Thursday, June 18, 2009

นิยายหลอกประชาชนเรื่อง๒๔๗๕

๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕ นิยายและความจริง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ นำโดย ปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลฯ และหลวงพิบูลย์ (ภายหลังได้เป็นจอมพล ป.) ได้ ปฏิวัติยึดอำนาจจากรัชกาลที่ ๗ ซึ่งขณะนั้นปกครองประเทศโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การปฏิวัติที่ล้มระบบศักดินาเพื่อไปสู่ระบบทุนนิยม เพราะระบบศักดินาไทยถูกล้มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างประชาธิปไตย

สี่นิยายเรื่อง ๒๔๗๕

1. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็น “การชิงสุกก่อนห่าม

แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความเชื่อว่าประชาชนธรรมดาในเมืองไทยไร้การศึกษาและโง่

และ เรามักจะได้ยินคำกล่าวหาจากอำมาตย์ในยุคนี้ ว่าคนจนโง่ในการเลือกไทยรักไทย แต่แท้ที่จริงและการศึกษากับความฉลาดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เวลาประชาชนไทยลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตย ชนชั้นปกครองไทยที่อ้างว่าประชาชนไม่พร้อมมักจะให้คำตอบด้วยกระสุนปืน ดังนั้นข้ออ้างที่เสนอว่าประชาชนไม่พร้อมที่จะปกครองตนเองเป็นข้ออ้างประจำของเผด็จการในทุกสังคม

สำนัก ความคิดที่เสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการชิงสุกก่อนห่ามยังตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มว่าการปฏิวัติครั้งนั้นเป็น สาเหตุที่เราตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารหลายปี[1] เพราะไม่มีใครควบคุมอำนาจทหารได้[2] แต่ระบบเผด็จการก็ร้ายเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเผด็จการทหาร และอำนาจที่จะจัดการกับเผด็จการทหารที่ไปอ้างอิงความชอบธรรมและจับมือกับวัง ...คือประชาชน

แทน ที่จะยังไม่ถึงยุคสุกงอมในเมืองไทยสมัย ๒๔๗๕ ต้องถือว่าไทยล้าหลังประเทศอื่นพอสมควรเพราะแม้แต่ประเทศจีนก็ปฏิวัติยกเลิก ระบบจักรพรรดิไปแล้วในปี 1911 ตั้งแต่ พ.. ๒๔๒๗ ก็ได้มีการขอรัฐธรรมนูญ และในปี ๒๔๕๔ นายทหารหนุ่มบางคนก็พยายามก่อกบฏล้มรัชกาลที่ ๖ รท. จรูญ ณ บางช้าง หนึ่งในกบฏครั้งนั้นเคยกล่าวว่า กษัตริย์หาง่าย บ้านเมืองหายาก [3]

ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน คณะราษฎร์เองในคำประกาศฉบับที่หนึ่ง มีความเห็นว่า รัฐบาลของกษัตริย์ ....กล่าว หมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้เจ้าได้กิน ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอม ให้ทำนาบนหลังตน

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่มองว่ากระแสและจิตสำนึกในส่วนสำคัญๆ ของเหล่าประชาชนไทยในยุคนั้นเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะก่อนหน้านั้นมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสมัย นั้นและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลกษัตริย์ในการแก้วิกฤตดังกล่าว[4]

กระแส ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมีรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่มาจากปัญหาวิกฤต เศรษฐกิจยุคนั้น ราคาข้าวในตลาดที่ชาวนาไทยได้รับลดต่ำลงอย่างน่ากลัวถึง 60% ค่าจ้างเฉลี่ยในชนบทถูกลด 50% ในเมืองค่าแรงถูกกดลง 20% และ รัฐบาลได้ประกาศลดเงินเดือนและจำนวนข้าราชการ ร้ายกว่านั้นรัฐบาลได้ประกาศขึ้นภาษีกับสามัญชนในขณะที่เจ้าที่ดินและนัก ธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไม่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

2. ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์ “เอา ความคิดฝรั่ง ที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้”

