Saturday, December 22, 2012

ใบตองแห้ง 'Voice TV': ประชามติ หลักการกับ 'การเมือง'

http://prachatai.com/journal/2012/12/44335

ใบตองแห้ง 'Voice TV': ประชามติ หลักการกับ ‘การเมือง’

 
พรรคร่วมรัฐบาลมีมติให้ลงประชามติ ก่อนรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วาระสาม ตามบัญชา “นายใหญ่”
 
นี่เป็น “เกม” ที่ชาญฉลาดของทักษิณและทีมกุนซือพรรคเพื่อไทย กล่าวได้ว่าอ่านสถานการณ์ขาด ถึงแม้จะไม่เป็นไปตามหลักการเสียทีเดียว เพราะการทำประชามติก่อนไม่จำเป็น
 
มวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยที่เลือดลมร้อนแรงอาจเห็นว่า รัฐสภาควรเดินหน้าลงมติรับร่างวาระ 3 ไปเลย ไม่ควรทำตาม “คำแนะนำ” ของศาลรัฐธรรมนูญ บางส่วนก็ไม่พอใจ โวยว่านี่เป็นการ “ซื้อเวลา” อยู่ในเก้าอี้ไปเรื่อยๆ ของรัฐบาล โดยไม่จริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางส่วนก็กลัวว่าจะไม่ชนะ เพราะฝ่ายค้าน ปชป.พธม.จะสั่งคนฝ่ายตนเบี้ยวไม่มาลงประชามติ ฯลฯ
 
ประเด็นอยู่ที่เรามองในมิติไหน มองวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายประชาธิปไตยอย่างไร
 
อย่างที่ผมเขียนมาหลายครั้ง สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว จากเมื่อเดือนมิถุนายน ที่รัฐสภายอมให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเข้ามาใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยกลายเป็นเพื่อถอย ถอยร่นไม่กล้าลงมติรับร่างวาระ 3 ทั้งที่กระแสประชาธิปไตย ประชาชน นักวิชาการ หนุนหลังพร้อมพรั่ง ได้เปรียบทุกอย่างในทางหลักการและเหตุผล แต่ไปยอมจำนนในเกมวัดใจ จึงกลายเป็นต้องนับหนึ่งใหม่
 
ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องโทษความโง่บัดซบของใครบางคน ที่กำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ดีๆ ดันยัดร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้ามาซะนี่ เสียกระบวนหมด
 
แต่หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แบบที่กระแสสังคมถอนหายใจ “โล่งอก” สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ภายหลังความตึงเครียดกดดัน “กระแสรักสงบ” ที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งยืดเยื้อมา 6 ปี ได้กลายเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก สกัดกั้นสงครามระหว่างสี โดยมีผลทั้งสองด้าน คือปกป้องรัฐบาล แต่ก็ไม่ต้องการให้รุกล้างอำมาตย์
 
“กระแสรักสงบ” ไม่อยากเห็นรัฐประหาร แช่แข็งประเทศ ยุบพรรค ถอดถอน ตัดสิทธิ ล้มรัฐบาลด้วยกองทัพหรือศาลอีกแล้ว แม้บางส่วนไม่ได้ชอบรัฐบาล แต่ก็ยังมองหาทางออกไม่เจอ นอกจากยอมให้อำนาจจากการเลือกตั้งอยู่ไปเรื่อยๆ กระนั้น อีกด้านหนึ่ง “กระแสรักสงบ” ก็ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายรุกแก้รัฐธรรมนูญแบบหักหาญ เอาทักษิณกลับบ้าน ฯลฯ เพราะกลัวจะเกิดม็อบยึดทำเนียบยึดสนามบินอีก
 
นี่คือสถานการณ์ที่ค้างคาอยู่ และเป็นขั้นทางยุทธศาสตร์ที่ต้องช่วงชิงกัน ระหว่างรัฐบาล Vs. ฝ่ายค้านและพวกแช่แข็ง ใครจะช่วงชิงคนตรงกลางได้มากกว่ากัน
 
แน่นอนยื้อกันไปอย่างนี้รัฐบาลได้เปรียบ กระแสรักสงบที่สะท้อนออกทางโพลล์ เช่น เอแบคโพลล์ เป็นตัวแทนพลังเงียบที่เบรกม็อบแช่แข็งหัวทิ่ม แต่รัฐบาลก็เผด็จศึกไม่ได้เช่นกัน เพราะพอบอกว่าจะเดินหน้าวาระ 3 โพลล์ก็สะท้อนทันทีว่ายังมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วย แม้ในนั้นมีความไม่เข้าใจ ไม่ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญรัฐประหาร (ว่าแท้จริงคือต้นตอของความไม่สงบ) แต่ประการสำคัญก็คือความกลัวว่าสถานการณ์การเมืองจะรุนแรงอีก
 
ในสถานการณ์เช่นนี้ การทำประชามติจึงเป็นทางออกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป โดยไม่เร่งร้อนหักหาญ ซึ่งการไม่เร่งร้อนหักหาญไม่ว่าอย่างไรรัฐบาลก็ได้เปรียบอยู่ดี (เวลาอยู่กับเรา)
 
ประเด็นจึงอยู่ที่เรามองการไปสู่เป้าหมาย หรือ “ชัยชนะ” อย่างไร “ชัยชนะ” บางครั้งก็ไม่ใช่การ “เอาชนะ” หรือ “รบชนะ” เป้าหมายของประชาธิปไตย อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเสียแต่เดี๋ยวนี้ (ซึ่งความจริงรัฐธรรมนูญ 2556 ที่จะร่างตาม ม.291 ก็โหลยโท่ยเพราะพรรคเพื่อไทยไปยอมรับข้อจำกัดตั้งแต่แรกว่าห้ามแตะหมวดนั้นหมวดนี้)
 
