Wednesday, November 30, 2011

เปิดใจทุกแง่มุม "ทนายอานนท์ นำภา" ทนายดราม่า?

http://www.go6tv.com/2011/12/blog-post_2630.html

เปิดใจทุกแง่มุม "ทนายอานนท์ นำภา" ทนายดราม่า?


อานนท์ นำภา คือทนายหนุ่มไฟแรงวัย 27 ปี จากรั้วพ่อขุนรามคำแหง ที่มีเส้นทางชีวิตคู่ขนานกับขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนอย่างแนบชิด ชีวิตที่เดินเข้าออกเรือนจำเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นชินของบรรดาญาติผู้ต้องขังในคดีการเมืองหลายคดี


ประสบการณ์ของทนายหนุ่มคนนี้เคยว่าความให้ชาวบ้านที่ชุมนุมค้านโรงถลุงเหล็ก จ.ประจวบคีรีขันธ์ที่ค้านโรงไฟฟ้าหนองแซง ค้านท่อแก๊สที่ อ.จะนะ จ.สงขลา และคดีการเมือง คดีจากการชุมนุมต่างๆอีกหลายคดี เรื่อยมาจนถึงเป็นหนึ่งในทีมทนายว่าความคดีดังในชื่อรหัสที่ถูกเรียนขานว่า อากง เอสเอ็มเอส


บุคลิกของ "อานนท์" ผู้ซึ่งมีภาคหนึ่งในฐานะทนายว่าความของคนเดินตรอกไร้ทางสู้ ตีคู่อีกภาคในตัวกับหนุ่มหัวใจอิสระ ศิลปินนักขีดเขียนร่ายกลอนบทกวีเพลินเพลินเป่าขลุ่ยยามว่าง


เมื่อผสมผสานความเป็นนักกฎหมายกับศิลปินเข้าไป ทำให้เขาถูกวิจารณ์ในคดี "อากง เอสเอ็มเอส" ว่าเป็นทนายดราม่า(?)


สำหรับที่มาของคดีที่ถูกเรียกว่า อากง เอสเอ็มเอส คือกรณีที่นายอำพล (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "อากง" ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยข้อกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอสที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อมาศาลพิพากษ์ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ลงโทษจำคุก 20 ปี


กรณีคดีอากง เอสเอ็มเอส ถูกพูดถึงในเชิงให้หลายคนระมัดระวังตัวต่อการครอบครองโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะแม้จะไม่มีหลักฐานหรือการพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือจริงหรือไม่ แต่มีหลักฐานว่า ข้อความสั้นถูกส่งจากเครื่องของจำเลยในบริเวณย่านที่จำเลยอยู่อาศัย แม้ว่าในการส่งจะไม่ได้ทำผ่านซิมการ์ดที่จำเลยใช้เป็นประจำก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ในช่วงเกิดเหตุนั้นเครื่องอยู่นอกความดูแลของตน


เรื่องราวของคดีและการทำงานของทีมทนายความในคดีนี้จะดราม่าแค่ไหนอย่างไร ประชาชาติธุรกิจออนไลน์พาไปสัมผัสผ่านทัศนะของ อานนท์ นำภา


@@@ การทำงานคดีนี้ (อากง SMS)มีทนายกี่คน

ทนายในคดีอากง ได้รับความร่วมมือ 3 องค์กร คือ ilaw , เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิฯ และสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ โดยได้รับการดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางจาก 2 องค์กรหลัง มีทนาย 3 คน คณะทำงานอีก 10 คน


นอกจากการทำหน้าที่ทนายแล้ว ในฐานะที่เรามีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสไปพูดคุยกับอากงอยู่ในเรือนจำ เราในฐานะทนายความ ก็นำสิ่งที่อากงพูดมาสื่อกับคนภายนอก วันนี้คนอยากให้กำลังใจอากง แต่หลายคนก็ไม่สะดวกที่จะเข้าไป คดีแบบนี้ กำลังใจสำคัญสุด


@@@มีการนำคอมเมนท์ให้กำลังใจในเฟซบุคไปให้อากงอ่านหรือไม่

เอาไปให้แกก็น้ำตาไหล ผมถามว่าร้องไห้ทำไมซึ้งหรือ แต่อากงบอกว่า “ผมไม่ได้เอาแว่นตามา มองไม่เห็นแต่ผมเดาว่าเขาคงให้กำลังใจผม”


@@@ ปกติใครที่โดนคดีในมาตรานี้ ส่วนใหญ่จะโดนกดดัน

คดีนี้ต่อให้คุณเป็นเสื้อเหลือง หรือ สลิ่ม หรือไม่มีสี ถ้าคุณเชื่อเรื่องความยุติธรรมในสังคม คุณต้องยืนอยู่ข้างอากง เพราะคดีอากง มันชัดว่าแกไม่ได้ทำ แต่กฎหมายหมิ่นฯทำให้ตกเป็นเหยื่อ ผมอ่านความเห็นเพื่อนที่เป็นเสื้อเหลือง มีทั้งเห็นใจและเห็นปัญหามาตรา112


@@@ ทำไมมั่นใจว่าอากงเป็นผู้บริสุทธิ์

ผมว่าหลักฐานอ่อน ข้อเท็จจริงในคดี เกิดขึ้นช่วงวันที่ 5-22 พฤษภาคม 2553 เป็นช่วงเดียวกับที่เสื้อแดงชุมนุมและหลังถูกสลายที่ราชประสงค์ “คนร้าย” ส่งข้อความที่อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 112 จากเบอร์โทรศัพท์หมายเลขลงท้าย15จากเครือข่ายดีแทคเข้าเบอร์เลขาของอภิสิทธิ์ และส่งข้อความเดียวกันนั้นเข้าเบอร์บุคคลสำคัญคนอื่นๆ รวมแล้วเกือบ 70 ข้อความ โดยซิมการ์ด นั้น เป็นซิมการ์ดที่เปิดใช้บริการใหม่ในระบบเติมเงิน และเปิดใช้เพื่อส่งข้อความนี้โดยเฉพาะ ไม่มีการโทรออกหรือสื่อสารอย่างอื่น ขณะที่โทรศัพท์ “อากง” ใช้บริการเครือข่ายทรู ส่วนเบอร์โทรศัพท์ลงท้ายด้วยเลข 27 แต่ตำรวจอ้างว่า “อีมี่” ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์เป็นอีมี่เดียวกับโทรศัพท์ของ“อากง”


