วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 8, 2009

ฟังรายการ จิ้งจกคาบข่าว ย้อนหลัง เดือน พ.ย. 2552

รายการคลิปเสียง เดือน พ.ย

http://baygon3.no-ip.org/savefiles/chupong/chu08-11-09.mp3
http://baygon5.no-ip.org/savefiles/chupong/chu07-11-09.mp3
http://baygon4.no-ip.org/savefiles/chupong/chu06-11-09.mp3
http://baygon4.no-ip.org/savefiles/chupong/chu03-11-09.mp3
http://baygon4.no-ip.org/savefiles/chupong/chu02-11-09.mp3
http://baygon4.no-ip.org/savefiles/chupong/chu01-11-09.mp3

วันพุธ, พฤศจิกายน 4, 2009

ชำนาญ จันทร์เรือง: บ้านชุ่มเมืองเย็น เมื่อแดงกับเหลืองพูดคุยกัน

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26454


ชำนาญ จันทร์เรือง: บ้านชุ่มเมืองเย็น เมื่อแดงกับเหลืองพูดคุยกัน

นับแต่หลังการยึดสนามบินและสงกรานต์เลือดเป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันนับว่าอยู่ในภาวะวิกฤติและร้อนแรงเป็นที่สุด ไม่ว่าการออกมาประกาศตัวชัดเจนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธว่าต่อนี้ไปไม่เป็นแล้วโซ่ข้อกลางขอเลือกข้างเพื่อไทยดีกว่า พร้อมๆกับการให้สัมภาษณ์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่ได้ส่งคนไปเตือนพลเอกชวลิตว่า

“คือวันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมก็ให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไรขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ซึ่งผมใช้คำว่า”ไตร่ตรองให้รอบคอบ”ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่ เป็นการทรยศต่อชาติ” จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่เสื้อแดงนำคดีไปฟ้องร้องเพื่อเอาเรื่องเอา ราว และ พลเอกชวลิตก็ออกเดินสายพบปะกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านจนเป็นประเด็นตอบโต้ทาง การเมืองระหว่างประเทศบดบังประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ หัวหินไปเสีย

หลังจากนั้นก็มีประเด็นของการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าสามารถทำได้ จนทำให้สื่อของเสื้อแดงทุกแขนงโหมประโคมว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็น ธรรมโดยยกกรณี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ และ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ นักโทษประหารว่าก็ยังมิได้มีการดำเนินการถอดยศแต่อย่างใด

ในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ผู้คนในบ้านเมืองพากันวิตกกังวลว่าเห็นทีจะเลี่ยงความรุนแรงไปไม่ได้ เสียแล้วกระมัง แต่อย่างไรก็ตามในความร้อนแรงเช่นนี้ ก็มีความชุ่มเย็นในจิตใจของผู้คนที่ทราบถึงความพยายามของกลุ่มคนกลุ่มที่ถูก จัดอยู่ฝ่ายสายพิราบของทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง  ที่ได้มีการปรึกษาหารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะหันมาร่วมมือพูดคุยกัน ก่อนที่บ้านเมืองจะพลัดตกหุบเหวของความหายนะจนไม่สามารถกอบกู้ได้

ข่าวคราวของการพูดคุยกันของเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองที่มีทั้งการขึ้นเวที เดียวกันในครั้งแรกที่เพชรบุรี ตามมาด้วยที่พะเยาและมีการดำเนินการอย่างเงียบๆ อย่างต่อเนื่องในจังหวัดเชียงใหม่ที่เรียกว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง โดยต่างแสวงหาจุดร่วมที่ตรงกันนั่นก็คือความเป็นธรรมในสังคม เพราะทั้งฝ่ายมีสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวก็ด้วยเหตุเพราะ "ความอยุติธรรม" ในสังคมที่อำนาจทางการเมืองถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่ตระกูล ไม่กี่อาชีพ คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง อำนาจทางธุรกิจ ถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่มที่แอบอิงอำนาจรัฐ ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงนั้นเน้นไปที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและการยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนตัดสิน ใจ

ส่วนฝ่ายเสื้อเหลืองนั้นเน้นไปที่การเมืองที่มีคุณธรรม ความรักชาติและประชาธิปไตยที่ไม่ให้ความสำคัญเพียงเฉพาะการเลือกตั้งเท่า นั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นจุดร่วมที่สามารถพูดคุยกันได้ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะงดเว้นการขุดคุ้ยหรือนำประเด็นความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ การปะทะกันด้วยกำลังจนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย หรือ ประเด็นของการเอาหรือไม่เอาทักษิณ โดยถือว่าเป็นความชอบหรือไม่ชอบของแต่ละบุคคล ฯลฯ มาเป็นข้อต่อรองในการเจรจา เพราะเห็นว่าหากนำประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยกันแล้วย่อมยากที่พูดคุยกันได้

โดยทั้งสองฝ่ายจะเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่บัญญัติว่า “บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือเปิดเวทีปราศรัย โดยแต่ละฝ่ายไม่ไปคุกคามซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่าการพูดคุยเจรจากันดังกล่าวย่อมมีทั้งที่ผู้ที่เห็นด้วยและไม่ เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยก็ย่อมที่จะโมทนาสาธุว่าบ้านเมืองจะได้เห็นแสงสว่างปลาย อุโมงค์เสียที ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ย่อมออกมาคัดค้านตั้งแต่เบาถึงหนัก ผู้ที่คัดค้านที่เราเรียกว่าเป็นสายเหยี่ยวหรือที่เรียกด้วยภาษาสมัยใหม่ก็ คือ พวก “ฮาร์ดคอร์” ก็ย่อมออกมาต่อต้านอย่างหนัก มีการประณามผู้ที่ไปเจรจาหรือพูดคุยกันว่าเป็นผู้ทรยศ เป็นผู้ที่หักหลังเพื่อน ฯลฯ และพวกฮาร์ดคอร์เหล่านี้เชื่อว่าพวกสายพิราบหรือผู้ที่ไปเจรจานั้นตกเป็น เหยื่อของ    อีกฝ่ายหนึ่งที่จะถูกอีกฝ่ายกำจัดให้สิ้นซากในภายหลังอย่างแน่นอน

