Tuesday, October 30, 2012

ประชาสัมพันธ์ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) - ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมใดๆทั้งสิ้น


 DON'T MISS!  อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) ที่หลายๆคน ชอบหรือเกลียด พร้อมกับวิทยากร PhD ชื่อดังอีก2ท่านจะมาพูดคุยแรกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ ประชาธิไตย
Location:  Chicago Public Library (Bezazian Branch)  1226 W. Ainslie St. Chicago, IL 60640
Date, Time: November Sat 3 2012,  1:00-4:00 pm Chicago time
Limited seats, First-come First-served
--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Friday, October 26, 2012

ดร ชาญวิทย เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร Dinner Talk


อย่าลืม เรา มีนัด ท่ี ร้าน  Thai  Little Home วัน อาทิตย ท่ี 28 ตุลา เวลา 18 00น
 
ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk


--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Saturday, October 20, 2012

@ Chicago ดร ชาญวิทย เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร Dinner Talk

อย่าลืม เรา มีนัด ท่ี ร้าน  Thai  Little Home วัน อาทิตย ท่ี 28 ตุลา เวลา 18 00น
 
ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk

Attachment file

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Joe Gordon: จากคุกสู่เสรีภาพ

http://www.thaienews.blogspot.com/2012/10/joe-gordon_20.html

วันเสาร์, ตุลาคม 20, 2555

Joe Gordon: จากคุกสู่เสรีภาพ

20 ตุลาคม 2555
โดย โจ กอร์ดอน 
ที่มา Joe Gordon

หลังจาก 3 เดือนที่ได้รับปล่อยตัวออกจากคุกที่ถูกคุมขังกว่าหนึ่งปีตั้งแต่ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อ 25 พฤษภาคม 2554 ในข้อกล่าวหาว่าแปลหนังสือ Thai King Never Smile หรือชื่อไทย กษัตริย์ที่ไม่เคยยิ้ม  วันนี้โจ กอร์ดอน เขียนเล่าถึงความรู้สึกแห่งการได้รับอิสรภาพวันแรก

สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด ...

ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย.

 

1. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2512

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 03:37 ·



เขียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2012: 

1. วันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 3 เดือน ที่ผมได้รับอิสรภาพปล่อยตัวออกจากคุก โดยได้รับการพระราชทานอภัยโทษพิเศษ(คนเดียว)เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในเวลากลางคืน ผมยังจำบรรยากาศตอนที่เดินออกจากประตูคุกได้ว่ามันมืด ไม่มีใครเลย ผมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ในมือถือถุงพลาสติกใส่หนังสือที่ Suzy ส่งเข้าไปให้อ่าน เจ้าหน้าที่พาเดินไปยังอาคารด้านข้างที่มีไฟสว่างอยู่ เปิดประตูเข้าไปยังเห็นคนทำงานกันอยู่หลายคน ผมมองไปเห็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันยืนอยู่ข้างหน้าผม ทุกคนมีอาการสำรวม ผมเซ็นเอกสาร แล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างพาผมขึ้นรถตู้สีดำ ขับวิ่งออกไปสู่ถนนในยามกลางคืน ผมมีความรู้สึกมึนงง ในใจคิดว่าผมได้รับอิสระแล้วหรือ หรือว่าพวกเขาจะพาผมไปที่ไหนอีก........
แต่ก็ไม่มีคำพูดอะไรมากนักในรถคัน นั้น รถตู้สีดำของสถานทูตวิ่งฝ่าไปบนถนนในยามกลางคืน เหมือนเขารู้ดีว่าจะพาผมไปยังที่แห่งใด....

2. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 04:23 ·

 

2 เราคุยกันน้อยมากในรถตู้สีดำคันนั้น ซูซี่ถามผมว่าจะดื่มน้ำอัดลมกระป๋องที่แช่เย็นไว้ไหม ผมขอบคุณเธอแต่ไม่อยากดื่มอะไรทั้งสิ้น เมื่อรถวิ่งออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว ทุกคนในรถมีความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก โดยเฉพาะผมที่คิดว่าพ้นเคราะห์ไปเสียที ส่วนเจ้าหน้าที่สถานทูตมีความรู้สึกเหมือนโล่งอกและเบาใจเมื่อภารกิจได้เสร็จสิ้นลงไป 
ตั้งแต่ตอนที่เขารับตัวผมไปอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา ผม เองก็รู้สึกว่ามีความปลอดภัยเช่นกัน และคิดว่าคงไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย จะมากลั่นแกล้งผมได้อีกในตอนนี้ เพราะผมอยู่ภายใต้ปีกของพญาอินทรีย์เหล็กแล้ว 
ทิมหันมาถามว่าผมรู้สึกอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า ผมยังรู้สึกงงและวิงเวียนต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ว่ามันเป็นไปได้แล้ว ผมได้รับอิสรภาพจริงๆ


คนขับรถตู้สีดำของสถานทูตอเมริกัน ขับรถมุ่งหน้าไปบนทางด่วน ผมมองดูตึกอาคารข้างทางที่มีแสงไฟระยิบระยับไปหมด ผมไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมไม่รู้จักเส้นทางในกรุงเทพเลย ผมรู้ว่ามันนานมาแล้ว ที่ผมได้นั่งรถติดแอร์ที่แสนสบายอย่างนี้ ผมนั่งอยู่ที่เบาะหลังแถวที่สอง ส่วนด้านหน้าที่นั่งคู่กับคนขับรถนั้นคือกงสุลใหญ่ อลิซาเบท แพลท ผมเรียกชื่อเล่นเธอว่า ซูซี่ ส่วน ทิม สวอนสัน คือหัวหน้าฝ่ายบริการสัญชาติอเมริกัน เขานั่งข้างกับผมตรงด้านหลังคนขับ ท้ายสุดคือคุณหนุ่มเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต ที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย คุณหนุ่มนั่งแถวสามข้างหลังสุดของรถตู้ในคืนวันนั้น


รถตู้สีดำวิ่งบนทางด่วนเริ่มชิดซ้ายแยกลงมาบนถนนในเมือง เลี้ยวไปตามทางโค้งที่มุมถนนมีสัญญาณไฟเขียวไฟแดง แล้วก็ขับตรงต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่ารถเราวิ่งผ่านสัญญาณไฟจราจรมากี่จุดแล้ว จนกระทั่งคุณหนุ่มบอกคนขับรถว่า เราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว 
ผมถามทิมเป็นภาษาอังกฤษว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทิมตอบผมว่าไม่ไกลจากสถานทูตมากนัก และผมจะได้พบกับคนที่เขารอพบผมอยู่ 
ผมรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจว่าเขาหมายถึงใคร สักครู่คุณหนุ่มกดโทรศัพท์พูดเป็นภาษาไทย บอกตำแหน่งว่ารถใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เตรียมตัวรับผมได้ และถามต่อไปว่า มีใครอยู่ในบริเวณนั้นบาง เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผมมาก คำตอบคือทุกอย่างเรียบร้อยปลอดภัย สักครู่คุณหนุ่มบอกให้คนขับเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าตึกแห่งหนึ่ง มีแสงไฟสว่าง แต่เงียบ ดูเหมือนไม่มีผู้คนจุ้นจ้านมากนัก.................
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

3. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 19:08 ·



3. ผมมองไปที่ด้านหน้าของอาคาร มีชาวต่างชาตินั่งคุยกัน ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเองได้โดยอัตโนมัติ และแล้วประตูรถตู้ก็เปิดออก ทุกคนต่างพากันลงจากรถ ผมรู้สึกประหม่าในตัวเอง เพราะผมยังใส่รองเท้าแตะ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อยืด และถือถุ่งพลาสติกใส่หนังสือและเอกสาร สารรูปของผมเหมือนคนที่เพิ่งออกมาจากคุกจริงๆ ผมอายที่จะเดินเข้าไปในตัวอาคารที่สวยหรู่แบบนี้ ผมเหมือนกับคนอนาถา สกปรก น่ารังเกียจ 
ซูซี่มองดูผมถือถุงพลาสติกใส่หนังสือ เธอคงสงสัยว่า ผมยังมีสมบัติอะไรที่น่าหวงแหนถือออกมาจากคุกอีก ซูซี่ ทิมและคุณหนุ่มพากันเดินนำหน้าผม ขึ้นบันไดตรงไปที่ประตูอาคาร ผมก้าวเดินตามไปติดๆ
เมื่อประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออก เราพากันเดินเข้าไป ผมเห็นคนที่ผมรู้จักที่เป็นเพื่อนสนิทของผมในเมืองไทย เธอมีอาการตื่นเต้น ยืนรออยู่ด้วยความดีใจ เธอโอบกอดแสดงความดีใจกับผม และน้ำตาซึมไหลออกมา เราต่างกอดให้กับอิสรภาพ 


