Tuesday, June 16, 2009

จักรภพ เพ็ญแข:สายตาโลก

From http://thaienews.blogspot.com/2009/06/blog-post_14.html

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 2
14 มิถุนายน 2552

บ้าน เมืองของเราต้องการความช่วยเหลือมากครับ ขนาดคนเก่าๆ อย่างเดวิด คาร์ราดีนมาแขวนคอตายอยู่ที่ปาร์คนายเลิศ เรายังทำให้กลายเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนขนาดที่คนทั่วโลกเลิกคิ้วแล้วถามกัน ให้แซดว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นได้

นับประสาอะไรกับคำถามขนาดปลาวาฬสีน้ำเงินว่าเกิดอะไรกับการเมืองไทย?




หลัง ออกจากเมืองไทยมา ผมได้เดินทางรอนแรมไปในประเทศต่างๆ หลายประเทศ และได้พบปะกับเพื่อนฝูงต่างชาติต่างภาษาอยู่เกือบตลอดเวลา ใจห่วงอย่างเดียวคือคนเหล่านี้เขามองเหตุการณ์ในบ้านเราอย่างไร

ถึงผมจะมองความเป็นโลกาภิวัตน์ในเชิงบวกมากกว่าลบ มีสิ่งที่เขาเรียกกันว่า “ทัศนะโลก” อยู่ในตัวบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีความรักชาติอยู่สูง ยิ่งออกมาอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้าไปอย่างนี้ก็ยิ่งรักและห่วงใยมากขึ้น จนบางครั้งอดโกรธอยู่ในใจไม่ได้ว่าทำไมคนที่เขาสูงวัยกว่าเราและเราเคยนึก ว่าเขาคงรักชาติยิ่งกว่าเรา กลับทำลายชาติอย่างไม่หยุดยั้ง แถมยังกล่าวหาคนอื่นว่าทำร้ายประเทศไทยบ้าง หรืออวดอ้างว่าตนเองจะกู้ชาติบ้าง ในขณะที่มือและเท้าก็กระหน่ำเข้าใส่ประเทศไทยราวกับเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน หรือมีเอาไว้สนองความซาดิสต์ของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว

ขณะนี้โลกกำลังสับสนอย่างยิ่งในทิศทางของประเทศไทย ไม่เฉพาะแต่อาเซียนหรอกครับ เพราะเขามีปุจฉาอยู่ในใจมากมาย

๑. เหตุใดจึงเกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙?
๒. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือจะใช้ชื่อใหม่อย่างไรก็ไม่สำคัญนั้น เขาคือใคร?
๓. ใครสั่งกองทัพไทยในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ถ้าไม่ใช่รัฐบาล?
๔. ตุลาการไทยตั้งตนอยู่ในความยุติธรรมและใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดหรือไม่?
๕. นักวิชาการผู้มีความเห็นเป็นอิสระและควรชี้นำบ้านเมืองออกจากวิกฤติ หายไปไหนหมด?
๖. พรรคเพื่อไทยรู้หรือไม่ว่าปัญหาของตนอยู่ที่ไหนและอยู่ที่ใคร?
๗. ทำไมฝ่ายประชาธิปไตยจึงหมกมุ่นอยู่กับการสู้รบกับลูกน้องหรือนายหน้าของเขา และบอกให้ประชาชนสู้อยู่แค่นี้ แทนที่จะรบกับเขาโดยตรง?
๘. เบื้องหลังการสลายชุมนุม ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ คืออะไร?
๙. การเลือกตั้งจะแก้ปัญหาการเมืองไทยได้หรือไม่?
๑๐. ใครคือเสื้อสีน้ำเงิน?


ผมใส่เอาไว้เพียง ๑๐ ข้อ ความจริงคุยกับเพื่อนฝูงแล้วเขาสงสัยมากกว่านี้เยอะ แต่บางข้อก็เป็นส่วนย่อยของคำถามบางข้อข้างต้น
แต่ ความน่าสนใจจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่คำตอบของเราหรอกครับ คำถามของเขานั่นแหละที่น่าสนใจ และเป็นธงนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง โดยบางทีก็ไม่ต้องตอบตรง เพียงให้ข้อมูลจริงไปเติมคำในช่องว่าง เขาก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเองได้

ผมจะเลือกบางข้อมาคุยก็แล้วกันครับ คุยทั้งหมดเห็นจะไม่พอใส่ในเนื้อที่นี้

เรื่องพันธมิตรฯ นั้นเขาสงสัยกันมาก เพราะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการระดมคนบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล จนถึงความพยายามฆ่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หลายคนในต่างประเทศยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรอดมาได้

