Sunday, November 25, 2012

ชมรม Meeting Saturday, December 08, 2012 10:30 AM


พบปะพูดคุยกับผู้รัก ปชต เดือนธันวานี้
Location: Des plaines public Library , Meeting room -B
Date:  December 08, 2012 10:30 AM

Agenda:
- เตรียมงาน ด.ร. ปวิน
- สรุปผลงานประจำปี
- แลกเปลี่ยนความคิด

พบกันครับ

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



กรุงเทพธุรกิจ กับบทวิเคราะห์ "ขัดแย้งภายในต้นเหตุปราชัย เบื้องหลังยุติม็อบเสธ.อ้าย"

http://thaienews.blogspot.com/2012/11/blog-post_25.html

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 25, 2555

กรุงเทพธุรกิจ กับบทวิเคราะห์ "ขัดแย้งภายในต้นเหตุปราชัย เบื้องหลังยุติม็อบเสธ.อ้าย"

25 พฤศจิกายน 2555

การเมือง : บทวิเคราะห์ 
ขัดแย้งภายในต้นเหตุปราชัย เบื้องหลังยุติม็อบเสธ.อ้าย 
โดย : กรุงเทพธุรกิจ 





ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสยบการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมกลุ่มพิทักษ์สยาม 

"อยาก จะกล่าวว่าเสียใจ และ พล.อ.บุญเลิศ มันได้ตายไปแล้ว" คือคำกล่าวสั้นๆ ของ "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ที่ขึ้นกล่าวบนเวทีเมื่อเย็นวานนี้ (24 พ.ย.) หลังประกาศยุติการชุมนุม ท่ามกลางความไม่พอใจของมวลชน 

แม้ทุกอย่างจะต้องสะดุดหยุดลงอย่างฉับพลันทันทีตามคำประกาศของแกนนำผู้ ชุมนุมอย่าง เสธ.อ้าย แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งมวลชนและองค์กรภาคีเครือข่ายล้วนพากันสับสนต่อ ท่าทีของเขา และถามหาเหตุผลกันให้วุ่น 

เบื้องหลังที่ต้องว่ากันตรงไปตรงมาก็คือ ความล้มเหลวในการชุมนุมครั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจาก "เหตุภายใน" มากกว่าเหตุปัจจัยภายนอก 

ก่อนอื่นต้องส่องกล้องเข้าไปดูภายในขบวนการ "วันพิพากษา ขับไล่รัฐบาลนอมินีทักษิณ" เสียก่อน จะพบว่ามีองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ "ทหารแก่" กับ "นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน" 

จุดเริ่มต้นขององค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) มีแกนนำหลัก 4 คน คือ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธาน อพส. สมพจน์ ปิยะอุย อดีตเจ้าของหนังสือพิมพ์ชาวไทย และเป็นนายทุน "ขบวนการ 26 มีนาคม 2520" โดยการนำของ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ 

เมื่อ 35 ปีที่แล้ว "เสธ.อ้าย" เป็นนายทหารยศพันตรี นำกำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 เข้ามายึดอำนาจแต่ไม่สำเร็จ และทั้งคู่โคจรมาพบกันอีกครั้งในนามองค์การพิทักษ์สยาม 

แกนนำหลักอีก 2 คนเป็นนายทหาร คือ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ อดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 1 รุ่นเดียวกับ "เสธ.อ้าย" และ "เสธ.ต๋อย" พล.อ.ณัฐชัย เพิ่มทรัพย์ อดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.สส. เป็นเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 

ผู้ที่จุดประกายให้ "เสธ.อ้าย" จัดตั้งองค์การพิทักษ์สยาม ได้แก่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี และ บวร ยสินทร แกนนำเครือข่ายพลเมืองปกป้องสถาบัน 

ต่อมา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา และ "ติ๊งต่าง" กาญจนี วัลยเสวี แกนนำกลุ่มสยามสามัคคี ได้ประสานให้ "เสธ.อ้าย" เป็นผู้นำจัดการชุมนุมมวลชนในนามองค์การพิทักษ์สยาม 

จึงเกิดการชุมนุม "รวมพลคนทนไม่ไหว" ที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อ 28 ต.ค.2555 

แต่การชุมนุมครั้งแรกก็มีร่องรอยของความขัดแย้ง เมื่อแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศไม่เข้าร่วมด้วย เพราะมองว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมคือพรรคประชาธิปัตย์ 

บังเอิญว่าการ "รวมพลคนทนไม่ไหว" มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน จึงทำให้แกนนำองค์การพิทักษ์สยามและเครือข่ายที่เข้าร่วมเกิดความคึกคัก อย่างมาก 

ถนนทุกสายมุ่งสู่สนามม้านางเลิ้ง สาเหตุที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะบรรดา "นักเคลื่อนไหว" ที่มีชื่อเสียงจากเวทีพันธมิตรโค่นล้มระบอบทักษิณ ปี 2549 ต่างตบเท้าเข้าไปรายงานตัวกับ "เสธ.อ้าย" กันเป็นทิวแถว 

ในที่สุด องค์การพิทักษ์สยามจึงขยาย "ภาคีเครือข่าย" ออกไปจนทำให้เกิด "วอร์รูม 30 อรหันต์" ที่มีตัวแทนมาจากหลายองค์กร อาทิ สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย นำโดย สมบูรณ์ ทองบุราณ และ ไทกร พลสุวรรณ 

เครือข่ายช่องทีนิวส์ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าของสำนักนำทีมนักกิจกรรมมวลชน อาสาประสานงานมวลชนต่างจังหวัด และกลุ่มรากหญ้าในเมือง 

อีกส่วนหนึ่งมาจากปีกแนวร่วมพันธมิตรเก่า ที่เปิดหน้าให้เห็นคือ พิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีต ส.ว.นครราชสีมา กิมอัง พงษ์นารายณ์ แกนนำชาวนาภาคกลาง และสุนทร รักษ์รงค์ อดีตแกนนำพันธมิตร 16 จังหวัดภาคใต้ 

อันที่จริงมี "แนวร่วมเสื้อเหลือง" คนดังอีกนับสิบที่แอบเข้าไปนั่งอยู่ใน "วอร์รูม 30 อรหันต์" แต่พวกเขาไม่ยอมเปิดเผยตัว ยกเว้น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และ ธัญญา ชุนชฎาธาร อดีตกบฏ 14 ตุลาฯ 

การออกแบบการชุมนุม 24 พ.ย.นั้น มีผู้เสนอความเห็นมากมาย แต่สุดท้ายก็ขึ้นกับการตัดสินใจของ "เสธ.อ้าย" คนเดียว เพราะเป็น "ผู้กุมยุทธปัจจัย" ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ 

ด้วยเหตุนี้บรรดา "จอมยุทธ์งานมวลชน" ทั้งหลายจึงพุ่งตรงเข้าหา "เสธ.อ้าย" เพื่ออาสาทำงานใหญ่ แต่บ่อยครั้งที่ไม่ประสานกัน และแย่งชิงการนำ จึงทำให้ "คำขวัญ" และ "ยุทธวิธี" ในการต่อสู้ไม่เป็นเอกภาพ 

ในที่สุดการชุมนุมวันพิพากษาก็มาถึง อำนาจการนำทุกอย่างก็รวมศูนย์อยู่ฝ่ายทหาร ที่มี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์, พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์, พล.อ.ณัฐชัย เพิ่มทรัพย์, พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ, พล.ท.บุญยัง บูชา และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แต่ภายหลัง น.ต.ประสงค์ หายตัวไปจากรถบัสเล็กที่ดัดแปลงเป็นกองบัญชาการม็อบเสธ.อ้าย 

ปัญหาการปะทะกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ในตอนเช้า สะท้อนปัญหาการจัดหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ "การ์ด" ที่ได้แบ่งความรับผิดชอบระหว่างฝ่ายทหารแก่ กับฝ่ายนักเคลื่อนไหวมวลชน โดยระบุไว้ต้องใช้การ์ด 2 พันคน แบ่งเป็นฝ่ายทหาร 1,500 คน และฝ่ายนักเคลื่อนไหว 500 คน 

ไม่ทราบว่าอะไรเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุเผชิญหน้า กลับไม่มีการ์ด โดยเฉพาะ "การ์ดบุก" และมีแต่ "การ์ดรับ" จึงทำให้การขยายพื้นที่การชุมนุมกระทำการไม่สำเร็จ 

"การ์ดบุก" หายไปไหน? ทั้งที่มีการพูดคุยกันแล้วเรื่องจะมีการจัดหาคน เพื่อจัดวางกำลังไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลับไม่มีการ์ดมาดูแลมวลชนมากเท่าที่วางแผนกันไว้ 