นิยายนี้เสนอว่าพวกคณะราษฎร์เป็นพวก จบนอกที่ เอาความคิดฝรั่งมาสวมสังคมไทยที่มีประเพณีการเคารพบูชากษัตริย์ในระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ข้อเสนอนี้คล้ายๆ กับความคิดของพันธมิตรฯในยุคนี้

กระแส การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ไปเรียนต่างประเทศ อย่าง ปรีดี พนมยงค์ เพราะความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด[5] และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี ๒๔๗๐ ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศมีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นอก จากนี้กระแสการเคารพพระเจ้าแผ่นดินในไทยเป็นกระแสที่ขึ้นลงตามยุคสมัย ไม่ใช่กระแสที่คงที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ซึ่งคงไม่ต่างอะไรเลยจากความเชื่ออื่นๆ ในสังคม ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากที่ผู้แทนของคณะราษฎร์ได้อ่านแถลงการณ์ในการยึดอำนาจตามจุดต่างๆ ของถนนราชดำเนิน ปรากฏว่าประชาชนที่มายืนฟังแถลงการณ์พากันร้องตะโกน ไชโย! ไชโย! ไชโย!” ด้วยความชื่นชม (... ศรีกรุง)

นักวิชาการหลายคนเช่น Girling ได้เสนอว่าที่จริงแล้วในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อิทธิพลของกษัตริย์ไทยในชนบทเกือบจะไม่มีเลย[6] และ Bowie รายงานว่านักมานุษวิทยาคนหนึ่งเคยพบว่าในปี ๒๔๙๗ 61% ของคนไทยที่อยู่ในชนบทห่างไกลไม่เข้าใจความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์[7] อย่างไรก็ตามพอเข้ายุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็มีการฟื้นฟูค่านิยมและประเพณี ในพระเจ้าแผ่นดินใหม่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์[8]

3. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ “เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม”

นิยาย ที่สามนี้ถือว่ามีกำเนิดมาจากสำนักคิดที่มองคนชั้นล่างในเมืองไทยเสมือนควาย ที่ไร้ความสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง เจ้าสำนักใหญ่ในด้านวิชาการคือนักวิชาการฝ่ายขวาจากตะวันตกเช่น Wilson กับ Fred Riggs และ มีผู้สนับสนุนในรุ่นต่อมามากมาย เช่น ชัยอนันต์ ฯลฯ สำนักนี้เป็นแนวร่วมของสำนักนิยายที่หนึ่งและที่สองเพราะเสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ไม่ตรงกับกระแสความคิดของมวลประชาชนไทยในยุคนั้น

อย่าง ไรก็ตามมีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่าในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการที่จะ เปลี่ยนแปลงสังคมสูง และมีหลักฐานว่าประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการปฏิวัติพอสมควร ตัวอย่างที่ดีคือคณะกรรมกรของ ถวัติ ฤทธิเดช ที่สนับสนุนคนงานรถรางและที่มีหนังสือพิมพ์ชื่อ กรรมกรคณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี ๒๔๖๓ และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี ๒๔๗๕ และในปราบกบฏบวรเดชปี ๒๔๗๖[9]

4. รัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย”

กระแส ที่เสนอว่ารัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตย” เป็นกระแสที่ได้รับการสนับสนุนในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคหลังเหตุการณ์ รุนแรง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการสร้างรูปปั้นรัชกาลที่ ๗ ไว้หน้ารัฐสภาไทยในสมัยนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับรูปปั้น Oliver Cromwell ผู้ประหารชีวิตกษัตริย์อังกฤษในการปฏิวัติ ซึ่งตั้งไว้หน้ารัฐสภาอังกฤษ จะเห็นว่ากรณีไทยค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเชิดชูผู้ปกครองระบบเก่าที่ต้องถูกล้มไปเพื่อให้มีประชาธิปไตย การล้างจิตสำนึกของประชาชนไทยมีหลายรูปแบบ อีกตัวอย่างคือการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่เป็นหมุดโลหะซึ่งตั้งไว้บนถนนใกล้ๆ พระรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่สี่แยก หลักสี่