“ชัยชนะ” ในการรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง บางครั้งก็บรรลุได้ด้วยการโน้มน้าว จูงใจ ดึงคนส่วนใหญ่มาเป็นพวก “ชัยชนะ” บางครั้งอาจดูเหมือนผู้แพ้ แต่ชนะใจคน เรียกคะแนนสงสาร เห็นใจ หรือเห็นว่าเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม
 
นี่ต่างหากคือเป้าหมายที่เราควรตั้งในการทำประชามติ ทำให้ประชามติเป็นการเคลื่อนไหวรณรงค์ ที่ทั้งให้เนื้อหาประชาธิปไตยผ่านการดีเบท ถกเถียงด้วยเหตุผล ขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมเห็นว่าใครกันแน่เป็นฝ่ายต้องการความสงบ ยอมยืดหยุ่น เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม ใครกันแน่ ที่หักหาญ ดื้อรั้น ตีรวน
 
สามัคคีฝ่ายก้าวหน้า ช่วงชิงคนเป็นกลาง โดดเดี่ยวพวกล้าหลัง ทำให้พวกสุดขั้วสุดโต่งถูกปฏิเสธจากสังคม ท่องคำสอนประธานเหมาไว้ ยังเอามาใช้ได้เสมอ
 
ยกตัวอย่างข้อที่มวลชนเสื้อแดงวิตกกันมาก ว่าการลงประชามติต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง คือ 23-24 ล้านเสียง หากฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมออกมาจะทำอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลคงไม่สามารถระดมคะแนนเสียงได้ถึง 23 ล้านเสียง
 
ถามว่าถ้าพรรคร่วมรัฐบาลสามารถรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ 17 ล้านเสียงต่อศูนย์ แต่ประชามติล้มไป จริงๆ แล้วใครชนะ ผู้ที่มองเพียงเป้าหมายโดดๆ ก็จะคิดว่าแพ้ แต่ถ้ามองในเชิงการรณรงค์ทางการเมือง มองในเชิงการช่วงชิงความชอบธรรม ใครเป็นนางเอก ใครเป็นผู้ร้าย พวกกลัวแพ้แล้วตีรวน มุดชายผ้าถุงซุกมดลูกแม่ไม่กล้าออกมาสู้ ยังจะลอยหน้าลอยตาได้อยู่หรือ
 
ถ้าพูดแบบนักการเมืองอาจพูดได้ว่านี่คือเกม แต่ถ้าพูดแบบนักเคลื่อนไหว นี่ก็คือการรณรงค์ทางการเมือง ลากฝ่ายตรงข้ามให้มาต่อสู้บนเวที มาดีเบทด้วยเหตุผล ไม่เปิดช่องให้ก่อม็อบ ไม่เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบแทรกแซง พวกเขาซึ่งอ่อนเหตุผลอยู่แล้ว ก็จะต้องตีรวน เล่นบท “ผู้ร้าย” หรือ “ตัวอิจฉา” ให้เสียหายเอง โดยรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะต้องเล่นบทแฟร์ที่สุด สวมบท “นางเอ๊กนางเอก” ผู้แสนดี ยอมประนีประนอมแล้วยังถูกรังแก
 
ปัญหาคือนักการเมืองพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล มีความเข้าใจและเชื่อมั่นในแนวทางนี้อย่างเป็นเอกภาพหรือไม่ เพราะเดี๋ยวก็จะอดไม่ได้ อยากเล่นบท “ตัวโกง” ตามสันดานอีก
 

นางเอกอย่าปาหี่

เมื่อเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยเป็นหลังพิง รัฐบาลก็จะต้องจัดการลงประชามติอย่างแฟร์ที่สุด เปิดโอกาสให้มีการดีเบทถกเถียงให้มากที่สุด กว้างขวางที่สุด
 
อย่าไปไขว้เขว ว่าจะไม่ทำประชามติ จะทำประชาเสวนา อย่าไปไขว้เขว ว่าจะทำประชามติแบบขอคำปรึกษา ตามการชี้ช่องเห่ยๆ ของเจ๊สด เพราะเมื่อจะทำประชามติต้องให้แฟร์ อย่ากลัวแพ้ กลัวผู้ออกมาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว เพราะขืนเป๋ไม่ทำประชามติตรงๆ จะโดนโห่เอา กลายเป็น “ปาหี่” ที่เผลอๆ ก็ไม้เอกหาย
 
สิ่งที่ควรทบทวน คือการให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ไปจัดประชาเสวนา เพราะกระทรวงมหาดไทยก็จะทำป้ายแบบ “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกฯ เป็นของเปรม” ยัดเยียดประชามติให้ชาวบ้านแบบสุกเอาเผากิน กลายเป็นใช้อำนาจรัฐโฆษณาชวนเชื่อ
 
ถ้าเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตย ก็ให้องค์กรอื่น (ที่ไม่ใช่องค์กรกลาง-ฮา) เช่น กกต.จัดดีเบทว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อเสียตรงไหน ท้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาดีเบทกับจาตุรนต์ ฉายแสง ยกทีม ปชป. มาดีเบทกับณัฐวุฒิ จตุพร หรือองอาจ คล้ามไพบูลย์ Vs ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (ฮา) จัดดีเบทให้ถี่ยิบ ใช้สื่อของรัฐถ่ายทอดสดแฟร์ๆ ประชาชนจะได้เห็นว่าใครแถ ถ้าเป็นไปได้ ก็เชิญ อ.วรเจตน์มาดีเบทกับจรัญ ภักดีธนากุล หรือสมคิด เลิศไพฑูรย์ แต่กลัวจะอ้างตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบันหนีการดีเบททั้งคู่เสียมากกว่า
 