มันเป็นวันที่เราต่างรอคอยมาอย่างเนิ่นนาน 

ผมทักทายกับเพื่อนใหม่อีกสองคน ผมเคยเห็นเขามาก่อน เพราะเขาเคยไปเยี่ยมผมในคุก เรารู้จักกันผ่านกระจกห้องเยี่ยมเท่านั้น ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่มีใครไปรับผมที่หน้าเรือนจำเลย เขาบอกผมว่า เหตุการณ์ปล่อยตัวของผมนี้ เป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุด ไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่าจะเป็นจริงได้ จนกระทั่งได้รับสัญญาณจากทางสถานทูตในช่วงบ่าย 

สักครู่ เจ้าหน้าที่สถานทูตเดินเข้ามา และขออนุญาตพูดกับผมเป็นการส่วนตัว เราพากันไปนั่งที่โซฟาที่บริเวณลอบบี้ 


ซูซี่ถามทิมว่า เขาควรจะคุยธุระต่อกับผมตอนนี้เลยดีไหม แต่ทิมบอกว่า คุยกันวันพรุ่งนี้ก็ได้ ซูซี่เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรานัดเจอกันอีกครั้งในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ประมาณแปดโมงครึ่งที่ร้านกาแฟด้านข้าง เธอบอกว่าที่นี่มีขนมปังหลายชนิดอร่อยให้เลือก เพราะเธอเคยแวะมานั่งกินเป็นประจำ อาหารเช้าที่นี่ใช้ได้เป็นแบบอเมริกันและนานาชาติด้วย 

ผมถือโอกาสฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันทุกคนที่ช่วยเหลือผม และผมยังขอฝากขอบคุณเป็นพิเศษไปยัง คริสตี้ เคนนี่ เอกอัคราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทยด้วย 

ต่อมาผมจับมือขอบคุณตามประเพณีอเมริกันกับ ซูซี่ ทิม และคุณหนุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดก็ขอตัวกลับ ปล่อยให้ผมได้พบคุยกับเพื่อนสนิท และพักผ่อนต่อไป



เมื่อเจ้าหน้าที่สถานทูตลากลับไปแล้ว ผมกับเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่อีกสองคน เราพากันเดินไปที่ร้านกาแฟ เลือกนั่งที่โต๊ะด้านนอกระเบียง มีลมพัดมาเบาๆในยามกลางคืน พนักงานผู้หญิงถือสมุดสั่งอาหารเล่มใหญ่มาแจก รายการอาหารเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส 
ผมเห็นราคาอาหารแต่ละอย่างแล้วตกใจ เพราะผมไปอยู่ในคุกมาเป็นเวลาปีกว่า ผมคิดว่าราคาอาหารมันแพงมากเกินไปสำหรับผม ผมเลยไม่รู้สึกหิวอะไร 
ผมสั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น ส่วนเพื่อนๆสั่งอาหารไทยรสจัดมากิน
 เราพูดคุยกันเรื่องทั่วไป ผมเหลือบมองดูถนนที่มีรถวิ่งผ่านไปมา ถอนหายใจ และบอกกับตัวเองว่า 
สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด 

ราวสามทุ่ม เพื่อนของผมต่างขอตัวกลับบ้าน ผมขอบคุณพวกเขาอีกครั้ง ผมเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องที่จัดไว้ เป็นห้องใหญ่เหมือนโรงแรมอย่างดี 
ผมเปิดประตู้ห้องเข้าไป แอร์เย็นสบาย ผมก้มมองดูพื้นไม้ ด้านข้างมีครัว ตู้เย็น เคาน์เตอร์ล้างจาน และมีโต๊ะทานอาหารวงกลม มีโซฟาใหญ่ให้นั่งเล่นพร้อมเคเบิลทีวีให้ดู มีโต๊ะเขียนหนังสือ โคมไฟบนโต๊ะและบนพื้น 
ผมเดินเลี้ยวขวาไปเป็นห้องนอน มองดูเตียงขนาดใหญ่ที่มีผ้าปูที่นอนขาวสะอาดขึงไว้ตึง และด้านข้างมีห้องน้ำที่มีพื้นที่กว้างขว้างเป็นส่วนตัว มีโถส้วมสีขาวสะอาดให้นั่ง มีที่อาบน้ำอุ่น และอ้างล้างหน้า มันเป็นสิ่งที่ผมนึกถึงตลอดเวลาที่อยู่ในคุก 
ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย

Thursday, October 18, 2012

ปากคำ3นักสู้ต้องห้าม เล็กจรรยา,น้าปรวย และสมชาย ภายหลังลี้ภัยไปสู่เสรีภาพไม่ก้มหัวให้ม.112


วันศุกร์, ตุลาคม 19, 2555

ปากคำ3นักสู้ต้องห้าม เล็กจรรยา,น้าปรวย และสมชาย ภายหลังลี้ภัยไปสู่เสรีภาพไม่ก้มหัวให้ม.112

 
พอมาถึงตอนนี้ที่เราได้รัฐบาลใหม่มาปีกว่าๆ ผมไม่คิดเหี้ยอะไรเลยนะเกี่ยวกับอนาคตประเทศ โอเคแม่งมีแหละภาพประเทศแบบที่เราหวัง แต่ผมว่าผมแม่งคงฝันเปียก เป็นประเทศอื่นฝ่ายประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยแม่งชนะเลือกตั้งถล่มทลายแบบนี้ แม่งประเทศคงเปลี่ยนฉิบหายเลยนะ กฏหมงกฏหมายอะไรที่แม่งไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใต้อุ้งตีนทหารแม่งคงโดนเปลี่ยนหมด เพราะถือว่าอำนาจอยู่ในมือประชาชน แต่พอเป็นเมืองไทย ทุกอย่างแม่งนิ่งสนิท ไม่รู้ติดเหี้ยอะไร..?-น้าปรวยฯ

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2555

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยการเมืองคดีมาตรา 112 ไปยังต่างประเทศ 3 รายคือคุณเล็ก-จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมด้านแรงงาน , น้าปรวย ซ้อลตี้เฮด นักสร้างภาพยนตร์โฆษณา และคุณสมชาย(นามสมมุติ)นักกิจกรรมการเมือง ทั้งสามเลือกหนทางลี้ภัยไปสู่เสรีภาพ ไม่ยอมสยบตกเป็นเหยื่อมาตรา112 และัชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไรหลังจากตัดสินใจแบบนั้น มากกว่านั้นคือเขามองเข้ามาในประเทศนี้อย่างไร...


คุณได้ลี้ภัยการเมืองออกไปนอกราชอาณาจักรเมื่อใด และจากเหตุการณ์ใด


 
เล็ก จรรยา ยิ้มประเสริฐ

จรรยา: เราออกเดินทางเมื่อ 24 เมษายน 2553 เพื่อมานำเสนอปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รี่และนำข้อเรียกร้องของคนงานมานำเสนอต่อรัฐบาลสวีเดน ฟินแลนด์ และไปพูดคุยปัญหาการค้าแรงงานไทยที่โปร์แลนด์ กับองค์กรแรงงานที่นั่น แต่เหตุการณ์การปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่รุนแรงและป่าเถื่อน ทำให้เราคิดว่า มันคงเลี่ยงที่ไม่พูดตรงๆ ถึงสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทยไม่ได้ และช่วงนั้นคดีมาตรา 112 ก็รุนแรงมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจอยู่ที่ต่างประเทศเพื่อทำงานการเมืองไทยโดยไม่ต้องเซ็นเซอร์ และโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับมาตรา 112

ปรวย:  มันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ปลายเดือนพฤษภาปีเดียวกันนั่นเอง เจ้าหน้าที่ DSI ก็เข้าจับกุมตัวผมไปสอบสวนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยพยายามถามผมถึงความเกี่ยวโยงกับคนเสื้อแดง มีขนาดถามน้องสาวผมว่าผมมีเสื้อแดงมั้ย (ฮา) ภายหลังจากถูกจับกุมผมมาคิดได้ทีหลังว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงนั่นกระแส ผังล้มเจ้า กำลังมาแรง เจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมผม เลยถามประหนึ่งว่าผมเป็นหนึ่งในขบวนการ แม้เขาจะบอกว่าเขาติดตามผมมานานแล้ว

สมชาย (ชื่อสมมุติ):  ผมเดินทางออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี  2553 เนื่องจากถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และมาตราอื่น


ทำไมคุณไม่อยู่ต่อสู้คดีในประเทศไทย(รวมทั้งว่าในเวลานี้พรรคการเมืองแบบเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วทำไมไม่กลับมาสู้คดี?)