โดยตำรวจอ้างว่าเมื่อวันที่วันที่ 23 มิ.ย. 2553 ได้ไปสืบ และทราบว่า อากงใช้อีมี่นี้ แล้วผมถามตำรวจในชั้นศาลว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “อากง”


เขาตอบว่าได้รับรายงานจากทรู ซึ่งเช็คการใช้โทรศัพท์ของอากง ซึ่งเบอร์ลงท้ายด้วย 27 ของทรู ส่วนการใช้เบอร์ของคนร้าย จากเครือข่ายดีแทค หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 15 ในวันที่ 23 มิ.ย. ดีแทค แจ้งผลว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่พบว่าช่วงวันที่10-15 มิ.ย. คือหลังเกิดเหตุ 1 เดือน “ซิมการ์ด” ของคนร้ายที่ลงท้ายด้วย15 เอาไปเสียบใช้กับ เครื่องโทรศัพท์ “อีมี่” ลงท้าย 110 โดยเอกสารนั้น ไม่ระบุว่ามีเอกสารแนบ แต่พอในชั้นศาล อัยการกลับมี “เอกสารแนบ” มาแสดงที่บอกว่าคนร้ายใช้ “อีมี่” ลงท้าย 110 ซึ่งตรงกับ อีมี่ที่ทรูระบุว่า เป็นเครื่องอากง ทั้งที่ตอนแรกดีแทคบอกว่าตรวจไม่ได้ แต่ต่อมาก็กลับพรินท์นำมาแนบมาภายหลัง

@@@ ระหว่าง “ซิมการ์ด”แบบเติมเงินของคนร้าย ซึ่งสามารถซื้อมาใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ได้ กับ “เลขอีมี่” ที่แสดงตัวเครื่องโทรศัพท์ มีอะไรเกี่ยวข้องกันระหว่าง “คนร้าย” และ “อากง”


ไม่มี เพราะเอกสารดีแทค บอกแค่ว่าวันที่ 10-15 มิ.ย. คนร้ายใช้อีมี่ที่ลงท้ายด้วย 110 ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 5-22 พ.ค. ช่วงก่อนและหลังสลายชุมนุมเสื้อแดง ซึ่งเป็นเวลาที่คนร้ายส่งข้อความ


ส่วนทรูตรวจสอบแล้วพบว่าเบอร์โทรศัพท์อากง ซิมการ์ดที่ลงท้าย 27 ใช้เครื่องที่มีเลขอีมี่ลงท้ายด้วย 110 ซึ่งจริงๆ มันยังมีเลขท้ายเพี้ยนๆไปบางครั้ง เช่น บางครั้งอาจเพียนเป็น 17 หลัก โดยตอบกลับมาวันที่ 12 ก.ค. 53 จึงตรงกันว่าอีมี่ของ “คนร้าย” และ “อากง” ตรงกันคือ อีมี่ 110


@@@ ความเชื่อมโยงระหว่างซิมการ์ดกับอี่มี่ในคดีนี้เป็นอย่างไร


ตำรวจบอกว่าดูแค่ เลขอีมี่ 14 หลัก แรก ตัวท้ายไม่เกี่ยว ซึ่งคดีนี้ทีมงานไปติดต่อช่างเทคนิค 10 กว่าคนไม่มีใครกล้ามายืนยันทางคดี เพราะกลัว แต่เขาบอกว่า หมายเลขอีมี่ตัวเลขสุดท้ายคือลำดับที่15 จะเป็นตัวคุมตัวเลขลำดับที่1-14 ฉะนั้น ตัวเลขลำดับที่ 15 มันจะคงที่ ซึ่งสวนทางกับที่ตำรวจบอกว่าไม่แคร์ตัวเลขลำดับที่ 15


ส่วนโทรศัพท์เครื่องของอากง สอบถามได้ความว่าไม่เคยเอาเครื่องไปเปลี่ยนซิม พอตำรวจเอาโทรศัพท์เครื่องของอากงไปตรวจโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาบอกว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ แล้วตำรวจเขาเอาหน่วยความจำเครื่องไปตรวจด้วย แต่ตำรวจและอัยการไม่ส่งผลการตรวจหน่วยความจำมาเป็นหลักฐาน

@@@อากงเป็นเสื้อแดงหรือไม่


แกเคยไปดูเสื้อเหลืองชุมนุมช่วงพันธมิตรฯเฟื่องฟู ผมถามว่าอากง ไปเสื้อแดงหรือเปล่า แกก็บอกว่าไป ผมคิดว่าอากงคงเป็นคนแก่ที่ไปดูม็อบทุกสี แต่ตำรวจทุกปากไม่ได้เบิกความว่าแกเป็นเสื้อแดง กระทั่งในชั้นสืบสวนก็ไม่ได้บอกว่าอากงเป็นเสื้อแดง ไม่มีข้อเท็จจริงเลยแกเป็นแค่คนแก่เลี้ยงหลาน โทรศัพท์ ก็ไม่พกติดตัว เอาทิ้งไว้บ้านเหมือนโทรศัพท์บ้าน


@@@เป็นไปได้หรือไม่ว่า อากงนำซิมการ์ดเบอร์โทรศัพท์ลงท้าย 27 ไปเสียบเครื่องของแก แล้วส่งข้อความนั้น