การต่อต้านนอกจากจะมีการประณามหยามเหยียดกันแล้ว ยังมีการที่พยายามสืบเสาะหาความเคลื่อนไหวว่าหากมีการเจรจาหรือจะมีการเปิด ตัวกัน ณ ที่ใด ก็จะมีการระดมพลไปคัดค้าน ทำให้ผู้ประสานงานซึ่งก็คือนักวิชาการที่ใฝ่สันติและภาคเอกชนที่ทนเห็นความ ล่มจมของธุรกิจของตนเองที่เกิดจากความขัดแย้งของทั้งสองสีนี้ไม่ไหว ต้องแสวงหาลู่ทางในการดำเนินงานซึ่งแน่นอนว่าก็คงไม่พ้นองค์กรหรือสถานที่ ที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย อาทิ ศาลากลางจังหวัด เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากเพชรบุรี พะเยา และเชียงใหม่ เป็นผลให้หลายๆพื้นที่เริ่มมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างการสงวนท่าที ซึ่งผมเชื่อว่าหากมีการดำเนินการสำเร็จในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ผลที่ตามมาก็คงเป็นที่หวังได้ว่าไม่ยากเกินกว่าที่จะประสพความสำเร็จ เพราะถึงเวลาแล้วที่เบี้ยทั้งสองฝ่ายจะได้ฉุกคิดว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มาภายใต้การนำของแกนนำทั้งสองฝ่ายที่ปลุกระดมเข้าห้ำหั่นกันนั้น ผู้ที่บาดเจ็บ   ล้มตายก็มีแต่พวกเบี้ยทั้งหลาย ส่วนผู้ชี้นำนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกันอยู่อย่างสบายใจเฉิบ หาได้มีส่วนบาดเจ็บล้มตายไปด้วยไม่ มิหนำซ้ำยังเจริญก้าวหน้ามีลาภยศศฤงคารตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตไปตามๆกัน

ผมเชื่อว่าความพยายามที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะประสบความสำเร็จ อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แม้ว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการในลักษณะของการปิดทองหลังพระครั้งนี้ จะต้องใช้ความอดทนและ อดกลั้นต่อการประณามหยามเหยียดว่าเป็นผู้ทรยศหรือเหยื่อผู้ถูกหลอกก็ตาม

ทั้งนี้ ก็เพื่อความสงบสุขสันติของบ้านเมืองดังคำโบราณล้านนาที่ว่า “บ้านชุ่ม     เมืองเย็น” นั่นเอง
-------------------------
หมายเหตุ 1) เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2552
                 2) ดูบทความที่เกี่ยวข้องใน http://www.bangkokbiznews.com /home/details/politics/opinion/chamnan/20090506/39133/เมื่อใดที่เสื้อ เหลืองกับเสื้อแดงจับมือกันได้แล้วจะหนาว.html
  
 


วันจันทร์, พฤศจิกายน 2, 2009

70องค์กรสากลหนุนฟ้องศาล ยุติรัฐคุกคามสื่ออินเตอร์เน็ต


http://thaienews.blogspot.com/2009/11/70.html

70องค์กรสากลหนุนฟ้องศาล ยุติรัฐคุกคามสื่ออินเตอร์เน็ต


ใน วันที่ 15 พ.ย. เราจะได้ยื่นเรื่องร้องเรียนแก่คณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าเราจำเป็นต้องนำเรื่องนี้สู่การพิจารณาของศาล เพื่อหยุดการเซ็นเซอร์นี้ ความตื่นตัวของสาธารณชนทั้งในประเทศและในต่างประเทศสำคัญอย่างยิ่งต่อความ สำเร็จของการยื่นฟ้องดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้เราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติกว่า 70 องค์กร โลกกำลังจับตามองอยู่ การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตนั้นไม่ถูกต้อง น่ารังเกียจ และผิดกฎหมายในประเทศประชาธิปไตยอย่างประเทศไทย




ที่มา FACT – Freedom Against Censorship Thailand
แปลโดย เวบwww.liberalthai.wordpress.com(ซึ่งบัดนี้โดนICTปิดกั้
นเวบไซต์อยู่)
2 พฤศจิกายน 2552


กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)

ถึง เวลาแล้วที่เราจะต้องเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ในเรื่อง การเซ็นเซอร์เว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตอย่างผิดกฎหมาย ขอเชิญผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตของรัฐบาล ไปร่วมลงชื่อในคำร้องกันได้ ที่นี่

เรียน เพื่อนร่วมอุดมการณ์


เรา ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์เว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตอย่าง ผิดกฎหมาย เราเชื่อในสิทธิเสรีภาพของสื่อและเสรีภาพที่ปราศจากการถูกเซ็นเซอร์

เรา ต้องการคุณ คุณจะร่วมมือกับเราหรือไม่? เพียงร่วมลงลายมือชื่อในการเรียกร้องนี้ (โปรดตอบกลับทางอีเมลพร้อมข้อมูลส่วนตัว) ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยืนหยัดต่อต้านการเซ็นเซอร์!

กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร(ICT) ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมกราคม 2547 ว่ามีเว็บไซต์ทั้งหมด 1,247 แห่ง ถูกสั่งปิดโดยระงับการเผยแพร่ในประเทศไทย

และในเดือนมกราคม 2549 จำนวนดังกล่าวนั้นเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 เว็บไซต์

อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 เว็บไซต์มากกว่า 12,000 แห่ง ต่างถูกระงับการเผยแพร่

จาก แหล่งข่าวของเราเปิดเผยว่ากระทรวงฯ นั้นได้ว่าจ้างข้าราชการประจำมากกว่า 60-70 คน โดยมีหน้าที่อย่างเดียวคือทำการปิดเว็บไซต์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่ารัฐบาลกระทำโดยปราศจากความคิดเห็นของประชาชนหรือ สามัญสำนึกใดๆ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ทำการกีดขวางการเข้าสู่ข้อมูลผ่านพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ และหน้าที่ได้ถูกทดบันทึกไว้ (หน้าแคช) ของเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลอย่างกูเกิล

ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน เว็บไซต์ประเภทกระดานแสดงความคิดเห็นก็ถูกปิดกั้น และการที่ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายไกรสร พรสุธี ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าร่วมสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ถือว่าเป็นลางร้ายอย่างยิ่งสำหรับเสรีภาพ

การจำกัดเส้นทางของประชาชน ในการเข้าสู่ข้อมูล ผลงานวิจัยทางวิชาการ สื่อเสรี และการแข่งขันทางธุรกิจ และอื่นๆ ถ้าเรายอมให้สิ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อยเหล่านี้ค่อยๆ บั่นทอนสิทธิเสรีภาพของเรา ดังเช่นการควบคุมอินเทอร์เน็ตครั้งนี้ เสรีภาพอื่นๆ ของเราก็อาจจะโดนลดทอนตามไปด้วยในอนาคต ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแสดงความคิดเห็นออกมา

ในวันที่ 15 พ.ย. เราจะได้ยื่นเรื่องร้องเรียนแก่คณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าเราจำเป็นต้องนำเรื่องนี้สู่การพิจารณาของศาล เพื่อหยุดการเซ็นเซอร์นี้ ความตื่นตัวของสาธารณชนทั้งในประเทศและในต่างประเทศสำคัญอย่างยิ่งต่อความ สำเร็จของการยื่นฟ้องดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้เราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติกว่า 70 องค์กร โลกกำลังจับตามองอยู่ การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตนั้นไม่ถูกต้อง น่ารังเกียจ และผิดกฎหมายในประเทศประชาธิปไตยอย่างประเทศไทย

ทางเรา มีความยินดีในการเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ของคุณ เราต้องการเพื่อนผู้มีมันสมอง หัวใจ และความกล้าหาญ (ยืมมาจากเรื่องพ่อมดแห่งอ๊อซ) กรุณาส่งผ่านจดหมายฉบับนี้ให้เพื่อนและเพื่อนร่วมงานของคุณ ที่คุณคิดว่าเขาจะสนใจหรือคุณอาจจะส่งข้อมูลติดต่อบุคคลเหล่านั้นให้แก่เรา เพื่อที่เราจะได้ทำการติดต่อเขาได้โดยตรง

ขอบคุณ

กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
FACT – Freedom Against Censorship Thailand

Website: http://facthai.wordpress.com

Contact details ร่วมรณรงค์ครั้งนี้โดยวิธีดังนี้:
-ร่วมลงชื่อเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทางออนไลน์ คลิ้กที่ http://facthai.wordpress.com/sign/

-ติดต่อเพิ่มเติม CJ Hinke (facthai@gmail.com), tel. 087-976-1880 (English)
-สุภิญญา กลางณรงค์ Supinya Klangnarong (freemediafreepeople@gmail.com) โทร 086-788-9322 (ภาษาไทย)

Politics and Thailand's wealth gap

http://www.nationmultimedia.com/2009/11/02/opinion/opinion_30115689.php


CHANG NOI

Politics and Thailand's wealth gap

THE POLITICAL DIVISION remains fierce and emotional. Much of the country is a no-go area for members of the government. Abhisit's delivery of a compensation check to Granny Hai required a helicopter-borne military operation that cost many times the value on the cheque. Talk of "reconciliation" has faded away.



Little by very little, more people accept that this intense division is not caused by one man but a massively unequal distribution of wealth and power. Several worthy, middle-of-the-road institutions have found a new interest in the subject of economic and social inequality. These include the King Prajadhiphok Institute, Thailand Development Research Institute, and Thailand Research Fund.

The inequality in income in Thailand is much worse than it should be, given the relative success of the economy over the past generation. A simple way to measure income inequality is to estimate the gap between the top fifth and bottom fifth of the population. In countries like Sweden and Japan, where people value the advantages of living in a relatively equal society, the difference is 3 to 5 times. In Europe and North America, it's 5 to 8 times. Among Thailand's Asian neighbours, it's 9 to 12 times. In Thailand, it's 13 to 15 times. Almost all the countries worse than Thailand are African states with civil wars or Latin American states with endemic populist movements. The risks are very clear.

The economist Simon Kuznets proposed that developing economies would tend to get more unequal at first, because the benefits would be monopolised by a minority, but later would become more equal as many more people shared in the fruits of growth. That theory has generally been proven true, including among Thailand's neighbours. Indonesia, Malaysia, and the Philippines have all turned the corner from worsening to improving distribution. But Thailand defies Kuznets' rule. Recently, a Thammasat economist used Kuznets' method to calculate when Thailand should have turned the corner if it conformed to the pattern of most of the world. Her answer was 1994. But it still has not happened.

All these calculations are about income. But what about wealth? How unequal is the distribution of property, savings, and other assets in Thailand? Government began collecting data on this only in 2006, and the first analyses are now appearing. They are rather shocking. While the difference in income between the top and bottom fifths is 13 to 15 times, the difference in wealth is around 69 times. In terms of the Gini coefficient, a measure of inequality in which a higher figure means more unequal, the figure for income is a bit over 0.5 while that for wealth is 0.7.

What's more, we can be pretty sure that this calculation is an underestimate. It's not too difficult to count the assets of the poor. It's very difficult to count the assets of the rich because they are very shy people. If a certain former prime minister is a good guide to general practice, then the rich hide a third to a half of their wealth. That would mean that the wealth Gini is more like 0.8, and the wealth gap between the top and bottom fifths is more like 80 to 100 times.

Other data tend to corroborate this picture of a truly enormous wealth gap. According to the Bank of Thailand, there is almost Bt3 trillion in bank accounts.

Two-fifths of this total is held in just 0.1 per cent of all the accounts. Most people, especially rich people, tend to have more than one account. On a rough calculation, assuming the rich have two accounts apiece, half of the total savings in banks is owned by around 50,000 people.