น้าปรวย ซ้อลตี้เฮด

ปรวย: ถ้าตอบสั้นๆ ก็ต้องถามกลับไปว่า มีใครสู้กับคดีนี้ได้เหรอ ?!  ส่วนมากปลายทางคดีนี้ถ้าถูกคุมขังก็ต้องโดนบีบให้รับสารภาพ ประมาณว่า “กราบร้องขอเมตตาจากฉันซิแล้วฉันจะให้อภัย”  ซึ่งคงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ หรือถ้าเขาเมตตาไม่เอาไปคุมขัง ก็คงหมดอิสระที่จะพูดจาในสิ่งที่เราคิดได้อยู่ดี ถ้าเลือกว่าอิสระเสรีภาพ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต การเลือกอยู่ในประเทศในขณะที่โดนคดีหมิ่นฯก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับผม
สมชาย (นามสมมุติ)

สมชาย
 : ตอนที่ผมเดินทางออกจากประเทศไทยยังเป็นช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อยู่ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าไม่ว่าภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หรือรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การต่อสู้คดี 112 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์มีโอกาสชนะน้อยมาก ยกเว้นแต่กรณีที่ผู้ถูกดำเนินคดีจะ "แสดงตัว" ชัดเจนว่าเป็น royalist และการ "แสดงตัว" ที่สำคัญสำหรับกรณีนี้ก็คือการมีส่วนร่วมกับขบวนการทางการเมืองที่อิงอยู่กับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมไม่ได้เข้าข่ายกรณียกเว้นอันนั้น

 และผมไม่คิดว่าการที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆจะต้องไม่มีกฎหมายเผด็จการอย่างเช่น ม.112
 และพรรคเพื่อไทยเอง หรือหากจะให้ชัดเจนขึ้นก็ต้องมองย้อนไปถึงสมัยเป็นพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้สนใจหรือมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา หรือในบางครั้งอาจจะแสดงจุดยืนที่ออกไปในทิศทางตรงข้ามด้วยซ้ำไป
 

 รูปธรรมอีกอย่างที่อาจจะทำให้เห็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นก็คือ แม้แต่นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยเองที่สนใจ/กล้าแตะกล้าพูดเรื่อง ม.112 และสถาบันกษัตริย์ (ซึ่งก็มีอยู่ไม่มาก) ก็ดูเหมือนจะถูกลดบทบาทหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเท่าที่ควร

จรรยา: มาตรา 112 ยังไม่ถูกยกเลิก ก็เท่ากับความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับกฎหมายเถื่อนนี้ยังอยู่ และจากบทเรียนที่เห็นๆ กัน คนโดนมาตรานี้ต้องเผชิญความวุ่นวายกันทุกคน และถ้าถูกจับเข้าคุกแล้ว โอกาสได้รับการประกันตัวสู้คดีไม่มีเลย จะออกจากคุกได้ก็มีแค่ติดคุกตามจำนวนคำตัดสิน ตาย หรือรับผิดเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเราคิดว่ามันรุนแรงมากและขัดกับกติกากฎหมายสากลในทุกระบบ

การใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกและนำเสนอปัญหาเมืองไทยอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นประโยชน์กว่าการกลับไทยและต้องวิตกกังวลเรื่องคดี เรื่องคุกด้วยมาตรา 112 จนอาจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระเช่นที่ทำอยู่ตอนนี้ 

สถานะทางคดีที่คุณพอจะเปิดเผยได้ และสถานะผู้ลี้ภัยที่คุณเผชิญอยู่ในเวลานี้




สมชาย: มีคดีหนึ่งที่ยุติไปแล้ว แต่เท่าที่ทราบผมยังมีคดีอื่นด้วย และคิดว่าอาจจะมีคดีที่ยังไม่ทราบด้วย
    

ผมได้ทำเรื่องขอลี้ภัยต่อ UNHCR ไปตั้งแต่ช่วงแรกๆที่ออกมาจากประเทศไทย ตอนนี้ก็เป็นช่วงรอทาง UNHCR พิจารณา ซึ่งเท่าที่ทราบจะใช้เวลาค่อยข้างนาน (หลายปี) ที่ผ่านมาเขาสัมภาษณ์ผมไปแล้ว 2 ครั้ง
 

สถานะของผมตอนนี้ก็คือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งก็คือยังไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัย สิทธิหลายๆอย่างจึงไม่เท่ากับคนที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยไปแล้ว
 

 สิทธิที่สำคัญตอนนี้ก็คือผมสามารถพักอยู่ที่นี่ได้แม้จะหมดวีซ่าไปแล้ว และจะไม่ถูกส่งกลับประเทศไทย ไม่ว่าจากเรื่องวีซ่าหมดอายุหรือจากคดีการเมืองในประเทศไทย

ปรวย: ไม่ทราบเลย ตอนแรกว่าจะให้ทนายไปติดตามความคืบหน้าคดีนี้ แต่ตอนหลังก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่าตัวเราเองก็ไม่ยอมรับกับกฏหมายข้อนี้ อันนี้ไม่เฉพาะตัวเรา หลายองค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิมุนษยชนก็บอกแล้วว่า กฏหมายหมิ่นฯ ขัดกับหลักสิทธินุษยชน จริงๆ ไม่ต้องอ้างหลักอะไรเลย แค่คอมมอนเซ้นส์มนุษย์ธรรมดาๆ ก็น่าจะพูดได้ว่า กฏหมายบ้าอะไร แค่พูดจาหมิ่นประมาทหมายถึงถ้าพูดหมิ่นจริงๆ จะติดคุกตั้งสิบยี่สิบปี ดูกรณีอางกงเป็นตัวอย่าง เอาปลายเส้นผมคิดก็น่าจะคิดออก ถ้าคิดไม่ออกผมว่าคนๆนั้น ต่อมความยุติธรรมบกพร่องแล้วล่ะ

จรรยา: แม้จะถูกขู่ฟ้องว่าจะดำเนินคดีม. 112 กับจรรยา แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ ยังไม่มีคดีความใดๆ  ซึ่งเราก็ได้ประกาศตลอดมาว่า ปฏิเสธความชอบธรรมของกฎหมายมาตรา 112 เพราะมันเป็นกฎหมายรัฐประหาร ที่ป่าเถื่อน หลงยุคหลงสมัย  ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมสากล และจะต้องถูกยกเลิก

การตัดสินใจอยู่ที่ฟินแลนด์ ่ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง และก็ขอวีซ่าอยู่ในประเทศฟินแลนด์ในฐานะพลเมืองโลกคนหนึ่งตามปกติ ไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น

คุณต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง ทั้งด้านหลังที่คุณต้่องหนีมา(การงาน  ครอบครัว ทรัพย์สินฯลฯ) สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ในเวลานี้ (ชีวิต ความเป็นอยู่ การงาน การดำรงชีพ การเงิน สถานะทางสังคม ความปลอดภัย) และอนาคตข้างหน้า(คุณได้สิทธิเป็นผู้พำนักในประเทศปลายทางในฐานะผู้ลี้ภัยหรือยัง และมีปัญหาอะไรบ้าง และคุณคาดหวังอย่างไร)


ปรวย:  เยอะล่ะ ตอบง่ายๆว่า ฉิบหาย หมดทั้งชีวิตแหละ เหลือแต่อิสระภาพในการไปไหนมาไหน ในการพูดจาอย่างที่คิดได้ นอกนั้นฉิบหายหมด คือมนุษย์เราปกตินี่เวลาเราดำเนินชีวิต เราก็คิดว่าเราวางแผนชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ทำงานหนักเท่านี้ จะซื้อบ้านแบบนี้ ผ่อนเท่านี้ แล้วเราก็จะมีชีวิตแบบนี้ แต่พออยู่ในประเทศที่มีกฏหมายแบบนี้ แล้วเราเสือกโดนกฏหมายนี้เล่นงาน แม่งตัดวงจรชีวิตเราฉิบหายหมดเลยนะ พอต้องหนีออกมา ก็ต้องทิ้งงาน งานยังไม่มีทำ พอไม่มีงาน ไม่มีเงิน แม่งก็เอฟเฟคไปหมดล่ะ ไอ้อนาคตที่ฝันๆไว้ก็ฉิบหายไปหมด มีรถขายรถ มีบ้านขายบ้าน ขายไม่ได้แม่งก็โดนยึด 

พอออกมานี่เราคิดได้อย่างนึง กว่าคนๆนึงแม่งจะยืนขึ้นได้ในสังคม มีความมั่นคงในชีวิตแม่งต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ การรู้จักผู้คน การเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนในสังคมนั้นๆ พอเปลี่ยนสังคมนี่แม่งเริ่มใหม่หมดเลยนะ สักพักแหละกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคงเหมือนเดิม ยิ่งยังไม่มีสถานะที่อยู่เป็นพลเมืองอย่างถูกต้องแม่งยิ่งยากกว่าเดิมอีก ตอนนี้ผมยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยที่ไหนแต่ทำเรื่องอยู่กับ UNHCR และก็บางประเทศ แต่ก็เหมือนซื้อหวยนั่นแหละไม่ได้คิดว่ามันจะถูกเท่าไหร่ ห้าสิบห้าสิบ