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปิดปากฝ่ายค้านหรือฝ่ายต่อต้าน อยากพูดได้พูดไป แล้วค่อยไล่วิพากษ์ ปชป. พธม.ยิ่งต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งเข้าตาจน มีแต่เสียกับเสีย เหมือนอภิสิทธิ์ อยู่ๆ ก็เขียนจดหมายเปิดผนึก เอาคดีที่ตัวเองตกเป็นจำเลยมาพันการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ไงไม่ทราบ ถูกข้อหาสั่งสลายม็อบฆ่าคนตาย กลับโวยวายว่ารัฐบาลจะยกเลิกมาตรา 309 ช่วยทักษิณพ้นผิด เข้าใจว่าจะทำตัวเป็นพระเอก ยอมถูกประหารชีวิต ไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญ
 
ผมเลยงัดบทสัมภาษณ์ที่เคยลงไทยโพสต์มาแฉ (เงื้อไว้นานแล้ว 555) เดี๋ยว พธม.ออกมาก็ต้องงัดคำประกาศสมัชชาประชาชนเพื่อปฏิรูปการเมือง (สปป.) ยัดปาก ยังจำได้แม่นยำ วันลงประชามติ พันธมิตรในนาม สปป.นั่งเรียงหน้าสลอน พี่พิภพ ธงไชย, สมศักดิ์ โกศัยสุข, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สุริยะใส กตะศิลา แถลงว่ารับร่างก่อน แล้วจะผลักดันให้มีการแก้ไขเร่งด่วน เรื่องที่มาวุฒิสมาชิก (ลากตั้ง) กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ และไม่เอา 309 เพราะเป็นการนิรโทษกรรม คมช.
 
อ้าว ตอนนี้มาบอกว่าไม่ยอมให้ยกเลิก 309 เพราะช่วยให้ทักษิณพ้นผิด
 
พรรคเพื่อไทยมีกำลังคนมีทุนทรัพย์ น่าจะไล่ขุดค้นข้อมูลย้อนหลังให้หมดนะครับ ค้นหนังสือพิมพ์รายวันในหอสมุดแห่งชาติตั้งแต่ปี 2535 ชวน อภิสิทธิ์ พูดหลักการประชาธิปไตยไว้อย่างไร พวกแกนนำพันธมิตร สื่อ นักวิชาการ คอลัมนิสต์ สมัยปี 35 สมัยปี 40 หรือสมัยทักษิณ เคยพูดหลักการประชาธิปไตยไว้อย่างไร ถ้าบิดพลิ้วไปมาจะได้ประจานลิ้นสองแฉก (โดยเฉพาะสื่อนี่แหละตัวสำคัญ คิดว่าเขียนหนังสือพิมพ์รายวันพรุ่งนี้คนก็ลืม)
 
เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงว่าฝ่ายตรงข้ามจะขุดมาย้อนเหมือนกัน เพราะทักษิณไม่เคยพูดหลักการประชาธิปไตย (ฮา)
 

ประชามติไม่ผ่านแล้วไง

อันที่จริงความกลัวของพวก ปชป.พธม.และสลิ่ม ที่ว่าจะแพ้ประชามติ และเตรียมจะรณรงค์ให้มวลชนฝ่ายตัวไม่ออกมาลงคะแนนนั้น เป็นปมทางจิต เพราะกลับไปดูตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2554 แล้วไม่ได้แปลว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะชนะเด็ดขาด
 
การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน มาใช้สิทธิ (บัญชีรายชื่อ) 35,203,107 คน พรรคเพื่อไทยได้ 15,744,190 พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 906,656 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 494,894 พรรคพลังชล 178,110 ขี้เกียจนับ 2 พรรคเล็ก แต่รวมแล้วคือพรรคร่วมรัฐบาลได้คะแนนราว 17.5 ล้านจาก 35.2 ล้าน
 
ยังเหลืออีกตั้ง 17.7 ล้าน จริงไหม เพียงแต่ฝ่ายค้านได้ไปราว 14-15 ล้าน เพราะมีบัตรเสีย 1,726,051 ใบ โหวตโน  958,052 คน ซึ่งฐานเสียงที่ว่านี้อาจแปรไปมา เพราะนี่เป็นการลงประชามติ ไม่ใช่เลือกรัฐบาล บางคนก็ขี้เกียจมา ฉะนั้น รัฐบาลน่าจะหืดขึ้นคอเหมือนกัน ไม่ใช่จะเอา 17 ล้านเสียงได้ง่าย
 
แต่อย่างว่า คนเราพอไม่อยู่ฝ่ายที่มีความชอบธรรมก็ใจหวาด กลายเป็นปมทางจิต คิดว่าแพ้แน่ ตั้งท่ารณรงค์ไม่ให้ไปลงคะแนนตั้งแต่ต้น (รู้ตัวเลขแล้วเหยียบไว้นะ อย่าให้พวก ปชป.พธม.สลิ่มรู้ เดี๋ยวจะกลับใจมาสู้ 555)
 
ผมคิดว่าถ้าพวกเขาสู้ยิบตา ยังน่ากลัวกว่าไม่มาลงคะแนน เผลอๆ จะคู่คี่สูสีหรือชนะได้ด้วยซ้ำ เพราะคนแพ้เลือกตั้งมักมีแรงขับดัน พวกที่เลือกเพื่อไทย ถ้าไม่ใช่แดงเข้าไคล ชนะไปแล้วก็หย่อนยาน การมาลงประชามติจะไม่คึกคักเหมือนตอนเลือกตั้ง
 
