Sunday, November 4, 2012

The Debate Over a Thai Republic

From: http://www.asiasentinel.com/index.php?option=com_content&task=view&id=1818&Itemid=387

Written by Dr Pavin Chachavalpongpun   
Sunday, 12 April 2009

ImageCould the country survive without a monarchy?



Is the "R" word a taboo terminology in the Thai political vocabulary? Thailand's political temperature has been sharply rising, particularly since former premier Thaksin Shinawatra appeared on a large screen in Bangkok in a pre-recorded video message attacking General Prem Tinsulanonda and General Surayud Chulanont, both formers prime ministers and members of the Privy Council. He accused them of masterminding the September 2006 coup.

The R word refers to "republic" which has lately emerged as a serious debate in Thailand as the pro-Thaksin movement has grown in numbers and strength. The red-shirted protesters claim that they are fighting for democracy which implies that their opponents are standing on the opposite of their democratic scale. Their opponents include the government of Abhisit Vejjajiva, the military, major businesses, Bangkok elites, and members of the People's Alliance for Democracy (PAD).

Republic is a scary word in the Thai political domain. After all, Thailand had been ruled by monarchs for over 700 years since the days when it was known as Siam. True, a significant transition came in 1932 when the old absolute monarchy was transformed into a constitutional one, presumably paving the way for democracy to thrive. But it was the military that kept assaulting democracy and snatching political power. Its footprints are evident today in Thailand's failure to develop a full-fledged democracy.

At the same time, the degree of reverence of the present king among the Thais has firmly intensified as the Thai state strove to make the monarchy the main pillar of the nation and its embodiment. The PAD has exploited this king-nation composition for its own political purposes, using it to accuse Thaksin and his cronies of being disloyal to the king and thus to their own nation.

Driven from power in a coup and a fugitive from Thai law, Thaksin has shown no sign of giving up. Having persisted in returning to politics, and now with a bigger grievance against the Privy Council, which is known to be the eyes and ears of the king, Thaksin seems to have opened a space of possibility in an unpredictable realm of Thai politics. But is an idea of republic a part of such possibility?

To be fair to Thaksin, he has used every opportunity to express his loyalty to the king even when his rivals snubbed him as a traitor. In his latest video message, Thaksin re-stressed his respect for the old establishment. His prostration before a picture of the king while in exile in Hong Kong and his government's obeisance to a sufficiency economy while in office do not suggest republican sentiment.

Michael Connors argued that Thaksin has rarely looked like the bourgeois revolutionary that others have hoped him to be. Ideologically speaking, Thaksin never had a republic in mind, and his continued public declaration of loyalty to the monarchy should not be taken as a ruse.

But why do many Thais believe that Thaksin has endorsed the making of a Thai republic? Giles Ungpakorn, a fugitive Thai academic currently charged with lèse-majesté, saw that the red-shirted protesters are transforming themselves into a republican movement. If this observation is true, then what the red-shirts really want is not only democracy but a democracy without the monarch as the head of state.

This observation is however troublesome. Scholars and activists tend to look at the current Thai politics in a black or white scenario; one is either a royalist or an anti-monarchist. The royal institution has been consistently politicized and long abused by various political factions. Even royal symbols including portraits of the king were used to legitimise certain illegal political activities.

At the crux of the crisis lies the question of Thai democracy. The royalists condemned Thaksin and his proxies for manipulating democracy to shore up their power. The red-shirted camp in return has reproached the royalists for ignoring the will of the majority and centralising power in the hands of the minority elites. The solution here is perhaps to tailor Thai democracy to fit the needs of both the masses and the power-hungry politicians. It will be a difficult, but not impossible, task.

Is a Thai republic a viable option? Then the Thais must ask themselves if they can live without a national identity. How will they identify themselves with the nation that has been tightly bound with the monarchy for centuries?

As the thirst for revenge continues, the military and some businesses have offered a bounty of Bt 1million (US$28,167) for Thaksin's arrest and his return to Thailand. His supporters have retaliated by staging mass rallies across the country to attempt to bring down the government and the Privy Council.

The only R word that may come handy now is "reconciliation" if all political sides are really serious about putting an end to the protracted crisis.

The writer is a Visiting Research Fellow at the Institute of Southeast Asian Studies. This is personal opinion.



--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Thursday, November 1, 2012

แจ้งข่าวเลื่อน กำหนดการพบปะ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) - ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมใดๆทั้งสิ้น


ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ เรื่อง กำหนดการพบปะ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) ในวัน Sat  3 2012.
เนื่องจากมีข้อขัดข้องเล็กน้อยจึงต้องมีการเลื่อนกำหนดการเวลาและสถานที่ออกไป

กำหนดการเวลาและสถานใหม่จะประกาศให้ทราบในโอกาศต่อไป






--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Tuesday, October 30, 2012

ประชาสัมพันธ์ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) - ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมใดๆทั้งสิ้น


 DON'T MISS!  อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) ที่หลายๆคน ชอบหรือเกลียด พร้อมกับวิทยากร PhD ชื่อดังอีก2ท่านจะมาพูดคุยแรกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ ประชาธิไตย
Location:  Chicago Public Library (Bezazian Branch)  1226 W. Ainslie St. Chicago, IL 60640
Date, Time: November Sat 3 2012,  1:00-4:00 pm Chicago time
Limited seats, First-come First-served
--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Friday, October 26, 2012

ดร ชาญวิทย เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร Dinner Talk


อย่าลืม เรา มีนัด ท่ี ร้าน  Thai  Little Home วัน อาทิตย ท่ี 28 ตุลา เวลา 18 00น
 
ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk


--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Saturday, October 20, 2012

@ Chicago ดร ชาญวิทย เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร Dinner Talk

อย่าลืม เรา มีนัด ท่ี ร้าน  Thai  Little Home วัน อาทิตย ท่ี 28 ตุลา เวลา 18 00น
 
ดร ชาญวิทย  เกษตรศิริ อดึต อธิการบดี มหาวิทยาลีย ธรรมศาตร  Dinner Talk

Attachment file

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Joe Gordon: จากคุกสู่เสรีภาพ

http://www.thaienews.blogspot.com/2012/10/joe-gordon_20.html

วันเสาร์, ตุลาคม 20, 2555

Joe Gordon: จากคุกสู่เสรีภาพ

20 ตุลาคม 2555
โดย โจ กอร์ดอน 
ที่มา Joe Gordon

หลังจาก 3 เดือนที่ได้รับปล่อยตัวออกจากคุกที่ถูกคุมขังกว่าหนึ่งปีตั้งแต่ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อ 25 พฤษภาคม 2554 ในข้อกล่าวหาว่าแปลหนังสือ Thai King Never Smile หรือชื่อไทย กษัตริย์ที่ไม่เคยยิ้ม  วันนี้โจ กอร์ดอน เขียนเล่าถึงความรู้สึกแห่งการได้รับอิสรภาพวันแรก

สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด ...

ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย.