เขาถาม ตรงๆ ว่า การยึดสนามบินจนเสียหายเป็นแสนๆ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่อุกอาจมาก เหตุใดจึงไม่มีการลงโทษอย่างเหมาะสมและยุติธรรมจนบัดนี้ ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ และเขาคนนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหนจึงลอยนวลอยู่ได้

เขาสงสัยกันทั่วโลกเลยครับ

เมือง ไทยไม่เหมือนหลายประเทศที่เกิดการ “ปฏิวัติ” ขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของที่นั่นรวมทั้งสนามบินด้วย ต้องเปลี่ยนมือทั้งหมด เมืองไทยพยายามปั้นยิ้มบอกชาวโลกว่าทุกอย่างราบรื่นเรียบร้อย และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็เป็นรัฐบาลในภาวะปกติที่กำลังบริหารบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย อยู่ แต่เมืองไทยก็ตอบไม่ได้ว่า อำนาจพิเศษหรืออำนาจลึกลับที่ทำให้พันธมิตรฯ ยึดสนามบินได้โดยไม่มีความผิดอย่างสมควรแก่เหตุ มันสถิตอยู่ตรงไหนในระบอบการปกครองที่อ้างกับเขาว่าเป็นประชาธิปไตย

หรือ กองทัพบกภายใต้พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดาก็เหมือนกัน ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชเรียกออกมาทำงานแต่กลับไม่ทำ แต่เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ขยับตัวโดยใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน กลับมีทหารจำนวนมากมายเกลื่อนถนนในกรุงเทพมหานคร ในเงื่อนไขที่คล้ายคลึงกันจนเปรียบได้กับพันธมิตรฯ มิหนำซ้ำยังออกมาใช้อาวุธสงครามขนาดหนักยิงเข้าใส่พี่น้องประชาชนโดยตรง ตาย เจ็บ เท็จจริงขนาดไหนก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบนั้น แสดงว่ากองทัพมิได้ทำตามคำสั่งของรัฐบาลทุกชุด แต่เลือกเอาตามใจชอบ หรือเพราะกองทัพไปฟังคำสั่งของใครที่อยู่นอกกรอบประชาธิปไตยแทน

เรื่องแบบนี้เขาก็ไม่เข้าใจ

พรรค เพื่อไทยก็เช่นกัน ตัวเองเป็นผลิตผลมาจากความสำเร็จของการเลือกตั้งสามครั้ง ตั้งแต่ใช้ชื่อว่าพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน โดนกลุ้มรุมทำร้ายปล้นเอาอำนาจอันชอบธรรมไปจากมือชนิดต้องเรียกว่าปล้นกลาง แดด แต่มาบัดนี้คนบางคนในพรรคกลับทำท่า “แหยง” กับการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่กล้าเปิดหน้าสนับสนุนเขาอย่างเปิดเผย ไม่กล้าเพิ่มเป้าหมายในการต่อสู้เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง ในขณะที่เลือกตั้งไปแล้วก็ไม่ได้แน่ใจเลยว่าตัวจะได้รับสิทธิในการจัดตั้ง รัฐบาลและเป็นรัฐบาลตัวจริง
ก็ขนาดออกมาแถลงว่าคุณทักษิณเป็น “คนนอกพรรค” เพื่อให้ตัวปลอดภัยและได้เลือกตั้ง อย่าว่าแต่ชาวต่างชาติต่างภาษาเลยครับ ผมเองพูดไทยแท้ๆ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

ไม่รู้กลัวอะไรกับการยืนยันว่าข้านี้ก็เป็นคนที่มีสิทธิทางการเมืองเช่นเดียวกับคนอื่นเหมือนกัน

ปุจฉา และวิสัชนาแบบกระท่อนกระแท่นที่ผมยกตัวอย่างมานี้ เป็นการชี้ปัญหาที่ดีจากสายตาโลก อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ยังกล้าๆ กลัวๆ และคนที่อยากจะเชื่อแบบเดิมเพราะมันสบายใจดี ไม่ต่างจากนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดทรายเมื่อรู้สึกว่ามีภัย ได้ทบทวนความคิด ความเชื่อ และจุดยืนของตัวเองอีกสักรอบหนึ่ง

บ้าน เมืองของเราต้องการความช่วยเหลือมากครับ ขนาดคนเก่าๆ อย่างเดวิด คาร์ราดีนมาแขวนคอตายอยู่ที่ปาร์คนายเลิศ เรายังทำให้กลายเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนขนาดที่คนทั่วโลกเลิกคิ้วแล้วถามกัน ให้แซดว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นได้

นับประสาอะไรกับคำถามขนาดปลาวาฬสีน้ำเงินว่าเกิดอะไรกับการเมืองไทย?

No comments:

Post a Comment