เบอร์จริงของอากง กับเบอร์ของคนร้าย คนละเครือข่าย ระบบของแต่ละเครือข่าย เวลากดเติมเงินแต่ละครั้ง หรือเช็คอะไรแต่ละอย่าง กดดอกจันทร์-สี่เหลี่ยม กดอะไรก่อนอะไรหลังก็ไม่เหมือนกันแล้วใครจะไปจำ ปกติคนที่ใช้หลายซิมมักใช้เครือข่ายที่ตัวเองคุ้นเคย แต่สุดท้าย ไม่ว่าคนส่งจะเป็นใคร ก็ได้บทสรุปว่า ครบองค์ประกอบความผิด เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ก็เป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น เป็นข้อความกล่าวอาฆาตมาดร้าย แล้วส่งไปบุคคลที่ 3 โดยตามกฎหมายมาตรานี้โทษจำคุก 3-15 ปี แต่คดีนี้ลงโทษ 20 ปี เพราะเขากล่าวหาว่าอากง ส่ง 4 ครั้ง ลงโทษครั้งละ 5 ปี ก็ 5x4 = 20 ปี


เรื่องอีมี่ คดีนี้ จริงๆ ตำรวจ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครกระทำความผิด แม้แต่ศาลเอง ก็ยอมรับในคำพิพากษาว่า คดีนี้ไม่มีใครเป็นประจักษ์พยานว่าอากงทำผิด...ทั้งนี้เลขาคุณอภิสิทธิ์ เป็นคนบุคคลที่ 3 ที่รับข้อความนี้แล้วไปแจ้งความ ประเด็นปัญหาสำคัญคือ ใครก็ตามแจ้งความมาตรานี้ก็ได้

@@@ได้เสนอทางเลือกให้อากงหรือไม่


ผมเป็นทนายความมีหน้าที่ชี้แจงบอกลูกความว่าอะไรเป็นทางเลือกคือ1) ขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่อุทธรณ์ คือรอคดี 1 เดือนนับแต่มีคำพิพากษาวันที่ 27 พ.ย. แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ข้อ 2) คืออุทธรณ์ สู้คดี ยืนยันว่าไม่ใช่คนส่งเอสเอ็มเอส

ความเห็นส่วนตัวผม ผมอยากให้อากง กลับไปอยู่ในครอบครัวให้เร็วที่สุด ผมเห็นว่าช่องที่เร็วที่สุดน่าจะขอพระราชทานอภัยโทษ แกบอกว่า แกคุยกับเมีย
แล้วว่าแกไม่ได้ทำผิด คำที่ผมฟังแล้วน้ำตาจะแตก คือ แกบอกว่า “ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ทำผิด แล้วมีคนให้กำลังใจผมเยอะ ผมจะไม่ทำให้คนที่ให้กำลังใจผมผิดหวัง”


ใจหนึ่งผมก็ชื่นชม ใจหนึ่งผมก็อยากให้แกออกมา แต่ในฐานะทนายความ เมื่อเขาไม่ได้ยอมรับผิด ผมก็ไม่มีสิทธิไปบีบคอให้เขารับสารภาพ


@@@อากงฟังทางเลือกทั้ง 2 ทางแล้วแสดงสีหน้ายังไง


แกร้องไห้ ที่จริงแกก็ร้องไห้ทุกครั้งที่เจอผมเหมือนมีเรื่องที่อยากจะเล่าเยอะมาก แต่ตอนนั้น ก็คงเจ็บปวด เพราะรู้ว่า ถ้าเลือกอีกทางหนึ่งจะได้ออกจากคุกเร็ว แต่เขาไม่เลือกแล้วพูดทั้งน้ำตา ผมออกมาจากห้องเยี่ยม เจอเมียอากง แกก็บอกว่า ตกลงกันแล้วว่า “ใครตายก่อน ก็ให้ไปรอในสวรรค์”

@@@เท่าที่ดูเจตนาของคนร้ายไม่ได้มุ่งเป้าตรงไปที่เลขาฯคุณอภิสิทธิ์


เบอร์ที่เหลือทราบมาว่าเป็นเบอร์บุคคลสำคัญ น่าสนใจว่า อากงจะไปมีเบอร์คนเหล่านี้ได้อย่างไร แล้วส่งไปหาคนอื่นรวมเกือบ 70 ข้อความ

@@@อากง รู้ไหมว่าข้อความที่ถูกกล่าวหาคือข้อความอะไร

ผมถามแกว่ารู้ไหมว่าข้อความเอสเอ็มเอสใจความว่าอย่างไร แกก็บอกว่าไม่รู้ แกไม่ได้ส่งเอสเอ็มเอส แกเพียงแต่รับว่าเป็นเจ้าของเบอร์ ลงท้าย 27 แต่แกไม่ได้ยอมรับว่าทำผิด ส่วนเรื่องอีมี่คำให้การในชั้นสอบสวนถามอากงว่า อีมี่ อันนี้ ของอากงหรือเปล่าที่ลงท้ายหมายเลข0 แล้วแกก็รับ ซึ่งผมว่า อากงอาจจะไม่รู้ ถามใครสักกี่คนจะไปรู้เบอร์อีมี่เครื่องโทรศัพท์ตัวเอง ก็รู้กันแต่เบอร์โทรศัพท์ซึ่งก็เป็นเบอร์ซิมการ์ด ไม่ใช่อีมี่ คนทั่วไปจะรู้ไหมครับว่าโทรศัพท์ตัวเองอีมี่อะไร


@@@เสื้อแดงอินกับกรณีอากงจะไปจุดประเด็นการเมืองไหม

ใจของคนที่มีความเป็นธรรมไม่ว่าเสื้อสีอะไรก็ยืนอยู่ข้างอากง

@@@ อานนท์เป็นนักกฎหมาย แต่มาเคลื่อนไหวผ่านสื่อ แบบที่คนรู้สึกว่าดราม่า คิดว่าตัวเองดราม่าไหม

