เปล่ากลวง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (เหมือนกันอีก)

ต่างกันเพียง การรัฐประหารครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้อง เข่นฆ่ากันอย่างทารุณแบบ 6 ต.ค.2519 เท่านั้น (นั่นหมายความว่า ถ้าจำเป็นก็ทำแน่)


III. เราสูญเสียอะไรไปกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ?

1) สิ่งสำคัญที่สุดที่เราสูญเสียไป ก็คือ ความเป็นเสรีชน สิทธิ เสรีภาพในการออกสิทธิเสียงโดยการเลือกตั้งได้ถูกปล้นไปโดยการรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนถล่มทลายถูกทำลายไปในชั่วพริบตา พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถูกยุบ โดยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกทำลาย พร้อมๆ กับการใช้ ป.อ. มาตรา 112 เป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่กล้าพูดความจริง

2) เราสูญเสีย ระบอบประชาธิปไตยไป อย่างไม่มีวันกลับ ตราบเท่าที่ผู้ทำการรัฐประหาร (และผู้อยู่เบื้องหลัง) ยังคงลอยนวล ไม่ต้องรับผิดใดๆ และผู้เสียหายจากการรัฐประหารยังไม่ได้รับการชดเชย และตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญ 2540 ยังไม่กลับมา

จริงอยู่ แม้ปัจจุบันเราจะมีรัฐสภา มีพรรคการเมือง มีนายกฯที่ผ่านการเลือกตั้งมา ฯลฯ แต่ทว่า นั่นเป็นเพียงแค่หน้ากาก หรือเสื้อคลุมที่อำพรางกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ที่เป็นผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแท้จริงไว้เท่านั้น

3) ประเทศไทยต้อง สูญเสียโอกาส ทั้ง ทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ รัฐบาลที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง หากมาจากการแต่งตั้ง หรือได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ทั้งยังปราศจากความสามารถและประสิทธิภาพในการต่อสู้กับสภาวะวิกฤติทาง เศรษฐกิจในระดับโลกได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้โอ่ประโคมยกหางตนเองว่า เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต และมีฝีมือในระบบราชการ (ซึ่งก็คือ การทำงานเอาใจเจ้านายขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้ตำแหน่งสูงๆ ในกระทรวง โดยไม่ต้องมีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแต่อย่างใด)

ผลก็คือ ประเทศก้าวถอยหลังทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจถดถอย หนี้สินเพิ่มพูน โรงงานปิดตัว คนตกงานมากมาย ฯลฯ

4) ระบบกฎหมาย นิติธรรม นิติรัฐ ถูกทำลายจนย่อยยับด้วยระบบตุลาการภิวัฒน์ อันเป็นความอัปยศ และความชั่วร้ายที่ฝังรากลึกลงในกระบวนการยุติธรรมไทยไปเสียแล้ว ทำให้อำนาจตุลาการยอมหมอบราบคาบแก้วต่อกฎหมายที่มิได้มีที่มาจากประชาชน แต่มาจากปืนและรถถัง

ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอาจารย์ทาง นิติศาสตร์ที่คอยเสนอความเห็นที่วิปลาสจากหลักกฎหมาย และอ้างตนเป็นพหูสูต แสดงความเห็นหน้าจอโทรทัศน์ได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องมีข้อมูลรอบด้านแต่อย่าง ใด

5) เราสูญเสีย สื่อของประชาชน ไป เหลือเพียงกลุ่มธุรกิจสื่อสารมวลชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักวิชาชีพหรือจรรยาใดๆ เพียงมุ่งหวังผลประโยชน์ทาง ธุรกิจ และสร้างอิทธิพลทางการเมืองให้กลุ่มและพวกพ้องของตนเองเท่านั้น

6) อุดมการณ์ที่ดีงามกำลังหาย ไปจากสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์รับใช้ประชาชน อุดมการณ์ความเสมอภาค อุดมการณ์เสรีภาพ อุดมการณ์มนุษย์นิยม อุดมการณ์สันติภาพ อุดมการณ์เสรีนิยม อุดมการณ์สังคมนิยม อุดมการณ์สันติวิธี อุดมการณ์ธรรมราชา อุดมการณ์ความเป็นธรรม ฯลฯ ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมที่คับแคบกระหายสงคราม อุดมการณ์ศาสนาแบบงมงาย อุดมการณ์เทวราชาที่หลอกลวง อุดมการณ์เหยียดไพร่ใฝ่เจ้า อุดมการณ์อำนาจนิยม อุดมการณ์อุปถัมภ์ยึดพวกพ้อง อุดมการณ์ยึดเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ อุดมการณ์เผด็จการ อุดมการณ์ความมั่นคง ฯลฯ

7) เราสูญเสีย ความเป็นไทย ไป จากการสมาทานอุดมการณ์เลวร้าย ทำให้อวิชชาบังตา จนเห็นพี่น้องประชาชนที่ยากไร้เป็นศัตรู เป็นคนโง่ เป็นคนชั่ว เป็นสัตว์นรก เป็นไข่แม้ว เป็นพวก นปก. เป็นพวกเสื้อแดง เป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ (ถึงขั้นที่ว่า ฆ่าตีพวก นปก.ไม่บาป หรือแพทย์ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยเสื้อแดง หรือ ตำรวจ ฯลฯ) ตราบเท่าที่อุดมการณ์สามานย์เหล่านี้ยังธำรงอยู่ ความสมานฉันท์ย่อมไม่เกิดและความเป็นไทยย่อมสูญหายไปชั่วนิรันดร์

8) ประชาชนต้องสูญเสียสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้ง ในอุดมการณ์ธรรมราชา และในอุดมการณ์ประชาธิปไตย สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นร่มพระบรมโพธิสมภารที่ประชาชนสามารถใกล้ชิด เข้าหา และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ทั้งยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์ แนะนำ ปรับปรุงได้ด้วย แต่ภายใต้อุดมการณ์เผด็จการ สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ถูกผูกขาดและหวงแหนไว้โดยกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้รักชาติ และจงรักภักดีอย่างแท้จริง กลับถูกขับไล่ออกจากร่มเงาของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผู้เผด็จการใช้ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้ออ้างในการกระทำชั่วทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การทำลายศัตรูทางการเมือง การกดขี่ประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร การปิดปากประชาชนที่รักเสรีภาพ การเข่นฆ่าประชาชน การยึดสถานที่ราชการและสนามบิน การพูดปดมดเท็จใส่ร้ายใส่ความ การทำลายความยุติธรรม ฯลฯ กลุ่มเผด็จการ จขอทร. สามารถท่องคาถา ปกป้องสถาบัน แล้วก็กระทำการชั่วร้ายใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องรับโทษ

หากเปรียบสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นร่ม ไม้อันร่มเย็นกว้างใหญ่ไพศาล ที่ประชาชนสามารถพื่งพิงพักอาศัย กันแดด กันฝน กันลมพายุ (ตามอุดมการณ์ธรรมราชา) กลุ่มเผด็จการ จขอทร. ก็เปรียบเสมือน อสรพิษร้ายและกาฝาก ที่ไม่เพียงแต่จะขับไล่ประชาชนส่วนใหญ่ออกไปจากร่มไม้นี้ หากยังริดกิ่งรานใบกัดกร่อนลำต้น และเซาะทำลายไปจนถึงรากแก้วนั่นเอง

หาก ยังปล่อยให้กลุ่มเผด็จการ จขอทร. เบียดบังทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป อนาคตของประเทศไทย และประชาชนไทยจะเป็นอย่างไร ท่านก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก !!!


IV. บทสรุป และ เราจะก้าวไปอย่างไรต่อ?
การ ต่อสู้กับกลุ่มเผด็จการ จขอทร. ที่ยึดครองอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่อาจจะเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น มีแต่จะต้องค่อยๆ สะสมชัยชนะเท่านั้นจึงจะทำได้

จึงมีข้อเสนอ ดังนี้

1) ต้องไม่หลงประเด็นว่า ศัตรูของพวกเราเป็นใคร เพราะศัตรูไม่ใช่ตัวบุคคล ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่คุณสนธิ และไม่ใช่คุณเปรม แต่เป็นกลุ่มเผด็จการ จขอทร.

2) ต้องไม่หลงประเด็น วางเป้าหมาย สูงสุด เพียงแค่การช่วยคุณทักษิณเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดของเราต้องวางไว้ที่การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ปลดปล่อย ไพร่ ให้กลายเป็น เสรีชน

3) การช่วยให้คุณทักษิณได้รับความเป็นธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ และสำคัญมากในเชิง สัญลักษณ์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไปกับการเรียกร้องประชาธิปไตย

4) รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่สำคัญและมีผลในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศได้จริงๆ ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญ 2540 สามารถทำให้ ไพร่ กลายเป็น เสรีชนได้จริงๆ ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ก็สามารถทำให้ เสรีชนกลับลงไปเป็น ไพร่ ได้อีก

ผมยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมนั้น มีอยู่จริง แต่การที่นักวิชาการบางสำนักเอาแต่พล่ามเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม โดยดูเบาบทบาทของ รัฐธรรมนูญตัวจริง ทำให้สังคมตกลงไปในหล่มทางความคิดที่ไม่มีทางออก

5) พวกเราบางท่าน ฝัน ไปถึงเป้าหมายที่สูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็น รัฐสวัสดิการ เลือกนายกฯโดยตรง ไปจนสุดขั้วถึงขั้น สาธารณรัฐ

ไม่ ว่าท่านจะฝันไปไกลขนาดไหน อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีประชาธิปไตย แบบรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไปสู่ฝันของท่านโดยหนทางแห่งความสงบสันติ

6) หนทางไปสู่จุดหมายไม่ได้มีทางเดียว ควรเลือกทางที่มีโอกาสสูญเสียน้อยที่สุด

7) ชัยชนะ ไม่ได้เกิดจากการยึดพื้นที่ หรือยึดอำนาจมาใช้ แต่ได้มาจากการยึดกุมหัวใจและความคิดของประชาชนส่วนใหญ่

8) ต้องสะสมชัยชนะระยะยาว ไม่หวังความสะใจระยะสั้น และไม่ใช้ทางลัด (เช่น การรัฐประหาร การก่อวินาศกรรม ฯลฯ)