จุดเปลี่ยนของม็อบเสธ.อ้ายอยู่ในช่วงบ่าย เมื่อ "สมณะโพธิรักษ์" ได้เข้าไปดูแลและคอยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ และ "เสธ.จ๊อด" กิตติชัย ใสสะอาด อดีตการ์ดพันธมิตรฯ แต่มีการปะทะและตำรวจโยนแก๊สน้ำตาใส่ จนทำให้ สมณะโพธิรักษ์ ก็ได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตาเช่นกัน 

ในที่สุด "พ่อท่าน" สมณะโพธิรักษ์ เป็นศูนย์กลางที่ให้ความคิดชี้นำทุกอย่าง และสมาชิกกองทัพธรรม จึงเปิดใจคุยกับ "เสธ.อ้าย" อันเป็นที่มาของการยุติการชุมนุมครั้งนี้ 

เรียกว่าปราชัยหมดรูปทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี!

จอม เพชรประดับ : คนไทยต่อสู้กันเองเพื่ออะไร..?

http://prachatai.com/journal/2012/11/43863

จอม เพชรประดับ : คนไทยต่อสู้กันเองเพื่ออะไร..?

 

โล่งอกโล่งใจ กันไม่น้อย เมื่อ เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประกาศยุติการชุมนุมของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม เมื่อตอนเย็นของวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังจากที่การชุมนุมดำเนินไปได้ไม่ถึง 10 ชั่วโมง

เหตุผลเพราะว่า ผู้ชุมนุม ถูกสกัดกั้นจากตำรวจจนไม่สามารถระดมพลสร้างพลังแช่แข็งประเทศไทยได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน สภาพฟ้าฝนก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจ เลยทำให้เกิดสถานการณ์ “ฟืนเปียกน้ำ – จุดไม่ติด”

แต่ การชุมนุมเพื่อแช่แข็งประเทศไทย ของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทยอีกครั้ง เพราะถือ เป็นครั้งแรกในการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่มีการลุกขึ้นมาต่อต้านวิถีทางประชาธิปไตย และพยายามที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดย แกนนำพยายาม เรียกร้องให้ ทหารออกมาปฎิวัตรอีกครั้ง

แม้ว่า “เสธ.อ้าย” จะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างชายชาติทหาร แต่ “เสธ.อ้าย” ก็ยังไม่ตายไปจากกลุ่มความคิด ที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนับจากนี้ไป สงครามแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ระหว่าง “กลุ่มอำนาจฝ่ายขวา - อนุรักษ์นิยม” หรือที่เรียกว่าเป็นฝ่าย อำมาตย์ชาตินิยม กับ “กลุ่มอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย” ยิ่งจะชัดเจน เปิดหน้ากันสู้ และจะรุนแรงมากขึ้น

กลุ่มอำนาจฝ่ายขวา แม้จะพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง หลังการประกาศยอมแพ้ของ เสธ.อ้าย แต่ด้วยความมั่นอกมั่นใจ และด้วยเพราะไม่เคยสนใจให้ความสำคัญ กับ กลุ่มอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย ที่คิดว่า ถูกปกครอง ครอบงำ หรือล้างสมองเสียจนเชื่องชิน จึงเกิดเป็นความชะล่าใจ ไม่คิดที่จะ ทบทวนท่าที และวิธีคิด วิธีการของกลุ่มตัวเอง

ดังนั้นความเชื่อมั่น และมั่นใจในพลังอำนาจที่เคยมีของ “ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม” จึงยังคงเดินหน้าสู้อย่างสะเปะสะปะต่อไปอย่างสุดแรง

ขณะที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็ได้รับแรงหนุน ทั้งจากประชาชน ปัญญาชน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่พัดพาเอา สายลมประชาธิปไตยไปทั่วทุกหนทุกแห่ง พลังฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า ศึกนี้อีกยาวนาน เพราะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มอำนาจเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ภายใน ในตัวตนของความเป็นคนไทยโดยส่วนใหญ่ด้วย เพราะ ความคิดใหม่ ค่านิยมใหม่ เข้ามาท้าทายความคิด ความเชื่อ และทัศนคติแบบดั้งเดิมของคนไทย

ความคิดความเชื่อของคนไทย ที่ถูกสร้างสม บ่มเพาะให้อยู่ในระบบ “อุปภัมภ์” มาเป็นเวลาช้านาน เราจึงเชื่อมั่น ศรัทธา เฉพาะใน “ตัวบุคคล” มากกว่า “หลักการ – กฎกติกา” หรือ “การปกครองที่เป็นธรรม” ตามวิถีทางสากล.