 

1. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2512

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 03:37 ·



เขียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2012: 

1. วันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 3 เดือน ที่ผมได้รับอิสรภาพปล่อยตัวออกจากคุก โดยได้รับการพระราชทานอภัยโทษพิเศษ(คนเดียว)เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในเวลากลางคืน ผมยังจำบรรยากาศตอนที่เดินออกจากประตูคุกได้ว่ามันมืด ไม่มีใครเลย ผมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ในมือถือถุงพลาสติกใส่หนังสือที่ Suzy ส่งเข้าไปให้อ่าน เจ้าหน้าที่พาเดินไปยังอาคารด้านข้างที่มีไฟสว่างอยู่ เปิดประตูเข้าไปยังเห็นคนทำงานกันอยู่หลายคน ผมมองไปเห็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันยืนอยู่ข้างหน้าผม ทุกคนมีอาการสำรวม ผมเซ็นเอกสาร แล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างพาผมขึ้นรถตู้สีดำ ขับวิ่งออกไปสู่ถนนในยามกลางคืน ผมมีความรู้สึกมึนงง ในใจคิดว่าผมได้รับอิสระแล้วหรือ หรือว่าพวกเขาจะพาผมไปที่ไหนอีก........
แต่ก็ไม่มีคำพูดอะไรมากนักในรถคัน นั้น รถตู้สีดำของสถานทูตวิ่งฝ่าไปบนถนนในยามกลางคืน เหมือนเขารู้ดีว่าจะพาผมไปยังที่แห่งใด....

2. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 04:23 ·

 

2 เราคุยกันน้อยมากในรถตู้สีดำคันนั้น ซูซี่ถามผมว่าจะดื่มน้ำอัดลมกระป๋องที่แช่เย็นไว้ไหม ผมขอบคุณเธอแต่ไม่อยากดื่มอะไรทั้งสิ้น เมื่อรถวิ่งออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว ทุกคนในรถมีความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก โดยเฉพาะผมที่คิดว่าพ้นเคราะห์ไปเสียที ส่วนเจ้าหน้าที่สถานทูตมีความรู้สึกเหมือนโล่งอกและเบาใจเมื่อภารกิจได้เสร็จสิ้นลงไป 
ตั้งแต่ตอนที่เขารับตัวผมไปอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา ผม เองก็รู้สึกว่ามีความปลอดภัยเช่นกัน และคิดว่าคงไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย จะมากลั่นแกล้งผมได้อีกในตอนนี้ เพราะผมอยู่ภายใต้ปีกของพญาอินทรีย์เหล็กแล้ว 
ทิมหันมาถามว่าผมรู้สึกอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า ผมยังรู้สึกงงและวิงเวียนต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ว่ามันเป็นไปได้แล้ว ผมได้รับอิสรภาพจริงๆ


คนขับรถตู้สีดำของสถานทูตอเมริกัน ขับรถมุ่งหน้าไปบนทางด่วน ผมมองดูตึกอาคารข้างทางที่มีแสงไฟระยิบระยับไปหมด ผมไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมไม่รู้จักเส้นทางในกรุงเทพเลย ผมรู้ว่ามันนานมาแล้ว ที่ผมได้นั่งรถติดแอร์ที่แสนสบายอย่างนี้ ผมนั่งอยู่ที่เบาะหลังแถวที่สอง ส่วนด้านหน้าที่นั่งคู่กับคนขับรถนั้นคือกงสุลใหญ่ อลิซาเบท แพลท ผมเรียกชื่อเล่นเธอว่า ซูซี่ ส่วน ทิม สวอนสัน คือหัวหน้าฝ่ายบริการสัญชาติอเมริกัน เขานั่งข้างกับผมตรงด้านหลังคนขับ ท้ายสุดคือคุณหนุ่มเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต ที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย คุณหนุ่มนั่งแถวสามข้างหลังสุดของรถตู้ในคืนวันนั้น


รถตู้สีดำวิ่งบนทางด่วนเริ่มชิดซ้ายแยกลงมาบนถนนในเมือง เลี้ยวไปตามทางโค้งที่มุมถนนมีสัญญาณไฟเขียวไฟแดง แล้วก็ขับตรงต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่ารถเราวิ่งผ่านสัญญาณไฟจราจรมากี่จุดแล้ว จนกระทั่งคุณหนุ่มบอกคนขับรถว่า เราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว 
ผมถามทิมเป็นภาษาอังกฤษว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทิมตอบผมว่าไม่ไกลจากสถานทูตมากนัก และผมจะได้พบกับคนที่เขารอพบผมอยู่ 
ผมรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจว่าเขาหมายถึงใคร สักครู่คุณหนุ่มกดโทรศัพท์พูดเป็นภาษาไทย บอกตำแหน่งว่ารถใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เตรียมตัวรับผมได้ และถามต่อไปว่า มีใครอยู่ในบริเวณนั้นบาง เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผมมาก คำตอบคือทุกอย่างเรียบร้อยปลอดภัย สักครู่คุณหนุ่มบอกให้คนขับเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าตึกแห่งหนึ่ง มีแสงไฟสว่าง แต่เงียบ ดูเหมือนไม่มีผู้คนจุ้นจ้านมากนัก.................
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

3. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 19:08 ·



3. ผมมองไปที่ด้านหน้าของอาคาร มีชาวต่างชาตินั่งคุยกัน ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเองได้โดยอัตโนมัติ และแล้วประตูรถตู้ก็เปิดออก ทุกคนต่างพากันลงจากรถ ผมรู้สึกประหม่าในตัวเอง เพราะผมยังใส่รองเท้าแตะ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อยืด และถือถุ่งพลาสติกใส่หนังสือและเอกสาร สารรูปของผมเหมือนคนที่เพิ่งออกมาจากคุกจริงๆ ผมอายที่จะเดินเข้าไปในตัวอาคารที่สวยหรู่แบบนี้ ผมเหมือนกับคนอนาถา สกปรก น่ารังเกียจ 
ซูซี่มองดูผมถือถุงพลาสติกใส่หนังสือ เธอคงสงสัยว่า ผมยังมีสมบัติอะไรที่น่าหวงแหนถือออกมาจากคุกอีก ซูซี่ ทิมและคุณหนุ่มพากันเดินนำหน้าผม ขึ้นบันไดตรงไปที่ประตูอาคาร ผมก้าวเดินตามไปติดๆ
เมื่อประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออก เราพากันเดินเข้าไป ผมเห็นคนที่ผมรู้จักที่เป็นเพื่อนสนิทของผมในเมืองไทย เธอมีอาการตื่นเต้น ยืนรออยู่ด้วยความดีใจ เธอโอบกอดแสดงความดีใจกับผม และน้ำตาซึมไหลออกมา เราต่างกอดให้กับอิสรภาพ 


มันเป็นวันที่เราต่างรอคอยมาอย่างเนิ่นนาน 

ผมทักทายกับเพื่อนใหม่อีกสองคน ผมเคยเห็นเขามาก่อน เพราะเขาเคยไปเยี่ยมผมในคุก เรารู้จักกันผ่านกระจกห้องเยี่ยมเท่านั้น ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่มีใครไปรับผมที่หน้าเรือนจำเลย เขาบอกผมว่า เหตุการณ์ปล่อยตัวของผมนี้ เป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุด ไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่าจะเป็นจริงได้ จนกระทั่งได้รับสัญญาณจากทางสถานทูตในช่วงบ่าย 