9) เนื่องจากเราไม่อาจพึ่งสื่อกระแสหลักได้ จึงต้องเร่งสร้างสื่อให้ครบทุกด้าน เข้าถึงทุกกลุ่ม

10) ไม่ก้าวตามพันธมิตร นั่นคือ ไม่ใช้ความเท็จ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้ความงมงาย ไม่แอบอิงเผด็จการ ไม่ดูถูกประชาชน ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร ไม่กระหายอำนาจ ไม่เป็นสุนัขรับใช้ให้ศัตรูของประชาชน

11) สร้างบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในเชิงปฏิเสธ และในเชิงสร้างสรรค์ (ที่ผ่านมา มักเน้นกันแต่ในเชิงปฏิเสธ)

12) หากคิดจะต่อสู้ด้วยสันติวิธีกันอย่างจริงใจ (ไม่ใช่แบบพันธมิตรที่ปากคาบสันติวิธี แต่การกระทำกลับป่าเถื่อนอำมหิต) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกฝน มีการสมมติสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือ มีการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบกันอย่างเคร่งครัด ฯลฯ

13) รำลึกไว้เสมอว่า การต่อสู้ย่อมมีทั้งแพ้และชนะ วาทกรรมที่ว่า ในท้ายที่สุด ชัยชนะย่อมเป็นของประชาชนเสมอ หรือ ธรรมะย่อมชนะอธรรมในตอนจบ หรือ ประวัติศาสตร์จะตัดสินอย่างเที่ยงธรรม วาทกรรมเหล่านี้ เป็นเพียงการปลอบใจตนเอง หรืออาจถึงขั้นเป็นการหลอกตัวเองก็ได้

ท้ายที่สุด เราอาจจะชนะ และเราอาจจะแพ้
แต่ถ้าหากเราแพ้ ก็ขออย่าให้เป็นการ ยอมแพ้ เท่านั้น มันก็น่าพอใจแล้ว !!!

http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25864

สรุป...

ถ้าจะแพ้ ก็จงอย่าแพ้ เพราะการ "ยอมแพ้" หรือ "ยอมจำนน"

หรือเพราะ "ผู้นำ" หรือ "แกนนำ" ของเรา "คนใดคนหนึ่ง"

"กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง" ทรยศต่อเรา ด้วยการยอมแพ้

Fwd: มารค์..กษิต..หมูลิ้ม..และอีกร้อยกว่าชีวิต...มาที่นิวยอร์ค



มารค์..กษิต..หมูลิ้ม..และอีกร้อยกว่าชีวิต…มาที่นิวยอร์ค…..ที่แปลกก็คือ….



โพสต์โดย : akausa
ID # 838274 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 08:32:21

หมูลิ้มจะมาทำไม (มีรายการทัวร์ปราศัย) แล้วมาได้ยังไง มีคดีติดหลังเยอะแยะ

และก็ได้ข่าวว่าถูกระงับการเดินทางออกนอกประเทศไม่ใช่หรือ

มาร์คจะนำอีกร้อยกว่าชีวิตร่วมเดินทางมาด้วย ก็แปลกอีกว่ามาทำไมกันตั้งเยอะแยะ

ถ้าค่าใช้จ่ายทุกอย่างตกเป็นของภาครัฐ ก็นับว่าเป็นการผลาญภาษีของประชาชนโดยใช่เหตุ

ได้ข่าวอีกว่า มาร์คจะปราศัยกับกลุ่มคนไทยที่โรงแรม Helmsley Park Lane Newyork

(ไปดูหน้าตาของโรงแรมว่าอยู่ที่ไหนได้ตามลิงค์นี้ http://newyorkhelmsley-px.trvlclick.com/ )

ในวันที่ 22 เวลา 18.00 น. มิน่าถึงขนคน(หน้าม้า) มาฟังจากเมืองไทยเยอะแยะ

ขอพวกเราชาวเสื้อแดงในนิวยอร์ค ช่วยกันไปประจานมันให้ได้นะครับ

ข่าวบอกอีกว่าพวกหมอในนิวยอร์คเป็นพวกที่นิยมศักดินาเยอะ อันนี้ผมก็ว่ามันไม่แปลก

ธรรมดาพวกนี้เขาจะถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูง ชั้นปัญญาชนอยู่แล้ว เรื่องจะมาทำตัวระดับรากหญ้า…อย่าหวัง

ผมรู้…ว่าสมาชิกประชาไทยส่วนมากต่างก็มีธุระกิจ มีความรู้ มีอันจะกินไม่เดือดร้อนอะไรกันทั้งนั้น

แต่ที่เข้ามาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะพวกเราเกลียดการถือชนชั้น และส่วนมากมีใจเป็นธรรมกับสังคม

ไม่อยากเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การโกงกินบ้านเมืองจากขุนทหารและนักการเมืองชั่วที่ฉวยโอกาส

ครับก็บ่นไปตามประสาอีกแหละ…..จริงๆแล้วก็อยากจะรู้ว่า หมูลิ้มมันจะมานิวยอร์คทำไม มาได้ยังไง

ใครที่พอจะรู้ข่าวนี้ก็มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ อยากจะรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ถ้ามันมาที่แอลเอแล้ว….ผมว่ามันจะต้องเจอดีแน่ๆ….คนอย่างหมูลิ้มสันดานมันเลวจริงๆ

ก็ไม่ทราบว่าคนไปเชื่อถือมันได้ยังไง สาเหตุที่บ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุ

แล้วก็จริงหรือเปล่า..วันที่มันถูกยิงนั้น..ถ้าไม่มีคุณหญิงอะไรอยู่ในรถมันนั่น..มันโดนยิงพรุนไปแล้ว

ข่าวเล่ามาอย่างนี้ ผมก็เอามาขยายต่อว่ามันเท็จจริงแค่ไหน….ผมก็ไม่เชื่ออะไรง่ายๆหรอกครับ

รายการทัวร์ปราศัยของหมูลิ้ม :

***พบปะ สนธิ ลิ้มทองกุล
September 17 2009
เวลา 6.00pm-10.00pm
สถานที่ Sea Restaurant 835 Washington St New York City Tel (212)243-3339
Subway สาย E,A ,C ลง 14 St 8Avenue
แล้วเดินหนึ่งถนนครึ่งหา Washington Street

***ขอเชิญพี่น้องพันธมิตรนิวอิงแลนด์ พบกับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นครั้งแรก ณ นครบอสตัน

วัน-เวลา : วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2552 เวลา 18.00 น. - 22.00 น.
สถานที่ : Holiday Inn BOSTON-BROOKLINE, ห้อง Whitney B

***ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวไทย
ร่วมต้อนรับแกนนำพันธมิตร
ฟรี ... ฟรี ... ฟรี !!! ไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู
ฟังการปราศรัย เปิดอก สภาวะการเมืองไทย
จาก…..สนธิ ลิ้มทองกุล

สถานที่จัดงาน
Georgetown University Hotel and Conference Center
3800 Reservoir Road, N.W.,
Washington, D.C. 20057
Direction Line (202)687-5452
ในวันที่ 19 กันยายน 2552 ระหว่างเวลา 12:30 - 16:00
ในงานมีบริการกาแฟเท่านั้น โปรดรับประทานอาหารมาล่วงหน้า
รายระเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ : คุณธัชพงษ์ (301) 642 -3788

โฆษณาการปราศัยพบปะชาวไทยของนายมารค์เชิญไปดูได้ที่นี่ :
http://www.thainewyork.com/download/Meet%20PM%20Abhisit%2022%20Sept%20(rev).pdf


โพสต์โดย : DDR
ID # 2088399 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 08:39:13

สงสัย มันมาตั้งป้อม ฮึดสุ้ ถ้ามีการปฎิวัติ


โพสต์โดย : Leesan
ID # 2088401 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 08:40:06

คนไทยในนิวยอร์ค ไปร่วมกันต้อนรับไอ่Markมันหน่อย
อย่าปล่อยให้มันลอยนวล
มันขนไป
เพราะกลัวปฏิวัติเอาไว้เป็นเกราะป้องกัน
ผลาญเงินภาษี ปชช
เอาไปเป็นหน้าหมา เอ้ยหน้าม้า


โพสต์โดย : mon Dieu
ID # 2088424 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 08:55:21

สวัสดีคุณ akausa

นรกลิ้ม โดนสอยมันเป็นคดี ชู้สาว
มันไปซ้ำรอยนายพล
เรื่องนี้กะลังหาข่าวอยู่เหมือนกัน
ว่านายพลทหาร หรือ นายพลตำรวจ


โพสต์โดย : blablabla
ID # 2088431 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 09:00:12

ขอให้พี่น้องเสื้อแดงเตรียมการต้อนรับ ขับสู้โดยพร้อมเพรียงกัน อย่าลืมแจ้งข่าวดี กลับมาเป็นระยะๆ ด้วยนะครับ


โพสต์โดย : bangpoo
ID # 2088443 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 09:04:37

ถึง แม้ศาลจะมีคำสั่งห้าม อ้าย ***** โกเด็กใช้แล้วเดินทางออกนอกประเทศ แล้วท่านคิดหรือครับ ว่า คำสั่งศาลก็คือ น้ำ.... ขององค์ศาลพระภูมิ ละครับ ในเมื่อ ผู้หนุนหลัง เป็นคนระดับไหน ใคร ๆ ก็รู้แต่ไ่ม่มีใครกล้าพูดเท่านั้นเอง ใครพูด ก็ต้องจำลาจาก ยอดยาหยี รวมทั้งลูกเต้า ไป ทัศนศึกษา ในสถานที่ ๆไม่มีใครอยากไป ก็แค่นั้นเอง เราว่าอย่ามาพูดถึงกันดีกว่า คำสั่งศาลพระภูมิจะ ศักดิ์สิทธิ์ ก็เฉพาะ กลุ่มคนเสื้อแดง และคนรากหญ้าเท่านั้นแหละครับ เพราะคนที่อ้างนี้ไม่มีแม้แต่ คนหนุนหลัง จะมีก็แต่ รัฐบาลที่มีหน้าที่ กระทืบ ให้จมธรณี เท่านั้นเอง ดังนั้นต้องจำยอมครับ เพราะมันคือ ประเทศ สารขัณฑ์ มิใช่ประเทศไทยนะครับ