คนไทยส่วนใหญ่ยังแยกแยะไม่ออก(หรือเปล่า) ระหว่างคุณค่าของ หลักการ หรือ กฎกติกาที่ถูกต้องชอบธรรม ในสังคมที่หลากหลาย กับการรักษาไว้ซึ่ง “ตัวบุคคล”

คนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สื่อความหมาย เพียงเฉพาะ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” คนไทยจำนวนไม่น้อยต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย แต่กลับให้คุณค่าอยู่ที่ พรรคเพื่อไทย และครอบครัว “ชินวัตร” โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากต้องแยกแยะคุณค่าที่มั่นคงถาวร เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้กับบ้านเมืองในระยะยาวแล้ว คนไทยจะต้องตั้งสติและยอมรับสัจธรรมของชีวิตด้วยว่า “ตัวบุคคล” หรือ “คณะบุคคล” ไม่ได้มั่นคงยืนยาวชั่วนิรันดร์ ทั้งสภาพร่างกาย สติปัญญา และสมรรถนะที่จะสร้างความก้าวหน้าให้ชาติบ้านเมืองได้ตลอดไป

ทำนองเดียวกัน การจะฝากความหวังไว้ กับ พรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตร เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้สถิตย์สถาพรอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด แต่แน่นอน นี่คือหนทาง ที่จะได้เห็นพัฒนาการที่ ก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยในอนาคต

หากอุปสรรคสำคัญต่อการเผชิญหน้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ อยู่ที่ค่านิยม ความคิดความเชื่อของคนไทยโดยส่วนใหญ่ เราก็ควรจะให้เวลามาทบทวนความคิด ความเชื่อของตัวเอง และยอมรับความเป็นจริงกันแล้วหรือยัง

แน่นอน บุคคลหนึ่งที่มีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีงาม สร้างความเจริญมั่งคั่งให้กับชาติบ้านเมืองตลอดชั่วชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่จะสถิตสถาพรอยู่ในห้วงคำนึงของคนในชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย และถือกเป็นภารกิจของคนรุ่นหลังด้วย ที่จะนำเอา คุณประโยชน์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยตัวบุคคล หรือคณะบุคคล นำไปเสริมเติม เพิ่มความเข้มแข็งให้กับ หลักการ และกฎกติกาที่ถูกต้องชอบธรรม ให้มั่นคงยืนยาวตลอดไป ให้คุณค่า เป็นมรดกตกทอดมาจาก บุคคล หรือ คณะบุคคล ที่เราเคารพรักและศรัทธา

เช่นเดียวกับการที่ พระพุทธองค์ ไม่ต้องการให้ พุทศาสนิกชน ศรัทธากราบไหว้ในความเป็น ตัวตนแห่งองค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า หรือ สัญลักษณ์แทนพระองค์ มากไปกว่า ความศรัทธายอมรับ และปฎิบัติตาม หลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์

ดังนั้น คนไทยทั้งประเทศ คงจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร หรือ เพื่อใคร เราจะเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อรักษา “สถาบัน” “ระบอบการเมืองที่เป็นธรรม” หรือ “ตัวบุคคล” หรือสุดท้ายเราสู้กันเพื่อทำลายทุกอย่าง. 

Saturday, November 24, 2012

รถ6ล้อพุ่งชนจนท.ตร.

รถ6ล้อพุ่งชนจนท.ตร. http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=IRmlOHWBRiI

Rally fizzles out amid safety fears

Rally fizzles out amid safety fears

Boonlert says authorities inciting violence

Pitak Siam leader Boonlert Kaewprasit ended his anti-government rally and his own brief political career on a drizzly Saturday afternoon after a day of high drama and scattered violence.

A Pitak Siam protester holds up a tear-gas canister that police had fired near the Makkawan Bridge on Saturday morning.

Addressing an estimated 20,000 supporters from the Royal Plaza stage, he asked them to disperse peacefully.

He also said he would stage no more rallies and would focus only on making merit. Others in Pitak Siam would have to decide whether the movement would continue, he added.