สมชาย:ตอนออกมาผมออกมาค่อนข้างฉุกละหุก ตัดสินใจว่าจะออกมาแค่ไม่กี่วันก่อนวันเดินทางจริง ก็เลยมีเวลาจัดการเรื่องต่างๆไม่มาก อันไหนที่มันยังไม่เรียบร้อยก็ต้องฝากให้เพื่อนๆช่วยจัดการต่อ เรื่องครอบครัวไม่มีปัญหาอะไรมากเพราะผมไม่ได้ส่งเสียครอบครัว (อาจจะมีบ้างที่ตรงที่ผู้เฒ่าผู้แก่สงสัยว่าทำไมผมถึงไม่กลับบ้านช่วงเทศกาล)

 ส่วนความเป็นอยู่ตอนนี้ก็พออยู่ได้ไม่ได้ลำบากมาก แม้จะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆบ้าง


สถานะของผมตอนนี้คือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งไม่สามารถไปสมัครงานแบบบริษัทห้างร้านอะไรแบบนั้นได้ แต่เอาเข้าจริงถึงทำได้ก็คงเป็นไปได้ยากที่จะไปทำ เพราะที่นี่ค่าแรงถูก และนายจ้างก็คงจะอยากจ้างคนท้องถิ่นที่มีความคล่องตัวมากกว่าในหลายๆเรื่อง ผมก็เลยต้องทำอย่างอื่นที่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบทางการแบบนั้น
 

 ผมเปลี่ยนงานมา 3-4 อย่างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้รายได้ไม่พอใช้จ่าย ตอนมาที่นี่ก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย คิดว่าอะไรน่าจะไปได้ก็ลองทำทำ ทำแล้วไม่เวิร์คก็เปลี่ยน ลองผิดลองถูกเอา

 รายได้ตอนนี้ก็พออยู่ได้แบบเดือนชนเดือน แต่ดีตรงที่อยู่ที่นี่ค่่าครองชีพต่ำ แล้วก็ทำอาหารกินเองก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะ (นอกจากเรื่องประหยัดกว่าแล้วยังมีเหตุผลเรื่องรสชาติด้วย)
 

สถานะผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและความเป็นคนต่างชาติก็มีปัญหาสำหรับคนที่นี่ โดยเฉพาะในชนบท เพราะคนส่วนหนึ่งเขาไม่เข้าใจว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยคืออะไร และที่ประเทศนี้ก็ค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องการก่อการร้ายอยุ่พอสมควร
 

สำหรับอนาคต ผมคิดว่าไม่ง่ายที่จะได้สถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่มีปัญหาเรื่อง ม.112 ได้สถานะเลย 
 

 ตอนนี้ผมหวังอยู่ 2 อย่าง อันแรกก็คือหวังว่าจะได้สถานะผู้ลี้ภัย อีกอันก็คือหวังว่าประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้ ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นสถานะผู้ลี้ภัยก็ไม่จำใช่สิ่งที่จำเป็น และผมหวังว่าผมยังพอจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

จรรยา: ขอนำคำตอบที่ตอบหน้าเฟซบุ๊คมาตอบที่นี่เลยแล้วกันนะ

ต้องบอกสองปีมานี้หนี้ท่วมหัวเลย จนบ้านก็ถูกหมายยึดแล้ว ....ฮา (ทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ เพราะค่าครองชีพที่ฟินแลนด์ก็แพงเหลือแสน และเราก็ไม่ได้ขอรับบริจาคจากทุนใหญ่คนใด)  ถือว่าทั้งชีวิตทำงานกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม จึงไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความยากลำบากอะไร และมองมันเป็นความท้าท้าย 
 

และถือโอกาสนี้ ใช้เวลาลุยงานเขียน จัดกิจกรรม และสร้างความตื่นรู้เรื่องการเมืองไทยอย่างเดียวเลย เช่นที่หลายคนตามงานเล็กมาเห็นๆ กันอยู่ 

ก็อยู่ได้ด้วยการเกาะเพื่อน เกาะฝูง เกาะสหายทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่รู้จักเล็กเพราะงานการเมืองช่วงนี้ หรือที่เคยทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติมาก่อน (ทั้งให้เงินอุดหนุน หรือให้ยืมตังส์เป็นช่วงๆ) 

และก็รับงานแปลเป็นบ้างครั้ง ที่มีคนส่งมาให้ทำ

ไม่ได้ขอรับสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้นจากรัฐบาลฟินแลนด์ ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศนี้ จะมาเกาะประเทศเขากินก็กระไรอยู่ เขาให้วีซ่าให้เราอยู่ในประเทศเขาได้ และก็ไม่เคยคุกคามเสรีภาพเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก็ขอบคุณยิ่งนักแล้ว 

ยามจำเป็นจะต้องใช้เงิน ก็หาทางแลกเปลี่ยนเอา อาทิ เร็วๆ นี้ต้องหาหมอฟัน ก็มีพี่ทางเมืองไทยที่ดูแลกันมาตลอด ช่วยขายหนังสือล๊อตใหญ่ให้คนที่สนับสนุนงานเพื่อแลกเงินค่าหมอ...ซาบซึ้งมากจริงๆ 

และตั้งแต่กลางปีนี้ ก็เริ่มได้รายได้จากการขายหนังสือมาบ้าง (แรงงานอุ้มชาติ ณ ตอนนี้)  หวังเป็นอย่างย่ิงว่าหนังสือจะนำรายได้มาให้ได้มากขึ้น เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างไม่ลำบากนักและไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร

ช่วงนี้ ถ้าอยากจะทำกิจกรรมอะไร ถ้าไม่มีเงินตัวเอง ก็ขอรับบริจากคนที่เข้าใจงานและอุดมการณ์เดียวกันเรื่องยกเลิก 112 เป็นครั้งๆ ไป ครั้งละ 100 หรือ 200 ยูโรเท่าที่จำเป็นจริงๆ 

โชคดีฮะ ที่เป็นลูกชาวนา ชินกับความลำบากและการพึ่งตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนทำอาหารเก่งพอใช้ได้ (พวกมั่วเก่ง) จึงปรับตัวเข้ากับความลำบากได้ เลยไม่รู้สึกเดือดร้อนมากเท่าไร 

รู้สึกตัวเองโ่ชคดีที่เลือกการใช้ชีวิตได้...

สรุป คือ ดีใจที่มีสองปีนี้ ที่ได้เบรคจากงานบริหารองค์กร และสามารถทำงานเขียนที่คั่งค้างและงานเขียนทางการเมืองและทำงานรณรงค์เรื่องเมืองไทย โดยเฉพาะรณรงค์ปล่อยนักโทษการเมืองและยกเลิก 112 ได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องวุ่นวายเรื่องหางบประมาณทำงาน หรือต้องเขียนรายงานกิจกรรม 

เรียกได้ว่า แม้ลำบากกาย แต่ใจเปี่ยมเสรีภาพ ที่เงินพันล้านก็แลกไม่ได้ ... ฮา!!!! 

คุณอยากให้คนไทย,ขบวนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยและโลกได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับคุณมากที่สุดในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง


ปรวย:  จริงๆไม่ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับผมก็ได้นะ แค่รู้ว่ากฏหมายข้อนี้มันแย่อย่างไร มันผิดปกติอย่างไร แล้วเราจะแก้ปัญหามันอย่างไร แค่นี้ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะไม่ใช่เฉพาะแค่ผมคนเดียว ผมแค่คนๆหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ แต่จริงๆกฏหมายข้อนี้มันสร้างผลกระทบไปทั่ว ไปไล่ดูเถอะ เอาแค่สมมุติถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายอะไรขัดกับพระราชดำรัส แม่งก็ไปไม่เป็นแล้วใช่มั้ย มีใครจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์ นี่แหละผมถึงบอกว่ามันไม่ได้มีผลกระทบกับผมคนเดียว มันลามไปทั่วผมแค่คนเล็กๆคนนึงเอง


จรรยา: สิ่งที่ทำมาตลอดนับตั้งแต่ตัดสินใจไม่กลับเมืองไทย เริ่มด้วยการเผยแพร่บทความ “ทำไมถึงไม่รักในหลวง” เมื่อสิงหาคม 2553 และตามมาอีกหลายบทความและหลายเล่ม ตลอดสองปีที่ผ่านมา พร้อมกับการรณรงค์ต่อเนื่องในหลายรูปแบบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จนมาสู่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปล่อยนักโทษการเมืองและยกเลิกมาตรา 112 ทันที

ซึ่งเรื่องรณรงค์ปล่อยนักโทษการเมืองเป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก เมื่อต้องทนเห็นนักโทษมาตรา 112 เช่นอากง ต้องเสียชีวิตและเห็นหลายคนต้องทนกล้ำกลืนยอมรับผิดเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อจะได้หลุดออกมาจากความโหดร้ายของชีวิตในคุกไทย 
 