สักครู่ เจ้าหน้าที่สถานทูตเดินเข้ามา และขออนุญาตพูดกับผมเป็นการส่วนตัว เราพากันไปนั่งที่โซฟาที่บริเวณลอบบี้ 


ซูซี่ถามทิมว่า เขาควรจะคุยธุระต่อกับผมตอนนี้เลยดีไหม แต่ทิมบอกว่า คุยกันวันพรุ่งนี้ก็ได้ ซูซี่เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรานัดเจอกันอีกครั้งในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ประมาณแปดโมงครึ่งที่ร้านกาแฟด้านข้าง เธอบอกว่าที่นี่มีขนมปังหลายชนิดอร่อยให้เลือก เพราะเธอเคยแวะมานั่งกินเป็นประจำ อาหารเช้าที่นี่ใช้ได้เป็นแบบอเมริกันและนานาชาติด้วย 

ผมถือโอกาสฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันทุกคนที่ช่วยเหลือผม และผมยังขอฝากขอบคุณเป็นพิเศษไปยัง คริสตี้ เคนนี่ เอกอัคราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทยด้วย 

ต่อมาผมจับมือขอบคุณตามประเพณีอเมริกันกับ ซูซี่ ทิม และคุณหนุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดก็ขอตัวกลับ ปล่อยให้ผมได้พบคุยกับเพื่อนสนิท และพักผ่อนต่อไป



เมื่อเจ้าหน้าที่สถานทูตลากลับไปแล้ว ผมกับเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่อีกสองคน เราพากันเดินไปที่ร้านกาแฟ เลือกนั่งที่โต๊ะด้านนอกระเบียง มีลมพัดมาเบาๆในยามกลางคืน พนักงานผู้หญิงถือสมุดสั่งอาหารเล่มใหญ่มาแจก รายการอาหารเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส 
ผมเห็นราคาอาหารแต่ละอย่างแล้วตกใจ เพราะผมไปอยู่ในคุกมาเป็นเวลาปีกว่า ผมคิดว่าราคาอาหารมันแพงมากเกินไปสำหรับผม ผมเลยไม่รู้สึกหิวอะไร 
ผมสั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น ส่วนเพื่อนๆสั่งอาหารไทยรสจัดมากิน
 เราพูดคุยกันเรื่องทั่วไป ผมเหลือบมองดูถนนที่มีรถวิ่งผ่านไปมา ถอนหายใจ และบอกกับตัวเองว่า 
สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด 

ราวสามทุ่ม เพื่อนของผมต่างขอตัวกลับบ้าน ผมขอบคุณพวกเขาอีกครั้ง ผมเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องที่จัดไว้ เป็นห้องใหญ่เหมือนโรงแรมอย่างดี 
ผมเปิดประตู้ห้องเข้าไป แอร์เย็นสบาย ผมก้มมองดูพื้นไม้ ด้านข้างมีครัว ตู้เย็น เคาน์เตอร์ล้างจาน และมีโต๊ะทานอาหารวงกลม มีโซฟาใหญ่ให้นั่งเล่นพร้อมเคเบิลทีวีให้ดู มีโต๊ะเขียนหนังสือ โคมไฟบนโต๊ะและบนพื้น 
ผมเดินเลี้ยวขวาไปเป็นห้องนอน มองดูเตียงขนาดใหญ่ที่มีผ้าปูที่นอนขาวสะอาดขึงไว้ตึง และด้านข้างมีห้องน้ำที่มีพื้นที่กว้างขว้างเป็นส่วนตัว มีโถส้วมสีขาวสะอาดให้นั่ง มีที่อาบน้ำอุ่น และอ้างล้างหน้า มันเป็นสิ่งที่ผมนึกถึงตลอดเวลาที่อยู่ในคุก 
ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย

Thursday, October 18, 2012

ปากคำ3นักสู้ต้องห้าม เล็กจรรยา,น้าปรวย และสมชาย ภายหลังลี้ภัยไปสู่เสรีภาพไม่ก้มหัวให้ม.112


วันศุกร์, ตุลาคม 19, 2555

ปากคำ3นักสู้ต้องห้าม เล็กจรรยา,น้าปรวย และสมชาย ภายหลังลี้ภัยไปสู่เสรีภาพไม่ก้มหัวให้ม.112

 
พอมาถึงตอนนี้ที่เราได้รัฐบาลใหม่มาปีกว่าๆ ผมไม่คิดเหี้ยอะไรเลยนะเกี่ยวกับอนาคตประเทศ โอเคแม่งมีแหละภาพประเทศแบบที่เราหวัง แต่ผมว่าผมแม่งคงฝันเปียก เป็นประเทศอื่นฝ่ายประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยแม่งชนะเลือกตั้งถล่มทลายแบบนี้ แม่งประเทศคงเปลี่ยนฉิบหายเลยนะ กฏหมงกฏหมายอะไรที่แม่งไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใต้อุ้งตีนทหารแม่งคงโดนเปลี่ยนหมด เพราะถือว่าอำนาจอยู่ในมือประชาชน แต่พอเป็นเมืองไทย ทุกอย่างแม่งนิ่งสนิท ไม่รู้ติดเหี้ยอะไร..?-น้าปรวยฯ

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2555

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยการเมืองคดีมาตรา 112 ไปยังต่างประเทศ 3 รายคือคุณเล็ก-จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมด้านแรงงาน , น้าปรวย ซ้อลตี้เฮด นักสร้างภาพยนตร์โฆษณา และคุณสมชาย(นามสมมุติ)นักกิจกรรมการเมือง ทั้งสามเลือกหนทางลี้ภัยไปสู่เสรีภาพ ไม่ยอมสยบตกเป็นเหยื่อมาตรา112 และัชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไรหลังจากตัดสินใจแบบนั้น มากกว่านั้นคือเขามองเข้ามาในประเทศนี้อย่างไร...


คุณได้ลี้ภัยการเมืองออกไปนอกราชอาณาจักรเมื่อใด และจากเหตุการณ์ใด


 
เล็ก จรรยา ยิ้มประเสริฐ

จรรยา: เราออกเดินทางเมื่อ 24 เมษายน 2553 เพื่อมานำเสนอปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รี่และนำข้อเรียกร้องของคนงานมานำเสนอต่อรัฐบาลสวีเดน ฟินแลนด์ และไปพูดคุยปัญหาการค้าแรงงานไทยที่โปร์แลนด์ กับองค์กรแรงงานที่นั่น แต่เหตุการณ์การปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่รุนแรงและป่าเถื่อน ทำให้เราคิดว่า มันคงเลี่ยงที่ไม่พูดตรงๆ ถึงสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทยไม่ได้ และช่วงนั้นคดีมาตรา 112 ก็รุนแรงมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจอยู่ที่ต่างประเทศเพื่อทำงานการเมืองไทยโดยไม่ต้องเซ็นเซอร์ และโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับมาตรา 112

ปรวย:  มันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ปลายเดือนพฤษภาปีเดียวกันนั่นเอง เจ้าหน้าที่ DSI ก็เข้าจับกุมตัวผมไปสอบสวนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยพยายามถามผมถึงความเกี่ยวโยงกับคนเสื้อแดง มีขนาดถามน้องสาวผมว่าผมมีเสื้อแดงมั้ย (ฮา) ภายหลังจากถูกจับกุมผมมาคิดได้ทีหลังว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงนั่นกระแส ผังล้มเจ้า กำลังมาแรง เจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมผม เลยถามประหนึ่งว่าผมเป็นหนึ่งในขบวนการ แม้เขาจะบอกว่าเขาติดตามผมมานานแล้ว

สมชาย (ชื่อสมมุติ):  ผมเดินทางออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี  2553 เนื่องจากถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และมาตราอื่น


ทำไมคุณไม่อยู่ต่อสู้คดีในประเทศไทย(รวมทั้งว่าในเวลานี้พรรคการเมืองแบบเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วทำไมไม่กลับมาสู้คดี?)