แต่ถ้าเป็น 16 ล้านต่อศูนย์ 17 ล้านต่อศูนย์ ไม่มีอะไรน่ากลัว ประชามติล้มไป แต่รัฐบาลและพลังประชาธิปไตยได้ความชอบธรรม
 
ถามว่าถ้าประชามติล้ม รัฐบาลจะทำอย่างไร ผมเป็นงงที่มีคนเสนอให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออก มันเกี่ยวกันตรงไหน เออ ถ้าแพ้ 15 ต่อ 17 ล้าน แบบนั้นอาจต้องยุบสภา แต่ถ้า 17 ล้านต่อศูนย์ ก็ไม่เห็นมีอะไร รัฐสภาก็ลงมติไม่รับร่างแก้ไขมาตรา 291 วาระสาม แล้วหันไปแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา
 
ฝ่ายค้านอย่ามาอ้างว่าประชามติผูกมัด ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ชั่วกัลปาวสาน ห้ามแตะแม้แต่ตัวอักษร เพราะประชามตินี้ถามว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยการเลือกตั้ง สสร.ตามร่าง ม.291 หรือไม่ ไม่ได้ถามว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
การแก้ไขรายมาตราไม่ต้องถามประชามติ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว
 
ประเด็นสำคัญคือ มติ 16 ล้านต่อศูนย์ หรือ 17 ล้านต่อศูนย์ มีความชอบธรรมที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพราะนอกจากฝ่ายตรงข้ามจะมุดผ้าถุงแม่แล้ว ยังเป็นคะแนนสูงกว่าประชามติรับร่างเมื่อปี 2550 ที่ 14,727,306 เสียง แม้อันที่จริง ประชามติ 2550 ถือเป็นประชามติเทียม
 
แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่จริงก็ไม่ต้องตรงตามหลัก เพราะถ้ายึดหลักแบบนิติราษฎร์ ต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ พร้อมบทบัญญัติลบล้างผลพวงรัฐประหาร ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ รัฐธรรมนูญในอุดมคติไม่มีทางเกิดขึ้นในระยะใกล้ แม้แต่ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะแก้ไขตามมาตรา 291 ก็ออกมาเป็นหัวมงกุฎท้ายมังกืออยู่แล้ว
 
การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เป็นวิธีการหรือยุทธวิธีที่ให้สังคมกินข้าวทีละคำ เข้าใจและเห็นคล้อยตามทีละประเด็น ซึ่งง่ายกว่ามีประโยชน์กว่า ในแง่ของการรณรงค์ทางการเมือง การให้ความรู้ประชาชน ขณะที่การรณรงค์ทั้งก้อน กินข้าวทั้งจาน เป็นเนื้อหาที่มากมายซับซ้อน ชวนให้สับสน ต้องกินข้าวทีละคำจนจะหมดจาน จึงกระโดดไปสู่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
 
ตลอดกระบวนการนี้ในทางการเมืองก็คือการโดดเดี่ยวพวกแช่แข็งให้แห้งตายไปทีละน้อย
 
ที่พูดมาทั้งหมด เหมือนประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต้องเดินตามเกมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะสามารถยื้อเวลาอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ แล้วพลังประชาธิปไตยได้อะไร ผมคิดว่านั่นคือจุดร่วม ทั้งการรณรงค์วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งการโดดเดี่ยวพวกแช่แข็ง ปิดโอกาสการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ขั้วอนุรักษ์นิยมซึ่งกำลังกระวนกระวายเพราะเวลาไม่อยู่ข้างพวกเขา
 
แต่ก็มีจุดต่างที่ต้องสอดแทรก นั่นคืออุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องนำเสนอรัฐธรรมนูญที่ไปไกลกว่าพรรคเพื่อไทย และสอดแทรกอุดมคติเข้าไปในการรณรงค์ สมมติเช่น นิติราษฎร์อาจยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุดมคติ นักวิชาการรัฐศาสตร์อาจเสนอแนวคิดเรื่องการลดอำนาจรัฐ กระจายอำนาจ ปฏิรูปประชาธิปไตยในระบบราชการ ฯลฯ พร้อมไปกับการล้างอำนาจอำมาตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยไม่อยากเห็นนักหรอก แต่หลายเรื่องก็เป็นความต้องการที่ตรงกับพวกเสื้อเหลือง (หมอประเวศพูดเรื่องกระจายอำนาจอีกแล้ว) ซึ่งก็ต้องถามพวกเขาว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างไร

 

2พันล้านเพราะศาล

ขอแถมประเด็นย่อยว่า รัฐบาลต้องมุ่งรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจตั้งแต่แรกว่า การทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็น แต่ต้องทำ เพราะศาลรัฐธรรมนูญให้คำแนะนำ หากไม่ทำ ก็จะมีตัวป่วนไปฟ้องศาล หรือออกมาก่อม็อบ สร้างความไม่สงบ เกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นอีก รัฐบาลจึงต้องทำประชามติ เพื่อให้ผู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาแสดงความคิดเห็นกันเต็มที่ จัดเวทีให้ประชันกันอย่างสันติ
 
รัฐบาลไม่ค่อยพูดเรื่องนี้เลย ฟังไปฟังมาชาวบ้านจะเข้าใจว่าต้องเสีย 2 พันล้านเพราะความกระสันของรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่ แต่เพราะศาลติดเบรกไว้ ทั้งที่ความจริงศาลไม่มีอำนาจ เป็นอำนาจของรัฐสภา ณ ตอนนี้ รัฐสภาจะลงมติรับร่างวาระ 3 เลยก็ได้ แต่เห็นแก่ความสงบของสังคมจึงให้ลงประชามติ
 