He told his followers they should not put themselves in danger of a crackdown or retaliation. Rumours had already started that the police might move in once it grew dark.

Gen Boonlert also blamed the government for not keeping its word to allow the peaceful rally to go ahead unhindered. Supporters claim police provoked violence by trying to stop them from reaching the rally site.

Police display three types of tear gas which they say are in line with international standards, along with other crowd control equipment, as they explain crowd dispersal procedures ahead of today's Pitak Siam rally. APICHIT JINAKUL

Other organisers privately acknowledged that the government had succeeded in keeping tens of thousands of potential supporters from travelling to Bangkok to join the rally.

Gen Boonlert had once boasted of wanting to see one million people at the rally but said later he would be happy with 70,000.

However, the Pheu Thai government used the muscle of appointed provincial governors to enforce dozens of checkpoints along highways leading to the capital. One Pitak Siam supporter told the pro-Democrat Blue Sky TV that spike belts had been placed on some roads to deter drivers.

The anti-government ASTV Manager website even published a picture of snakes it said had been let loose at the site to frighten demonstrators.

Protesters also were surprised by the ferocity of the police response, which included tear gas being fired during clashes in the morning at the Makkawan Bridge and in the afternoon at the Suan Mitsakawan intersection.

One injured protester claimed police gave no warning that they would use tear gas. Another protester held up a tear gas canister showing its expiry date had passed, which he said made the chemicals more volatile and harmful.

Gen Boonlert denied his protest had been aimed obstructing the censure debate scheduled to begin in Parliament on Sunday, saying he had no faith in the parliamentary system anyway.

But simply by staging the rally, he had drawn attention to the deep political divide that still exists in the country.

The retired soldier's open support for a coup and a five-year "freeze" on politicians unnerved even some sympathisers, and kept red-shirt supporters of the Pheu Thai government on high alert as well.

"This rally is illegitimate," said Thida Thavornseth, chairwoman of the United Front for Democracy, earlier in the day. "We will come out in force if there is any sign of a coup or the government loses control."

Her warning raised the temperature further in the capital, where the fog of tear gas from morning and afternoon clashes hung in the air. By mid-afternoon, 37 people had been reported injured, mostly with cuts and bruises, and 132 arrested and detained at a Police Border Patrol barracks in Pathum Thani.

One policeman was stabbed with something sharp and the other was hit by a truck, according to onlookers.

Police seized knives and bullets, as well as slingshots and large marbles that they said had been used to knock out closed-circuit TV cameras near the rally site.

Authorities said earlier that they had no plan to force the protesters to disperse, as some had alleged.

Officers would even allow the rally site at the Royal Plaza to be expanded if the crowd size warranted it, said Pol Maj Gen Piya Uthayo, a spokesman for the Centre for the Administration of Peace and Order (CAPO).

The main site was peaceful all day as supporters relaxed, ate and listened to speakers denounce the government, which Pitak Siam accuses of corruption, mismanaging the country and undermining the monarchy.

However, away from the Royal Plaza a tense standoff developed near the Makkawan bridge where a splinter group of protesters challenged police throughout the afternoon.

More tear gas was fired and the protesters regrouped for a fresh attempt to march toward the police line.

The protest began on a violent note on Saturday morning. Police fired 10 tear gas canisters at Pitak Siam supporters trying to break through a police barricade at the Makkawan bridge and move to the Royal Plaza.

"Tear gas was used in one area because protesters did not comply with the rules," said Pol Maj Gen Piya.

"The demonstrators are trying to ignite violence. They tried to break our barricade, so the tear gas is to stop them and control them."

Gen Boonlert said police "broke the promise that will allow us to stage a peaceful rally. They are trying to lure us into violence."

The government invoked the Internal Security Act to maintain control in the districts around the rally site. It gives the police additional powers to block routes, impose a curfew, ban gatherings and carry out searches.

"We will evaluate the situation daily and if it escalates we are ready to invoke emergency rule," national police chief Adul Saengsingkaew said.

The rally took place on the eve of the no-confidence debate scheduled to start on Sunday in Parliament against the Yingluck Shinawatra government.

On the rally stage, Gen Boonlert made a spirited denunciation of the government.

"It's time for you to get out because you have shown no capability and righteousness," he said, referring to Premier Yingluck.

"I'm telling Thaksin that if he wants to return to Thailand, he needs to bow before the king and serve his prison sentence," he said, referring to the prime minister's fugitive brother.