โพสต์โดย : คิดให้ลึก
ID # 2088478 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 09:22:04

เมกาหนุนอำมาตย์ อำมาตย์หนุนลิ้ม จบข่าว


โพสต์โดย : akausa
ID # 2088484 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 09:26:46

ขอขอบคุณสำหรับทุกความเห็นครับ

คุณ mon Dieu ครับกรุณาเช็คเมล์ด้วย


โพสต์โดย : bahtdew
ID # 2088751 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 10:54:40

เจอในอเมริกาเมื่อไร
กูจะเอาขี้หมาขว้างหัว
ไม่มีใครเขาสนใจไปฟังห่าอะไรของมันหรอก
พวกปัญญาอ่อน จากประเทศด้อยพัฒนา
พากันมาอวด ความโง่
คุยกับเด็กขายแฮมเบอร์เกอร์ยังไม่รู้เรื่องเลย
กินเป็นแต่ขี้เหม็นๆ จากเมืองไทย
555555555555





โพสต์โดย : Leeds001
ID # 2089151 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 13:50:56 _ แจ้งลบข้อความ






จากคุณPopups okay



โพสต์โดย : akausa
icon
ID # 2089197 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 14:20:40 _ แจ้งลบข้อความ


สวัสดีครับคุณ Leeds001,

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างมากที่เอาโพสต์ของผมมาขยายต่อ

ปกติผมจะอ่านข่าวที่คุณหามาเป็นประจำ เพียงแต่ไม่ได้โพสต์ความเห็นอะไรเท่านั้น

ขอให้คุณยืนยงเป็นนักข่าวมือหนึ่งของประชาไทนะครับ





โพสต์โดย : Popups okay
FREEDOM_IS_NOT_FREE
ID # 2089254 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 14:54:07 _ แจ้งลบข้อความ






โพสต์โดย : ลุงอิ่นคำ
icon
ID # 2089266 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 15:00:22 _ แจ้งลบข้อความ


ขนไปทำใม ตั้ง 130 ฉิบหายเอ๊ยยย เปลืองงบ
แล้วหมุลิ้มทำใมออกตปท.ได้ล่ะ

เอ้า นปช.ยูเอสเอ ไปต้อนรับมันที เอาให้แดงเถือกหน้าโรงแรมเลยครับ



โพสต์โดย : Leeds001
ID # 2089291 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 15:18:00 _ แจ้งลบข้อความ


ทั้งข่าวคราว ทั้งภาพ ทั้งความคิดเห็นของเพื่อนร่วมรบคราวนี้มีความสำคัญยิ่ง คุณakausa คุณPopups okay และคุณลุงอิ่นคำ

เป็นพระคุณยิ่งแล้วครับ



โพสต์โดย : Leeds001
ID # 2089303 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 15:24:25 _ แจ้งลบข้อความ




วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2009
เสธ.แดงลั่นตัดคอเหอี้ย ปล่อยโจรก่อการร้ายพธม. หลุดโซ่คดียึดทำเนียบ-สนามบินไปป่วนพระวิหาร

โดย ทีมข่าวไทยอันิวส์
17 กันยายน 2552

เอา เข้าไปตอแหลแลนด์ อัยการแทงความเห็นพันธมิตรยึดทำเนียบ4เดือนไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนา ส่วนคดียึดสนามบินใกล้ครบ300วันยังต้วมเตี้ยม เปลี่ยนหัวหน้าชุดสืบสวนดองเค็มชุดใหม่ สุดเกรงใจจะขอออกหมายเรียกฯพณฯโจรก่อการร้ายรอบสอง หากไม่เสด็จมารายงานตัวโดยดีค่อยขอศาลออกหมายจับ สมุนโจรได้ใจเลยเหิมหนักยกพวกยึดอุทยานเขาวิหารเตรียมก่อสงครามกับเพื่อน บ้าน

หึหึ!ยึดทำเนียบ4เดือน อัยการแทงความเห็นไม่ผิดเพราะไม่เจตนา เสธ.แดงปรี๊ดแตกต้องตัดคอ

พล. ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุชุมชน 102.75 เมกะเฮิร์ตซ ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ 4 เดือน ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม-26 พฤศจิกายน 2551 ว่า อัยการได้พิจารณาตัดสินไม่มีฐานความผิดในการบุกรุกสถานที่ราชการ เนื่องจากกระทำไปโดยไม่ได้มีเจตนา แต่มีความผิดแค่กีดขวางการจรจรตามพ.ร.บ.จราจรทางบกเท่านั้น

ขณะเดียว กันพล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดงได้เขียนกระทู้ในเวบเสธ.แดงว่า ขอต้อนรับเหอี้ยตัวใหม่ในระบบอำมาตย์ที่สั่งไม่ฟ้องพันธมิตรยึดทำเนียบ วันที่กองทัพแดงยึดประเทศได้ ให้มันโดนตัดคอแบบนี้พร้อมศาลเหอี้ยกลางสนามหลวง

เกรงใจโจรยึดสนามบินต้วมเตี้ยมออกหมายเรียกรอบ2

ส่วน คดีพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตอนนี้ล่วงเลยมาเกือบ 300 วัน ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่พันธมิตรยกพวกมาม็อบขอให้เปลี่ยนข้อหา จนกระทั่งพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดีนี้ต้องพูดว่าพันธมิตรเป็น\"ผู้ก่อการดี\"นั้น เพิ่งจะมีข่าวคืบหน้าในวันนี้ โดยตำรวจยังปฏิบัติต่อพันธมิตรอย่างเกรงใจด้วยการจะออกหมายเรียกอีกครั้ง หนึ่ง

โดยในวันนี้ (17 ก.ย.) เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรปิดสนามบิน ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเป็นการประชุมครั้งแรกจากที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ท.สมยศ รับหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนแทน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 1 ชม.โดยหลังการประชุม พล.ต.ท.สมยศ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ในฐานะโฆษกของคดีเป็นผู้ให้สัมภาษณ์

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดคุย 2 เรื่อง เรื่องแรก เนื่องจากคดีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็น พล.ต.ท.สมยศ ซึ่งวันนี้ พล.ต.ท.สมยศ ได้เชิญพนักงานสอบสวนทั้ง 2 ส่วน คือ สภ.ราชาเทวะ และ นครบาล มาประชุม ให้รับทราบว่า ได้มีการเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวน และเรื่องที่สองเป็นการกำหนดวันส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้กับ พล.ต.ท.สมยศ ในวันที่ 25 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อตรวจสอบสำนวนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะมีการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งในความเห็นของพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่แล้ว เห็นว่าควรจะออกหมายเรียกอีกครั้งหนึ่งก่อน และถ้าหากมีการปฎิเสธที่จะมารับทราบข้อกล่าวตามหมายเรียกครั้งที่สองอีกนั้น ตามปกติแล้วข้อกล่าวหาซึ่งอัตราโทษในการกระทำความผิดในลักษณะนี้ ก็สามารถขออนุมัติศาลเพื่อขอหมายจับได้เลย

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนข้อกล่าวหานั้น ทางพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ให้ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาเดิม และในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ในที่ประชุม สำหรับสำนวนขณะนี้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไปแล้วกว่า 80-90%

“การ ทำงานของพนักงานสอบสวนนั้น ยังยึดแนวทางเดิม และ พล.ต.ท.สมยศ ก็ไม่ได้สั่งการใดๆ เป็นพิเศษ และตำรวจก็ยึดถือความเป็นกลางในการทำงานอย่างแน่นอนทั้งสองฝ่าย อยากให้เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนเป็นกลาง” พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าว

โจรได้ใจไม่มีใครเอาผิดได้ ยกพวกยึดอุทยานฯพระวิหารเตรียมก่อสงครามเพื่อนบ้าน

วัน เดียวกันกลุ่มการ์ดพันธมิตรประมาณ 20 คน ที่ได้เดินทางล่วงหน้า ยังคงปักหลักพักค้างคืนภายในอาคารชั้นเดียวของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยนำสิ่งของเครื่องใช้ และข้าวสารอาหารแห้งมาหุงหาอาหารรับประทาน และไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้าไปในที่พักแรม รวมทั้งขอตรวจค้นผู้ที่เข้าใกล้ที่พักแรม อ้างว่าเพื่อความปลอดภัย แม้ฝ่ายทหาร และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเข้าขอร้องให้ออกจากสถานที่ราชการ แต่ว่าการ์ดพันธมิตรปฏิเสธ อ้างว่าบริเวณดังกล่าวสร้างด้วยเงินภาษีประชาชน ทุกคนย่อมมีสิทธิเข้าไปอยู่อาศัยได้

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 9/17/2009 08:25:00 หลังเที่ยง




โพสต์โดย : Leeds001
ID # 2089315 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 15:28:52 _ แจ้งลบข้อความ


ในหลวงเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจพระวรกาย
โดย คุณแชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย
ที่มา สำนักข่าวรอยเตอร์
18 กันยายน 2552

กรุงเทพฯ – เมื่อวันอังคารนี้ สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช เสด็จฯมายังโรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัด

สำนักพระราชวังปฎิเส ธที่จะแจ้งว่า กษัตริย์พระชนมายุ ๘๑ พรรษา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก อันเป็นที่เคารพของประชาชนในประเทศ จะประทับแรมในโรงพยาบาลนานเท่าไร

เจ้า หน้าที่กล่าวกับรอยเตอร์ว่า “นี่เป็นเหตุการณ์ปกติ เป็นการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัด” พระองค์เสด็จมาถึงโรงพยาบาลประมาณ ๒๓.๐๐ น. พร้อมด้วยพระราชินีสิริกิติ์ และสมาชิกของราชวงศ์อีกหลายพระองค์"

เมื่อ เดือนมีนาคม กษัตริย์ทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัดเป็นเวลาหนึ่งวัน สำนักพระราชวังไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจ กล่าวแค่เพียงว่า เป็นการเข้ารับการตรวจส่วนพระองค์