The stock market is much the same. Between 1995 and 2004, the same 11 families appeared constantly as the top five holders on the exchange: Maleenont, Shinawatra, Damaphong, Chirathiwat, Benjarongkul, Damrongchaitham, Asavaphokin, Liewpairat, Photharamik, Kannasut and Joranajit.

Land is similar. In eight provinces where data has recently become available, the top 50 landholders (persons or juristic persons) hold on average a 10th of the total land. In Bangkok, the top 50 own 10.1 per cent of the land, and the single largest holder has 14,776 rai.

There are many, many reasons why income and wealth have become so unevenly distributed. One reason that is simple and can be relatively simply changed is the way the government raises revenue and spends that money.

Some countries use these mechanisms to even out equality by redistributing from the rich to the poor. Many other countries aim that the system should be roughly fair for all. In Thailand, the government redistributes from the poor to the rich.

How much is hard to calculate accurately. One study from 1981 showed that the poorest 10th were taxed over twice as much as the rich as a percentage of income. A 1994 study showed that the situation had improved but was still marginally pro-rich. Since then, nobody has looked. It's too embarrassing. The reasons for the skew are the heavy reliance on indirect taxes (VAT, excise) which fall more heavily on the poor, and the high levels of evasion. Some 8.6 million people file income tax returns, but only 5 million pay any tax, and only 4 per cent of those are taxed in the two highest brackets. The number of payees has been dropping in recent years.

Spending is similar. A World Bank study by Hyun Hwa Son showed that Thai government spending on health, education, and infrastructure benefited the rich more than the poor. So do subsidies on public utilities. The reasons lie in past development policy. Spending was concentrated on such things as Bangkok infrastructure and higher education on grounds these would have the largest impact on economic growth. Policies have since changed, but the legacy remains.

Just making government's tax and spending a bit fairer would begin to counter the trend to inequality. Is there the political will to make those changes? How much time is left?

Red Shirt “Super-Massive” Social Movement

http://thaiintelligentnews.wordpress.com/2009/11/02/red-shirt-super-massive-social-movement/


Red Shirt "Super-Massive" Social Movement

AVFZWU2CA1RZF89CAUM480KCAR3OELNCA8TAIATCANQFCERCAV1JO3CCAVQ2Z81CAKXFKU6CAYIAU1NCAP7CBYNCABVDJ75CAULLU8NCA01VAECCAXJ205RCAPR6BIKCAZIB5I9CAK8LW39CA11YRSUCA784H2Z

My Siamese cats are into red

by Tammy, this blog humanity journalist

It is Loy Krathong time in Thailand and I went to Thonburi to do my krathong floating-and after that, I went to Imperial Department store. I felt great, having floated all my troubles away. And politics was the last thing on my mind.

But there it was, politics right in the middle of the shoppong center. A Red Shirt drive for members to the Red Shirt movement was going on. I was curious and with my journalistic instincts, I mixed in and pretend I was one of them. During that half an hour with the Red Shirt drive event, I learned something very important.

And that is the Red Shirt movement is "Super-Massive." While the total number of Red Shirt membership is kept a very guarded secret, the Red Shirt activity can be an indication of the movement.

"Planning to take a vacation? Try Sri Saket next weekend and have fun with the Red Shirt gathering there. Or want to go to Phuket, the Red Shirt are going to meet for a big gathering there also," said Kaew, a member drive organizer.

"Nakorn Sawan is packed, Samut Sakorn is packed, Surin is packed. It's all packed across the country," said Kaew, of the current country-wide drive for membership.

At Imperial, about 50 people hovered around the membership drive desk. So far at about 6.30 pm when I left the drive event, since about 10 am when Imperial opened, they got about 300 new Red Shirt members.

New members are given T-Shirts, books, pamphlets and location of Red Shirt club near their house. Across Thailand, about 3,400 Red Shirt clubs with members anywhere from 20-200 per club are in existence, according to Kaew.

These are not just for political purpose, but according to Kaew, it is becoming a way of life-a social movement on a massive scale. "We play golf together, bowling together, eat together and go to each others social functions too," said Kaew. And if you think the Red Shirt is still all politics, you are right but also wrong, at Silom Red Shirt Club, members have broke them-selves off to form the Red Film Review Group.

"We plan to approach Taksin to start a movie and entertainment review program for the Taksin TV," said Meena, a film buff, who came across the river from Silom to help with the Thonburi drive.

Right there, being handed out to prospective members is a list of Red Shirt events, across the country. And the event list is amazing, like everyday, somewhere in Thailand, there is a Red Shirt get-together to do something.

Like you might think the Red Shirt only gets together in Bangkok in mass protest, but not so-the Red Shirt gets together everywhere and practically everyday. And in fact, apart from a few provinces in Southern Thailand, the Red Shirt across Thailand is meeting, independent of what is going on in Bangkok.

Well the Red Shirt has a great many communication channels, from Red Shirt SMS, to community radios, to Taksin Tweet and SMS, to Red Shirt print media. And on top of all that, the Taksin cable TV is now partially launched.

Apart from all of that activity, the Red Shirt now has the so called SMOT shop that sells products from Red Shirt businesses. Its political class or seminar is organized practically every week and an actual location for a school is nearly concluded.

If you think all of that is like an inner-circle or sub-culture, you are right. But it is a super massive sub culture or an under-ground culture. And if you think all of the above is not enough to keep the Red Shirt "A Tight Super Massive Community," word is already out that the Red Shirt plans to start a "Dating" website.

That is right, a "Dating Website" so that Red Shirt can get together, settle down and  get married and have lots of Red Shirt kids.