น้าปรวย ซ้อลตี้เฮด

ปรวย: ถ้าตอบสั้นๆ ก็ต้องถามกลับไปว่า มีใครสู้กับคดีนี้ได้เหรอ ?!  ส่วนมากปลายทางคดีนี้ถ้าถูกคุมขังก็ต้องโดนบีบให้รับสารภาพ ประมาณว่า “กราบร้องขอเมตตาจากฉันซิแล้วฉันจะให้อภัย”  ซึ่งคงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ หรือถ้าเขาเมตตาไม่เอาไปคุมขัง ก็คงหมดอิสระที่จะพูดจาในสิ่งที่เราคิดได้อยู่ดี ถ้าเลือกว่าอิสระเสรีภาพ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต การเลือกอยู่ในประเทศในขณะที่โดนคดีหมิ่นฯก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับผม
สมชาย (นามสมมุติ)

สมชาย
 : ตอนที่ผมเดินทางออกจากประเทศไทยยังเป็นช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อยู่ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าไม่ว่าภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หรือรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การต่อสู้คดี 112 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์มีโอกาสชนะน้อยมาก ยกเว้นแต่กรณีที่ผู้ถูกดำเนินคดีจะ "แสดงตัว" ชัดเจนว่าเป็น royalist และการ "แสดงตัว" ที่สำคัญสำหรับกรณีนี้ก็คือการมีส่วนร่วมกับขบวนการทางการเมืองที่อิงอยู่กับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมไม่ได้เข้าข่ายกรณียกเว้นอันนั้น

 และผมไม่คิดว่าการที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆจะต้องไม่มีกฎหมายเผด็จการอย่างเช่น ม.112
 และพรรคเพื่อไทยเอง หรือหากจะให้ชัดเจนขึ้นก็ต้องมองย้อนไปถึงสมัยเป็นพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้สนใจหรือมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา หรือในบางครั้งอาจจะแสดงจุดยืนที่ออกไปในทิศทางตรงข้ามด้วยซ้ำไป
 

 รูปธรรมอีกอย่างที่อาจจะทำให้เห็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นก็คือ แม้แต่นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยเองที่สนใจ/กล้าแตะกล้าพูดเรื่อง ม.112 และสถาบันกษัตริย์ (ซึ่งก็มีอยู่ไม่มาก) ก็ดูเหมือนจะถูกลดบทบาทหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเท่าที่ควร

จรรยา: มาตรา 112 ยังไม่ถูกยกเลิก ก็เท่ากับความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับกฎหมายเถื่อนนี้ยังอยู่ และจากบทเรียนที่เห็นๆ กัน คนโดนมาตรานี้ต้องเผชิญความวุ่นวายกันทุกคน และถ้าถูกจับเข้าคุกแล้ว โอกาสได้รับการประกันตัวสู้คดีไม่มีเลย จะออกจากคุกได้ก็มีแค่ติดคุกตามจำนวนคำตัดสิน ตาย หรือรับผิดเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเราคิดว่ามันรุนแรงมากและขัดกับกติกากฎหมายสากลในทุกระบบ

การใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกและนำเสนอปัญหาเมืองไทยอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นประโยชน์กว่าการกลับไทยและต้องวิตกกังวลเรื่องคดี เรื่องคุกด้วยมาตรา 112 จนอาจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระเช่นที่ทำอยู่ตอนนี้ 

สถานะทางคดีที่คุณพอจะเปิดเผยได้ และสถานะผู้ลี้ภัยที่คุณเผชิญอยู่ในเวลานี้




สมชาย: มีคดีหนึ่งที่ยุติไปแล้ว แต่เท่าที่ทราบผมยังมีคดีอื่นด้วย และคิดว่าอาจจะมีคดีที่ยังไม่ทราบด้วย
    

ผมได้ทำเรื่องขอลี้ภัยต่อ UNHCR ไปตั้งแต่ช่วงแรกๆที่ออกมาจากประเทศไทย ตอนนี้ก็เป็นช่วงรอทาง UNHCR พิจารณา ซึ่งเท่าที่ทราบจะใช้เวลาค่อยข้างนาน (หลายปี) ที่ผ่านมาเขาสัมภาษณ์ผมไปแล้ว 2 ครั้ง
 

สถานะของผมตอนนี้ก็คือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งก็คือยังไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัย สิทธิหลายๆอย่างจึงไม่เท่ากับคนที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยไปแล้ว
 

 สิทธิที่สำคัญตอนนี้ก็คือผมสามารถพักอยู่ที่นี่ได้แม้จะหมดวีซ่าไปแล้ว และจะไม่ถูกส่งกลับประเทศไทย ไม่ว่าจากเรื่องวีซ่าหมดอายุหรือจากคดีการเมืองในประเทศไทย

ปรวย: ไม่ทราบเลย ตอนแรกว่าจะให้ทนายไปติดตามความคืบหน้าคดีนี้ แต่ตอนหลังก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่าตัวเราเองก็ไม่ยอมรับกับกฏหมายข้อนี้ อันนี้ไม่เฉพาะตัวเรา หลายองค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิมุนษยชนก็บอกแล้วว่า กฏหมายหมิ่นฯ ขัดกับหลักสิทธินุษยชน จริงๆ ไม่ต้องอ้างหลักอะไรเลย แค่คอมมอนเซ้นส์มนุษย์ธรรมดาๆ ก็น่าจะพูดได้ว่า กฏหมายบ้าอะไร แค่พูดจาหมิ่นประมาทหมายถึงถ้าพูดหมิ่นจริงๆ จะติดคุกตั้งสิบยี่สิบปี ดูกรณีอางกงเป็นตัวอย่าง เอาปลายเส้นผมคิดก็น่าจะคิดออก ถ้าคิดไม่ออกผมว่าคนๆนั้น ต่อมความยุติธรรมบกพร่องแล้วล่ะ

จรรยา: แม้จะถูกขู่ฟ้องว่าจะดำเนินคดีม. 112 กับจรรยา แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ ยังไม่มีคดีความใดๆ  ซึ่งเราก็ได้ประกาศตลอดมาว่า ปฏิเสธความชอบธรรมของกฎหมายมาตรา 112 เพราะมันเป็นกฎหมายรัฐประหาร ที่ป่าเถื่อน หลงยุคหลงสมัย  ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมสากล และจะต้องถูกยกเลิก