เมื่อเดือนที่แล้ว กษัตริย์ภูมิพลทรงออกมาเรียกร้องให้มีความสามัคคี ในขณะที่ประเทศกำลังแตกแยกกันอย่างหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศล่มสลาย นานๆที ที่จะทรงแสดงความเห็นในวิกฤติการเมืองของประเทศในช่วงสี่ปีมานี้

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 9/18/2009 07:54:00 ก่อนเที่ยง




โพสต์โดย : Leeds001
ID # 2089419 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-18 16:10:34 _ แจ้งลบข้อความ


การเมือง 18 กันยายน 2552 15:47:04


นปช.เริ่มตั้งเครื่องขยายเสียงลานพระรูป

แกน นำกลุ่มคนเสื้อแดง เริ่มนำเครื่องขยายเสียงมาติดตั้งที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ขณะที่ยังไม่พบสัญญาณการขัดขวางการชุมนุมจากรัฐบาล พร้อมระบุ สุเทพ เทือกสุบรรณ เพ้อเจ้อ กล่าวหาเสื้อแดงเตรียมสร้างสถานการณ์

นายณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง นำทีมงานมีติดตั้งเวทีและติดตั้งเครื่องเสียงเพื่อใช้ในการชุมนุมที่จะมี ขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยกล่าวว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาลในการขัดขวางการชุมนุมบริเวณ ดังกล่าว รวมถึงที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ซึ่งหากไม่มีการสร้างสถานการณ์จากรัฐบาลกลุ่ม เสื้อแดงพร้อมที่จะยุติการชุมนุมในเวลา 24.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงพร้อมให้เจ้าหน้าที่ร่วมสังเกตการณ์การตั้งเวทีเพื่อกำหนด มาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกันด้วย ส่วนกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ระบุว่า มีการเตรียมการสร้างสถานการณ์จากกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเห็นว่าเป็นการพูด เพ้อเจ้อ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการสร้างสถานการณ์จากกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน ซึ่งแกนนำพร้อมรับผิดชอบทุกเหตุการณ์ที่เป็นมติของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่มติของกลุ่มก็ขอปฏิเสธที่จะแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ได้ให้ทีมกฎหมายยื่นฟ้องนายกฯ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาจากการที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เนื่องจากไม่มีเหตุผลเพียงพอ พร้อมถามนายกฯ ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในบริเวณพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารที่กลุ่มพันธมิตรจะเดินทางไปชุมนุมในวัน พรุ่งนี้


--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/

THIS SUNDAY! Illinois RED-SHIRT Meet Pongthep Thepkanjana up close

Dear Member,

Don't miss out on this!
Sunday Sept 20 2009, Mark your Calendar!

Date: Sunday 20 September 2009 11.00 AM
Location: Bodhi Thai Bistro
6211 Roosevelt
Berwyn, IL 60402
Tel 708-484-9250

Warmest Regards,

IL red-shirt Web Team   

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/

THIS SUNDAY! 20 Sept 2009


THIS SUNDAY!
Don’t miss out on this! 20 Sept 2009 Meet Pongthep Thepkanjana up close


Sunday Sept 20 2009, Mark your Calendar!

Date: Sunday 20 September 2009 11.00 AM
Location: Bodhi Thai Bistro
6211 Roosevelt
Berwyn, IL 60402
Tel 708-484-9250

ความเท่าเทียม

ในโอกาสครบรอบรัฐประหาร ๑๙ กันยา...

ร่วมกันทำลายแนวคิด/ลัทธิของอำมาตย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

จักรภพ เพ็ญแข จบบทความของเขาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยถ้อยคำสำคัญดังต่อไปนี้

“ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน”

น่าคิดนะครับ!!

 

ใน ความเห็นส่วนตัวของผม (ซึ่งคุณจักรภพไม่ต้องรับผิดชอบกับบทความนี้เพราะไม่ได้คุยกันมาเจ็ดเดือน) ประเด็นไม่ใช่ว่าฝ่ายอำมาตย์ “จะยอมหรือไม่” อย่างที่บางคนอาจนึกคิด แต่ประเด็นที่บทความของคุณจักรภพชวนให้ผมคิด และผมขอชวนให้ท่านคิดต่อ... คือเรื่องลัทธิ “ความเสมอภาค” เพราะลัทธิหรือปรัชญา “ความเสมอภาค” เป็นอาวุธทางความคิดที่สำคัญที่สุดในการทำลายลัทธิอภิสิทธิ์ชนของอำมาตย์

 

คิดดูซิ อำมาตย์ทำรัฐประหารเพราะมองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ “ต่ำและโง่เกินไป” “ไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาล” อำมาตย์เกลียดชังการที่รัฐบาลไทยรักไทยนำภาษีประชาชนมาบริการประชาชน เช่นในระบบสาธารณะสุข เพราะอำมาตย์อยากเอาเงินภาษีพลเมืองมาใส่กระเป๋าของตนเอง มาเชิดชูตนเอง  หรือ ซื้อเครื่องบินราคาเป็นล้านให้ตัวเองนั่ง อำมาตย์เกลียดระบบรัฐสวัสดิการและเคยพูดไว้เป็นหลักฐานด้วย เขาชอบให้คนจนพอเพียงกับความจน ไม่อยากให้มีการกระจายรายได้ ดังนั้นเราต้องรณรงค์ให้มีรัฐสวัสดิการและการกระจายรายได้

 

อำมาตย์ อยากให้เราใช้ภาษาพิเศษกับเขา ชื่อเขาก็แปลกๆยาวๆ เพื่อไม่ให้ดูเท่าเทียมกับเรา เวลาเราไปหาอำมาตย์ก็ต้องคลานเหมือนสัตว์ นิยายอำมาตย์อ้างว่าเขาเหนือมนุษย์ธรรมดาเพราะเก่งทุกอย่าง เราจึงต้องรณรงค์ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน

 

ลัทธิ ความคิดเสมอภาคจะทำลายข้ออ้างและการสร้างความชอบธรรมของอำมาตย์ทั้งหมด เพราะลัทธิความเสมอภาคในระบบประชาธิปไตยแท้ ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีใครต่ำ ไม่มีใครสูง ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ ทุกคนถูกติชมได้ ทุกคนต้องทำงานถ้ามีโอกาสหรือมีปัญญาพอ ทุกคนต้องเสียภาษี และที่สำคัญ ลัทธิเสมอภาคและประชาธิปไตยแท้ เสนอว่าพลเมืองทุกคนมีวุฒิภาวะที่จะปกครองตนเองและเลือกผู้แทนของตนเองอย่าง เสรี ดังนั้นการทำรัฐประหาร การขัดขวางประชาธิปไตย และการมีคนถือตำแหน่งสาธารณะโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ย่อมเป็นสิ่งที่ผิด การสืบทอดสายเลือดอาจทำให้เรามีหน้าตาเหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุที่จะดำรงตำแหน่งพิเศษในสังคม

 

ถ้า ลัทธิเสมอภาคเป็นอาวุธอันแหลมคมที่ใช้ทำลายอำมาตย์ได้ เราควรใช้มันทุกวัน ในทุกเรื่อง ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ดังนั้นทุกคนร่วมกันทำได้ ผมขอยกตัวอย่างอื่นๆ นอกจากตัวอย่างที่เสนอไปแล้ว เช่น

 

เรา ควรเสนอว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเชื้อชาติอะไร ศาสนาอะไร หรือใช้ภาษาอะไร เป็นคนเหมือนกันและเท่าเทียมกัน หยุดดูถูก ล้อเลียน หรือเอาเปรียบคนพม่า ลาว เขมร หยุดการมีความคิดอคติกับคนมุสลิมภาคใต้ หยุดคิดว่าการเป็น “ไทย” ยอดเยี่ยมที่สุด และหยุดคิดว่า “เราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องสามัคคี” ตามแนว “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” ของอำมาตย์ อย่าลืมว่าอำมาตย์มองว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

เรา ควรเสนอให้นักโทษในคุกไทยมีสิทธิ์สมกับการเป็นมนุษย์ อย่าดูถูกเขาว่าเป็น “คนเลว” เพราะเพียงแต่อยู่ในคุก คนติดคุกที่เป็นคนดีมีมากมาย เช่นคุณดา คุณสุวิชา คนจนที่โชคร้ายอีกหลายแสนคนติดคุก เพราะเขาเป็นเหยื่อสังคม คนเลวแท้ไม่ได้อยู่ในคุกแต่ปกครองประเทศ คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษส่วนใหญ่และให้ปฏิรูปคุกซึ่งเป็นนรกของ คนจน เราต้องยกเลิกโทษประหาร คนที่ทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต และมีสิทธิ์ที่จะปรับตัว เราต้องเลิกอคติที่เรามีกับนักโทษ เลิกใช้แรงงานนักโทษเพื่อเอาโคลนออกจากท่อระบายน้ำ เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

เรา ควรยืนยันว่ามนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร อำมาตย์พยายามสร้างภาพเรื่องครอบครัวและความสำคัญของศีลธรรมอนุรักษ์นิยม เรื่องเพศ แต่เขาเองก็ประพฤติไม่ได้ คนเสื้อแดงต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกับ หญิง ชาย เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ทุกคนควรได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน ผู้หญิงไทยควรมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้งอย่างปลอดภัยถ้าต้องการ อย่าไปเชื่อจำลอง ศรีเมือง ในเรื่องนี้ แล้วทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

เรา ควรคัดค้านการใช้อภิสิทธิ์ การปิดถนนเพื่อคนใหญ่คนโต เราต้องร่วมกันด่าร่วมกันวิจารณ์ ทั้งลับหลังและต่อหน้า เราต้องเสนอว่ารถพยาบาลเท่านั้นที่ควรได้อภิสิทธิ์แบบนี้ เราต้องเลิกคิดว่าในสังคมเราต้องมี “ผู้ใหญ่ กับผู้น้อย” เราควรเลิกก้มหัวให้ผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงควรเลิกเรียกตัวเองว่า “หนู” เราควรจะสุภาพกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรียกทุกคนว่า “คุณ” หรือ “ท่าน” อย่างเสมอภาค เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