ครบ3ปีสดุดีการลุกขึ้นสู้ภาคพลเมือง


Some History of Anti-coup---- source: Thaienews.  Also want to mention there was a petition online against the coup.  See   http://new.petitiononline.com/thaicoup/petition.html


http://thaienews.blogspot.com/2009/11/13.html

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(1พ.ย.):ครบ3ปีสดุดีการลุกขึ้นสู้ภาคพลเมือง



จากคนเสื้อดำยกระดับเป็นขบวนการคนเสื้อแดง-ใน เบื้องต้นภาคพลเมืองที่ออกมาต้านรัฐประหาร19กันยาฯพากันใช้สัญลักษณ์เสื้อดำ ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทย และการ"เสียสละชีพ"ของนวมทอง ไพรวัลย์ แต่ต่อมาบก.ลายจุดได้กำหนดสัญลักษณ์เสื้อแดง เพื่อแสดงการต่อต้านไม่ยอมให้ผ่านรัฐธรรมนูญเผด็จการในเดือนสิงหาคม2550 โดยเริ่มใส่เสื้อแดงออกรณรงค์เป็นครั้งแรกเมื่อ5สิงหาคม2550 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ทวงประชาธิปไตยสมบูรณ์นับแต่นั้น


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 วันนี้มารำลึกวีรประวัติการต่อสู้เบื้องแรกของภาคประชาชน ก่อนจะคลี่คลายขยายตัวมาเป็นเสื
้อแดงทั่วไทย ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วมุมโลกอย่างที่เห็นกันเวลานี้***

***หลังรัฐประหาร19กันยายน คนแรกที่ออกมาต้องบันทึกเป็นเกียรติยศแก่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร แต่เพราะมาน้อยเป็นวีรชนลุยเดี่ยว เลยโดนพวกมันหิ้วขึ้นรถตู้ไปเก็บที่เซฟเฮาส์ทันควัน***


***พอวันรุ่งขึ้น กลุ่มเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันหลวมๆของนักกิจกรรมนักศึกษาเก่าค่ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บวกกับบก.ลายจุด และอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ก็ พากันแต่งดำไปยกป้ายประท้วงที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่สนกฎอัยการศึกห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพราะไปกัน5คนพอดี แม้แต่การจัดชุมนุมที่สนามบอลธรรมศาสตร์ไปกันเป็นร้อย แต่ก็ซอยแบ่งเป็นวงละ5คน รวมแล้วก็ไม่เกิน5 ไม่ผิดกฎหมายเผด็จการ...นี่เป็นตำนานบทแรกของการลุกขึ้นสู้"ภาคพลเมือง"คือ ประท้วงแบบ"ดื้อแพ่ง"ต่อกฎเกณฑ์เผด็จการ***

***ต่อมาพวกคณะรัฐประหารก็สะดุ้งเฮือกไปมา แล้วหาว่าทักษิณมี"คลื่นใต้น้ำ"จะต่อต้านการรัฐประหาร แต่ก็ไม่เห็นโผล่ซักที มีกระทาชายนายหนึ่งโผล่มาจากรู ใช้ชื่อแฝงว่า"เตมูจิน" คุยคำเขื่องว่าจะระดมคนมาต้านคมช.เป็นหมื่น ฝ่ายประชาธิปไตยก็เห็นหน่วยก้านพอพึ่งพาได้ เลยโดดจะไปร่วม แต่ก็ออกอาการแปลกๆคือไปจัดแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัลก็ให้พวกกองเชียร์ควักค่า ห้องประชุมแถลงข่าว ค่ากาแฟด้วย พอจะไปหา"บังสนธิ"หัวหน้าคณะรัฐประหารเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ก็ไม่องอาจมาดผู้นำการต่อต้าน หากแต่"กุมไข่"เข้าไป"ขอรับๆๆ"เป็นหลัก พอวันนัดหมายที่สนามหลวงที่ว่าจะมีคนขนมาเป็นหมื่นก็หาย นายเตมูจินเลยกลายเป็น"คลื่นใต้น้ำลวงโลก" บรรดากองเชียร์ก็เลยเลิกพึ่งพาอาศัย แล้วหันมาพึ่งตัวเองแทน***

***1 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร 19 กันยายนไม่นานนัก และหลังลุงนวมทอง ไพรวัลย์ " เสียสละ"ไป1วันเพื่อปลุกสังคมไทยให้ออกมาต้านเผด็จการและทวงประชาธิปไตย กลุ่มคนใส่ชุดดำก็ปรากฎตัวที่ท้องสนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์ มีเก้าอี้เล็กๆ1ตัว โทรโข่ง1อันไม่มีใครมีชื่อเสียงบิ๊กเนม เป็นผู้นำอะไรมาก่อนทั้งนั้น มีสิ่งเดียวคือหัวใจที่จะขับไสเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา***

***เนื่องจากกลุ่มคนที่ไปรวมตัวต้านรัฐประหารที่สนามหลวงนี้เป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ วันปกติต้องทำมาหากิน พอวันอาทิตย์เป็นวันfamily dayก็เลยนัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ นั่นคือปฐมบทของ"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" แกนนำก็ต้องหาชื่อแฝงไปก่อน จะสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ไร้การจัดตั้งใดๆ ก็เปรียบเสมือนการต่อสู้ของชาว"บางระจัน" เพียงแต่บางระจันยุคนี้มันเป็นยุค"ไซออน"แล้ว ก็เลยกลายเป็นรหัสวงในว่า"บางไซ" พอนักข่าวมาถามแกนนำที่ถือโทรโข่งบนเวทีว่าชื่อแซ่อะไรไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาตอบไปว่า"ผมชื่อ สุชาติ ณ บางไซ" นักข่าวเลยส่งเข้าไปที่โรงพิมพ์เป็น"สุชาติ นาคบางไทร" ที่ไปที่มาจุดเริ่มต้นของคนวันเสาร์ก็ประมาณนี้แหละขอรับ***