ต้องถามว่าข้อเท็จจริงที่ผมนำมาพูดนั้น ดราม่าหรือเปล่า อากง แกพูดว่า “ผมรู้แล้วว่าทำไมผมโดนขัง เพราะตอนเป็นหนุ่ม บ้านผมขายไก่ ผมเอาไก่มาขัง มันคงเป็นกรรม”- ผมได้ยินผมก็เอามาพูดต่อ ผมดราม่าเหรอ? ตอนที่ผมเห็นป้าอุ๊ เมียอากง เอามือไปแตะกระจกลูกกรงขัง เพราะ ผัวกับเมียอยู่ใกล้กันเอามือแตะกัน โดยมีเพียงกระจกกั้น ผมเอามาเล่าให้คนฟัง แบบนี้ดราม่าหรือเปล่า ผมถ่ายรูป ตอนอากงโบกมือ ให้หลานแก ผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนท์ หลังศาลพิพากษา มีคนบอกว่าผมดราม่า แต่ผมดราม่าตรงไหนเหรอ นี่มันรูปจริง แล้วโดยสันดานผม... ผมชอบเขียนกลอน เขียนบทกวี เปล่าขลุ่ย ผมชอบนำเสนอผ่านอารมณ์คน แต่ทุกเรื่องเป็นความจริง

อากงได้รับเงินที่คนฝากให้ในบัญชีขณะอยู่ในเรือนจำเป็นหมื่น แต่แกโอนมาให้เมียดูแลหลาน ครึ่งหนึ่งคือ 5 พัน ทั้งที่แกก็ต้องใช้เงินทุกวัน เพราะแกเป็นมะเร็งที่คอ ต้องซื้อกับข้าวอ่อนๆ มากิน ถามว่าดราม่าหรือเปล่า ...

@@@ทำไมอากง ต้องร้องไห้เวลาเจออานนท์

ผมคิดว่าแกมีอะไรอยากจะเล่าเยอะ และผมคิดว่าคนที่สามารถพูดคุยและถ่ายทอดได้ดีคือทนายความ เพราะตอนคุยกันห้องค่อนข้างเงียบ ไม่มีการจำกัดเวลา ไม่เหมือนตอนญาติเยี่ยม มันเสียงดัง...แล้วถ้าพูดแบบดราม่าแบบที่ถามตอนแรก ผมคิดว่าจำเลยมองว่าเราเป็นคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ โดยวิชาชีพ ผมว่าทนายเหมือนหมอเลยนะ คือคนก็ต้องคิดว่าช่วยเขาได้ แต่สุดท้ายก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้...


รายงานโดย--ฟ้ารุ่ง ศรีขาว ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ

ขอขอบคุณ ประชาชาติธุรกิจ

คดีอากง sms คม ชัด ลึก 30-11-2011

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=32283.msg160567#msg160567




DSI reviews red shirt lese majeste case

http://www.bangkokpost.com/news/local/268667/dsi-reviews-red-shirt-lese-majeste-case

DSI reviews red shirt lese majeste case

Some accused likely to escape charges

The Department of Special Investigation has ordered a review of evidence to decide if it will pursue lese majeste charges against 19 red shirt leaders.

DSI deputy chief Pol Col Prawes Moonpramuk, the newly appointed chief investigator in the lese majeste cases, said yesterday the review is being made to ensure the DSI has solid evidence if and when it decides to charge the red shirt leaders with lese majeste.

He said investigators have found new evidence, received more detailed statements from suspects and examined their speeches which were alleged to have offended the monarchy.

"We have to be thorough. We have to look into their intent and behaviour to see what they really wanted to communicate to ensure fairness. The charge is serious," he said.

Sanitsuda EkachaiLese majeste sentences out of line

The 19 red shirt leaders are accused of insulting the monarchy during a rally marking the first anniversary of the April 10, 2010, clashes between red shirt protesters and soldiers on Ratchadamnoen Klang Avenue.

Among them are two Pheu Thai Party list MPs, Jatuporn Prompan and Payap Panket, and former MP of the now-dissolved People Power Party for Roi Et, Nisit Sinthuprai.

Pol Col Prawes said the DSI has sent the speeches to a number of agencies for their opinions but most have not returned any comments.

However, a team of special DSI consultants initially found the speeches were directed at the then government rather than the monarchy.

DSI chief Tharit Pengdit said the investigating team on the case was recently changed under orders from Justice Minister Pracha Promnok after the accused filed a petition requesting the change.

Mr Tharit said the red shirts had a right to ask for a change if they felt they were not receiving justice.

Pol Col Prawes insisted the change in investigators was not done to favour any particular group.

He said not all of the accused would be charged with lese majeste. It depended on the evidence.

Some of the accused claimed they were not there when the alleged offences took place while others said they did nothing except watch, he said.

He added the DSI would do its best to prevent the monarchy being used as a political tool.

The lese majeste cases against the red shirts were under way for months without any of them being formally charged after the DSI took over the investigation from the police.

Lawyers for the red shirt leaders requested postponement of indictments twice, saying some of their clients had to take part in election campaigning, and later they cited a need for more time to gather evidence.

Tuesday, November 29, 2011

Ah Kong and his family

http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2011/11/25/ah-kong-and-his-family/

Ah Kong and his family

November 25th, 2011 by May Adadol Ingawanij, Guest Contributor · 22 Comments

On November 23, 2011, the criminal court in Bangkok found 61-year-old Mr. Amphon (last name withheld), known by his family as Ah Kong or granddad, guilty of lese majeste, and sentenced him to 20 years. Amphon was accused of sending SMS messages with offensive content about royalty to Abhisit Vejjajiva's personal secretary. The Asian Human Rights Commission hasexpressed grave concern over this conviction: "Particularly given the weak nature of the evidence deployed against him, and the extenuating circumstances of health and age, this case indicates that the Thai judiciary has become a place where justice is foreclosed and injustice flourishes." Amnesty International's Benjamin Zawacki has also condemned the verdict, describing Amphon as "a political prisoner."