การตัดสินใจอยู่ที่ฟินแลนด์ ่ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง และก็ขอวีซ่าอยู่ในประเทศฟินแลนด์ในฐานะพลเมืองโลกคนหนึ่งตามปกติ ไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น

คุณต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง ทั้งด้านหลังที่คุณต้่องหนีมา(การงาน  ครอบครัว ทรัพย์สินฯลฯ) สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ในเวลานี้ (ชีวิต ความเป็นอยู่ การงาน การดำรงชีพ การเงิน สถานะทางสังคม ความปลอดภัย) และอนาคตข้างหน้า(คุณได้สิทธิเป็นผู้พำนักในประเทศปลายทางในฐานะผู้ลี้ภัยหรือยัง และมีปัญหาอะไรบ้าง และคุณคาดหวังอย่างไร)


ปรวย:  เยอะล่ะ ตอบง่ายๆว่า ฉิบหาย หมดทั้งชีวิตแหละ เหลือแต่อิสระภาพในการไปไหนมาไหน ในการพูดจาอย่างที่คิดได้ นอกนั้นฉิบหายหมด คือมนุษย์เราปกตินี่เวลาเราดำเนินชีวิต เราก็คิดว่าเราวางแผนชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ทำงานหนักเท่านี้ จะซื้อบ้านแบบนี้ ผ่อนเท่านี้ แล้วเราก็จะมีชีวิตแบบนี้ แต่พออยู่ในประเทศที่มีกฏหมายแบบนี้ แล้วเราเสือกโดนกฏหมายนี้เล่นงาน แม่งตัดวงจรชีวิตเราฉิบหายหมดเลยนะ พอต้องหนีออกมา ก็ต้องทิ้งงาน งานยังไม่มีทำ พอไม่มีงาน ไม่มีเงิน แม่งก็เอฟเฟคไปหมดล่ะ ไอ้อนาคตที่ฝันๆไว้ก็ฉิบหายไปหมด มีรถขายรถ มีบ้านขายบ้าน ขายไม่ได้แม่งก็โดนยึด 

พอออกมานี่เราคิดได้อย่างนึง กว่าคนๆนึงแม่งจะยืนขึ้นได้ในสังคม มีความมั่นคงในชีวิตแม่งต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ การรู้จักผู้คน การเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนในสังคมนั้นๆ พอเปลี่ยนสังคมนี่แม่งเริ่มใหม่หมดเลยนะ สักพักแหละกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคงเหมือนเดิม ยิ่งยังไม่มีสถานะที่อยู่เป็นพลเมืองอย่างถูกต้องแม่งยิ่งยากกว่าเดิมอีก ตอนนี้ผมยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยที่ไหนแต่ทำเรื่องอยู่กับ UNHCR และก็บางประเทศ แต่ก็เหมือนซื้อหวยนั่นแหละไม่ได้คิดว่ามันจะถูกเท่าไหร่ ห้าสิบห้าสิบ


สมชาย:ตอนออกมาผมออกมาค่อนข้างฉุกละหุก ตัดสินใจว่าจะออกมาแค่ไม่กี่วันก่อนวันเดินทางจริง ก็เลยมีเวลาจัดการเรื่องต่างๆไม่มาก อันไหนที่มันยังไม่เรียบร้อยก็ต้องฝากให้เพื่อนๆช่วยจัดการต่อ เรื่องครอบครัวไม่มีปัญหาอะไรมากเพราะผมไม่ได้ส่งเสียครอบครัว (อาจจะมีบ้างที่ตรงที่ผู้เฒ่าผู้แก่สงสัยว่าทำไมผมถึงไม่กลับบ้านช่วงเทศกาล)

 ส่วนความเป็นอยู่ตอนนี้ก็พออยู่ได้ไม่ได้ลำบากมาก แม้จะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆบ้าง


สถานะของผมตอนนี้คือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งไม่สามารถไปสมัครงานแบบบริษัทห้างร้านอะไรแบบนั้นได้ แต่เอาเข้าจริงถึงทำได้ก็คงเป็นไปได้ยากที่จะไปทำ เพราะที่นี่ค่าแรงถูก และนายจ้างก็คงจะอยากจ้างคนท้องถิ่นที่มีความคล่องตัวมากกว่าในหลายๆเรื่อง ผมก็เลยต้องทำอย่างอื่นที่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบทางการแบบนั้น
 

 ผมเปลี่ยนงานมา 3-4 อย่างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้รายได้ไม่พอใช้จ่าย ตอนมาที่นี่ก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย คิดว่าอะไรน่าจะไปได้ก็ลองทำทำ ทำแล้วไม่เวิร์คก็เปลี่ยน ลองผิดลองถูกเอา

 รายได้ตอนนี้ก็พออยู่ได้แบบเดือนชนเดือน แต่ดีตรงที่อยู่ที่นี่ค่่าครองชีพต่ำ แล้วก็ทำอาหารกินเองก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะ (นอกจากเรื่องประหยัดกว่าแล้วยังมีเหตุผลเรื่องรสชาติด้วย)
 

สถานะผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและความเป็นคนต่างชาติก็มีปัญหาสำหรับคนที่นี่ โดยเฉพาะในชนบท เพราะคนส่วนหนึ่งเขาไม่เข้าใจว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยคืออะไร และที่ประเทศนี้ก็ค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องการก่อการร้ายอยุ่พอสมควร
 

สำหรับอนาคต ผมคิดว่าไม่ง่ายที่จะได้สถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่มีปัญหาเรื่อง ม.112 ได้สถานะเลย 
 

 ตอนนี้ผมหวังอยู่ 2 อย่าง อันแรกก็คือหวังว่าจะได้สถานะผู้ลี้ภัย อีกอันก็คือหวังว่าประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้ ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นสถานะผู้ลี้ภัยก็ไม่จำใช่สิ่งที่จำเป็น และผมหวังว่าผมยังพอจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

จรรยา: ขอนำคำตอบที่ตอบหน้าเฟซบุ๊คมาตอบที่นี่เลยแล้วกันนะ

ต้องบอกสองปีมานี้หนี้ท่วมหัวเลย จนบ้านก็ถูกหมายยึดแล้ว ....ฮา (ทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ เพราะค่าครองชีพที่ฟินแลนด์ก็แพงเหลือแสน และเราก็ไม่ได้ขอรับบริจาคจากทุนใหญ่คนใด)  ถือว่าทั้งชีวิตทำงานกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม จึงไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความยากลำบากอะไร และมองมันเป็นความท้าท้าย 
 

และถือโอกาสนี้ ใช้เวลาลุยงานเขียน จัดกิจกรรม และสร้างความตื่นรู้เรื่องการเมืองไทยอย่างเดียวเลย เช่นที่หลายคนตามงานเล็กมาเห็นๆ กันอยู่ 