***การต่อสู้ของภาคประชาชนเบื้องต้นก็ต้องบอกว่าใครคิดอะไรได้ก็ทำไป ดังที่ปรากฎว่าขณะที่"สุชาติ นาคบางไทร"กำลังเหยียบเก้าอี้หัวโล้นอยู่ท่ามกลางพี่น้องนับร้อยที่สนามหลวงนั้น ภายในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เองทางบก.ลายจุดและเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหารก็ รวมพลคนกลุ่มหนึ่งอยู่แถวสนามบอลธรรมศาสตร์แล้วพอได้ที่ก็เคลื่อนขบวนออกจาก ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เพื่อไปประท้วงที่หน้ากองทัพบก ระหว่างเดินผ่านสนามหลวงที่สุชาติ นาคบางไทรกำลังยืนบนเก้าอี้ใช้โทรโข่งด่าคมช.นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแทรกมาว่า"เฮ้ยๆนั่นใช่พวกเราพวกต้านรัฐประหารใช่มั๊ย เห็นใส่เสื้อดำเหมือนกัน"ทางฝ่ายที่กำลังเดินขบวนบอก"ใช่" พวกสนามหลวงก็ยุติการอภิปรายแล้วแห่เข้ามาร่วมเดินขบวนไปยังหน้ากองทัพบก คนตอนนั้นนับช่วยแล้วเต็มที่คือซัก 300 คนเห็นจะได้..แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นให้มีเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้านเป็นไฟลามทุ่งในเวลาต่อมา***

***นั่นเป็นการเดินขบวนหนแรกที่จัดการโดยเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร เป็นวันแรกที่เป็นจุดกำเนิดคนวันเสาร์ ทั้ง2กลุ่มหลอมรวมไปหน้ากองทัพบกโดยมิได้นัดหมาย และประการสำคัญทั้งที่ปลายฝนต้นหนาวแล้วก็ตาม พอขบวนเคลื่อนไปถึงหน้ากองทัพบก ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ เปียกกันมะล้อกมะแล้กไปตามๆกัน ฝนยังอยู่คู่ฝ่ายประชาธิปไตยเรื่อยมา บางทีหลายครั้งก็มานอกฤดูหน้าตาเฉย! แต่ภาคประชาชนอย่างเครือข่าย19กันยาฯ และคนวันเสาร์ฯค่อยลดบทบาทลง เมื่อทัพหลวงอย่าง3เกลอเริ่มออกศึกในปีถัดมา...แต่เมื่อไหร่ที่ภารกิจเรียกร้อง แน่นอนว่า ภาคประชาชนไม่ได้ลี้กายสลายตัวไปไหน พวกเราจะกลับมา ด้วยวุฒิภาวะที่แกร่งกล้า ประสบการณ์ที่แกhttp://thaienews.blogspot.com/2009/11/13.htmlร่งกร้าน และยุทธวิธีที่จัดเจนขึ้นกว่าเมื่อแรก เป็นแน่***


***และควรบันทึกไว้เป็นวีรประวัติการต่อสู้ของภาคพลเมืองไทยด้วยว่า นับจากจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549แล้วต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ก็เป็นครั้งแรกที่ภาคพลเมืองผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยพากันใส่"เสื้อแดง"ออก สู่ท้องถนนปรากฎต่อโลกเป็นครั้งแรก โดยจุดเริ่มต้นไอเดียมาจากใครยังต้องตามหาเพื่อให้"เครดิต"กันต่อไป แต่คนแรกที่กำหนดสีสัญลักษณ์และนำพาการรณรงค์คือบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ โดยตอนนั้นฝ่ายอำมาตย์จะเข็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ2550ให้ผ่านจงได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงใช้สัญลักษณ์สีแดง เหมือนกับ"ไฟแดง"ไม่ให้ผ่านออกมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ผลสรุปจบลงที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจทุกทางผ่านได้ฉิวเฉียด51:49% และสีแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อันสง่างามและมีเกียรตินับแต่นั้น(ในภาพเป็นเหตุการณ์เสื้อแดงครั้งแรกไปชุมนุมหน้าห้างสยาม:คลิ้กอ่านรายละเอียดข่าวนี้)



---
http://www.prachatai.com/journal/2007/08/13730

"แดงไม่รับ" มาตามนัดที่สยาม! รณรงค์ไม่รับ รธน.50

Sun, 2007-08-05 01:08


 



ภาพกิจกรรม 'แดงไม่รับ' ที่กรุงเทพมหานคร (ที่มา : ประชาไท)


 


ประชาไท - 5 ส.ค. 50 เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป มีการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ "แดงไม่รับ" เพื่อรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 พร้อมกันใน 3 จังหวัด ตามที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ผู้ประสานงานกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และหนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) รุ่นสอง นัดหมาย


 


โดยที่กรุงเทพมหานคร มีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ประมาณเกือบหนึ่งพันคน นัดหมายสวมเสื้อแดง เสื้อบางตัวมีข้อความ "ไม่ร่วม ไม่ร่าง ไม่รับ รัฐธรรมนูญเผด็จการ" มารวมตัวกันบริเวณลานหน้าห้างสยามเซ็นเตอร์ ใกล้บันไดสถานีรถไฟฟ้าสยาม ตั้งแต่เวลา 12.00 น. โดยผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางกันมาเรื่อยๆ ด้วยรถไฟฟ้า รถเมล์ รถแท็กซี่ และพาหนะส่วนตัว


 


เมื่อมาถึงผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้ช่วยกันเตรียมใบปลิว เอกสาร และโปสเตอร์รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วน หนึ่งได้นำเอกสารที่เตรียมแล้วไปแจกในย่านสยามสแควร์ ใต้บันไดทางลงรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยาม หน้าห้างสยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน แกนนำมีการปราศรัยผ่านโทรโข่ง และผู้ชุมนุมร่วมร้องเพลงปณิธานเสรีชน และตะโกนคำขวัญ "คมช.ออกไป" และไม่รับรัฐธรรมนูญเป็นระยะ


 


นายสมบัติ กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้จัดขึ้นพร้อมกัน 3 จังหวัด คือ กทม. เชียงใหม่ และเชียงราย และจะรณรงค์ทุกวันเสาร์ จนกว่าจะถึงวันลงประชามติ อย่างไรก็ตาม ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานราชการ เปิดโอกาสให้มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ เนื่องจากพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีตำรวจ ทหาร และผู้นำท้องถิ่น ชี้นำไม่ให้ประชาชนใส่เสื้อสีแดงออกนอกบ้าน จึงถือว่าเป็นการลิดรอนจำกัดสิทธิ์ของประชาชน


 