Ms Yingluck cancelled all public events on Saturday and was monitoring events from her home in Soi Yothinpattana 3.

Border patrol and Lat Phrao police were deployed around the premier's house to provide security, amid claims that there might be a plot to kidnap her.

Pol Gen Adul, as the CAPO director, had issued an order banning protesters from entering Government House and Parliament, as well as closing nine routes (see map) around the rally site.

A second order bans vehicles on the nine routes, as well as vehicles carrying fuel or parking in restricted areas. A third order prohibits the possession in public of weapons or objects that could be used as weapons.

The ISA order, which covers Bangkok's Phra Nakhon, Pomprap Sattruphai and Dusit districts, lasts until Nov 30.

Gen Boonlert, meanwhile, said that even though he was longer the leader of Pitak Siam, he was ready to continue to provide financial support for any future activities.

http://www.bangkokpost.com/news/politics/322811/rally-fizzles-out-amid-safety-fears


Wednesday, November 21, 2012

จดหมายเปิดผนึกชมรมเพื่อประชาธิปไตยไทยถึงโอบาม่า

จดหมายเปิดผนึกชมรมเพื่อประชาธิปไตยไทยถึงโอบาม่า - ร้องส่งเสริมปชต. และสิทธิมนุษยชนในไทย



๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า

พวกเราในนามของชาวไทย-อเมริกันซึ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ขอแสดงความยินดีต่อ ฯพณฯ ที่ได้รับเลือกตั้งซ้ำเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกเป็นสมัยที่สอง

ในโอกาสที่ท่านเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดเอเซียตะวันออก ณ ประเทศกัมพูชา เราใคร่เรียนขอร้องให้ท่านได้โปรดแสดงออกอย่างมุ่งมั่นระหว่างการเยือน ประเทศไทย สนับสนุนให้มีการรักษาสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมประชาธิปไตย เฉกเช่นที่ท่านจะกล่าวปราศรัยในการเยือนพม่า

แม้นว่าการพัฒนาประชาธิปไตยจะมีความคืบหน้านับแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยท่านนี้เป็นทั้งนักประชานิยม และสนับสนุนธุรกิจเสรี เธอตั้งเป้าหมายปฏิรูประบบเศรษฐกิจการตลาด และสร้างความปรองดองในชาติ ทำให้เราคิดว่าเรื่องร้ายๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราหลงคิดว่าการที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง หมายถึงประชาธิปไตยได้ฝังรากลึกอย่างดีแล้ว แต่ทว่าเราเข้าใจผิดถนัด

เรากลับได้เห็นพลังทมิฬของการต่อต้านประชาธิปไตยรวมหัวกันออกมาพยายามโค่น ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งจนได้ คราวนี้ใช้องค์กรที่เรียกตัวเองว่า พิทักษ์สยาม เป็นหัวหอก คนเรานี้กระสันที่จะให้มีการรัฐประหารขึ้นอีก ผู้นำของกลุ่มนี้บอกว่าอยากแช่แข็งประเทศไทยไว้สักสี่ห้าปีจะได้นำประเทศ กลับไปสู่แบบแผนการปกครองสมัยโบราณ

เราไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาต้องการดึงประเทศให้ถอยกลับไปไกลเพียงใด กลับไปสู่ยุคสมบูรณายาสิทธิราช หรือว่าจะไปถึงยุคที่มีการถือครองทาสในเรือนเบี้ย

ดังที่ท่านทราบดีว่าประเทศไทยถอยหนีไปจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยช่วงหก ปีที่ผ่านมา นับแต่มีการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา การเมืองการปกครองของไทยหมักหมมไปด้วยวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า เราได้เห็นกลุ่มการเมือง “เสื้อเหลือง” ต่อต้านประชาธิปไตยที่โกหกตัวเองว่าเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งก่อกวนปั่นป่วนเพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพังทลาย เปิดทางให้ทหารทำการยึดอำนาจ ด้วยการชุมนุมปิดกั้นรัฐสภา ประท้วงในบริเวณทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินนานาชาติสองแห่งไม่สามารถดำเนินกิจการได้เป็นเวลานาน

มาคราวนี้เป็นพวกที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยกลุ่มใหม่ในนาม “พิทักษ์สยาม”