รัฐบาลต้องชี้แจงว่าการลงประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็น แม้อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการลงประชามติ เพราะการแก้ไขมาตรา 291 เพียงบัญญัติให้มี สสร.จากการเลือกตั้ง มายกร่างรัฐธรรมนูญอีกฉบับ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ ระหว่าง สสร.ยกร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังใช้อยู่ ยังไม่ได้ยกเลิก จนเมื่อยกร่างฉบับใหม่แล้วจึงนำมาให้ประชาชนลงประชามติ ว่าจะเอาฉบับไหน
 
การลงประชามติก่อนยังมีปัญหาด้วยซ้ำ เพราะถ้าถามประชาชนเห็นด้วยกับการรับร่างวาระ 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ สมมติประชามติชนะ แปลว่าอะไร แปลว่ารัฐธรรมนูญ 2550 กลายเป็นรัฐธรรมนวยไปโดยสมบูรณ์ เพราะถูกประชาชนปฏิเสธ แต่ประเทศไทยก็ยังต้องใช้รัฐธรรมนวยต่อไปจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จ
 
การลงประชามติยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะมาตรา 291 เปิดกว้างให้ สสร.ยกร่าง รัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถกำหนดประเด็นได้เพราะจะกลายเป็นบล็อกโหวต สิ่งที่ทำได้จึงมีแต่วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาอย่างไร
 
แต่รัฐบาลก็ต้องชี้ว่านี่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญยัด “คำแนะนำ” เข้ามาไว้ในคำวินิจฉัย ทั้งที่ไม่อยู่ในประเด็นของคดี และไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของตุลาการด้วยซ้ำ กระนั้นถ้ารัฐบาลและรัฐสภาไม่ทำตามคำแนะนำ ก็ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญก็แทงกั๊ก ไม่บอกว่ารับร่างวาระ 3 แล้วถูกหรือผิด ถูกถอดถอนตัดสิทธิกันระนาวหรือไม่ หนำซ้ำยังมีพวกแช่แข็งคอยก่อความวุ่นวาย รัฐบาลจึงจำใจต้องทำประชามติทั้งที่เสียเปรียบ เพราะถูกบีบให้ทำประชามติระหว่างรัฐธรรมนูญ 2550 กับรัฐธรรมนูญในอนาคต
 
ในโอกาสนี้ รัฐบาลต้องชี้ด้วยว่า ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ชอบธรรม ฝ่ายไม่รับเสียเปรียบ เพราะประชาชนไม่รู้ว่าถ้าไม่รับ คมช.จะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ ไม่มีตัวเปรียบเทียบ เป็นประชามติระหว่างรัฐธรรมนูญ 2550 กับรัฐธรรมนูญผี ขณะที่ สสร.ก็ใช้งบประมาณของรัฐโหมโฆษณาว่าให้รับไปก่อน จะได้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว
 
เหล่านี้คือประเด็นที่จะต้องโพนทนา ก่อนเข้าสู่การรณรงค์ประชามติ
 
                                                                                                ใบตองแห้ง
                                                                                                20 ธ.ค.2555

Tuesday, December 11, 2012

DSI probe turning deaths into political tools


DSI probe turning deaths into political tools

The investigation into the deadly crackdowns on anti-government protesters in 2010 is now under way and I strongly support this effort. It is the culture of impunity that has made state violence against the people possible.
We need to end this culture by teaching a lesson to those responsible for the violence.
I believe many people share my view and wish to see at least once in our lives that there is justice in this so-called Buddhist, democratic land _ that there are no first or second or third among us equals.
What we want to see are apologies to the relatives of the dead as well as the removal of the social stigma for those unfairly accused of treason and lese majeste offences.
Those who despise the red-shirt movement, or more precisely fugitive former prime minister Thaksin Shinawatra, have become annoyed and dismayed by the many ongoing developments under the leadership of Thaksin's sister, Yingluck Shinawatra.
This is understandable. But it is also undeniable that we have not seen much concrete progress in the investigation by the police, fact-finders and prosecutors into the previous government's decision to violently disperse the red shirts, which was tantamount to a licence to kill.
At present, the law under the emergency decree provides impunity clauses for the authorities involved who acted in the name of the now-defunct Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), which was set up to deal with the protest.
The CRES was established by then-premier Abhisit Vejjajiva and his deputy PM Suthep Thaugsuban was its director.
It is arrangements like this that make state violence possible.
The Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), whose chairman was appointed by Mr Abhisit, did not receive cooperation or information from the military.
So, inevitably, when the government presiding over the lethal crackdown was removed from office, the investigations under the following Pheu Thai-led government were therefore speeded up.
A series of inquests into the deaths has been processed and the Criminal Court has already ruled that the killings of taxi driver Phan Khamkong and Charnarong Polsila were caused by the authorities' operations.
On Dec 6, the Department of Special Investigation (DSI) announced that Mr Abhisit and Mr Suthep would be charged over the use of live ammunition that led to civilian deaths during the protests.
The decision to press charges, said Tarit Pengdith, chief of the DSI, was influenced by an inquest ruling into the death of Phan in May 2010.
In September, the court found that troops, acting on orders from state officials, killed Phan.
Mr Abhisit and Mr Suthep have been summoned for questioning this week.
Democrat Party spokesman Chavanond Intarakomalyasut immediately blasted the DSI as working at the behest of the government and claiming that the investigations are completely one-sided.
But this is not a clean-slate case. The fact is society remains polarised, perhaps more than ever. This means there will always be doubts from the other side even if the investigations are credible and fair.
At the peak of state propaganda against the red-shirt protests, Mr Tarit was seen on a TV pool which was broadcast on every terrestrial channel reading the CRES orders several times.
His stoic face and wording presented a convincing case for the viewers that the protesters were breaching the law instead of exercising their political rights.
Perhaps it would be less questionable if the DSI chief who announced the charges against Mr Abhisit and Mr Suthep was not the same Mr Tarit who was part of the tainted team.
Mr Tarit issued a rebuttal that there was no reason to investigate his own actions as a member of CRES because he never took part in any CRES meetings that involved military operations.
"The decision to use force was made by the committee in charge of operations, and the decision makers were Mr Abhisit and Mr Suthep," Mr Tarit said.
Convinced?
More disturbing is that only two politicians, and no army leaders, were charged along with the Democrat members.
The military, like Mr Tarit, insisted they were acting under the name of the government's CRES.
The army has offered numerous justifications for state violence. Top of the list is that the belief that the protesters were trying to topple the monarchy.
That is the same as one of the four reasons Gen Sonthi Boonyaratglin gave to the public when justifying the 2006 coup _ that the Thaksin government had to be removed because it was disloyal to the monarchy.
Politicians are an easy target for anyone to direct their hatred at, to blame for their daily troubles, to look down upon.
The anti-corruption campaign and many surveys and polls show again and again that politicians are viewed as the most corrupt kind of people.
That is why all we focus only on politicians. We ignore the fact that without the collusion or initiation from business, corporations, civil servants and the law, corruption would not be possible.
Now it looks like the investigation of Mr Abhisit and Mr Suthep is yet another political tool; a chip for the Pheu Thai Party to trade for Democrat support for the charter amendment and reconciliation bills.
This has led many _ including those who voted for Pheu Thai in last year's general election _ to ask if if the government is able to initiate change without resorting to having to twist arms.
To fulfil the promises Pheu Thai gave to the red-shirt movement and to the relatives of those killed in the protest, Pheu Thai must also have the political guts to bring the military to justice as well, and not just token politicians. But this is simply happening.
The red shirts are becoming increasingly frustrated with this government, which they see as compromising too much with conservative forces, and particularly the military.
In fact, what the DSI should have done to gain public trust is to do what it said it would do _ investigate how the red shirts were also responsible for the 2010 casualties.
The TRCT has already failed to get leaders of the red-shirt United Front for Democracy Against Dictatorship to provide their accounts.
A colonel who showed up at one of the TRCT hearings told the Bangkok Post that he had to talk to some Pheu Thai MPs present on the night of April 10, 2010, to get them to clear the way for injured soldiers, including Maj Gen Walit Rojanapakdi and Col Romklao Tuwatham, to be taken to hospital.
The public needs a balanced investigation _ but this political show seems not to care about the audience.