เรา ควรรักเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กของใคร ควรรณรงค์ให้เด็กมีความสนุก มีโอกาสเรียนรู้อย่างเสรี และมีสุขภาพที่ดี เด็กๆควรสุภาพ แต่ไม่ต้องมาเคารพผู้ใหญ่ในรูปแบบที่อำมาตย์เสนอ เพราะมันไร้เหตุผลและสร้างความเหลื่อมล้ำ เด็กก็เป็นคน มีสิทธิ์มีเสียง และสมควรที่จะได้รับความเคารพ ผู้หญิงสาวๆ หรือชายหนุ่มๆ ที่ทำงานในร้านอาหารหรือที่อื่น ไม่ใช่ “เด็ก” อย่าเรียกเขาอย่างนั้น เรียกว่า “น้อง” หรือ “พี่” ก็ได้ เราต้องมีความเสมอภาคทางอายุ เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

ใน สังคมปัจจุบัน การไหว้คนอื่นกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนชั้นสูง-คนชั้นต่ำ ผู้น้อยต้องไหว้ผู้ใหญ่ก่อนและต้องก้มหัว ผู้ใหญ่ก็จะรับไหว้ เลิกเถิด!! อาจไม่ต้องไหว้กันเลยก็ได้ โค้งนิดๆ ทั้งสองฝ่าย ยิ้มให้กันตามมารยาท จะเท่าเทียมกว่า อย่าลืมว่าทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

 

ใน วันหยุดต่างๆ ไม่ต้องปักธงหรือเครื่องประดับของอำมาตย์ ถ้าจะฉลองวันสำคัญเน้นไปที่วันของประชาชน เช่น ๒๔ มิถุนายน หรือ ๑๔ ตุลาคมแทนก็ได้

 

พวก เราคงคิดถึงตัวอย่างอื่นๆ ได้อีกมากมายได้ และเราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความเท่าเทียม เพื่อค่อยๆ ทำลายความคิดของอำมาตย์ในสังคมได้ อย่ายอม อย่าก้มหัว เราไม่ใช่ราษฎร เราไม่ใช่ไพร่ เราไม่ได้อยู่ใต้ฝุ่นเท้าใคร เพราะเราเป็นพลเมืองของสังคมใหม่

 

ลัทธิ/ ปรัชญาความเท่าเทียม ในความเห็นผม เป็นสิ่งเดียวกับ “สังคมนิยม” ดังนั้นเราต้องนำความคิดสังคมนิยมมารบกับความคิดอำมาตย์ แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ตรงนี้ คนเสื้อแดงทุกคนสามารถใช้ลัทธิความเท่าเทียมได้

19 กันยา 2552

 

อ่านจุดยืนและบทความอื่นๆ ของ ใจ อึ๊งภากรณ์ได้ที่ http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com/

และดูรายการ NBT ที่ http://www.youtube.com/watch?v=tIzFJmy2hkU ที่เขาเสนอเกี่ยวกับผมเป็นความจริง แต่โกหกและป้ายสีคนอื่นๆเกือบทุกคน



--
ใจ อึ๊งภากรณ์ Ji Ungpakorn

http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/

Wednesday, September 16, 2009

ข้อคิดจากรัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

http://thaienews.blogspot.com/

วันพุธ, กันยายน 16, 2009

ข้อคิดจากรัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


โดย Pegasus
16 กันยายน 2552

รัฐ ธรรมนูญของญี่ปุ่นกำหนดไว้ว่า ราชสำนักไม่สามารถรับหรือให้ทรัพย์ใดๆ หรือให้ของขวัญใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ส่วนรัฐธรรมนูญของเบลเยี่ยมกำหนดไว้ว่า พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีอำนาจใดๆ เกินไปกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ การทรงกระทำการใดๆของพระมหากษัตริย์จะไม่มีผลหากไม่มีการลงนามร่วมของ รัฐมนตรี ผู้ซึ่งจะต้องมารับผิดชอบด้วยตนเอง


*หมายเหตุผู้เขียน: การแปลในครั้งนี้จะเลือกมาเพียงบางมาตราและสรุปพอได้ใจความและอาจแปลเพียง บางส่วนเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ต้องการศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนสมควรทำการค้นคว้าเพิ่มเติม

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในต่างประเทศ มีประเด็นและสาระที่น่าสนใจมากมาย

ดู เหมือนว่า หลังจากมีการรัฐประหารในปี พ.ศ.2490 แล้วกลไกในรัฐธรรมนูญไทยได้ห่างไกลออกไปจากระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ จำเลยในเรื่องนี้น่าจะเป็นทหาร ฝ่ายเผด็จการและนักกฎหมายมหาชนที่รับใช้อำนาจอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด

การ ยกขึ้นมานี้เป็นเพียงการกระตุ้นให้ท่านผู้อ่านเกิดความรู้ว่า อะไรคือสาเหตุ และปัญหาที่จะตอบคำถามที่ใครๆสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยที่มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเป็นที่อิจฉาของต่างประเทศนั้น จึงไม่สามารถกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ และทำไมยิ่งมาประชาชนยิ่งยากจนขึ้นทุกขณะ นัยทางการเมืองที่เป็นปัญหานั้นอยู่ในรัฐธรรมนูญนี่เอง

ยกตัวอย่างง่ายๆคือ การที่มีการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ลงพระปรมาภิไธย ทั้งๆที่มีการลงมติไม่ถึงกึ่งหนึ่งของที่ประชุม แล้วแอบอ้างว่ามีการลงพระปรมาภิไธยแล้วไม่สามารถทำอะไรได้

ซึ่ง ความจริงแล้วตามระบอบประชาธิปไตยฯ นั้นต้องมีผู้รับผิดทางการเมือง ไม่ใช่การยกเอาพระราชอำนาจมาปกป้องตัวเองของกลุ่มการเมืองเผด็จการ เพราะนั่นเป็นเสมือนการทำให้ระบอบประชาธิปไตยเปลี่ยนไปเป็นเหมือนระบอบราชา ธิปไตย ซึ่งกลับจะเป็นอันตรายต่อความเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่ รักของประชาชนอย่างไม่สามารถทำอะไรได้

การศึกษารัฐธรรมนูญในหลายๆประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบเดียวกันและนำมาใคร่ครวญอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ประเทศสวีเดน


Article 1

(1) All public power in Sweden proceeds from the people.
(2) Swedish democracy is founded on freedom of opinion and on universal and equal suffrage. It shall be realized through a representative and parliamentary polity and through local self-government.
(3) Public power shall be exercised under the law.

อำนาจ อธิปไตยมาจากปวงชน ประชาธิปไตยสวีเดนมีพื้นฐานบนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการเลือกตั้งทั่วไปที่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะเห็นได้จาก การเมืองแบบมีผู้แทนและรัฐสภา และ จากองค์กรปกครองตนเอง (เทศบาล อบต. อบจ.) อำนาจสาธารณะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย


Article 2

(1) Public power shall be exercised with respect for the equal worth of all and for the freedom and dignity of the individual.
(2) The personal, economic and cultural welfare of the individual shall be fundamental aims of public activity. In particular, it shall be incumbent upon the public administration to secure the right to work, housing and education, and to promote social care and social security and a good living environment.
(3) The public administration shall promote the ideals of democracy as guidelines in all sectors of society. The public administration shall guarantee equal rights to men and women and protect the private and family lives of the individual.
(4) Opportunities should be promoted for ethnic, linguistic and religious minorities to preserve and develop a cultural and social life of their own.

การบริหารงาน โดยเฉพาะราชการต้องส่งเสริมอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นกรอบในทุกภาคส่วนและทุกเชื้อชาติ ศาสนา


Article 4

(1) The Parliament is the foremost representative of the people.
(2) The Parliament enacts the laws, determines taxes and decides how public funds shall be used. The Parliament shall examine the government and administration of the country

รัฐสภา เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของประชาชน


Article 6
The Government rules the country. It is responsible to the Parliament

รัฐบาลปกครองประเทศ และ รับผิดชอบต่อรัฐสภา


Article 7

(1) There are primary and regional local government communes in Sweden. The decision-making power in the communes is exercised by elected assemblies.
(2) The communes may levy taxes in order to perform their
tasks

มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปกครองตนเอง ต้องได้มาด้วยการเลือกตั้ง และสามารถเก็บภาษีได้เองเพื่อให้บริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย


Article 1

(1) The Parliament is appointed by free, secret and direct elections.
(2) The Parliament consists of one chamber comprising three hundred and forty-nine members. Alternates shall be appointed for all members.

รัฐสภา มีสภาเดียว(ผู้แทนราษฎรอย่างเดียว)


Article 1
The Head of State shall be kept informed by the Prime Minister concerning the affairs of the Realm. When so required the Government shall convene in a special Cabinet meeting under the presidency of the Head of State.

ประมุข ของรัฐต้องได้รับการรายงานจากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกิจการในราชอาณาจักร และหากจำเป็นรัฐบาลอาจจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษโดยมีประมุขของรัฐ เป็นประธานได้


Article 2

(1) Only a person who is a Swedish citizen and has attained the age of twenty-five years may serve as Head of State. The Head of State may not at the same time be a member of the Government or hold a mandate as Speaker or as a member of the Parliament.
(2) The Head of State shall consult the Prime Minister before travelling abroad.

ก่อนเสด็จไปต่างประเทศ ประมุขของรัฐจะต้องปรึกษากับนายกรัฐมนตรีก่อน


Article 3
If by reason of illness, foreign travel, or any other cause the King is prevented from carrying out his duties, then that member of the Royal Family under the valid order of succession who is not prevented therefrom shall take over and perform the duties of the Head of State in the capacity of temporary Regent.

กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ด้วยเหตุต่างๆ รัชทายาทลำดับต่อไปจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว


Article 4

(1) Should the Royal Family become extinct, the Parliament shall appoint a Regent to perform the duties of Head of State until further notice. The Parliament shall at the same time appoint a Deputy Regent.
(2) The same applies if the King dies or abdicates and the heir to the throne has not yet attained the age of twenty-five years.

กรณีที่ไม่มีลำดับรัชทายาทต่อไป รัฐสภาจะแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนเพระองค์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ประมุข


Article 5
If the King has been continuously prevented for a period of six months from carrying out his duties, or has failed to carry them out, the Government shall notify the matter to the Parliament. The Parliament shall decide whether the King shall be deemed to have abdicated.