The following profile of Ah Kong, and an account of what his family has gone through, is translated, with permission, from the website of the Ratsadornprasong Legal Institute, dedicated to fighting for justice for victims of impunity. The report is dated September 22, 2011 i.e. a few months before the sentence:

***

Prior to his arrest, Ah Kong and his wife were living in a rented room, and relied on the small monthly contribution from their children to pay the rent of 1200 baht. The couple decided to live apart from their children in order not to burden them. They also look after several grandchildren who have been left in their care.

Pui, Ah Kong's daughter, is a single mum with two children. Ever since Ah Kong's arrest, Pui has had to take on the main responsibility of looking after her mum and helping the lawyers prepare for the court case. At the time of Ah Kong's arrest, Pui was working 12-hour shifts in a factory near where she lived, earning the minimum wage rate. On one of the days when her dad had to go to court, Pui had to swap her shift in order to take him. On that day, dad and daughter waited from morning till dark to hear that his bail application had been denied.

Ah Kong was arrested on August 4, 2010, and held for two months in a special prison in Bangkok, until he was granted bail on that occasion. His wife and grandchildren told us they will never get over the shock of that day when nearly twenty police officers, accompanied by a large group of reporters, turned up to arrest Ah Kong, raiding their house.

"We were treated like criminals of the worst kind, as if we weren't like other people. They came in and searched everything, took photos of everything, even our grandchildren. They scared the children, made them cry. It was really frightening. I don't want it to happen again. Will it happen again?" Auntie Ou, Ah Kong's wife, wanted reassurance.

Next day, after his arrest, the newspapers' headlines claimed that Uncle Amphon or Ah Kong was a "hardcore red shirt." Since then, the family has become very scared of reporters. They insist that Ah Kong is just an ordinary old man who spends his life looking after his grandchildren. He used to go to observe various political demonstrations, since he had a lot of free time during the day when the grandchildren were in school.

"When the yellow shirts were demonstrating he went to see them. When the king was first taken to Siriraj Hospital, he went to sign the get-well book they laid out. When the red shirts demonstrated he also went to have a look. But wherever he went, he would make sure that he came back in time to pick up our grandchildren from school," Ah Kong's wife told us.

Uncle Amphon denies all charges and insists that he didn't send the SMS messages as accused. He says he doesn't even know how to send text messages. His wife says he has always claimed his innocence.

Auntie Ou told us that the whole family has been through much suffering since Ah Kong's arrest. They didn't have the funds to hire lawyers to fight his case and they have been worried sick about him. Until they met a group of volunteer lawyers, they didn't know what they needed to do after his arrest.

Even though [at the time of publishing this profile] the court hasn't sentenced Ah Kong's case, society usually immediately judges victims of the lese majeste charge as guilty. Auntie Ou and her grandchildren have had to move from their rented home, and are now staying with Pui in her small room. Even the youngest grandchildren have been verbally attacked. The couple's youngest son had to resign from the factory he was working in because of his dad's arrest. Their daughter gets called "hardcore daughter" in the factory she works in.

"There are people who understand our situation, but those who don't can hurt us again and again. A case like this, even if you're not guilty, even if you're not jailed, society's already condemned you," Auntie Ou said.

She told us that she believes that her husband is innocent. But even if he did do what he had been accused of, the family shouldn't have to bear the punishment.

"I worry most about my grandchildren. I don't want them to suffer. We're both old, and we won't be around for much longer. I want my grandchildren to change their last name so they can have a new life. They won't have to deal with the consequence of what happened to their grandfather." Auntie Ou cried as she said this.

Ah Kong was initially jailed on pre-charge detention for two months then granted bail on October 4, 2010. Initially, the lower court had refused bail on the basis that his was a serious case, of grave public concern, and there was a risk of flight. After Ah Kong was granted bail in October he received treatment for laryngeal cancer.

On January 18, 2011, when Ah Kong was formally charged, his lawyer had to reapply for bail. As he waited for the court to consider the application, Ah Kong was put inside the cell in the courthouse, where he protested by refusing to eat. Auntie Ou, waiting outside the cell, also refused to eat. They waited for eight hours before learning that Ah Kong would once again be put in the special prison that he had recently left.

In prison, the person who has been taking good care of Ah Kong is Brother Num, or Thanthawut Taweeworadomkul, another victim of lese majeste who has a 10 year-old son waiting for him outside. Thanthawut has been getting out information about Ah Kong, and he has been making sure that Ah Kong's relatives are aware of what he needs inside.

One of Ah Kong's daughters wrote Thanthawut a letter, dated June 2, 2011, sharing with him what it has been like for the family since their dad was accused of lese majeste. In one part of this letter, addressed to "Brother Num" from Paew, she writes:

".. You are a bedrock of support for both my dad and my whole family. We feel stronger after reading your letters because we know that we are not alone. There are many people in our situation, and they too are fighting for justice and freedom on behalf of the people who are going through what our dad has been through… Our family has never once thought that this kind of thing would happen to us, because this sort of case seems so irrelevant to our lives. As a Thai family we respect and worship the monarchy, and it saddens us that the institution is being used as a political tool without its awareness. This is upsetting for all Thais who love the institution above all else. We as a family have to fight the injustice that's occurring in this country. Cases like this have become politicised and the scapegoats are the ordinary people, the small fries, like us…"

Ah Kong's grandchildren miss him very much. Before, when the family was living together, each day Ah Kong would take each grandchild to school and say goodbye to them at the school gate in comical English, "I-Go." The grandchildren told us that they could still hear his voice saying this, even if he is no longer able to take them to school.

The team of lawyers at Ratsadornprasong has had to witness many episodes of this family's suffering. One day, Ah Kong's grandchildren wrote him a letter to wish him happy 61st birthday. They missed him and wanted to write and tell him things to cheer him up. They wanted to buy him a birthday cake but couldn't do so, because the prison wouldn't allow it. Instead, they drew him a red birthday cake, and wrote on the card "I-Go." Ah Kong cried as he read their letter.