 และก็เศร้าสะเทือนใจที่สุด ที่จนบัดนี้หลายคนก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว
 

กระนั้นในประเด็นเรื่องการพูดเรื่องที่เคยต้องเซนเซอร์กันอย่างหนัก มันก็เริ่มมีการความผ่อนคลายกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ที่ในช่วงปี 2553 ยังไม่ค่อยกล้าพูดคำว่า “ยกเลิก 112” เลย แต่ขณะนี้คำนี้สามารถพูดได้สบาย หรือคำว่า “ทำไมถึงไม่รักในหลวง” ที่ช่วงแรกคำว่า “ในหลวง” ถูกเซนเซอร์ตลอด แต่ตอนนี้ เราสามารถเอ่ยหรือเขียนคำนี้ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเซ็นเซอร์
 

ในระดับนานาชาติ เราก็เห็นความสนใจมากขึ้นของนานาชาติต่อประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และมีการพูดถึงกันมากขึ้นในสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายสำนัก

สมชาย: อยากจะบอกว่าผมยังสู้อยู่ การหนีหรือการขอลี้ภัยไม่ได้เท่ากับการยอมแพ้ แต่ตรงกันข้ามบางทีมันอาจจะดีกว่าและที่สำคัญมันอาจจะทำอะไรได้มากกว่าการยอมติดคุกแล้วสู้จากในคุก ตอนนี้ผมพยายามทำกิจกรรมทางการเมืองเท่าที่ความสามารถและสถานการณ์จะเอื้ออำนวย ถ้าใครหรือองค์กรไหนมีช่องทางที่คิดว่าจะหนุนเสริมกันได้ก็อยากให้ติดต่อมาครับ แต่จะทำอะไรตรงไหนได้บ้างก็ต้องมาดูรายละเอียดกันอีกที

คุณต้องการการหนุนช่วยอย่างไรบ้างไหมกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่และอนาคตข้างหน้า


ปรวย:  จริงก็ไม่ได้นึกถึงการช่วยเหลือจากที่อื่นเท่าไหร่นะ เพราะคิดว่าพอช่วยตัวเองได้ แต่ตอนนี้ที่มันยังไม่สะดวกก็เพราะอย่างที่บอก กว่าคนๆ นึงแม่งจะยืนขึ้นได้ในสังคม มีความมั่นคงในชีวิตแม่งต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ การรู้จักผู้คน การเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนในสังคมนั้นๆ พอเปลี่ยนสังคมนี่แม่งเริ่มใหม่หมดเลยนะ ตอนผมอยู่เมืองไทยผมมีอาชีพทำหนังโฆษณา พอออกมานี่มันก็ต้องเริ่มเข้าหาวงการในที่ๆตัวเองอยู่ ก็ค่อยๆคืบคลานเข้าไป ก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้ามีใครในเมืองไทยอยากทำหนังอะไรที่ไม่ต้องทำในประเทศบอกได้นะ ยินดีรับทำ เพราะคนทำเข้าประเทศไม่ได้ (ฮา) แต่จริงๆหนังมันทำที่ไหนก็ทำได้นะ เพราะเดี๋ยวนี้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมันก็ไม่ได้แพงพิสดารเหมือนแต่ก่อน 

จรรยา: ตอนนี้ที่กังวลที่สุดคือบ้านเปิดใจที่ถูกหมายยึดจากธนาคารแล้ว และจะต้องมีเงินไปเอาออกมาจากธนาคาร ซึ่งก็พยายามจะหาเงินตรงนี้ด้วยการออกหนังสือ “แรงงานอุ้มชาติ” มาขายตั้งแต่กลางปีนี้  แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าหนังสือจะขายได้หมดทันเวลารักษาบ้านไว้หรือไม่

แต่ ก็ไม่มีวิธีการอื่นที่จะหาเงิน นอกจากขายความคิดและงานเขียนที่วิเคราะห์ปัญหาของประเทศไทย โดยเอาประชาชนคนถูกขูดรีดและเอาเปรียบเป็นแก่นกลางขอการความห่วงใย ไม่ใช่เอาสถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลางของการสักการะบูชา


จริงๆ สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าเสียดาย ที่พวกเราหลายคนมีศักยภาพที่จะทำการเคลื่อนไหวกับนานาชาติเรื่องปัญหาการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะจากมาตรา 112 ได้มากกว่าคนที่อยู่เมืองไทย แต่สองปีที่ผ่านมา พวกเราทั้งหลายต้องดิ้นรนเพื่อการดำรงชีวิต  โดยไม่ได้ได้รับการสนับสนุนมากนัก ไม่ต้องฝันไปไกลถึงงบประมาณให้ได้ทำงานรณรงค์ต่อเนื่องในเรื่องนี้  

น่าจะมีการเชื่อมประสานและส่งเสริมให้พวกเราได้ทำหน้าที่เหล่านี้ที่ต่างประเทศเพื่อเป็นพลังการกดดันคู่ขนานไปกับขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย 

สมชาย: อย่างที่ตอบไปแล้วก็คือเรื่องของความร่วมมือหนุนเสริมกันทำกิจกรรม 

สถานะของผมตอนนี้ทำให้ผมมีเวลามากกว่าเมื่อก่อน (ความจริงแล้วตอนนี้ผมก็ยังติดต่อและทำกิจกรรมอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆในประเทศไทย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเวลาว่างอยู่ดี) และคิดว่าการอยู่ข้างนอกน่าจะทำให้มีเงื่อนไขบางอย่างลดลงกว่าการอยู่ในประเทศ ซึ่งก็น่าจะทำอะไรที่คนในประเทศทำไม่ได้หรือทำได้ไม่สะดวก ดังนั้นจึงอยากให้กลุ่มองค์กรที่แนวทางคล้ายๆกันช่วยติดต่อมาคุยรายละเอียดกันดู

ส่วนความช่วยเหลือเรื่องการเงิน สำหรับผมตอนนี้ก็พออยู่ได้แล้ว เว้นแต่จะมีกรณีฉุกเฉิน เช่น เรื่องอุบัติเหตุ เรื่องสุขภาพ หรือปัญหาจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (แม้สถานะผู้แสวงที่ลี้ภัยจะทำให้สามารถพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ แต่มันอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่/ข้าราชการท้องถิ่นมักจะไม่มีความรู้เรื่องนี้ และเมื่อเกิดปัญหาก็จะต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดการ) 


ดังนั้นผมคิดว่ามันน่าจะดีถ้าจะมีการตั้งคล้ายๆกองทุนเป็นเงินสำรองเอาไว้สำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่มีปัญหาฉุกเฉิน เพราะพอมันเป็นเรื่องฉุกเฉินการจะระดมเงินหรือแม้แต่หยิบยืมกันให้ทันท่วงทีมันก็ลำบาก

อีกเรื่องที่อยากเสนอไว้เผื่อคนอื่นๆในอนาคต (ผมคิดว่าผมผ่านช่วงเวลานั้นมากแล้ว) ก็คือน่าจะมีเงินกองทุนสำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ เพราะคนที่เพิ่งออกมาโดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศมากนักจะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนข้อมูลมากๆ ซึ่งมันทำให้ค่าใช้จ่ายเราสูงมากๆ เพราะเราจะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไร ซื้ออะไรที่ไหนแล้วประหยัดเงิน หรือการพยายามประกอบอาชีพ พอเราไม่มีข้อมูลเราก็ต้องทำแบบลองผิดลองถูก ซึ่งมันก็มักจะผิดซะมากกว่าถูกด้วย แล้วในการลองมันก็มีทั้งเงินที่ต้องลงทุนไป และระหว่างนั้นเราก็ยังต้องกินต้องใช้ด้วย ดังนั้นถ้ามีการสนับสนุนคนที่ออกมาใหม่จนพอที่จะดูแลตัวเองได้ก็น่าจะดี 


คุณมีจุดมุ่งหมายปลายทางในชีวิตอย่างไร และคุณอยากเห็นประเทศไทยเดินไปอย่างไร

ปรวย: ว่าตรงๆนะ พอมาถึงตอนนี้ที่เราได้รัฐบาลใหม่มาปีกว่าๆ ผมไม่คิดเหี้ยอะไรเลยนะเกี่ยวกับอนาคตประเทศ โอเคแม่งมีแหละภาพประเทศแบบที่เราหวัง แต่ผมว่าผมแม่งคงฝันเปียก เป็นประเทศอื่นฝ่ายประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยแม่งชนะเลือกตั้งถล่มทลายแบบนี้ แม่งประเทศคงเปลี่ยนฉิบหายเลยนะ กฏหมงกฏหมายอะไรที่แม่งไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใต้อุ้งตีนทหารแม่งคงโดนเปลี่ยนหมด เพราะถือว่าอำนาจอยู่ในมือประชาชน แต่พอเป็นเมืองไทย ทุกอย่างแม่งนิ่งสนิท ไม่รู้ติดเหี้ยอะไรทำไม่ได้ 