หาก พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป รัฐบาลจะแจ้งให้รัฐสภาทราบ จากนั้นรัฐสภาจะลงมติว่าพระมหากษัตริย์นั้นทรงสละราชสมบัติหรือไม่


Article 6

(1) The Parliament may appoint someone, on the Government's recommendation, to serve as Temporary Regent when no one competent under Article 3 or 4 is in a position to serve.
(2) The Speaker, or, if he is prevented from attending, one of the Deputy Speakers, shall serve as Temporary Regent, on the Government's recommendation, when no other competent person is in a position to serve.

ในกรณีที่ไม่มีรัชทายาท รัฐบาลจะเสนอชื่อประธานรัฐสภาให้รัฐสภารับรองเป็นผู้สำเร็จราชการฯ


Article 2

(1) When a Prime Minister is to be appointed, the Speaker shall summon for consultation one or more representatives from each party group in the Parliament. The Speaker shall confer with the Deputy Speakers and shall then submit a proposal to the Parliament.
(2) The Parliament shall proceed to vote on the proposal, no later than the fourth day thereafter, without preparation in committee. If more than half the members of the Parliament vote against the proposal, it is rejected. In all other circumstances it is approved.

การแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาจะปรึกษาตัวแทนของพรรคการเมืองในสภา ปรึกษากับรองประธานฯ แล้วเสนอชื่อต่อรัฐสภา จากนั้นจะมีการโหวตภายใน 4 วัน หากได้เสียงข้างมากก็ได้มติ แต่หากไม่ได้เสียงข้างมากก็ถือว่าถูกปฏิเสธ


Article 3
If the Parliament rejects the Speaker's proposal the procedure laid down in Article 2 shall be resumed. If the Parliament rejects the Speaker's proposal four times in succession, the procedure for appointing a Prime Minister is discontinued and resumed only after an election for the Parliament has been held. Unless ordinary elections must in any case be held within three months, an extra election shall be held within that same period.

เมื่อรัฐสภาปฏิเสธชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอ ก็จะมีการดำเนินการซ้ำอีก หากครบสี่รอบแล้วยังไม่ได้ชื่อนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภารับรองก็จะให้มีการ เลือกตั้งใหม่


Article 4
When the Parliament has approved a new Prime Minister, he shall inform the Parliament as soon as possible of the names of the members of his Government. Government changes hands thereafter at a special session of the Cabinet before the Head of State or, if he is prevented from being present, before the Speaker. The Speaker shall always be summoned to such a session.
The Speaker issues letters of appointment for the Prime Minister on behalf of the Parliament.

เมื่อ ได้ชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ให้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุดต่อรัฐสภา จัดให้มีการรับส่งหน้าที่ต่อหน้าประมุขของรัฐหรือ หากไม่สามารถทำได้ ก็ให้ดำเนินการต่อหน้าประธานรัฐสภา การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้นให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามในฐานะตัวแทนของ รัฐสภา


Article 1

(1) The Supreme Court is the highest court of general jurisdiction, and the Supreme Administrative Court is the highest administrative court. The right to have a case tried by the Supreme Court or by the Supreme Administrative Court may be restricted by law. A person may serve as a member of the Supreme Court or the Supreme Administrative Court only if that person has been appointed a permanent justice of that court

ศาลสูงสุดเป็นประมุขฝ่ายตุลาการ


Article 9

(1) Appointments to a post in a court or in an administrative authority under the Government shall be made by the Government or by an authority designated by the Government.
(2) When making appointments to posts within the State administration attention shall be directed only to objective factors such as merit and competence

การ แต่งตั้งผู้พิพากษาหรือในส่วนบริหาร ดำเนินการโดยรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐบาล การแต่งตั้งให้ทำเฉพาะวัตถุประสงค์เป้าหมายได้แก่ หลักคุณธรรมและหลักความสามารถ


ประเทศสเปน


Preamble
The Spanish Nation, desiring to establish justice, liberty, and security, and to promote the well-being of all its members, in the exercise of its sovereignty proclaims its will to: guarantee democratic coexistence within the Constitution and the laws in accordance with a just economic and social order;
consolidate a state of law which insures the rule of law as the expression of the popular will;
protect all Spaniards and peoples of Spain in the exercise of human rights, their cultures and traditions, languages, and institutions;
promote the progress of culture and the economy to insure a dignified quality of life for all;
establish an advanced democratic society; and
collaborate in the strengthening of peaceful relations and effective cooperation among all the peoples of the earth.

อารัมภบท กล่าวว่ารัฐสเปนสร้าง นิติธรรม เสรีภาพและความปลอดภัย และส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชน ด้วยการประกันให้มีประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่จะทำให้เกิดระเบียบ แบบแผนต่อเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างนิติรัฐที่สร้างความมั่นใจว่าหลักนิติธรรมเป็นการแสดงออกของเจต จำนงของประชาชน


Article 1 [State Principles, Sovereignty, Form]

(1) Spain constitutes itself into a social and democratic state of law which advocates liberty, justice, equality, and political pluralism as the superior values of its legal order.
(2) National sovereignty belongs to the Spanish people from whom emanate the powers of the state.
(3) The political form of the Spanish State is the parliamentary Monarchy

อำนาจ อธิปไตยของชาติเป็นของชาวเสปนซึ่งเป็นผู้ให้อำนาจต่อรัฐ รูปแบบการเมืองของรัฐสเปนเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข


Article 6 [Political Parties]
Political parties express democratic pluralism, assist in the formulation and manifestation of the popular will, and are a basic instrument for political participation. Their creation and the exercise of their activity are free within the observance of the Constitution and the laws. Their internal structure and operation must be democratic

พรรค การเมืองเป็นผู้แสดงออกซึ่งความเป็นพหุนิยมทางประชาธิปไตย เป็นผู้ทำให้เจตจำนงของประชาชนปรากฏขึ้นมา และเป็นกลไกพื้นฐานสำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมือง การดังกล่าวเป็นอิสระในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การดำเนินการในพรรคการเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย


Article 9 [Rule of Law]

(1) The citizens and public powers are subject to the Constitution and the legal order.
(2) It is the responsibility of the public powers to promote conditions so that liberty and equality of the individual and the groups he joins will be real and effective; to remove those obstacles which impede or make difficult their full implementation, and to facilitate participation of all citizens in the political, economic, cultural, and social life.
(3) The Constitution guarantees the principle of legality, the normative order, the publication of the norms, the non-retroactivity of punitive provisions which are not favorable to, or which restrict individual rights, legal security, and the interdiction of arbitrariness of public powers.

เป็นหน้าที่ของ องค์กรรัฐที่จะต้องส่งเสริมเงื่อนไขที่จะให้ เสรีภาพและความเท่าเทียมกันของบุคคลและกลุ่ม เป็นจริงและมีประสิทธิภาพ ขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นการทำการนั้น และให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในเรื่องชีวิตทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม


Article 21 [Assembly]

(1) The right to peaceful, unarmed assembly is recognized. The exercise of this right does not require prior authorization.
(2) In the cases of meetings in places of public transit and of manifestations prior notification shall be given to the authorities, which can only forbid them when there are reasons based on disturbances of public order with danger for persons or property

สิทธิ ในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ มีเงื่อนไขในเรื่องการกีดขวางการจราจรหรือการรบกวนหรือการก่อให้เกิดอันตราย ต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน


Article 56 [Head of State]

(1) The King is the Head of State, the symbol of its unity and permanence. He arbitrates and moderates the regular functioning of the institutions, assumes the highest representation of the Spanish State in international relations, especially with the nations of its historical community, and exercises the functions expressly attributed to him by the Constitution and the laws.
(2) His title is that of "King of Spain" and he may use the others which belong to the Crown.
(3) The person of the King is inviolable and is not subject to responsibility. His acts shall always be in the manner established in Article 64 and shall lack validity without that countersignature, except as provided for by Article 65 (2).

พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การกระทำใดๆของพระองค์ให้เป็นไปตาม มาตรา 64


Article 59 [Minority, Incapacity]

(1) When the King is a minor, the King's father or mother, in their absence the oldest relative closest to succession to the Crown pursuant to the order established by the Constitution, shall immediately exercise the Regency during the King's minority.
(2) If the King becomes incapable of exercising his authority and this incapacity is recognized by the Parliament, the Prince heir to the Crown shall immediately begin to exercise the Regency if he is of age. If he is not, the procedure outlined in the previous paragraph will be adhered to until the Prince heir reaches adulthood.
(3) If there is no person who can exercise the Regency, it shall be appointed by the Parliament and shall be composed of one, three, or five persons.
(4) In order to exercise the Regency, it is necessary to be Spanish and of age.
(5) The Regency shall be exercised through constitutional mandate and always in the name of the King

กรณี ที่ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ในกรณีต่างๆ ให้รัชทายาทตามลำดับขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่หากไม่มี รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้ง เป็นจำนวน 1 หรือ 3 หรือ 5 คน


Article 61 [Oath]

(1) The King, on being proclaimed before the Parliament, will swear to faithfully carry out his functions, to obey the Constitution and the laws and ensure that they are obeyed, and to respect the rights of citizens and the Autonomous Communities.
(2) The Prince heir, when coming of age, and the Regent or Regents when they assume their functions, will swear the same oath as well as that of loyalty to the King.