Monday, December 10, 2012

Domesticating royal power

http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2012/12/08/domesticating-royal-power/

Domesticating royal power

The massive yellow crowd that assembled in Bangkok last week to mark King Bhumipol's birthday leaves no doubt that he remains an enormously potent figure in Thai public life.

In recent years Bhumipol has endured enormous challenges: the coup of 2006 focussed attention on his political role; yellow-shirt provocations sullied the royal brand; the violent suppression of the red-shirts sparked an unprecedented out-pouring of anti-royal sentiment; harsh prison sentences for lese-majeste have attracted domestic protest and international scorn; and failing health has seen Bhumipol confined to hospital since 2009.

But despite all these challenges, royal power and charisma endure. "Highly revered" is a much overused cliché in accounts of Thailand's king, but like many clichés it contains a significant degree of truth.  There is only one other person who could mobilise such a crowd on the streets of Bangkok – Thaksin Shinawatra.

Some observers may want to dismiss this display of royal affection as the product of ideological manipulation and coercion.  No doubt, the king's popularity owes much to decades of carefully controlled public relations. Thailand's lese majeste laws leave no room for frank public assessment that could contribute to a balanced view of the monarch. Many Thais are constrained by a legal system of affection by fiat. Subtle and not-so-subtle pressures are probably also placed on some employees, students and public officials to don yellow shirts and attend royal birthday events.

Nevertheless, it would be a mistake to place too much weight on these negative assessments which, unconsciously or otherwise, mirror the disparagement of pro-Thaksin red-shirt protesters as "buffaloes" and paid stooges. Political attitudes are always formed within networks of power, persuasion and coercion and I don't see anything particularly inauthentic about the esteem in which the king is held by many Thais. The blind spot in royalist ideology is not the claim that King Bhumibol is a sacred figure deserving of respect. Rather, the blind spot—and it can be a very lethal blind spot indeed—is the view that the king is an ultimate representation of virtue and merit and that his actions are beyond question.

Thais are pragmatic and evaluative in their approach to power and the monarchy is readily incorporated into local panoplies of spirits, corporations and politicians.

Given the resilience of affection for the king, it is no surprise that Prime Minister Yingluck Shinawatra has baulked at tackling reform of the lese majeste law. Her government has been rightly criticised for maintaining the royal family's draconian legal protections. Her inaction on this iconic issue has been a major disappointment.

But Yingluck is a politician. The government won't move on lese majeste while the cost-benefit score is so heavily weighted in favour of inaction. Reformists already support Yingluck; they are disappointed and angry  but they have no one else to turn to. To embark on meaningful reform would provoke the ultra-royalists and potentially galvanise opposition among a much wider segment of society with royalist sympathies. It wouldn't threaten Yingluck's dominant electoral position but reform is certainly not a vote winner.

The challenge for human rights campaigners is to build a grass roots reform campaign that promotes the view that affection and evaluation are compatible. Unfortunately, this is likely to be very difficult during the reign of King Bhumipol. But when King Vajiralongkorn is on the throne the balance between affection and evaluation will shift dramatically and reform will be a much easier task.

Last week's massive rally in support for the king points to an important weakness in Thai political life. At present, those with strongly royalist sentiments lack a political vehicle that has a chance of winning power by democratic means. The Democrat Party is their natural choice. But the Democrats have not won an election in their own right since 1992. Economic growth, demographic shift and social transformation since then mean that they are unlikely to win again. Thailand's royalist party is, quite simply, unelectable.