ฯพณฯ ประธานาธิบดีที่เคารพ เราขอกระตุ้นท่านได้โปรดแสดงออกอย่างแข็งขันระหว่างการเยือนประเทศไทยให้การ สนับสนุนขบวนการสร้างเสริมประชาธิปไตย และการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เนื่องจากยังมีนักโทษการเมืองที่ถุกจองจำ และถูกปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมตามหลักสากลอยุ่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องหาตาม มาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฏหมายอาญา

ห้าทศวรรษของการปกครองโดยคณะทหารในพม่าทำให้เราเห็นได้แจ้งชัดว่ามันทำให้ ประชาชนทนทุกข์มากมายเพียงใด เผด็จการทหารไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ประชาชนไทยไม่ต้องการเช่นนั้น เราขอให้ท่านแสดงให้ปรากฏอย่างหนักแน่นว่ารัฐบาลทหารเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ของสหรัฐอเมริกา และประชาคมโลก เราขอให้ท่านผลักดันรัฐบาลไทยให้ดำเนินการปลดปล่อยนักโทษการเมือง และให้ความเป็นธรรมแก่พวกเขาตามหลักนิติธรรมสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศ อารยะ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยไม่สามารถอ้างได้เลยว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย

เราขอขอบคุณอย่างสูงที่ ฯพณฯ กรุณารับฟัง และตั้งใจดำเนินการดังที่เราร้องขอ

ด้วยความจริงใจ

ชมรมเพื่อประชาธิปไตยไทย
ชิคาโก อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา




November 16, 2012

Dear President Barack Obama:

On behalf of the Thai-American who support democracy in Thailand, we would like to congratulate you on your recent re-election to the office of the Presidency of the United States.

As the date for your trip to the East Asia Summit in Cambodia draws near, we would like to urge you while being in Thailand to speak publicly and strongly in support of human rights and democracy in Thailand, just as you plan to do so in Myanmar.

Even though there was progress in the democratization in Thailand starting from the election of the first female Prime Minister, Ms. Yingluck Shinawatra in 2011, who was a populist and pro-business, who promised a private sector reforms, and reconciliation, we thought the worst had passed.  We thought that the Thai democracy seemed to take root with the landslide election of Ms. Yingluck Shinawatra, how wrong were we!

We now saw the dark force of anti-democracy has gathered and at work to topple the democratically elected government just like in the past again, this time under the name of Pitak Siam (Protecting Siam).  The group would love to see a coup. The group leader would like to see the country being ‘frozen’ for a few years and wanting the return to kingdom’s old day.

We are not sure how far back they wanted us to return--- did they want to return us to the absolute monarchy, or to the time when we still had slaves?

As you know in the past six years, Thailand has regressed from her democratic path--- starting with the 19-September-2006 military coup, which toppled the democratically elected government of Thaksin Shinawatra.

During these six years, we saw political crisis after political crisis.  We saw the anti-democratic force the ‘Yellow Shirt’ under the name of ‘People Alliance for Democracy (PAD)’ trying to destabilize the government and trying to create conditions for military coup by blockading the parliament, seizing the Government House, occupying and closing the 2 International airports.

Now came a new anti-democracy movement, Pitak Siam.

Dear Mr. President, we urge you while in Thailand to give a strong support to the democratic process.  We urge you to support human rights cause in Thailand since we’re still have political prisoners who were refused due process, especially those charged with Criminal Code 112.

History of five decades of ruinous military rule in Myanmar told us that the military rule is not the path.  It causes suffering to the people.  Thai people would not support it.  We believe neither do the world.  We strongly urge you to make sure that any military rule is not acceptable to the United States and the world communities.  We urge you to urge the Thai government to free or give all political prisoners due process, as any civilized and democratic countries would do.  Without it, Thailand cannot claim to be a democracy.

We thank you for your time, and hope you hear our plea.

Yours truly,

The Union for Thai Democracy
Chicago, Illinois



++++++++++++++++++++++


--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Sunday, November 4, 2012

The Debate Over a Thai Republic

From: http://www.asiasentinel.com/index.php?option=com_content&task=view&id=1818&Itemid=387

Written by Dr Pavin Chachavalpongpun   
Sunday, 12 April 2009

ImageCould the country survive without a monarchy?