ก่อนขึ้นครองบัลลังก์พระมหากษัตริย์จะต้องทรง กระทำสัตย์สาบานต่อรัฐสภาว่า จะทรงซื่อสัตย์ในหน้าที่ เชื่อฟังรัฐธรรมนูญและกฎหมายและทำให้มั่นใจว่าจะมีการเชื่อฟังรัฐธรรมนูญและ กฎหมายนั้นด้วย ตลอดจนเคารพต่อสิทธิของพลเมืองและชุมชนที่ปกครองตนเอง


Article 64 [Countersignature]

(1) The actions of the King shall be countersigned by the President of the Government and, when appropriate, by the competent ministers. The nomination and appointment of the President of the Government and the dissolution provided for in Article 93 shall be countersigned by the President of the House of Representatives.
(2) The persons who countersign the acts of the King shall be responsible for them

การ กระทำใดๆ(แปลว่าทุกพระราชกรณียกิจ) จะต้องมีการลงนามร่วมโดยนายกรัฐมนตรี และหากเหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานนั้นๆ สำหรับกรณีการเสนอชื่อและการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการยุบสภาจะเป็นการลง นามร่วมโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ลงนามร่วมจะเป็นผู้รับผิดชอบตามนั้นแทนพระมหากษัตริย์ (กรณีอย่างนี้จะไม่เกิดเหตุกฎหมายไม่ผ่านเสียงข้างมากแล้วลงพระปรมาภิไธยโดย หาคนรับผิดชอบไม่ได้)


Article 69 [Senate]

(1) The Senate is the chamber of territorial representation.
(2) In each province, four senators will be elected by universal, free, equal, direct, and secret suffrage by the voters of each of them under the terms established by an organic law.

วุฒิสภาเป็นสภาสำหรับผู้แทนจากพื้นที่ปกครองต่างๆ


Article 98 [Composition, President, Incompatibilities]

(1) The Government is composed of the President, Vice Presidents, and in some cases the ministers and other members the law may establish.
(2) The President directs the actions of the Government and coordinates the functions of the other members of it without prejudice to their competence and direct responsibility in their activity.

รัฐบาลประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและผู้ที่กฎหมายกำหนด


Article 99 [Election]

(1) After each renewal of the House of Representatives and in the other cases provided for by the Constitution, the King shall, after consultation with the representatives designated by the
political groups represented in parliament, and through the President of the House of Representatives, propose a candidate for the Presidency of the Government.
(2) The proposed candidate, in conformity with the provisions of the foregoing paragraph, shall submit to the House of Representatives the political program of the Government he intends to form and shall seek the confidence of the Chamber.
(3) If the House of Representatives, by an absolute majority of its members, grants its confidence to said candidate, the King will appoint him President. If said majority is not obtained, the same proposal shall be submitted to a new vote 98 hours after the former, and confidence shall be understood to have been granted if a simple majority is obtained.
(4) If after the aforementioned votes are cast, confidence is not granted for investiture, successive proposals will be made in the manner foreseen in the foregoing paragraphs.
(5) If within two months from the first voting for investiture no candidate has obtained the confidence of the House of Representatives, the King shall dissolve both Chambers and call for new elections with the concurrence of the President of the House of Representatives.

เมื่อเสร็จ การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร พระมหากษัตริย์จะทรงปรึกษากับเหล่าผู้แทนจากกลุ่มการเมืองต่างๆในสภาและ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำการเสนอผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้ได้ รับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจะเสนอนโยบายรัฐบาลต่อสภาและขอรับความไว้วางใจ จากสภา ถ้าสภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงข้างมากเด็ดขาด(เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนไม่ใช่ที่ ประชุม)ให้ความไว้วางใจ พระมหากษัตริย์จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากจะเสนอข้อเสนอเดิมเพื่อลงคะแนนใหม่ภายใจ 98 ชั่วโมงโดยครั้งนี้จะใช้เสียงข้างมากในการประชุม

ถ้ายังไม่ได้รับ ความไว้วางใจอีกจะมีการจัดทำข้อเสนอใหม่และภายในสองเดือนหลังจากการลงคะแนน ครั้งแรกหากไม่มีใครได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร พระมหากษัตริย์จะทรงยุบทั้งสองสภาและทรงให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยมีการร่วม มือกันประธานสภาผู้แทนราษฎร


Article 103 [Public Administration]

(1) The Public Administration serves the general interest with objectivity and it acts in accordance with the principles of efficacy, hierarchy, decentralization, deconcentration, and coordination while fully complying with the law and legality.
(2) The organs of the Administration of the State are created, governed, and coordinated in accordance with the law.

การ บริหารราชการจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ทั่วไปด้วยการทำงานใช้หลักประสิทธิภาพ สายการบังคับบัญชา การกระจายอำนาจ กระจายจุดสนใจ และมีการประสานงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย


Article 104 [Security Forces and Corps]

(1) The Security Forces and Corps which are instruments of the Government shall have the mission of protecting the free exercise of rights and liberties and that of guaranteeing the security of the citizens.
(2) An organic law shall determine the functions, basic principles of action, and the Statues of the Security Forces and
Corps.

หน่วย งานด้านความมั่นคงเป็นกลไกของรัฐบาลที่จะต้องปกป้องการใช้สิทธิและเสรีภาพ ที่เป็นหลักประกันความมั่นคงของพลเมืองโดยให้มีการออกกฎหมายลูกมารองรับตาม นี้


Title VI Judicial Power

Article 117 [Independence, Courts, Tribunals]

(1) Justice emanates from the people and is administered in the name of the King by Judges and Magistrates who are members of the judicial power and are independent, irremovable, responsible, and subject only to the rule of the law.

ความยุติธรรมได้มาจากประชาชนและการบริหารในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์โดยผู้พิพากษา


Article 122 [Organization, General Council]

(1) The organic law on judicial power shall determine the structure, operation, and administration of the Courts and Tribunals, as well as the legal status of Judges and Magistrates, who form a single body, and of the personnel at the service of the Administration of Justice.
(2) The General Council of the Judicial Power is the governing organ of the latter. The organic law shall establish its statute
and the system of incompatibilities for its members and their functions, particularly in matters of appointments, promotions, inspections, and disciplinary regime.
(3) The General Council of the Judicial Power shall consist of the President of the Supreme Court, who shall preside, and twenty members appointed by the King for a period of five years. Of these, twelve shall be Judges and Magistrates of all the judicial categories under the terms the organic law establishes; four will be proposed by the House of Representatives; and four by the Senate, elected in both cases by three-fifths majority of their members, from among lawyers and jurists of recognized competence with more than fifteen years in the exercise of their profession.

สภา ทั่วไปของตุลาการประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา และ สมาชิกอีก 20 คนแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์มีวาระ 5 ปี 12 ท่านได้มาจากเหล่าผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด การเสนอชื่อ 4 คนมาจากสภาผู้แทนราษฎร 4 จากวุฒิสภา การลงคะแนนเลือกใช้เสียง 3ใน 4 ของสมาชิก โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนักกฎหมายหรือลูกขุนที่มีความสามารถมากว่า 15 ปี


ประเทศเบลเยี่ยม


Article 1 [Federal State]
Belgium is a Federal State made up of Communities and Regions.

เบลเยี่ยมเป็นสหพันธรัฐ ประกอบด้วยชุมชนและภูมิภาค


Article 33 [Sovereignty, Rule of Law]

(1) All power emanates from the Nation.
(2) The power is exerted in the manner established by the Constitution

อำนาจอธิปไตยได้มาจากชาติ


Article 36 [Legislative Power]
The federal legislative power is exerted collectively by the King, the House of Representatives, and the Senate.

อำนาจนิติบัญญัติเป็นการใช้อำนาจร่วมกันโดยพระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก


Article 37 [Executive Power]
The federal executive power, as stipulated by the Constitution, belongs to the King.

อำนาจบริหารได้มาจากรัฐธรรมนูญและเป็นของพระมหากษัตริย์


Article 42 [Representation]
The members of the two Houses represent the Nation, and not only those who elected them

สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนของชาติ


Article 46 [Reasons for Dissolution]

(1) The King has only the right to dissolve the House of Representatives if the latter, with the absolute majority of its members:
1) either rejects a motion of confidence in the federal Government and does not propose to the King, within three days from the day of the rejection of the motion, the nomination of a successor to the Prime Minister;
2) or adopts a motion of disapproval with regard to the federal Government and does not simultaneously propose to the King the nomination of a successor to the Prime Minister.
(2) The motions of confidence and disapproval can only be voted on after a delay of forty-eight hours after the introduction of the motion.
(3) Moreover, the King may, in the event of the resignation of the federal Government, dissolve the House of Representatives after having received its agreement expressed by the absolute majority of its members.
(4) The dissolution of the House of Representatives entails the dissolution of the Senate.
(5) The act of dissolution involves the convoking of the electorate within forty days and of the Houses within two months.

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร


Article 85 [Dynasty]

(1) The King's constitutional powers are hereditary through the direct, natural, and legitimate descent from H.M. Leopold, Georges, Chretien, Frederic of Saxony-Coburg, by order of primogeniture.


For lack of a descendant to H. M. Leopold, Georges, Chretien, Frederic of Saxony-Coburg, the King may name his successor, with the approval of the Houses, in such a manner as prescribed in Article 87.
(2) In the absence of a nomination undertaken in the above-mentioned manner, the throne shall be vacant.
พระ มหากษัตริย์ของเบลเยี่ยมจะมาจากราชวงศ์ที่กำหนดไว้ ถ้าหากไม่มีรัชทายาทจากราชวงศ์ที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์พระราชทานนามผู้สืบ ทอดโดยรัฐสภาให้ความเห็นชอบ(สองสภาฯ) ถ้าไม่มีการเสนอชื่อดังกล่าว ให้ถือว่าราชบัลลังก์ว่างลง


Article 88 [Responsibility]
The King's person is inviolable; his ministers are responsible

จะละเมิดพระมหากษัตริย์ไม่ได้ รัฐมนตรีจะรับผิดชอบแทน


Article 91 [King's Majority, Oath]

(1) The King attains his majority upon completion of his eighteenth year of age.
(2) The King may accede to the throne only after having taken the following oath before the united Houses: "I swear to observe the Constitution and the laws of the Belgian people, to preserve our national independence and our territorial integrity".

การกระทำสัตย์ต่อ รัฐสภา(สองสภาฯ) ก่อนขึ้นครองราชย์ พระมหากษัตริย์จะทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าสาบานที่จะยินยอมทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประชาชนชาวเบลเยี่ยม รักษาเอกราชของชาติและบูรณภาพของดินแดน”


Article 92 [Minority Guardianship]
Should, upon the King's death, his successor be under age, the two Houses meet as a single assembly, for the purpose of regency and guardianship.