As a result,  legitimate and authentic royalist sentiment will increasingly be channelled in extremist directions, producing civil society perversions like Pitak Siam and unstable demagogues like Sondhi Limthongkul. In this sense, the weakness of the Democrat Party poses a real risk to Thai democracy.

Despite the challenges it has faced in recent years, royalism in Thailand is alive and well. It desperately needs strong institutions that can help domesticate and democratise its unpredictable power.

"มาร์ค-เทือก"กับข้อหาคดีฆ่า

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakV3TVRJMU5RPT0=%C2%A7ionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1pMHhNaTB4TUE9PQ==

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8047 ข่าวสดรายวัน


"มาร์ค-เทือก"กับข้อหาคดีฆ่า


รายงานพิเศษ



เสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้หลังพนักงานสอบสวนคดี 99 ศพ ชุดของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 



ตั้งข้อกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังมีต่อเนื่อง



ส่วนใหญ่เป็นความเห็นของคนในแวดวงการเมือง ทั้งจากซีกเพื่อไทยและประชาธิปัตย์



นี่เป็นอีกมุมมองของฝ่ายสันติวิธี ภาคประชาชน และญาติเหยื่อ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 



พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ 

ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล

สถาบันพระปกเกล้า



ดีเอสไอตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้ก็แสดงว่าต้องมีหลักฐาน ภาพ พยานบุคคล ขณะที่ทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ก็เคยบอกว่าเป็นฝีมือฝ่ายเดียวกันทำ เมื่อ 2 ฝ่ายไม่ยอมรับและยืนยันอย่างนี้ก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาล สู้กันด้วยข้อมูล เอกสารหลักฐาน 



ศอฉ.ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าไม่ได้สั่ง เป็นผู้ปฏิบัติเอง หรือเปล่าที่ทำ ฝ่ายผู้ปฏิบัติก็ต้องให้เหตุผล เช่น เป็นเรื่องฉุกเฉิน ทหารต้องมีหลักฐานว่าคำสั่งให้กระทำอะไร ขนาดไหน เพราะปกติคำสั่งต้องออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะเป็นเอกสารพยานว่าได้รับคำสั่งมาอย่างไร



ผมเคยคุยกับทหารเขาบอกว่าทุกคน มีคู่มือปฏิบัติไว้ในกระเป๋าว่าการปฏิบัติตามขั้นตอนทำอย่างไร เช่น ใช้อาวุธก็ต่อเมื่อฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธก่อน ถึงใช้อาวุธ เพื่อป้องกันตัว ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันว่า คนที่เสียชีวิตแต่ละรายมีอาวุธใกล้ตัวหรือเปล่า



ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่าศาลสถิตยุติธรรมจะตัดสินด้วยความเที่ยงธรรม และจะทำให้เรื่องจบได้ จึงไม่เชื่อเรื่องนี้จะเพิ่มความแตกแยกขัดแย้งในสังคม สถานการณ์ไม่น่าจะร้อนแรง 



เคยพูดกันไม่ใช่หรือว่าใครทำอะไรมาอย่างไรให้ไปว่ากันในศาล เช่น คนเสื้อแดงเคยต่อต้านคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ระบุ คตส.มาโดยไม่ชอบธรรม เป็นฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การดำเนินการจึงไม่ถูกต้อง 



แต่เมื่อศาลตัดสิน รัฐบาลขณะนั้น ก็บอกว่าเราเชื่อกระบวนการยุติธรรม เมื่ออ้างกันแบบนี้ก็ต้องสู้กันด้วยกระบวนการยุติธรรม 



กล่าวหากันว่า คตส.ไปเข้าข้างโน้น ดีเอสไอเข้าข้างทางนี้ บนชั้นศาลหลักฐานเท็จใช้พิสูจน์ไม่ได้ และคดีที่ดำเนินการจาก คตส.ก็ขึ้นสู่ศาลเช่นกัน 



ที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองไม่น่าจะใช่ ผมไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระบางแห่ง แต่ผมยังเชื่อมั่นศาลสถิตยุติธรรม ไม่เชื่อใครจะบังคับศาลได้ 



หรือถ้าเป็นการเมือง คดีวัดปทุมฯ ดีเอสไอก็ชี้มาก่อนล่วงหน้าแต่กระบวนการสอบพยานยังไปไม่ถึงไหนเลย 



บางทีอาจมีการโต้แย้งองค์กรอิสระ แต่ผมเชื่อทุกคนเคารพศาล เช่น คดีใหญ่บางคดีเมื่อศาลตัดสินอย่างไร ก็จบได้ด้วยดี 



แม้ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมส่วนกลางคือ อัยการ ดีเอสไอ องค์กรอิสระ คนจะขาดความเชื่อถือไปมากแล้ว แต่ยังเชื่อมั่นในขั้นตอนสุดท้ายคือศาลสถิตยุติธรรม 



ส่วนที่กลัวว่าสุดท้ายแล้วก็เอาผิดระดับสั่งการหรือหัวหน้าไม่ได้ ผมว่าทุกคนโดนหมด บางคนถูกฟ้องกว่า 50 คดี ก็ต้องมีโดนสัก 2 คดีแน่นอน 



เรื่องคดีจะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ ไม่อย่างนั้น บ้านเมืองจบไม่ได้



ผัน คำกอง

พี่ชาย พัน คำกอง



คำตัดสินของศาลที่ระบุว่า น้องผมเสียชีวิตจากการ กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือว่าเป็นความยุติธรรมที่มีให้กับน้องชายและครอบครัวของผม 



ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นับจากเขาเสียชีวิต ผมพร้อมญาติคนอื่นๆ พยายามติดตามทวงถามหาความยุติธรรมมาโดยตลอด จนมาถึงวันนี้ก็ดีใจที่ผลตัดสินออกมา 



ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ตอนนั้น และมี นายสุเทพ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. พยายามโยนความผิดให้กลุ่มชายชุดดำมาโดยตลอดว่าเป็นคนฆ่าประชาชน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เกิดเหตุ ยังไม่มีหน่วยงานใดจับกุมตัวชายชุดดำ มาดำเนินคดีได้แม้แต่รายเดียว



ที่พนักงานสอบสวน ออกหมายเรียกนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวถือว่าถูกต้องแล้ว ผมเชื่อว่าการออกหมายเรียกดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการเมือง เพราะความจริงก็คือความจริง 



ผมขอพูดในฐานะที่เป็นคนกลาง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมและคนในครอบครัวเป็นผู้สูญเสีย เราต้องการความจริง และน้องชายผมเสียชีวิตไปทั้งคน สิ่งไหนที่พอเรียกร้องให้ได้ ก็จะทำ ส่วนลูกของพันทั้งหมด 4 คน ต้องอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัด 



วันที่ 13 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ผมอยากไปดูหน้าทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ อยากให้เขาขอโทษญาติผู้เสียชีวิต พวกผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ เพราะตั้งแต่เกิดเหตุทั้งคู่ ไม่เคยขอโทษเลย 



สมบัติ บุญงามอนงค์ 

บ.ก.ลายจุด แกนนอนวันอาทิตย์ 



ส่วนตัวคิดว่าการตั้งข้อหานี้เหมาะสม เราต้องดูข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์เริ่มมาจากการมีประชาชนเสียชีวิตในพื้นที่ที่มีการสลายการชุมนุม แล้วศาลมีคำสั่งว่าการเสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำของทหาร 



ทหารที่ปฏิบัติการก็ได้รับคำสั่งมาจากรัฐบาล จึงเป็นเหมือนผลของกระบวนการที่ตามมาจากต้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ ส่วนนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จะไปต่อสู้กันในศาลอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป แล้วศาล ก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง 



กรณีพรรคประชาธิปัตย์มองว่าทำไมถึงมาเร่งรีบเอาตอนนี้ ผมก็คิดว่าไม่ได้เร่งรีบอะไร เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานกว่า 2 ปี รู้สึกว่ากระบวนการช้าไปด้วยซ้ำ



ในประวัติศาสตร์เคยมีนายกรัฐมนตรีที่สังหารประชาชนหลายครั้ง ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 แต่ไม่เคยเป็นคดี และไม่สามารถเอาความผิดได้ แต่ตอนนี้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ถ้าศาลตัดสินว่าผิด นายอภิสิทธิ์ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก 



คดีในครั้งนี้จะถือเป็นมาตรฐานที่ดีในอนาคต ทุกคน ในสังคมประชาธิปไตยที่ถูกกระทำก็มีสิทธิ์จะใช้กระบวน การทางศาลได้ 



แต่สังคมต้องรอคอยผลและไม่ควรออกพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ก่อนที่ศาลจะตัดสิน หากนายอภิสิทธิ์ถูกตัดสินว่าผิดจริงแล้ว จะมีการนิรโทษกรรมในภายหลังหรือไม่ ก็ค่อยมาว่ากันอีกที เพราะสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ทำมีความผิด และต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับเหตุการณ์ แต่สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาคั่นกลางและทำให้สิ่งเหล่านี้มันเคลื่อนไปหรือไม่ 



คาดว่าเรื่องนี้จะยาว นานแน่นอน และตอนนี้นายอภิสิทธิ์ก็เป็นข่าวดังไปทั่วโลกว่าเป็นอดีตนายกฯ ไทย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหานี้ 



ข้อเสนอที่ว่าควรจะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรเพราะสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงได้ยิงโดยไม่ตรวจสอบ ถ้าขณะนั้นเกิดเหตุการณ์ชุลมุนหรือมีการต่อสู้ประชิดตัว ก็ว่าไปอย่าง



แต่จากหลักฐานเดือนพ.ค.2553 ก็เห็นชัดว่ามี เจ้าหน้าที่ถือปืนที่ติดกล้องเล็งยิงจากระยะไกล ต้องสอบสวนให้ได้ว่าเกิดจากการกระทำที่ย่ามใจและ คึกคะนอง หรือสมควรแก่เหตุหรือไม่ 



ส่วนผู้บังคับบัญชาก็ต้องอธิบายความเกี่ยวกับคำสั่งให้ชัดว่ามีขอบเขตแค่ไหนและรายละเอียดการปฏิบัติ เป็นอย่างไร



จากข้อหานี้อาจทำให้คนเสื้อแดงรู้สึกดีขึ้นที่กระบวน การยุติธรรมเดินหน้า แต่จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่นั้นคงต้องดูปฏิกิริยาไปเรื่อยๆ ก่อน เพราะขณะนี้ยังเป็นแค่กระบวนการทางศาลอยู่ แล้วคดีก็ยังไม่ถึงที่สุด 



ส่วนที่ประชาธิปัตย์ระบุรูปคดีเป็นอย่างนี้เพราะรัฐบาลต้องการบีบให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ยอมรับพ.ร.บ. นิรโทษกรรม คงเป็นไปไม่ได้ และทั้งสองคนก็แสดงความกล้าหาญว่าจะไม่ยอมรับกฎหมายดังกล่าวแน่นอน ผมก็เห็นด้วยและขอชื่นชม



ที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพถูกตั้งข้อหานี้ คงไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ทั้งสองคนต้องจ่ายคืน