ผมถึงบอกว่าผมไม่คิดฝันอะไรอีกแล้วนะ อยู่กับความจริงแม่งนี่แหละ แล้วคอยดูว่าแม่งจะจริงไปแบบไหน หลังๆผมถึงพูดอะไรเกี่ยวกับการเมืองน้อยมาก เพราะผมว่า 5-6 ปีมานี้ปัญหาทุกอย่างแม่งถูกพูดไปหมดแล้วนะ คือถ้าพูดอีกแม่งก็ซ้ำไปซ้ำมาแม่งจะกลายเป็นว่าเราเป็นควายไปซีสอให้คนดูฟัง 

คือประเทศนี้เรียกว่าถ้าเป็นคนป่วย หมอแม่งลงความเห็นวินิจฉัยโรคไปเสร็จสรรพแล้วล่ะว่ามึงต้องผ่าตัด คราวนี้ผมคิดว่าตัวผมแม่งไม่ได้เป็นหมอนะ ตอนนี้ผมก็ได้แต่นั่งดูว่าเอ้ามึงจะผ่าหรือไม่ผ่า

ส่วนตัวผมก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ จะให้ฝันจะให้วางแผนชีวิตแบบเดิมก่อนโดนคดีนี้แม่งก็คงไม่ฝันแล้วล่ะ ก็คงหาโอกาสทำงานที่ตัวเองอยากทำต่อไป ทั้งทำหนัง ถ่ายรูป อ้อแล้วก็มีเขียนหนังสือ ไอ้การเขียนหนังสือนี่ผมมาได้ทำตอนลี้ภัยออกมานี่แหละ เพราะมันเป็นช่องทางหนึ่งทีเราได้เล่าเรื่องเล่าความคิดเราได้ แล้วผมก็พบว่ามันก็สนุกนะแถมทำได้เลย ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือมากเท่าการทำหนัง 
จริงๆจะว่าไปก่อนหน้านี้ผมก็เป็นแบบนี้นะหมายถึงก็เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนคนในประเทศอื่นที่เขามีเสรีกันใช่มั้ย ทำงานไปพอมีเหตุการณ์ในบ้านเมืองก็วิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง แต่ทีนี้ประเทศเราเสือกแปลกกว่าประเทศอื่น พอกูพูดเสือกจับกูซะนี่ มันคงมีบางอย่างที่เราไม่เหมือนประเทศอื่นๆที่เราวิจารณ์ไม่ได้


  สมชาย: อาจจะพูดได้ว่าผมมีชีวิตอยู่เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง ผมไม่ได้คาดหวังอะไรชัดเจนนักเกี่ยวกับความมั่นคงทางชีวิตในอนาคต ผมหวังแค่มีอาชีพที่มีรายได้พออยู่ได้แล้วมีเวลาทำกิจกรรมทางการเมืองก็พอ ประเภททุ่มเทเวลา-พลังงานทั้งหมดให้กับการประกอบอาชีพผมคงไม่ทำ

ผมอยากให้สังคมไทยและสังคมโลกเป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง นี่อาจจะอุดมคติไปบ้าง และคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะได้ทำอะไรบ้างเพื่อผลักดันสังคมไปตามเส้นทางนั้น ถึงมันจะไม่ถึงเป้าหมายในเร็ววันนี้ แต่ถ้าเราสามารถทำให้มันเขยื่อนเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปอีกหน่อยมันก็จะเป็นภาระของคนรุ่นหลังน้อยลง และที่สำคัญเราสามารถตอบตัวเองได้ว่าเราได้ทำมันแล้ว


จรรยา :  เพื่อเป้าหมายที่จะเห็นประเทศไทยมีความยุติธรรมมาตรฐานเดียว มีเสรีภาพ และมีความเท่าเทียมกันในสังคม  มีสวัสดิการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม  ในระบอบประชาธิปไตยประชาชน

การทำงานทั้งหมดที่ทำอยู่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คือการโฟกัสไปที่การนำเสนอปัญหาเมืองไทยที่คาราคาซังยืดเยื้อมานานเพราะการ “พูดความจริงไม่ได้” หรือ “ไม่พูดความจริง” และการเมืองประนีประนอมหลักการกับสถาบันกษัตริย์และทหาร และการเมืองฃอรวมศูนย์อำนาจตลอด 80 ปีประชาธิปไตยแบบไทยๆ  
 

ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่การเมืองนิ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าความตื่นตัวของภาคประชาชนจะหมดไป เพราะมันยังไม่ระดับของปัญหาให้แก้อีกมากมาย ตามระดับของพัฒนาการการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ
-  ทั้งปัญหาเรื่องการจัดสรรค์สวัสดิการและงบประมาณให้เข้าถึงกลุ่ม 80 หรือ 99%
- การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขจัดปัญหาคอรัปชั่นในทุกวงการ 
- การจัดการกับปัญหาความรุนแรงในชาติด้วยกระบวนการสันติภาพและสันติวิธี โดยเอาประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นศูนย์กลาง
- การทำให้ทุกสถาบันในประเทศเคารพกติกาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเรือน
- และที่สำคัญการทัดทานหรือสร้างชุดข้อมูลจากล่างเพื่อทัดทานกระแสเสรีนิยมใหม่ที่ไหล่เข้ามาเพื่อกดดันให้แปรทุกทรัพยากรในประเทศเป็นสินค้า ยังไม่นับเรื่องการต่อสู้เพื่อให้สังคมยอมรับสิทธิความเท่าเทียมไม่ใช่ระหว่างเพศเท่านั้น แต่สิทธิในการเลือกวิถีเพศด้วย และก็อีกมากมาย
 

จะเห็นว่าถ้าไทยเรายังไม่ปลดล๊อคในประเด็นที่เป็นแกนกลางของปัญหาและการถกเถียงทั้งในห้องลับและในเวทีสาธารณะ (มากขึ้นเรื่อยๆ) ตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในฐานะสถาบันประมุขของชาติ ว่า กษัตริย์ควรจะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ควรปิดกันเสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ เช่นที่สามารถกระทำได้กับสถาบันอื่นๆ
 

เราก็จะไม่สามารถขยับนโยบายที่ก้าวหน้าได้ และสิทธิและเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนในปัญหาอื่นๆ ของชาติก็จะถูกปิดกั้นและถูกทำให้ไม่มีความชอบธรรมไปด้วยเช่นกัน
ประเทศไทยจะไม่สามารถเดินหน้าได้ในหลายๆ เรื่อง ถ้ายังปกคลุมด้วยบรรยากาศการเมืองและสังคมอยู่เช่นนี้
 

ความฝันสูงสุด คือ เห็นรัฐบาลดำเนินนโยบายที่เอา “สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหัวใจ” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการการเมืองและการดัดสินใจในนโยบายของประเทศ เคารพสิทธิรวมตัวต่อรองของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และเสรีภาพในการแสดงออก”  

*************
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ไทยอีนิวส์ขอเชิญชวนหนุึนช่วยการต่อสู้ของผู้ประสบภัยม.112ที่ต้องลี้ภัยในต่างแดน โดยโอนเงินผ่านชื่อบัญชี ประเวศ ประภานุกูล ธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซี รามอินทรา เลขที่บัญชี 864-2-07040-2 โดยระบุว่า "สมทบกองทุนผู้ลี้ภัย 112" พร้อมอีเมล์แจ้ง (ถ้าสามารถทำได้) ไปที่ ACT4DEM@gmail.com 

Saturday, October 13, 2012

ชมรม Monthly Meeting วันเสาร์หน้าครับ Oct 20 2012 ที่ห้องสมุด Des plaines เวลา 10:00 ครับ

พบกัน วันเสาร์หน้าครับ Oct 20 2012  ที่ห้องสมุด Des plaines เวลา 10:00 ครับ
Agenda:  พูดคุยเตรียมงาน ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk

ขอบคุณครับ


--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Chicago ดร ชาญวิทย เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร Dinner Talk


  อย่าลืม เรา มีนัด ท่ี ร้าน  Thai  Little Home วัน อาทิตย ท่ี 28 ตุลา เวลา 18 00น
 
ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk





--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Monday, October 8, 2012

28 ตุลาคม แดงชิคาโก้จัดงานปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ

From Thai E News
แดงชิคาโก้จัดงาน
ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ


คุณ ปรีชากล่าวเปิดเผยด้วยว่า ชมรมฯร่วมกับชมรมต่างๆในสหรัฐฯ กำลังจะจัดกิจกรรม Dinner Talk ที่ร้านอาหาร Thai Little Home Cafe. ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในหัวข้อ "ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ"   โดย ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์การเมืองคนสำคัญของไทย ในโอกาสที่ท่านได้รับเชิญให้มา เป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงาน Thai Studies Conference ที่ รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา และที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ทำให้พวกเรามีโอกาสเรียนเชิญท่านมาพบปะ พูดคุยกับเราที่นี่