ในบันทึกของ จิตตะเสน ปัญจะ ผู้เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติ[10] มีการเสนอว่า พระปกเกล้าฯ สั่งประหารชีวิตผู้ก่อการฯ คณะราษฎร์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๖ อันเป็นวันครบปี (แห่งการปฏิวัติ)” แต่โชคดีที่แผนไม่สำเร็จ

นอก จากรัชกาลที่ ๗ จะขัดขวางประชาธิปไตยแล้ว ยังขัดขวางความพยายามของ ปรีดี พนมยงศ์ ที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมทางสังคม ที่เสนอขึ้นใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ปี ๒๔๗๕ อีกด้วย

สรุป

การ ปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีประโยชน์กับฝ่ายประชาชนชั้นล่างเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นเข้าใจสิ่งนี้ดีจึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่ในยุคปัจจุบันชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลง ไป เพื่อให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์

หนังสือและเอกสารอ้างอิง

จิตตะเสน ปัญจะ (๒๕๔๒) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสั่งประหารคณะผู้ก่อการ ๒๔๗๕ ปาจารยสาร ฉบับที่ 1 ปีที่ 26 กรกฎาคม-ตุลาคม

หน้า 78

ชวลิต ยงใจยุทธ (๒๕๓๔) “การสร้างประชาธิปไตยเพื่อประชาชนเทปคาสเส็ทจากการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคความหวังใหม่ครั้งที่ 1/34 ห้อง

บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นทรัลพลาซ่ากรุงเทพฯ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๔

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (๒๕๓๘) “๑๐๐ปีแนวการปฏิรูประบบราชการ วิวัฒนาการของอำนาจรัฐ และอำนาจการเมืองสถาบันนโยบายศึกษา

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๖) “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (๒๕๓๓) “ความคิดความรู้และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕สถาบันสยามศึกษาและสมาคมสังคมศาสตร์แห่ง

ประเทศไทย

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (๒๕๔๐) “การปฏิวัติสยาม พ.. ๒๔๗๕สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ

ศรีบูรพา (๒๕๒๑) “จนกว่าเราจะพบกันอีก เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕สำนักพิมพ์ต้นมะขาม

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ - บรรณาธิการ (๒๕๓๖) “๖๐ปีประชาธิปไตยไทยคณะกรรมการ ๖๐ ปีประชาธิปไตยไทย

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ้างถึง น... ศรีกรุง ๒๕ มิถุนายน ๒๔๗๕ กับผู้เขียนเป็นส่วนตัว

Bowie, K. A. (1997) Rituals of national loyalty. Columbia University Press, U.S.A.

Girling, J.L.S. (1981) Thailand. Society and politics. Cornell University Press.

Hewison, K. & Brown, A. (1994) Labour and unions in an industrialising Thailand. Journal of Contemporary Asia, 24(4), 483.

Kanchada Poonpanich (1988) The beginnings of the labour movement in Thailand 1900-1930. Asian Review (Chulalongkorn University) 2, 24.

Morell, D. & Chai-anan Samudavanija (1981) Political conflict in Thailand: reform, reaction and revolution. Oelgeschlager, Gunn &

Hain.

Riggs, F. (1966) Thailand. The modernisation of a Bureaucratic Polity. East West Press. U.S.A.

Wilson, D. A. (1962) Politics in Thailand. Cornell University Press.



[1] ชวลิต ๒๕๓๔

[2] ชัยอนันต์ ๒๕๓๘

[3] สุธาชัย ๒๕๓๖ หน้า 15

[4] นครินทร์ ๒๕๓๓ หน้า 125 และ นครินทร์ ๒๕๔๐ หน้า 119

[5] นครินทร์ ๒๕๓๓ หน้า 212

[6] Girling 1981 p.140

[7] Bowie 1997 p.87

[8] ทักษ์ ๒๕๒๖ หน้า 412

[9] Kanchada 1988; Hewison & Brown 1994

[10] จิตตะเสน ๒๕๔๒



--
Ji Ungpakorn

No comments:

Post a Comment