ก็อยู่ได้ด้วยการเกาะเพื่อน เกาะฝูง เกาะสหายทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่รู้จักเล็กเพราะงานการเมืองช่วงนี้ หรือที่เคยทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติมาก่อน (ทั้งให้เงินอุดหนุน หรือให้ยืมตังส์เป็นช่วงๆ) 

และก็รับงานแปลเป็นบ้างครั้ง ที่มีคนส่งมาให้ทำ

ไม่ได้ขอรับสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้นจากรัฐบาลฟินแลนด์ ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศนี้ จะมาเกาะประเทศเขากินก็กระไรอยู่ เขาให้วีซ่าให้เราอยู่ในประเทศเขาได้ และก็ไม่เคยคุกคามเสรีภาพเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก็ขอบคุณยิ่งนักแล้ว 

ยามจำเป็นจะต้องใช้เงิน ก็หาทางแลกเปลี่ยนเอา อาทิ เร็วๆ นี้ต้องหาหมอฟัน ก็มีพี่ทางเมืองไทยที่ดูแลกันมาตลอด ช่วยขายหนังสือล๊อตใหญ่ให้คนที่สนับสนุนงานเพื่อแลกเงินค่าหมอ...ซาบซึ้งมากจริงๆ 

และตั้งแต่กลางปีนี้ ก็เริ่มได้รายได้จากการขายหนังสือมาบ้าง (แรงงานอุ้มชาติ ณ ตอนนี้)  หวังเป็นอย่างย่ิงว่าหนังสือจะนำรายได้มาให้ได้มากขึ้น เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างไม่ลำบากนักและไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร

ช่วงนี้ ถ้าอยากจะทำกิจกรรมอะไร ถ้าไม่มีเงินตัวเอง ก็ขอรับบริจากคนที่เข้าใจงานและอุดมการณ์เดียวกันเรื่องยกเลิก 112 เป็นครั้งๆ ไป ครั้งละ 100 หรือ 200 ยูโรเท่าที่จำเป็นจริงๆ 

โชคดีฮะ ที่เป็นลูกชาวนา ชินกับความลำบากและการพึ่งตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนทำอาหารเก่งพอใช้ได้ (พวกมั่วเก่ง) จึงปรับตัวเข้ากับความลำบากได้ เลยไม่รู้สึกเดือดร้อนมากเท่าไร 

รู้สึกตัวเองโ่ชคดีที่เลือกการใช้ชีวิตได้...

สรุป คือ ดีใจที่มีสองปีนี้ ที่ได้เบรคจากงานบริหารองค์กร และสามารถทำงานเขียนที่คั่งค้างและงานเขียนทางการเมืองและทำงานรณรงค์เรื่องเมืองไทย โดยเฉพาะรณรงค์ปล่อยนักโทษการเมืองและยกเลิก 112 ได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องวุ่นวายเรื่องหางบประมาณทำงาน หรือต้องเขียนรายงานกิจกรรม 

เรียกได้ว่า แม้ลำบากกาย แต่ใจเปี่ยมเสรีภาพ ที่เงินพันล้านก็แลกไม่ได้ ... ฮา!!!! 

คุณอยากให้คนไทย,ขบวนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยและโลกได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับคุณมากที่สุดในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง


ปรวย:  จริงๆไม่ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับผมก็ได้นะ แค่รู้ว่ากฏหมายข้อนี้มันแย่อย่างไร มันผิดปกติอย่างไร แล้วเราจะแก้ปัญหามันอย่างไร แค่นี้ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะไม่ใช่เฉพาะแค่ผมคนเดียว ผมแค่คนๆหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ แต่จริงๆกฏหมายข้อนี้มันสร้างผลกระทบไปทั่ว ไปไล่ดูเถอะ เอาแค่สมมุติถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายอะไรขัดกับพระราชดำรัส แม่งก็ไปไม่เป็นแล้วใช่มั้ย มีใครจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์ นี่แหละผมถึงบอกว่ามันไม่ได้มีผลกระทบกับผมคนเดียว มันลามไปทั่วผมแค่คนเล็กๆคนนึงเอง


จรรยา: สิ่งที่ทำมาตลอดนับตั้งแต่ตัดสินใจไม่กลับเมืองไทย เริ่มด้วยการเผยแพร่บทความ “ทำไมถึงไม่รักในหลวง” เมื่อสิงหาคม 2553 และตามมาอีกหลายบทความและหลายเล่ม ตลอดสองปีที่ผ่านมา พร้อมกับการรณรงค์ต่อเนื่องในหลายรูปแบบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จนมาสู่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปล่อยนักโทษการเมืองและยกเลิกมาตรา 112 ทันที

ซึ่งเรื่องรณรงค์ปล่อยนักโทษการเมืองเป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก เมื่อต้องทนเห็นนักโทษมาตรา 112 เช่นอากง ต้องเสียชีวิตและเห็นหลายคนต้องทนกล้ำกลืนยอมรับผิดเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อจะได้หลุดออกมาจากความโหดร้ายของชีวิตในคุกไทย 
 

 และก็เศร้าสะเทือนใจที่สุด ที่จนบัดนี้หลายคนก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว
 

กระนั้นในประเด็นเรื่องการพูดเรื่องที่เคยต้องเซนเซอร์กันอย่างหนัก มันก็เริ่มมีการความผ่อนคลายกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ที่ในช่วงปี 2553 ยังไม่ค่อยกล้าพูดคำว่า “ยกเลิก 112” เลย แต่ขณะนี้คำนี้สามารถพูดได้สบาย หรือคำว่า “ทำไมถึงไม่รักในหลวง” ที่ช่วงแรกคำว่า “ในหลวง” ถูกเซนเซอร์ตลอด แต่ตอนนี้ เราสามารถเอ่ยหรือเขียนคำนี้ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเซ็นเซอร์
 

ในระดับนานาชาติ เราก็เห็นความสนใจมากขึ้นของนานาชาติต่อประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และมีการพูดถึงกันมากขึ้นในสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายสำนัก

สมชาย: อยากจะบอกว่าผมยังสู้อยู่ การหนีหรือการขอลี้ภัยไม่ได้เท่ากับการยอมแพ้ แต่ตรงกันข้ามบางทีมันอาจจะดีกว่าและที่สำคัญมันอาจจะทำอะไรได้มากกว่าการยอมติดคุกแล้วสู้จากในคุก ตอนนี้ผมพยายามทำกิจกรรมทางการเมืองเท่าที่ความสามารถและสถานการณ์จะเอื้ออำนวย ถ้าใครหรือองค์กรไหนมีช่องทางที่คิดว่าจะหนุนเสริมกันได้ก็อยากให้ติดต่อมาครับ แต่จะทำอะไรตรงไหนได้บ้างก็ต้องมาดูรายละเอียดกันอีกที

คุณต้องการการหนุนช่วยอย่างไรบ้างไหมกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่และอนาคตข้างหน้า