นายสมบัติ กล่าวว่า "การรณรงค์ไม่เป็นความผิด ผมขอเชิญชวนให้ประชาชนพร้อมใจกันใส่เสื้อสีแดงไปลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ส่วนการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง"


 


กระทั่งเวลา 13.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จึงประกาศเชิญชวนผู้ชุมนุมเดินรณรงค์แจกเอกสารชี้แจงเหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และก่อนการเดินอาสาสมัครของการชุมนุมได้ขอความร่วมมือผู้ชุมนุมช่วยกันเก็บขยะบริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ลซึ่งใช้เป็นที่นัดหมาย


 


จากนั้นมีการเดินแจกเอกสารไปตามฟุตบาท ใช้เส้นทาง ถ.พระรามที่ 1 เลี้ยว ซ้ายที่แยกราชประสงค์ เข้า ถ.ราชดำริ ผ่านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ล เกษรพลาซ่า บิ๊กซี ถึงแยกประตูน้ำ เลี้ยวซ้าย เข้าฟุตบาทด้าน ถ.เพชรบุรี ผ่านเดอะแพลทตินั่ม


 


ระหว่างการรณรงค์นายสมบัติ ปราศรัยผ่านโทรโข่งตอนหนึ่งว่า "วันนี้พี่น้องประชาชนและอาสาสมัคร ได้มาเดินรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ คมช. ต้องการสืบทอดอำนาจ และลดทอนอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจให้กับเหล่าอำมาตยาธิปไตยหรือข้าราชการ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ไม่รับร่างรับธรรมนูญฉบับ คมช. ในวันที่ 19 สิงหาคม นี้ โดยเราสวมเสื้อแดงในการรณรงค์ เอกสารต่างๆ ที่ท่านจะได้รับ จะอธิบายความทั้งหมด ที่เป็นเนื้อหาสาระหลักๆ ว่าเหตุใดเราไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้พ่อแม่พี่น้องช่วยกรุณารับเอกสารดังกล่าวไว้พิจารณา ศึกษา หากมีเหตุมีผล พอฟังได้ ขอเรียนเชิญ เข้าคูหากาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช."


 


โดยผู้ร่วมกิจกรรม "แดงไม่รับ" ไปสิ้นสุดการรณรงค์ที่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ในเวลาประมาณ 15.30 น. และได้นัดหมายไปชุมนุมต่อที่ท้องสนามหลวง ก่อนสลายตัวอย่างสงบ


 


ขณะ ที่การชุมนุมของ นปก. เย็นนี้ พบว่ามีผู้ชุมนุมเข้าร่วมจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนกิจกรรมบนเวที มีการทำพิธีสาปแช่ง คมช. มีการเผาพริก เผาเกลือ และกรวดน้ำลงพื้นดิน ระบุว่า ขอให้ คมช.และผู้ที่ทำรัฐประหาร ได้รับเคราะห์กรรมจากการกระทำ และให้มีอันเป็นไป



 




 



ภาพกิจกรรม "แดงไม่รับ" ที่เชียงราย ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนท้องถิ่นจำนวนมาก


ที่มา (โชแปง http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5679051/P5679051.html)


 


นอกจากนี้ยังมีรายงานกิจกรรม "แดงไม่รับ" ในกรุงเทพฯ แล้วยังมีรายงานการจัดกิจกรรม "แดงไม่รับ" ในพื้นที่ 2 จังหวัดที่ยังมีประกาศกฎอัยการศึก คือ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงรายด้วย โดยที่ จ.เชียงราย มีรายงานว่ากลุ่มประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายหลายสิบคน ใส่เสื้อสีแดง รวมตัวกันที่บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเชียงราย โดยนั่งรวมกันเป็นกลุ่มในร้านอาหารเคเอฟซี และส่วนหนึ่งได้ไปรวมกลุ่มรับประทานอาหารกันที่ฟู๊ดเซ็นเตอร์ โดยเสื้อสีแดงที่ใส่นั้นสกรีนคำว่า "19 สิงหา ไม่รับรัฐธรรมนูญ 50"


 


นาย ปฏิภาณ อายิ ชาวอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทางกลุ่มไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากมองว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นมาอย่างไม่ชอบธรรม และไม่ได้มาจากระบบประชาธิปไตย การแสดงออกวันนี้เป็นการต่อต้านแบบอารยะขัดขืน ขณะที่นายคณิต บุญนสินีเกษม จากกลุ่ม "คนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย" กล่าวว่าเป็นการแสดงออกอย่างสันติว่าเราไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550


 


ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนำโดยพล.ต.กานน บุญริ้ว ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงราย และ พ.ต.อ.จรัญ เริงธรรม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ได้นำกำลังทหาร-ตำรวจ เข้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ด้วย แต่ตัวแทนผู้ร่วมกิจกรรมได้เจรจากับเจ้าหน้าที่โดยรับปากว่า การเคลื่อนไหวจะไม่มีการเปิดปราศรัย เพียงแต่จะนั่งรับประทานอาหารเท่านั้น พร้อมรับปากว่าหากมีการเคลื่อนไหวในครั้งต่อไปจะมีการติดต่อให้เจ้าหน้าที่ ทราบก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็อนุญาตและเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไป จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.15 น. ผู้ชุมนุมจึงสลายตัวไป


 


นาย คณิต บุญนสินีเกษม กล่าวว่า พวกเขาเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารร่วมรับประทานไก่ทอดร่วมกัน แต่ถูกปฏิเสธ โดยทหาร ตำรวจเหล่านั้นเตรียมอาหารกล่องมาด้วย


 


ขณะ ที่ จ.เชียงใหม่ ที่ห้างเซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่ มีความพยายามเคลื่อนไหวในลักษณะของการนัดรวมตัวกันใส่เสื้อสีแดงเพื่อ แสดงออกถึงการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยมีการนัดรวมตัวกันที่บริเวณร้าน KFC อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ภายในร้านเคเอฟซี มีทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปนั่งอยู่ด้วย ทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมในร้านประมาณ 20 คน และผู้เตรียมร่วมกิจกรรม แต่อยู่ภายนอกร้านรีบสลายตัว