"ผม ในนามของชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยในมลรัฐอิลลินอยส์ ขอขอบคุณสมาคมสมาคมไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์  สมาคมพยาบาล สมาคมชาวเหนือ สมาคมอีสาน สมาคมกอล์ฟ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ที่กรุณาร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้รับการสนับสนุนจากท่านอีกในโอกาสต่อไป"พร้อม ทั้งเชิญชวนคนไทยในอเมริกาเข้าร่วมงาน โดยระบุว่าสถานที่จัดงานสะดวกมากอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน O hare Airport และ ใกล้ สถานีรถไฟ สะดวกมาก
ร้าน อาหาร Thai Little Home มีที่จอดรถ สะดวก ที่หน้า ร้าน Add  638 E Golf Rd  Tel.   1 847 806 6221  Or 1 847 878  4042 คุณ โต้ง Precha  1 708 361  6109  or 1 708  435 1939





--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Saturday, October 6, 2012

38ปี 6 ตุลา 19 p.2/3 http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=o3BfGbUFaFo

"จรัล ดิษฐาอภิชัย" : ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สังคมไทยจะไม่มีเหตุการณ์ 6ตุลาฯ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349431893&grpid=01&catid=&subcatid=

"จรัล ดิษฐาอภิชัย" : ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สังคมไทยจะไม่มีเหตุการณ์ 6ตุลาฯ

วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 23:57:03 น.







รับชมข่าว VDO

สัมภาษณ์ :  พันธวิศย์ เทพจันทร์




เนื่องในโอกาสครบ 36 ปี  6 ตุลาคม 2519

 

 

เหตุการณ์ความรุนแรงที่มีการทารุณกรรมมากที่สุดครั้งหนึ่งในสังคมไทย

 

 

ไม่ว่าจะเป็นการเผาศพทั้งเป็น ตอกลิ่มศพ นำศพไปผูกใต้ต้นมะขามแล้วใช้เก้าอี้ฟาด

 

ใช้อำนาจรัฐและกองกำลังฝ่ายขวาล้อมปราบกลุ่มประชาชน นิสิต นักศึกษาที่มาชุมนุมประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจรและพวก บริเวณสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

"มติชนออนไลน์"ถือโอกาสสัมภาษณ์ "จรัล ดิษฐาอภิชัย" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

 

ผู้อยู่ในเหตุการณ์เช้าวันล้อมปราบนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่โหดร้ายที่สุดในสังคมไทย

 

 

บทเรียนที่สังคมไทยควรเรียนรู้คืออะไร ?

 

 

แล้วอนาคตอันใกล้ สังคมไทยยังสามารถเกิดเหตุการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519 ได้อีกหรือไม่

 

 

โดยเฉพาะความขัดแย้งแบ่งเหลืองแดงที่ฝังรากลึก เกินกว่าจะถอนออกไปได้

 

 


 

 

-อยู่ตรงไหนของเช้าวันที่ 6 ตุลาคม  2519  และเหตุการณ์เป็นอย่างไร

 


ตอนนั้นอายุ 29 แล้ว ไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้วแต่ก็มาร่วมชุมนุม ช่วงดึกของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก็เดินออกมาจากสนามฟุตบอลไปยังประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ฝั่งสนามหลวง อยากไปดูเหตุการณ์โดยรอบเพราะได้ยินเสียง เสียงปืน เสียงระเบิดซึ่งมาจากกลุ่มกึ่งทหารที่อยู่สนามหลวง

 

 

ขณะที่กำลังเดินก็เห็นคุณภูมิธรรม เวชยชัย ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทยอยู่แถว ๆ นั้นด้วย ส่วนกลุ่มพลังฝ่ายขวาก่อกวนเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ถล่มในคืนวันนั้น สักพักก็ได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังที่สนามฟุตบอล สันนิษฐานว่าเป็นพวกปืนกลเบาหรือเอ็ม79 ยิงลงมา แล้วก็หันไปดูพบว่ามีการหามคนเจ็บ คนตายอยู่ แต่ว่านักศึกษาประชาชนก็ยังไม่หวาดกลัวยังมีการชุมนุมกันต่อไป 

 


พอราวๆ ตี 5 ขณะที่ยืนคุยกับพรรคพวกอยู่แถวหน้าคณะนิติศาสตร์เพื่อจะวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ ก็เกิดเสียงปืนยิงมาจากด้านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ยิงมาแบบห่าฝนเลย โดยสัญชาตญาณก็เลยหมอบลง โชคดีที่หมอบลงบนถนนเพราะพ้นระยะวิถีกระสุน แต่ว่านักศึกษาส่วนใหญ่หมอบบนสนามฟุตบอล เลยมีหลายคนที่ถูกยิงตาย สักพักก็ได้กลิ่นเลือด จึงเห็นว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่หัวตายอยู่ข้าง ๆ  ก็เลยพยายามนอนหลบแต่คิดว่าคงจะไม่รอด โชคดีที่กระสุนไม่ถูกผมเลยซักลูก

 


จนกระทั่งราวๆ ประมาณ 6 โมงเช้าเสียงปืนก็เบาลง แต่ก็ได้ยินมีเสียงคนบุกเข้ามาโดยยึดรถเมล์ขาววิ่งชนประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แล้วพวกลูกเสือชาวบ้าน พวกกระทิงแดงก็บุกเข้ามา  ก็เลยอาศัยจังหวะนี้ทำให้หนีออกมาจากจุดนั้นได้ แล้ววิ่งตรงเข้าไปที่ตึกคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ผมก็ไปหลบซ่อนอยู่ในนั้น ผมไปหลบอยู่ใต้บันได พอรุ่งเช้าราวๆ 11 โมงของวันที่ 7 ตุลาคม 2519 ก็ถูกจับ

 

 

 

 

-ช่วงดึกของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 มีมติฝ่ายแกนนำก็คุยกันว่าจะยุติการชุมนุม อีกทั้งกระแสข่าว ความรุนแรงก็มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นแน่ ๆ ทำไมไม่หนีเอาตัวรอด

 

ไม่อยากทิ้งกัน มีน้องๆนักศึกษาบอกว่า “พี่จรัลไม่ควรจะอยู่นะเพราะมันเอาแน่คืนนี้ ปราบแน่คืนนี้” ผมก็ด้วยใจมันออกไปไม่ได้ มันมีความผูกพัน

 

 

 

-บทเรียนของเหตุการณ์  6  ตุลาคม 2519 คืออะไร

 


สังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่ายและต่อสู้ความคิดการเมือง ทางอุดมการณ์ซ้ายขวาเป็นเวลา 2 ปีกว่าๆ หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  แล้วสุดท้ายพลังฝ่ายซ้ายก็ถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดนั้น น่าจะทำให้สังคมมีบทเรียนว่าต่อไปนี้จะต้องไม่แบ่งกัน รัฐต้องไม่ล้อมปราบประชาชนกัน

 

 

แต่ปรากฏว่าบทเรียนนี้ทั้งรัฐและสังคมไทยไม่ได้ยึดถือ เพราะว่าเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 และเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะที่รัฐเข้าปราบปรามประชาชน แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้บทเรียน 

 

 

 

 

-ความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ เหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 คืออะไร

 


อิทธิพลของวงการสื่อสารมวลชนกระแสหลักสามารถกำหนดความคิดของประชาชนได้ อย่างเหตุการณ์  6 ตุลาคม 2519 สื่อมวลชนกระแสหลัก วิทยุต่าง ๆ โหมกระหน่ำว่าในหมู่นักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีพวกคนญวน คนจีน ดังนั้นนักศึกษาประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่คนไทย พอแบ่งแยกนักศึกษาประชาชนออกไป รัฐและกลุ่มพลังฝ่ายขวาจึงไม่ลังเลใจและใช้ข้ออ้างนี้ในการทำอำมหิตต่อคนในประเทศด้วยการเผาทั้งเป็น ตอกลิ่มศพ จับศพไปแขวนคอแล้วใช้เก้าอี้ฟาด

 


เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่สื่อมวลชนกระแสหลักต่างโหมกระหน่ำว่า ผู้ชุมนุมเสื้อแดงไม่มีความจงรักภักดี เป็นพวกล้มเจ้า ศอฉ.ก็ทำผังล้มเจ้าขึ้นมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สื่อก็ไม่ยอมตรวจสอบแต่กลับนำไปเผยแพร่ซึ่งก็ไม่ต่างจากการเผยแพร่ใบปลิวของกลุ่มพลังฝายขวาที่กล่าวหาผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ว่า เล่นละครหมิ่นฟ้าชาย

 

 