Every time we go to the prison to visit political prisoners, as part of the campaign "red presents for red friends," we would always see Ah Kong smiling at everyone who has come to show their support. Ah Kong isn't a talkative man, he speaks softly. But every time he would smile and say thank you to everyone who has come to visit. He doesn't say much and doesn't make demands. His eyes are the eyes of a defeated man who has lost hope, but on his face is a smile to greet the visitors who have come to see him.

… These days Auntie Ou has to do all the housework and take all five grandchildren to and from school. Their daughter has already lost one job because she had to take time off work to visit her dad and to go to court to submit various bail applications. Auntie Ou survives on the 4500 baht given to her by two of her children each month. She has to feed the grandchildren on that amount, and she takes the bus to the prison to visit Ah Kong. On those visit days she would have to rush back to pick up the grandchildren. She told us she is exhausted and doesn't understand why this has happened to her family.

A few months earlier, Ah Kong's mother passed away aged 95, and, a month after that, Auntie Ou's mother also passed away. Ah Kong cried because he couldn't even attend his mother's funeral and say goodbye. Previously, he was the person who took care of his mother, the person who fed her one spoon at a time.

Ah Kong is a quiet and sensitive man. One time, when his daughter told him about the king's illness, how the king would gaze at the Chao Phraya River from his hospital compound, she saw that tears were streaming down Ah Kong's face. Whenever he went to observe those various political demonstrations, he would always bring back home posters or images of the royal family that the vendors sold on the protest sites. Auntie Ou says she doesn't understand why Ah Kong has been accused of this charge, and that she believes that he is innocent: "They've already killed a large part of me. They're killing my family. Ah Kong should be here with me looking after our grandchildren. But, instead, what's happening to him is vicious."

Thursday, November 24, 2011

แจ้งข่าวเลื่อน November 2011 Meeting - Sat Nov 26 2011


เนื่องจากที่หลายท่านมีกิจกรรมอื่นในช่วง Thanksgiving Holiday และไม่สะดวกที่จะมาพบปะพูดคุยประจำเดือนนี้
ทีมงานจึงตัดสินใจเลื่อน Meeting ออกไปเป็น เดือน December 2011. กำหนดการใหม่จะแจ้งให้ทราบเร็วๆนี้

Happy Thanksgiving to all

--
http://illinoisredshirts.blogspot.com/



อากง จะคอยสอนเราเสมอ

http://blogazine.in.th/blogs/groomgrim/post/3328

อากง จะคอยสอนเราเสมอ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 วันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดี อากง จำเลยคดีส่ง SMS หมิ่นฯ เข้ามือถือเลขาฯนายกอภิสิทธิ์ 4 ข้อความ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมยังโอบล้อมเมืองหลวงอยู่ไม่ห่าง ต้องลุ้นกันวันต่อวันว่านัดอ่านคำพิพากษาจะถูกเลื่อนเหมือนคดีอื่นๆ หรือไม่

เช้านี้ญาติๆ กองเชียร์ และทนายความเดินทางมาถึงศาลได้ ไม่มีใครติดน้ำ ยกเว้นคนเดียว คือ ตัวอากงเอง 

เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บริเวณถนนงามวงศ์วานยังถูกน้ำท่วมอยู่ ทำให้การเดินทางออกมาทำได้ยากลำบาก จริงๆ แล้วน้ำท่วมสูงแค่ไหนผมไม่รู้ แต่เมื่อนักโทษคนอื่นๆ ก็เดินทางออกมาไม่ได้ทุกคดี ผมจึงเชื่อว่านี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งอะไรกัน เป็นแค่การเริ่มต้นวันที่ไม่สวยเท่าไรนัก

เพื่อประโยชน์ของตัวจำเลยเอง ในคดีอาญา กฎหมายบอกว่าต้องดำเนินกระบวนพิจารณาทุกขั้นตอนต่อหน้าจำเลย ศาลจึงจะอ่านคำพิพากษาในห้องพิจารณาพิเศษผ่านวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ ที่ต่อไปยังเรือนจำให้อากงได้ฟัง เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเห็นกระบวนการนี้ครั้งแรก

ขั้นแรกการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ดูจะขลุกขลักนิดหน่อยเพราะเหมือนญาติจะห้ามเข้าไปในห้อง เข้าได้แต่ทนายความ เมื่อทนายความเขียนคำร้องต่อศาล ศาลก็อนุญาตให้ทุกคน ทั้งญาติ กองเชียร์ นักข่าว รวมทั้งผม เข้าไปได้ 

ภายในห้องพิจารณาคดีที่อยู่ใต้ถุนศาล รูปทรงยาวๆ แปลกๆ กองเชียร์นั่งหันด้านข้างให้ศาล หันหน้าไปยังกล้องวีดีโอกลางห้อง โทรทัศน์ขนาดใหญ่ติดห้อยลงมาจากเพดาน ภายในโทรทัศน์มีคนแก่ในชุดนักโทษสีส้มนั่งอยู่กลางจออย่างเดียวดาย นั่นคือ อากง ลูกๆ หลานๆ และป้าอุ๊ ภรรยาสุดที่รักนั่งใกล้กล้องมากที่สุด โบกไม้โบกมือให้อากง อากงโบกมือกลับ ทนายความเดินมายกมือไหว้กล้องทักทายอากงทีละคน สัญญาณเสียงจากฝั่งเรือนจำได้ยินไม่ชัดนัก

ผู้พิพากษาท่านที่นำกระบวนการสืบพยานมาตลอดเดินขึ้นบัลลังก์อย่างสง่าผ่าเผย พร้อมด้วยผู้ช่วยหน้าใหม่อีกหนึ่งท่าน ท่านนั่งลง เรียกชื่อจำเลย และเริ่มอ่านในทันที