ปรวย:  จริงก็ไม่ได้นึกถึงการช่วยเหลือจากที่อื่นเท่าไหร่นะ เพราะคิดว่าพอช่วยตัวเองได้ แต่ตอนนี้ที่มันยังไม่สะดวกก็เพราะอย่างที่บอก กว่าคนๆ นึงแม่งจะยืนขึ้นได้ในสังคม มีความมั่นคงในชีวิตแม่งต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ การรู้จักผู้คน การเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนในสังคมนั้นๆ พอเปลี่ยนสังคมนี่แม่งเริ่มใหม่หมดเลยนะ ตอนผมอยู่เมืองไทยผมมีอาชีพทำหนังโฆษณา พอออกมานี่มันก็ต้องเริ่มเข้าหาวงการในที่ๆตัวเองอยู่ ก็ค่อยๆคืบคลานเข้าไป ก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้ามีใครในเมืองไทยอยากทำหนังอะไรที่ไม่ต้องทำในประเทศบอกได้นะ ยินดีรับทำ เพราะคนทำเข้าประเทศไม่ได้ (ฮา) แต่จริงๆหนังมันทำที่ไหนก็ทำได้นะ เพราะเดี๋ยวนี้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมันก็ไม่ได้แพงพิสดารเหมือนแต่ก่อน 

จรรยา: ตอนนี้ที่กังวลที่สุดคือบ้านเปิดใจที่ถูกหมายยึดจากธนาคารแล้ว และจะต้องมีเงินไปเอาออกมาจากธนาคาร ซึ่งก็พยายามจะหาเงินตรงนี้ด้วยการออกหนังสือ “แรงงานอุ้มชาติ” มาขายตั้งแต่กลางปีนี้  แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าหนังสือจะขายได้หมดทันเวลารักษาบ้านไว้หรือไม่

แต่ ก็ไม่มีวิธีการอื่นที่จะหาเงิน นอกจากขายความคิดและงานเขียนที่วิเคราะห์ปัญหาของประเทศไทย โดยเอาประชาชนคนถูกขูดรีดและเอาเปรียบเป็นแก่นกลางขอการความห่วงใย ไม่ใช่เอาสถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลางของการสักการะบูชา


จริงๆ สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าเสียดาย ที่พวกเราหลายคนมีศักยภาพที่จะทำการเคลื่อนไหวกับนานาชาติเรื่องปัญหาการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะจากมาตรา 112 ได้มากกว่าคนที่อยู่เมืองไทย แต่สองปีที่ผ่านมา พวกเราทั้งหลายต้องดิ้นรนเพื่อการดำรงชีวิต  โดยไม่ได้ได้รับการสนับสนุนมากนัก ไม่ต้องฝันไปไกลถึงงบประมาณให้ได้ทำงานรณรงค์ต่อเนื่องในเรื่องนี้  

น่าจะมีการเชื่อมประสานและส่งเสริมให้พวกเราได้ทำหน้าที่เหล่านี้ที่ต่างประเทศเพื่อเป็นพลังการกดดันคู่ขนานไปกับขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย 

สมชาย: อย่างที่ตอบไปแล้วก็คือเรื่องของความร่วมมือหนุนเสริมกันทำกิจกรรม 

สถานะของผมตอนนี้ทำให้ผมมีเวลามากกว่าเมื่อก่อน (ความจริงแล้วตอนนี้ผมก็ยังติดต่อและทำกิจกรรมอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆในประเทศไทย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเวลาว่างอยู่ดี) และคิดว่าการอยู่ข้างนอกน่าจะทำให้มีเงื่อนไขบางอย่างลดลงกว่าการอยู่ในประเทศ ซึ่งก็น่าจะทำอะไรที่คนในประเทศทำไม่ได้หรือทำได้ไม่สะดวก ดังนั้นจึงอยากให้กลุ่มองค์กรที่แนวทางคล้ายๆกันช่วยติดต่อมาคุยรายละเอียดกันดู

ส่วนความช่วยเหลือเรื่องการเงิน สำหรับผมตอนนี้ก็พออยู่ได้แล้ว เว้นแต่จะมีกรณีฉุกเฉิน เช่น เรื่องอุบัติเหตุ เรื่องสุขภาพ หรือปัญหาจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (แม้สถานะผู้แสวงที่ลี้ภัยจะทำให้สามารถพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ แต่มันอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่/ข้าราชการท้องถิ่นมักจะไม่มีความรู้เรื่องนี้ และเมื่อเกิดปัญหาก็จะต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดการ) 


ดังนั้นผมคิดว่ามันน่าจะดีถ้าจะมีการตั้งคล้ายๆกองทุนเป็นเงินสำรองเอาไว้สำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่มีปัญหาฉุกเฉิน เพราะพอมันเป็นเรื่องฉุกเฉินการจะระดมเงินหรือแม้แต่หยิบยืมกันให้ทันท่วงทีมันก็ลำบาก

อีกเรื่องที่อยากเสนอไว้เผื่อคนอื่นๆในอนาคต (ผมคิดว่าผมผ่านช่วงเวลานั้นมากแล้ว) ก็คือน่าจะมีเงินกองทุนสำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ เพราะคนที่เพิ่งออกมาโดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศมากนักจะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนข้อมูลมากๆ ซึ่งมันทำให้ค่าใช้จ่ายเราสูงมากๆ เพราะเราจะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไร ซื้ออะไรที่ไหนแล้วประหยัดเงิน หรือการพยายามประกอบอาชีพ พอเราไม่มีข้อมูลเราก็ต้องทำแบบลองผิดลองถูก ซึ่งมันก็มักจะผิดซะมากกว่าถูกด้วย แล้วในการลองมันก็มีทั้งเงินที่ต้องลงทุนไป และระหว่างนั้นเราก็ยังต้องกินต้องใช้ด้วย ดังนั้นถ้ามีการสนับสนุนคนที่ออกมาใหม่จนพอที่จะดูแลตัวเองได้ก็น่าจะดี 


คุณมีจุดมุ่งหมายปลายทางในชีวิตอย่างไร และคุณอยากเห็นประเทศไทยเดินไปอย่างไร

ปรวย: ว่าตรงๆนะ พอมาถึงตอนนี้ที่เราได้รัฐบาลใหม่มาปีกว่าๆ ผมไม่คิดเหี้ยอะไรเลยนะเกี่ยวกับอนาคตประเทศ โอเคแม่งมีแหละภาพประเทศแบบที่เราหวัง แต่ผมว่าผมแม่งคงฝันเปียก เป็นประเทศอื่นฝ่ายประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยแม่งชนะเลือกตั้งถล่มทลายแบบนี้ แม่งประเทศคงเปลี่ยนฉิบหายเลยนะ กฏหมงกฏหมายอะไรที่แม่งไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใต้อุ้งตีนทหารแม่งคงโดนเปลี่ยนหมด เพราะถือว่าอำนาจอยู่ในมือประชาชน แต่พอเป็นเมืองไทย ทุกอย่างแม่งนิ่งสนิท ไม่รู้ติดเหี้ยอะไรทำไม่ได้ 

ผมถึงบอกว่าผมไม่คิดฝันอะไรอีกแล้วนะ อยู่กับความจริงแม่งนี่แหละ แล้วคอยดูว่าแม่งจะจริงไปแบบไหน หลังๆผมถึงพูดอะไรเกี่ยวกับการเมืองน้อยมาก เพราะผมว่า 5-6 ปีมานี้ปัญหาทุกอย่างแม่งถูกพูดไปหมดแล้วนะ คือถ้าพูดอีกแม่งก็ซ้ำไปซ้ำมาแม่งจะกลายเป็นว่าเราเป็นควายไปซีสอให้คนดูฟัง 