ดังนั้นในเหตุการณ์สลายชุมนุมปี 2553 สื่อมวลชนก็ผลักผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปอยู่อีกข้างทำให้รัฐบาลขณะนั้นมีความชอบธรรมและได้รับแรงสนับสนุนให้สังหารประชาชนที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ แล้วก็ไปอ้างว่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมมีชายชุดดำปะปนอยู่ด้วย ไม่ต่างจากดาวสยาม วิทยุยานเกราะที่บอกว่ามีพวกญวน คอมมิวนิสต์อยู่ปะปนกับนิสิตนักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

แล้วความเป็นจริงก็เห็นชัดเจนว่า คนที่ตายในเช้าวันที่  6 ตุลาคม 2519 มีแต่คนไทยมีรายชื่อ แล้วหลายคนที่เสียชีวิตก็คือ นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันทั้งสิ้น

 


อันที่จริงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาในสมัยการต่อสู้คอมมิวนิสต์ กับอุดมการณ์ของเหลือแดงมีความแตกต่างกันเพราะอุดมการณ์ความขัดแย้งระหว่างเหลืองกับแดงมันกว้าง ประเด็นแหลมคมและฝังรากลึกเกินกว่าจะถอนออกได้

 

 

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ สื่อมวลชนทั้งสองยุคต่างก็สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม แบ่งคนในสังคมให้แยกออกจากกัน คิดต่างกันไม่ใช่พวกเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างใส่ร้ายป้ายสีว่า อีกกลุ่มเป็นยักษ์ เป็นมาร เหมือนที่กล่าวหาว่า พวกนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนนี้มาบอกกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกล้มเจ้า  สุดท้ายเมื่อไม่มองกันและกันว่าเป็นมนุษย์ ความรุนแรงก็ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

-เหตุการณ์ล่าสุดที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มคนเสื้อแดงฟาดฟันกัน หน้ากองปราบปราม ในฐานะเคยผ่านเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อย่างไร

 


ความขัดแย้งทางการต่อสู้ที่วันนี้มันยกระดับเป็นเรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ แล้วในช่วง 5-6 ปีที่แล้วมาก็ฟาดฟันกันทางความคิดและวาจา โต้ตอบกันมาโดยตลอด ฟาดฟันกันจนทั้งสองฝ่ายรู้สึกเจ็บปวด เคียดแค้นชิงชัง แล้วไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายเพราะทั้งสองฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง ดังนั้นถ้าคนทั้งสองฝ่ายมาอยู่ใกล้กันแนวโน้มที่กระปะทะกันก็มีสูง จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจต้องคอยดูแลรักษาความปลอดภัย 

 


นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะแกนนำต้องคิดด้วยว่า ควรจะจัดชุมนุมให้เกิดการปะทะกันหรือไม่  ยิ่งฝ่ายคนเสื้อแดงซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล ถ้าสมมติเกิดการปะทะกันของมวลชน ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ  ฝ่ายเสื้อแดงชนะก็เหมือนแพ้ ถ้าแพ้แล้วก็ยิ่งแพ้เข้าไปใหญ่ เพราะคนที่แพ้ไม่ใช่แค่คนเสื้อแดง แต่รัฐบาลก็แพ้ตามไปด้วย เพราะสังคมก็จะวิจารณ์รัฐบาลหนักขึ้น แม้การปะทะกันจะผิดทั้งคู่ แต่รัฐบาลจะผิดมากที่สุด

 

 


แต่เข้าใจได้ว่า เมื่อฝ่ายเสื้อแดงเป็นรัฐบาล พวกเขาก็จะปกป้องรัฐบาลไม่ยอมให้อำนาจอื่น ๆ มาล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เนื่องจากรัฐบาลของพวกเขาถูกล้มไปแล้ว 3 รัฐบาลในช่วง 6 ปี ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมให้รัฐบาลที่ 4 ล้มไปง่ายๆ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องปกป้องทุกวิถีทาง

 

 

ถ้าฝ่ายเสื้อเหลืองยังมีเจตจำนงค์ที่จะไม่ยอมรับรัฐบาลนี้ จ้องหาทางล้มรัฐบาลทุกวิถีทาง อย่างล่าสุดก็คือกลุ่มคณาจารย์นิด้า  ไปยื่นเรื่องการจำนำข้าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ แบบนี้อย่างไรเสียก็ต้องมีการปะทะกันไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เล่นตามหลักประชาธิปไตย คือรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง


 

 

-อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์แบบ 6  ตุลาคม 2519 ในอนาคตได้อีกหรือไม่

 


ต้องดูเงื่อนไขที่สำคัญคือรัฐบาล ถ้าหากรัฐบาลเพื่อไทยที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี  คงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519  เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคงจะไม่ปราบเสื้อเหลืองอย่างแน่นอนเพราะอาจไปสู่เงื่อนไขถูกล้มรัฐบาล ส่วนเสื้อแดงอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ปราบอยู่แล้ว

 

 

แต่ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นอีกฝ่ายแล้วใช้กระบวนการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีว่า คนเสื้อแดงเป็นพวกล้มเจ้า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหมือน 6 ตุลาคม 2519 จะมีสูงมาก

 


อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  รัฐบาลเสนีย์ ปราโมชมีส่วนผิดอย่างมาก เพราะไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้ ไม่ยอมประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนวันที่  6 ตุลาคม 2519  ไม่ยอมหาหนทางที่จะไม่ให้มวลชนทั้งสองฝ่ายมาปะทะกัน

 

 

 

 

-จะแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในสังคมไทยอย่างไร โดยเฉพาะการลดความรุนแรงอันมาจากความเชื่อทางการเมือง

 


รัฐบาลหรือระบบการเมืองต้องมีมาตรการป้องกันที่ดีซึ่งก็ยากเพราะอำนาจนอกระบบก็มีอยู่มาก เพราะฉะนั้นทางแรกคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาดซึ่งเป็นไปไม่ได้อีก  ดังนั้นก็ต้องปรองดองแต่ก็ชัดเจนแล้วว่าถ้าเกิด พ.ร.บ.ปรองดองขึ้นมาเมื่อไร ทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันหรือสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแน่นอน

 

 

 

-ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จะสามารถลดความรุนแรงอันเกิดจากความเชื่อเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองได้หรือไม่

 


สถาบันพระมหากษัตริย์ก็มีความเกี่ยวข้องกับระบอบการเมืองการปกครองของไทย ฉะนั้นทุกสถาบันในระบอบการเมืองการปกครองต้องมาหารือกันว่า จะให้สังคมไทยเดินหน้าด้วยความปรองดองอย่างไร 

 


แต่ก็ไม่เชื่อทฤษฎีว่า มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งกำหนดทุกอย่าง เช่นมีพระเจ้าคอยกำหนดโชคชะตาหรือถ้ากำจัดสิ่งนั้นได้ทุกอย่างจะเรียบร้อยเพราะความขัดแย้งในสังคมไทยมันพันกันไปหมด มีหลากหลายปมปัญหามาในเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ว่าคลี่ปมนั้นจะสามารถร้อยเชือกรองเท้าได้

 

 


-หมายความว่าไม่มีปัจจัยชี้ขาดใด ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในสังคมไทย

 

 

ไม่มี

 

 

 

-ด้วยความขัดแย้งแบบนี้ สังคมไทยจะเห็นอะไรในอนาคตอันใกล้

 


มี 2 แนวโน้ม คืออาจเกิดการปฏิวัติโดยประชาชนครั้งใหญ่ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องปรองดอง หรือถ้าไม่ได้ทั้ง 2 ปัจจัยก็ต้องอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหมือนอย่างกรณีไอร์แลนด์เหนือกับอังกฤษ ขัดแย้งกันกว่าสองร้อยปี ของประเทศไทยอีกสี่ปีถึงจะครบรอบสิบปีเท่านั้น

 

 

 

 

-หยุดไม่ได้หรือความขัดแย้ง ปะทะกันแค่นี้พอแล้ว เปิดสันติเสวนาคุยกันทุกประเด็น ทุกปมปัญหาภายในใจของแต่ละคน

 


หยุดไม่ได้  เว้นแต่ว่าถ้าผู้ปกครองทั้งที่เป็นรัฐบาลและไม่เป็นรัฐบาลต่างขบคิดให้มาก ใช้ปัญญาและยอมรับการเปลี่ยนแปลก็จะสามารถลดความรุนแรงและความขัดแย้งได้ แต่เท่าที่สังเกตจะพบว่า ผู้ปกครองไม่ได้ใช้ปัญญาสักเท่าไหร่  ซ้ำร้ายกลับใช้อารมณ์โกรธแค้น ใช้ความเกลียดชัง สุดท้ายประเทศไทยก็อาจจะมีสงครามกลางเมือง แล้วพม่ากับเวียดนามก็จะพัฒนาความเจริญทางด้านเศรษฐกิจแซงประเทศไทยไปเรื่อย ๆ