คำพิพากษาถูกอ่านเร็วมาก ปั่บๆๆๆๆๆ ผมฟังเข้าใจ แต่จดไม่ทัน ฝรั่งที่ภาษาไทยไม่แข็งแรงฟังไม่ทันแน่นอน และผมก็แปลไม่ทันแน่นอนเช่นกัน ศาลอ่านข้อความในSMS ตามฟ้องให้คนทั้งห้องฟัง ฟังกี่ทีก็สะดุ้งโหยง แต่เป็นขั้นตอนที่ถูกต้องแล้วที่ท่านต้องอ่าน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ ไม่ใช่ปิดๆบังๆ ทำเป็นปกป้องสถาบันฯ และปล่อยความคาใจไว้กับสาธารณชน

ครึ่งทางของคำพิพากษา ผมมองหน้ากับเจ้านายที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มเล็กๆ ให้กัน และส่ายหน้า รู้สึกว่าชักท่าไม่ดี ทนายความพูนสุขยกมือกุมหน้าผาก จุดที่ผมนั่งอยู่เป็นแถวหลังสุดมองไม่เห็นหน้าอากงในทีวี มองไม่เห็นหน้าป้าอุ๊และญาติๆ ที่อยู่แถวหน้า

ศาลยังอ่านต่อไป ผมจดบ้างไม่จดบ้าง ตาสอดส่ายไปรอบๆ ห้อง หัวเราะหึหึในใจ คิดกับตัวเองว่า วันนี้มาถึงจริงๆ แล้วสินะ ก่อนหน้านี้จินตนาการถึงวันนี้ไม่ออกจริงๆ เจ้านายยังกระซิบ “ใจเย็นๆ อย่าร้องนะ”

20 ปี "อากงSMS" โทษฐานส่งSMS 4 ข้อความ ข้อความละ 5 ปี อ่านจบศาลเก็บสำนวน เดินดุ่ยๆๆๆๆ ลงจากบัลลังก์ ยังไม่ทันที่ใครจะยืนทำความเคารพ

หลายคนเริ่มลุกเดินออก ด้วยสีหน้าเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มต้นบทวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ยังนั่งอยู่ในศาล ทนายยังลุกไม่ขึ้น ป้าอุ๊ลุกขึ้นหันหลังเก็บของ ผมเห็นน้ำตาอาบหน้าแก เช่นเดียวกับลูกสาวที่นั่งอยู่แถวถัดมา หลานสาวอายุ 12 ที่กล้าขึ้นให้การเป็นพยานในคดีก็ตาแดงก่ำ คงร้องมานานแล้ว

เสียงเจ้าหน้าที่ฝั่งเรือนจำดังออกมาจากลำโพง “สัญญาณไม่ชัดเลย ได้ยินไม่ชัด ว่ายังไงนะ”

“ยี่สิบปี นายอำพล ยี่สิบปี” เจ้าหน้าที่เทคนิคที่นั่งอยู่ใต้บัลลังก์บอกกลับไป

“คราวหน้าเอาไมค์ไว้ใกล้ๆ กว่านี้หน่อยนะ” เสียงจากเรือนจำดังกลับมาตอกย้ำว่า อากง เป็น คนสุดท้ายในที่นั้น ที่ได้ทราบชะตากรรมของตัวเอง

ขณะที่ทุกคนยังจับกลุ่มคุยกันด้วยอารมณ์เศร้าหมองหน้าห้องพิจารณา ป้าอุ๊พาลูกๆ และหลานๆ บึ่งไปเยี่ยมอากงที่เรือนจำทันที ภัยน้ำท่วมทำให้ฉากน้ำตาวันนี้ย้ายจากบัลลังก์ศาลไปอยู่ที่ห้องเยี่ยม ป้าอุ๊บอกกับพี่นักข่าวที่ไปเรือนจำด้วยกันว่า แกคิดว่า คงจะไม่ได้เจอสามีแกอีกแล้วก่อนตาย 

ไม่ใช่อากง ไม่ใช่ทนายความ กลุ่มคนที่ก้มหน้าเดินหันหลังให้ศาลเป็นกลุ่มแรกนั้นคือคนที่ต้องการความเข้มแข็งที่สุดในเวลานี้ 

เพราะไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อขาดกำลังหลักในการเลี้ยงดูหลานๆ คนกลุ่มนั้นก็ยังจะต้องอยู่ต่อไป

ผมเขียนอะไรขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางฝุ่นตลบ เพื่ออยากให้ความสนใจของสังคมมองไปยังกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงให้มากกว่านี้ มากกว่าสนใจ “ระบบกฎหมาย” “ความยุติธรรม” หรือสารพัดคำใหญ่ๆ โตๆ 

ผมเศร้าสลดไม่แพ้คนอื่นๆ ในเวลานั้น แต่ผมเองยังต้องมุ่งหน้ากลับออฟฟิศ เพราะมีงานรอผมอยู่อีกมากใน 2-3 วันข้างหน้า (มากจริงๆ) ผมจึงย้อนนึกถึงวันที่ผมเริ่มเข้าประชุมเป็นส่วนหนึ่งในคดีนี้

“ผมไม่ได้เป็นทนายความในคดีนี้” ผมมีส่วนร่วมแค่เพียงจิ๊บๆจ๊อยๆ ผมทำงานสังเกตุการณ์คดี แต่เนื่องจากผมจบกฎหมายและเป็นสมาชิกของเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผมจึงเข้าประชุมด้วย แรกๆ ก็ พยายามจะหลบเลี่ยงบ้าง เพราะลำพังงานในหน้าที่ที่รับเงินเดือนก็บกพร่องตลอดอยู่แล้ว ยังจะต้องเจียดเวลามาทำงานฟรีอีก ช่วงสัปดาห์ก่อนการสืบพยาน ผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายที่ ร่างกายทรุดโทรม แต่ก็จำได้ว่าถูกตามให้ตื่นเช้าไปคุยกับร้านซ่อมมือถือเป็นเพื่อนทนาย 