Is the "R" word a taboo terminology in the Thai political vocabulary? Thailand's political temperature has been sharply rising, particularly since former premier Thaksin Shinawatra appeared on a large screen in Bangkok in a pre-recorded video message attacking General Prem Tinsulanonda and General Surayud Chulanont, both formers prime ministers and members of the Privy Council. He accused them of masterminding the September 2006 coup.

The R word refers to "republic" which has lately emerged as a serious debate in Thailand as the pro-Thaksin movement has grown in numbers and strength. The red-shirted protesters claim that they are fighting for democracy which implies that their opponents are standing on the opposite of their democratic scale. Their opponents include the government of Abhisit Vejjajiva, the military, major businesses, Bangkok elites, and members of the People's Alliance for Democracy (PAD).

Republic is a scary word in the Thai political domain. After all, Thailand had been ruled by monarchs for over 700 years since the days when it was known as Siam. True, a significant transition came in 1932 when the old absolute monarchy was transformed into a constitutional one, presumably paving the way for democracy to thrive. But it was the military that kept assaulting democracy and snatching political power. Its footprints are evident today in Thailand's failure to develop a full-fledged democracy.

At the same time, the degree of reverence of the present king among the Thais has firmly intensified as the Thai state strove to make the monarchy the main pillar of the nation and its embodiment. The PAD has exploited this king-nation composition for its own political purposes, using it to accuse Thaksin and his cronies of being disloyal to the king and thus to their own nation.

Driven from power in a coup and a fugitive from Thai law, Thaksin has shown no sign of giving up. Having persisted in returning to politics, and now with a bigger grievance against the Privy Council, which is known to be the eyes and ears of the king, Thaksin seems to have opened a space of possibility in an unpredictable realm of Thai politics. But is an idea of republic a part of such possibility?

To be fair to Thaksin, he has used every opportunity to express his loyalty to the king even when his rivals snubbed him as a traitor. In his latest video message, Thaksin re-stressed his respect for the old establishment. His prostration before a picture of the king while in exile in Hong Kong and his government's obeisance to a sufficiency economy while in office do not suggest republican sentiment.

Michael Connors argued that Thaksin has rarely looked like the bourgeois revolutionary that others have hoped him to be. Ideologically speaking, Thaksin never had a republic in mind, and his continued public declaration of loyalty to the monarchy should not be taken as a ruse.

But why do many Thais believe that Thaksin has endorsed the making of a Thai republic? Giles Ungpakorn, a fugitive Thai academic currently charged with lèse-majesté, saw that the red-shirted protesters are transforming themselves into a republican movement. If this observation is true, then what the red-shirts really want is not only democracy but a democracy without the monarch as the head of state.

This observation is however troublesome. Scholars and activists tend to look at the current Thai politics in a black or white scenario; one is either a royalist or an anti-monarchist. The royal institution has been consistently politicized and long abused by various political factions. Even royal symbols including portraits of the king were used to legitimise certain illegal political activities.

At the crux of the crisis lies the question of Thai democracy. The royalists condemned Thaksin and his proxies for manipulating democracy to shore up their power. The red-shirted camp in return has reproached the royalists for ignoring the will of the majority and centralising power in the hands of the minority elites. The solution here is perhaps to tailor Thai democracy to fit the needs of both the masses and the power-hungry politicians. It will be a difficult, but not impossible, task.

Is a Thai republic a viable option? Then the Thais must ask themselves if they can live without a national identity. How will they identify themselves with the nation that has been tightly bound with the monarchy for centuries?

As the thirst for revenge continues, the military and some businesses have offered a bounty of Bt 1million (US$28,167) for Thaksin's arrest and his return to Thailand. His supporters have retaliated by staging mass rallies across the country to attempt to bring down the government and the Privy Council.

The only R word that may come handy now is "reconciliation" if all political sides are really serious about putting an end to the protracted crisis.

The writer is a Visiting Research Fellow at the Institute of Southeast Asian Studies. This is personal opinion.



--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



Thursday, November 1, 2012

แจ้งข่าวเลื่อน กำหนดการพบปะ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) - ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมใดๆทั้งสิ้น


ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ เรื่อง กำหนดการพบปะ อ.ชูพงศ์ (แห่งชมรมคนรู้ใจ) ในวัน Sat  3 2012.
เนื่องจากมีข้อขัดข้องเล็กน้อยจึงต้องมีการเลื่อนกำหนดการเวลาและสถานที่ออกไป

กำหนดการเวลาและสถานใหม่จะประกาศให้ทราบในโอกาศต่อไป






--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/