คือประเทศนี้เรียกว่าถ้าเป็นคนป่วย หมอแม่งลงความเห็นวินิจฉัยโรคไปเสร็จสรรพแล้วล่ะว่ามึงต้องผ่าตัด คราวนี้ผมคิดว่าตัวผมแม่งไม่ได้เป็นหมอนะ ตอนนี้ผมก็ได้แต่นั่งดูว่าเอ้ามึงจะผ่าหรือไม่ผ่า

ส่วนตัวผมก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ จะให้ฝันจะให้วางแผนชีวิตแบบเดิมก่อนโดนคดีนี้แม่งก็คงไม่ฝันแล้วล่ะ ก็คงหาโอกาสทำงานที่ตัวเองอยากทำต่อไป ทั้งทำหนัง ถ่ายรูป อ้อแล้วก็มีเขียนหนังสือ ไอ้การเขียนหนังสือนี่ผมมาได้ทำตอนลี้ภัยออกมานี่แหละ เพราะมันเป็นช่องทางหนึ่งทีเราได้เล่าเรื่องเล่าความคิดเราได้ แล้วผมก็พบว่ามันก็สนุกนะแถมทำได้เลย ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือมากเท่าการทำหนัง 
จริงๆจะว่าไปก่อนหน้านี้ผมก็เป็นแบบนี้นะหมายถึงก็เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนคนในประเทศอื่นที่เขามีเสรีกันใช่มั้ย ทำงานไปพอมีเหตุการณ์ในบ้านเมืองก็วิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง แต่ทีนี้ประเทศเราเสือกแปลกกว่าประเทศอื่น พอกูพูดเสือกจับกูซะนี่ มันคงมีบางอย่างที่เราไม่เหมือนประเทศอื่นๆที่เราวิจารณ์ไม่ได้


  สมชาย: อาจจะพูดได้ว่าผมมีชีวิตอยู่เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง ผมไม่ได้คาดหวังอะไรชัดเจนนักเกี่ยวกับความมั่นคงทางชีวิตในอนาคต ผมหวังแค่มีอาชีพที่มีรายได้พออยู่ได้แล้วมีเวลาทำกิจกรรมทางการเมืองก็พอ ประเภททุ่มเทเวลา-พลังงานทั้งหมดให้กับการประกอบอาชีพผมคงไม่ทำ

ผมอยากให้สังคมไทยและสังคมโลกเป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง นี่อาจจะอุดมคติไปบ้าง และคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะได้ทำอะไรบ้างเพื่อผลักดันสังคมไปตามเส้นทางนั้น ถึงมันจะไม่ถึงเป้าหมายในเร็ววันนี้ แต่ถ้าเราสามารถทำให้มันเขยื่อนเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปอีกหน่อยมันก็จะเป็นภาระของคนรุ่นหลังน้อยลง และที่สำคัญเราสามารถตอบตัวเองได้ว่าเราได้ทำมันแล้ว


จรรยา :  เพื่อเป้าหมายที่จะเห็นประเทศไทยมีความยุติธรรมมาตรฐานเดียว มีเสรีภาพ และมีความเท่าเทียมกันในสังคม  มีสวัสดิการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม  ในระบอบประชาธิปไตยประชาชน

การทำงานทั้งหมดที่ทำอยู่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คือการโฟกัสไปที่การนำเสนอปัญหาเมืองไทยที่คาราคาซังยืดเยื้อมานานเพราะการ “พูดความจริงไม่ได้” หรือ “ไม่พูดความจริง” และการเมืองประนีประนอมหลักการกับสถาบันกษัตริย์และทหาร และการเมืองฃอรวมศูนย์อำนาจตลอด 80 ปีประชาธิปไตยแบบไทยๆ  
 

ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่การเมืองนิ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าความตื่นตัวของภาคประชาชนจะหมดไป เพราะมันยังไม่ระดับของปัญหาให้แก้อีกมากมาย ตามระดับของพัฒนาการการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ
-  ทั้งปัญหาเรื่องการจัดสรรค์สวัสดิการและงบประมาณให้เข้าถึงกลุ่ม 80 หรือ 99%
- การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขจัดปัญหาคอรัปชั่นในทุกวงการ 
- การจัดการกับปัญหาความรุนแรงในชาติด้วยกระบวนการสันติภาพและสันติวิธี โดยเอาประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นศูนย์กลาง
- การทำให้ทุกสถาบันในประเทศเคารพกติกาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเรือน
- และที่สำคัญการทัดทานหรือสร้างชุดข้อมูลจากล่างเพื่อทัดทานกระแสเสรีนิยมใหม่ที่ไหล่เข้ามาเพื่อกดดันให้แปรทุกทรัพยากรในประเทศเป็นสินค้า ยังไม่นับเรื่องการต่อสู้เพื่อให้สังคมยอมรับสิทธิความเท่าเทียมไม่ใช่ระหว่างเพศเท่านั้น แต่สิทธิในการเลือกวิถีเพศด้วย และก็อีกมากมาย
 

จะเห็นว่าถ้าไทยเรายังไม่ปลดล๊อคในประเด็นที่เป็นแกนกลางของปัญหาและการถกเถียงทั้งในห้องลับและในเวทีสาธารณะ (มากขึ้นเรื่อยๆ) ตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในฐานะสถาบันประมุขของชาติ ว่า กษัตริย์ควรจะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ควรปิดกันเสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ เช่นที่สามารถกระทำได้กับสถาบันอื่นๆ
 

เราก็จะไม่สามารถขยับนโยบายที่ก้าวหน้าได้ และสิทธิและเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนในปัญหาอื่นๆ ของชาติก็จะถูกปิดกั้นและถูกทำให้ไม่มีความชอบธรรมไปด้วยเช่นกัน
ประเทศไทยจะไม่สามารถเดินหน้าได้ในหลายๆ เรื่อง ถ้ายังปกคลุมด้วยบรรยากาศการเมืองและสังคมอยู่เช่นนี้
 

ความฝันสูงสุด คือ เห็นรัฐบาลดำเนินนโยบายที่เอา “สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหัวใจ” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการการเมืองและการดัดสินใจในนโยบายของประเทศ เคารพสิทธิรวมตัวต่อรองของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และเสรีภาพในการแสดงออก”  

*************
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ไทยอีนิวส์ขอเชิญชวนหนุึนช่วยการต่อสู้ของผู้ประสบภัยม.112ที่ต้องลี้ภัยในต่างแดน โดยโอนเงินผ่านชื่อบัญชี ประเวศ ประภานุกูล ธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซี รามอินทรา เลขที่บัญชี 864-2-07040-2 โดยระบุว่า "สมทบกองทุนผู้ลี้ภัย 112" พร้อมอีเมล์แจ้ง (ถ้าสามารถทำได้) ไปที่ ACT4DEM@gmail.com