กรณีที่รัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ทรงพระเยาว์ รัฐสภาจะประชุมร่วมและเสนอมติแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และผู้พิทักษ์


Article 96 [Establishing Government]

(1) The King appoints and dismisses his ministers.
(2) The Federal Government offers its resignation to the King if the House of Representatives, by an absolute majority of its members, adopts a motion of disapproval, proposing to the King the nomination of a successor to the Prime Minister, or proposes to the King the nomination of a successor to the Prime Minister within three days of the rejection of a motion of confidence. The King names the proposed successor as Prime Minister, who takes office the moment the new federal Government is sworn in.

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและยุบคณะ รัฐมนตรี โดยสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาด(เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกไม่ ใช่การประชุม) ทำการรับหรือไม่รับการไว้วางใจในการแถลงนโยบายของรัฐบาล หากไว้วางใจก็ให้นายกรัฐมนตรีกระทำสัตย์ก่อนบริหารงาน


Article 98 [Royal Incompatibility]
No member of the royal family may be a minister.

ห้ามมิให้สมาชิกของราชวงศ์เป็นรัฐมนตรี


Article 102 [Exclusive Responsibility]
Under no circumstances may a written or verbal order of the King diminish the responsibilities of a minister

ห้ามมิให้ พระมหากษัตริย์ลดความรับผิดชอบของรัฐมนตรีด้วยวิธีใดๆ


Section III Responsibilities

Article 105 [Limited Powers]
The King has no powers other than those formally attributed to him by the Constitution and by specific laws established by virtue of the Constitution itself.

พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีอำนาจใดๆ เกินไปกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้


Article 106 [Countersignature]
No actions of the King may take effect without the countersignature of a minister, who, in doing so, takes responsibility upon himself.

การทรงกระทำการใดๆของพระมหากษัตริย์จะไม่มีผลหากไม่มีการลงนามร่วมของรัฐมนตรี ผู้ซึ่งจะต้องมารับผิดชอบด้วยตนเอง


Article 110 [Right to Pardon]
The King has the right to annul or to reduce sentences pronounced by judges, except for that which is statuted relative to ministers and members of Community and Regional Governments.

พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอภัยโทษได้ ยกเว้นกรณีของรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐบาลท้องถิ่น


Article 111 [Limitation of Pardon]
The King may not pardon a minister or the member of a Community or Regional Government condemned by the Supreme Court of Appeal, except at the express demand of the House of Representatives or of the Council concerned.

กรณีรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐบาลท้องถิ่นหากได้รับการรัองขอจากสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาฯที่เกี่ยวข้องแล้ว ทรงพระราชทานอภัยโทษได้


Article 114 [Military Orders]
The King may give military orders within the limits prescribed by law.

พระมหากษัตริย์อาจทรงให้คำสั่งทางทหารได้ตามที่กำหนดจำกัดไว้โดยกฎหมาย


Article 150 [Juries]
The jury is established for all criminal matters, in addition to issues of political and press wrongdoings

กรณีลูกขุนให้มีในคดีอาญาทุกกรณี


Article 151 [Nomination of Judges]

(1) Court magistrates and court judges are directly named by the King.
(2) Appeal judges and the presidents and vice-presidents of the high Courts of Justice to which they are attached are named by the King on two double lists. One is presented by the courts, the other by provincial Councils and by the Brussels Capital Regional Council, as the case may be.
(3) Judges of the Court of Cassation are named by the King on two double lists. One is presented by the Court of Cassation, the other, alternately, by the House of Representatives and by the Senate.
In both cases, candidates of one list may be placed on the other.
All presentations are made public, at least fifteen days prior to nomination.
(4) Courts choose within themselves their presidents and vice-presidents.

ราย ชื่อของผู้พิพากษาได้มาจากฝ่ายตุลาการเองและสภาจังหวัด ส่วนผู้พิพากษาจากศาลพิเศษ(Cassation)(ในการกลับคำพิพากษา)ได้มากจากศาลเอง และจากรัฐสภา


ประเทศญี่ปุ่น


Chapter I The Emperor

Article 1 [Symbol of State]
The Emperor shall be the symbol of the State and of the unity of the people, deriving his position from the will of the people with whom resides sovereign power.

พระจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและความเป็นเอกภาพของประชาชน ได้สถานภาพจากเจตจำนงของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย


Article 3 [Cabinet Approval and Responsibility]
The advice and approval of the Cabinet shall be required for all acts of the Emperor in matters of state, and the Cabinet shall be responsible therefor.

การทรงงานใดๆของพระจักรพรรดิในกรณีของรัฐ จะได้รับการแนะนำและยอมรับจากคณะรัฐมนตรีโดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบ


Article 4 [Rule of Law for Emperor]

(1) The Emperor shall perform only such acts in matters of state as are provided for in this Constitution and he shall not have powers related to government.
(2) The Emperor may delegate the performance of his acts in matters of state as may be provided by law

การ ทรงงานขององค์พระจักรพรรดิจะทรงได้เฉพาะกรณีของรัฐที่ได้ให้อำนาจไว้ในรัฐ ธรรมนูญ และ องค์พระจักรพรรดิต้องไม่ใช้อำนาจใดๆ เกี่ยวข้องกับรัฐบาล


Article 6 [Appointments]

(1) The Emperor shall appoint the Prime Minister as designated by the Diet.
(2) The Emperor shall appoint the Chief Judge of the Supreme Court as designated by the Cabinet.

พระจักรพรรดิ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยการเสนอของสภา

พระจักรพรรดิ แต่งตั้งประธานศาลฎีกาโดยการเสนอของคณะรัฐมนตรี


Article 7 [Functions]
The Emperor, with the advice and approval of the Cabinet, shall perform the following acts in matters of state on behalf of the people:
1. Promulgation of amendments of the constitution, laws, cabinet orders and treaties.
2. Convocation of the Diet.
3. Dissolution of the House of Representatives.
4. Proclamation of general election of members of the Diet.
5. Attestation of the appointment and dismissal of Ministers of State and other officials as provided for by law, and of full powers and credentials of Ambassadors and Ministers.
6. Attestation of general and special amnesty, commutation of punishment, reprieve, and restoration of rights.
7. Awarding of honors.
8. Attestation of instruments of ratification and other diplomatic documents as provided for by law.
9. Receiving foreign ambassadors and ministers.
10. Performance of ceremonial functions.

พระจักรพรรดิทรงงานต่างๆเหมือนประเทศอื่น แต่จะเป็นลักษณะของพิธีการ


Article 8 [Property Authorization]
No property can be given to, or received by, the Imperial House, nor can any gifts be made therefrom, without the authorization of the Diet

ราชสำนักไม่สามารถรับหรือให้ทรัพย์ใดๆ หรือให้ของขวัญใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา


Article 41 [Legislative Power]
The Diet shall be the highest organ of state power, and shall be the sole law-making organ of the State.

รัฐสภา เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของรัฐและเป็นผู้ออกกฎหมายแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น (ถ้ากำหนดเสียเช่นนี้จะไม่ปรากฏการตีความในลักษณะการออกกฎหมายของบางองค์กร อิสระ.. เช่นคำว่า”อาจ” เป็นต้น เพราะเท่ากับห้ามองค์กรอื่นออกกฎหมายเอง)


Article 42 [Two Houses]
The Diet shall consist of two Houses, namely the House of Representatives and the House of Councilors

รัฐสภาญี่ปุ่นมีสองสภา


Article 65 [Executive Power]
Executive power is vested in the Cabinet.

อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรี


Article 66 [Membership, Responsibility]

(1) The Cabinet consists of the Prime Minister, who shall be its head, and other Ministers of State, as provided for by law.
(2) The Prime Minister and other Ministers of State must be civilians.
(3) The Cabinet, in the exercise of executive power, shall be collectively responsible to the Diet

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆจะต้องเป็นพลเรือน คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา


Article 67 [Election of Prime Minister]

(1) The Prime Minister shall be designated from among the members of the Diet by a resolution of the Diet.
(2) This designation shall precede all other business.
(3) If the House of Representatives and the House of Councilors disagree and if no agreement can be reached even through a joint committee of both Houses, provided for by law, or the House of Councilors fails to make designation within ten days, exclusive of the period of recess, after the House of Representatives has made designation, the decision of the House of Representatives shall be the decision of the Diet.

นายก รัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจากทั้งสองสภา กรณีที่สองสภาเห็นไม่ตรงกันแม้ว่าจะมีการประชุมร่วมกันแล้ว หรือ สภาสูงไม่สามารถให้ชื่อได้ภายใน 10 วันหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว ให้ถือว่าการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎรเป็นสิ้นสุด


Article 74 [Countersignature]
All laws and cabinet orders shall be signed by the competent Minister of State and countersigned by the Prime Minister.

กฎหมายและมติตามคำสั่งคณะรัฐมนตรีนอกจากลงนามโดยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแล้วต้องได้รับการลงนามร่วมโดยนายกรัฐมนตรี


Article 79 [Supreme Court]

(1) The Supreme Court shall consist of a Chief Judge and such number of judges as may be determined by law; all such judges excepting the Chief Judge shall be appointed by the Cabinet.
(2) The appointment of the judges of the Supreme Court shall be reviewed by the people at the first general election of members of the House of Representatives following their appointment, and shall be reviewed again at the first general election of members of the House of Representatives after a lapse of ten years, and in the same manner thereafter.
(3) In cases mentioned in the preceding paragraph, when the majority of the voters favors the dismissal of a judge, he shall be dismissed.

ศาล ฎีกาสูงสุด ประกอบด้วยประธานและสมาชิกที่เป็นผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยสมาชิกจะได้มาจากการเสนอแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี การแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกาจะต้องได้รับการตรวจสอบโดยประชาชนจากการ เลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ จะได้รับการตรวจสอบอีกครั้งจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรก เมื่อครบ 10ปีแล้ว หากว่าประชาชนเสียงส่วนใหญ่ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ ผู้พิพากษาชื่อนั้นจะถูกถอดถอน


Article 88 [Imperial Household]

(1) All property of the Imperial Household shall belong to the State.
(2) All expenses of the Imperial Household shall be appropriated by the Diet in the budget.

สมบัติของราชสำนักเป็นของรัฐ การใช้จ่ายใดๆของราชสำนักเป็นไปตามพระราชบัญญัติงบประมาณ(ต้องให้มีการตรวจสอบนั่นเอง)

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/