ตอนนั้นเจ้านายกระซิบว่า ในบางนัดก็ไม่ต้องไปหรอก ผมเข้าใจ แต่วันนั้นผมตัดสินใจเองว่าถึงขี้เกียจแค่ไหนผมก็จะไปทุกนัด เพราะหากผมนอนอยู่บ้าน และผลคดีออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง ผมคงจะรู้สึกผิดกับอากงไปตลอด 

แล้วผมก็ได้ทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เท่าที่ทำได้ไปแล้ว วันนี้ผมจึงเดินออกจากศาลด้วยอารมณ์เศร้าที่ไม่ต่างจากทุกคน แต่ผมจะบอกตัวเองได้ว่าระหว่างทางที่ผ่านมามันไม่มีอะไรที่จะสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้แล้ว และผมอยากบอกกับคนอื่นๆ ด้วยว่าทนายความในคดีนี้ได้ทำอย่างดีที่สุด เท่าที่เวลา และประสบการณ์ของตัวเองจะมีแล้ว และไม่มีอะไรที่เราควรจะต้องกลับไปรื้อฟื้นมันใหม่

หากเราเชื่อว่า อากงไม่ได้กระทำความผิด แต่ตกเป็นเหยื่อ เราควรจะมองด้วยว่า มีผู้คนอีกมากมายเท่าไร ที่ไม่ได้กระทำความผิดแต่ต้องเป็นแพะรับบาปอยู่ในเรือนจำ

หากเราเชื่อว่า ถึงอากงจะทำหรือไม่ทำ แต่การส่ง SMS 4 ข้อความก็ไม่ควรมีโทษหนักขนาดนี้ นั่นเราควรจะตั้งคำถามต่อกฎหมาย และไม่ได้มีกฎหมายฉบับเดียวในปัจจุบันที่มีโทษสูงเกินจำเป็น

 

หลังวันสืบพยานปากสุดท้าย น้ำตาท่วมห้องพิจารณาคดีของศาล ผมกลับบ้านมาเขียนบันทึกเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเพื่อให้ตัวเองจดจำช่วงเวลานั้นได้ โดยไม่ได้คิดว่าจะฮิต บันทึกเล็กๆ เรียกน้ำตาคนได้มหาศาล และมียอดคลิ๊กสูงที่สุดเท่าที่ทำงานเขียนบทความมาหลายปี ยกเว้นเรียกน้ำตาคนๆ เดียวไม่ได้

เจ้านายบอกผมว่า “หยุดนะ ห้ามร้องนะ! ถ้าไม่ใช่คนแก่ล่ะ ถ้าเป็นคนหนุ่มแข็งแรง จะร้องไหม?”

ถ้าเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน นอกจากองกงแล้ว มีคนอยู่ในคุกเพราะ กฎหมายมาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองอีกมากมายสักเท่าไร พี่หนุ่ม เรดนนท์ single dad ที่ต้องพรากจากลูกตัวเล็กๆ 13 ปี ทั้งที่คดีนั้นหลักฐานอ่อนกว่าคดีอากงมาก นี่ก็เป็นอีกคนที่ผมเคยเสียน้ำตาให้ และผมก็แทบจะไม่ได้ไปเยี่ยมเขาอีกแล้ว 

อากงเป็นแค่คนหนึ่งคนที่มีบุคลิกน่าสงสาร และเราเชื่อว่าเค้าไม่ได้กระทำความผิดเฉยๆ ปลายเดือนนี้ยังมีคดีคนถูกฟ้องว่าทำเพจเฟซบุ๊คหมิ่นอีกคดี ต้นเดือนหน้ามีคนถูกหาว่าโพสลิงค์ฟ้าเดียวกัน คดีความยังรออยู่อีกมาก ทั้งเด็กเยาวชน ผู้หญิง คนแก่ และคนหนุ่ม เราไม่รู้หรอก ผมก็ไม่รู้พอๆ กับที่ไม่รู้ในคดีอากงว่าพวกเค้าทำความผิดจริงหรือไม่ เพียงแค่พวกเค้าไม่ได้แก่และไม่ได้จน ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้ามีค่าควรที่จะถูกสนใจน้อยไปกว่ากัน

บทเรียนจากความรู้สึกในคดีอากง บทเรียนจากเจ้านายที่คอยขัดอารมณ์อยู่เสมอ บอกผมว่า เราจะต้องก้าวต่อไป เราทำอะไรในคดีนี้ไม่ได้มากแล้ว แต่ยังมีคดีหน้า และคดีหน้าๆๆๆๆ ที่มันจะเข้ามาอีก ถ้าเรามีความรู้สึกกับคดีอากงเท่าไร เราจะต้องจดจำความรู้สึกนี้ไว้ให้แน่นหนาที่สุด เพื่อจะบอกตัวเองเสมอว่า เราจงทำอะไรก็ได้และทำให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้มีอากง 2-3-4-5 หรือใครก็ตามที่อาจคล้ายอากงบนโลกใบนี้อีก

ซึ่ง นั่น คงต้องทำอะไรอีกมากมายเหลือเกิน

 

วันอ่านคำพิพากษามีโทรศัพท์เข้ามาหาผมเยอะจนน่าหงุดหงิด เพื่อนๆ รอบตัวทั้งหลาย เพิ่งมาสนใจงานที่ผมตามอยู่ก็วันนี้ หลายคนถามว่า ทำไมทนายความถึงไม่ทำนู่นทำนี่ ทำไมถึงไม่ทำอย่างนั้นก่อนหน้านี้ บางคนผมก็รับฟังแล้วค่อยๆอธิบาย บางคนสนิทหน่อยผมก็ตอกกลับไปแรงๆ 

“สาดดดดด คดีหน้ามึงมาอยู่กับกูตั้งแต่ต้นแล้วกัน”