 



ภาพกิจกรรม "แดงไม่รับ" ที่เชียงใหม่ ซึ่งจัดกิจกรรมได้ไม่นานก็ต้องสลายตัว


ที่มา (or_risk http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5679745/P5679745.html)


 


ต่อ มา เจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปในโรงแรมวโรรสแกรนพาเลซ หลังวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่หารือของแกนนำในจังหวัด และเข้าไปยึดเสื้อ ซีดี และโปสเตอร์รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย


 


นายเพชรวรรต วัฒนะพงศ์ศิริกุล แกนนำ "กลุ่มคนเหนือรักประชาธิปไตย" ซึ่ง เป็นเจ้าของโรงแรมดังกล่าว กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารถือวิสาสะเข้าไปค้นโรงแรมดังกล่าว ทั้งที่เขาไม่ใช่พวกก่อกวน แต่จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่ามีผลเสียอย่างไร โดยที่ฝ่ายรัฐบาลสามารถจัดรณรงค์โฆษณาให้รับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาได้ เต็มที่ แต่ทำไมพวกเราใส่ชุดแดงรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจึงกลับมีความผิดตามกฎ อัยการศึก ทั้งนี้นายเพชรวรรตได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ทหารพยายามจะควบคุมตัวสมาชิกกลุ่ม ที่หารือกันอยู่ในโรงแรมอีกด้วย แต่ไม่สำเร็จ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2009

ฎีกาถอดถอน พล.อ.เปรม: บทพิสูจน์แกนนำคนเสื้อแดง !!!

http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26377

ฎีกาถอดถอน พล.อ.เปรม: บทพิสูจน์แกนนำคนเสื้อแดง !!!

Wed, 2009-10-28 17:18

คนบ้านปาง

หลายครั้งที่มวลชนคนเสื้อแดงไม่เข้าใจว่า แกนนำของพวกเขา จะมียุทธศาสตร์อย่างไร ? จะพาพวกเขาไปทางไหน ? จะเอาพลังของพวกเขาไปทำอะไร ? ...แต่พวกเขาก็พร้อมจะเดินตาม.

ถามว่า; มวลชนคนเสื้อแดง ต้องการอะไร ในการต่อสู้ครั้งนี้ ?
- เอา “ทักษิณ” กลับมา.
- เอา “ประชาธิปไตยแบบกินได้” กลับมา.
- สถาปนา “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ให้เกิดขึ้น.

คำตอบคงมีอยู่ประมาณนี้.

แต่เมื่อเวลาผ่านไป – จากประสบการณ์การมีส่วนร่วม ทำให้ “คนเสื้อแดง”(ระดับมวลชน) เริ่มใช้ความคิดว่ายุทธศาสตร์การต่อสู้ เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการ คือ ชัยชนะนั้น “ยุทธวิธี” ของแกนนำใช่หรือเปล่า - ถูกต้องหรือเปล่า ?

เพราะหลายต่อหลายครั้ง คำตอบของคำถามนี้มักจะไปหยุดอยู่ที่ “มันเป็น (ยุทธศาสตร์) ของแกนนำ”

60 กว่าวันแล้วที่ “ฎีการ้องทุกข์” (เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552) เพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมของคนเสื้อแดง ยังถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เก็บไว้ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อ.

"มวลชนคนเสื้อแดง" จะทำอย่างไร - ต่อกรณี “ฎีการ้องทุกข์” ในครั้งนั้น !!!

ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านั้น พวกเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับ “ฎีการ้องทุกข์” ในครั้งนั้น !!!

ยังไม่นับถึงพฤติกรรมของเหล่าทาสลูกสมุนอำมาตย์ ตั้งแต่นักการเมือง นักวิชาการ ราชบัณฑิต สื่อมวลชน ที่ออกมาคัดค้านการยื่นฎีกาของคนเสื้อแดง อย่างเอาเป็นเอาตาย.

และปฏิบัติการของ “รัฐ” - กระทรวงมหาดไทยที่ตั้งโต๊ะให้ประชาชนลงรายชื่อ “คัดค้าน” การถวายฎีกา.

ทั้งหมดนั้น "มวลชนคนเสื้อแดง" ก็พร้อมที่จะยอมเจ็บปวด, ต้องยอมทำทุกอย่างที่แกนนำร้องขอมา.

...

วันที่ 15 ต.ค. 2552 ที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “...ก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ตนได้ให้คนไปบอกว่า จะทำอะไรขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการ “ทรยศชาติ” !!!

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.อ.เปรม กระทำตนผิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “องคมนตรีจะต้องวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง - ไม่ฝักใฝ่การเมือง”.

"มวลชนคนเสื้อแดง" รู้ – ใครก็รู้ – วิญญูชนย่อมรู้ ว่าการกระทำของ พล.อ.เปรม ผิดถูก อย่างไร.!!!

คำถามคือ แล้ว “แกนนำคนเสื้อแดง" คิดอย่างไรต่อกรณีคำกล่าว “ทรยศชาติ” ของพล.อ.เปรม ?

...
ถ้าจะต้อง “ถวายฎีการ้องทุกข์” อีกครั้ง. ความเหมาะสม, ความมีเหตุมีผล เป็นเรื่องสมควรหรือไม่ ดูจะมีความสำคัญ มีความชัดเจน และมีน้ำหนักมากกว่า การถวายฎีการ้องทุกข์เมื่อเดือนสิงหา ที่ผ่านมา.

แล้วทำไม “แกนนำ” จึงเงียบ! ทำไมไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ!!!

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายอุดมการณ์ของ “แกนนำคนเสื้อแดง”, ว่าจะมีท่าทีต่อ "มวลชนคนเสื้อแดง" (ผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง) อย่างไร?

จะมีท่าทีต่อผู้นำคนใหม่ (พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ) อย่างไร?

และมีความศรัทธาต่ออุดมการณ์ของ "มวลชนคนเสื้อแดง" จริงจังขนาดไหน!!!