ใจ อึ๊งภากรณ์
เวลาเราพิจารณาแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธีเราจะต้องคำนึงถึงประเด็นปัญหา
3 อย่างคือ
1. แนวทางสันติวิธีมีประสิทธิภาพในการสร้างประชาธิปไตยและเสรีภาพแค่ไหน?
และหลีกเลี่ยงเหตุการนองเลือดได้จริงหรือ?
2. คนในสังคม นักวิชาการ สื่อกระแสหลัก และคนทั่วไป
นิยามสันติวิธีอย่างไรบ้าง?
3. คนกลุ่มไหนในสังคมเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตลอดและอย่างเป็นระบบ?
ประสิทธิภาพของสันติวิธี
มหาตมะ คานธี ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสดาแห่งสันติวิธี
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาจริงใจที่จะใช้แนวทางนี้และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีบทบาทในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ
อย่าง ไรก็ตามแนวทางของ มหาตมะ คานธี
ไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุการนองเลือดแต่อย่างใดทั้งสิ้น
เพราะในการก่อตั้งประเทศอินเดียและปากีสถานเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ มี
การฆ่าฟันกันทั่วทวีประหว่างคนมุสลิมและคนฮินดู มีคนล้มตายหลายหลายแสน
และมีคนที่ต้องอพยพหนีความรุนแรงเป็นล้านๆ ปัญหาสำคัญของแนวทาง มหาตมะ
คานธี คือเขามักจะคัดค้านการต่อสู้ของมวลชน การนัดหยุดงาน
และการกบฏของทหารต่ออังกฤษ ดังนั้นเวลามีการต่อสู้ ของมวลชน คานธี
จะเรียกร้องให้มวลชนสงบนิ่งกลับบ้านเพื่อให้ตัวเขาเองเป็นสัญลักษณ์ของการ
ต่อสู้ต่อไปด้วยการอดอาหาร
การต่อสู้ของมวลชนในอินเดียก่อนที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษมักจะเป็นการ
ต่อสู้ของคนชั้นล่างที่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมพร้อมๆ กับเสรีภาพ
และที่สำคัญที่สุดมันเป็นการต่อสู้ที่จำเป็นต้องสามัคคีคนยากคนจนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือฮินดูหรือศาสนาอื่น
แต่ เมื่อมวลชนถูกสลายนิ่งเฉยอยู่บ้านฝ่ายนักการเมืองที่อยากจะปลุกระดมความ
เกลียดชังทางศาสนา
ก็จะมีช่องทางเพื่อไปขยายความคิดที่นำไปสู่ความแตกแยกได้
เพราะคนที่นั่งเฉยอยู่บ้านอาจจะยอมเชื่อว่าความเลวร้ายต่างๆในชีวิตเขามาจาก
การกระทำของคนที่มีความเชื่อทางศาสนาต่างจากตัวเอง
แต่คนที่ร่วมสู้กับเพื่อนหลากหลายศาสนาจะไม่มีวันเชื่อการเป่าหูแบบนี้
ความ แตกแยกระหว่างคนฮินดูกับคนมุสลิม และการฆ่าฟันกัน
เกิดขึ้นเป็นระยะๆจนถึงทุกวันนี้แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่คนมุสลิมและ
คนฮินดูจะเกลียดชังกัน
ในประวัติศาสตร์มีช่วงที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติมานาน
ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมาจากการปลุกระดมของนักการเมืองแนวศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
สิ่ง ที่ค้านแนวความคิดนี้ได้เป็นแนวคิดที่สามัคคีคนจนเพื่อต่อสู้กับคนชั้นบนที่
กดขี่ขูดรีดคนจนเสมอ แต่ มหาตมะ คานธี
มีความใกล้ชิดกับนายทุนใหญ่และชนชั้นสูงในอินเดียเขาไม่อยากให้มีการต่อสู้
ในเชิงชนชั้น
มหาตมะ คานธี ไม่ได้ปลดแอกอินเดียคนเดียว
การปลดแอกอินเดียมาจากการต่อสู้ของคนจำนวนมากทั้งในและนอกพรรคคองเกรส
การ อ้างว่า มหาตมะ คานธี
สามารถปลดแอกอินเดียได้คนเดียวเป็นการพูดเกินเหตุและไม่ได้เป็นการพิจารณา
บริบทการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้นอีกด้วย
ประเทศปากีสถานเป็นประเทศที่ก่อตั้งในยุคเดียวกับที่อินเดียได้รับเอกราชคือในปี
1947 ประเทศ นี้เป็นผลจากการปลุกระดมของนักการเมืองแนวศาสนา ปากีสถาน
จึงประกาศตัวว่าเป็น "ประเทศมุสลิมบริสุทธิ์"
ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามหาศาลกับครอบครัวชาวฮินดูจำนวนมากที่อาศัยในพื้นที่
ประเทศใหม่นี้ ปากีสถานเองเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมาอย่างต่อเนื่อง
และปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจจักรวรรดินิยมอเมริกา
ประชาชนปากีสถานอาจจะได้รับเอกราชจากอังกฤษแต่ไม่เคยได้รับสิทธิเสรีภาพและ
ประชาธิปไตย
อีก คนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แบบสันติวิธีคือ นางอองซาน ซูจี
และเขาได้ใช้วิธีคล้ายๆ มหาตมะ คานธี คือ เมื่อมวลชนออกมาสู้เป็นจำนวนมาก
เช่นในเหตุการณ์ 8-8-88 อองซาน ซูจี
จะชักชวนให้ประชาชนกลับบ้านอย่างสงบเพื่อให้ตัวเขาคนเดียวเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า
และเพื่อให้ประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งและไว้ใจนายพลที่ปกครองประเทศอยู่
ทั้งๆ ที่นางอองซาน ซูจี เป็นคนที่กล้าหาญและจริงใจ
แต่การต่อสู้ของเขายังไม่ประสบผลสำเร็จและยังไม่สามารถทำให้มีการหลีกเลี่ยง
เหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้
เราจะเห็นได้ว่าแนวทางสันติวิธีไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดได้
ไม่ ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเป็นการต่อสู้ในรูปแบบที่เชิดชูสัญลักษณ์ของบุคคลคนหนึ่งโดยหันหลังกับ
บทบาทมวลชนจำนวนมาก ซึ่งไม่แตกต่างจากการหันหลังให้กับบทบาทมวลชน
โดยพวกที่เน้นการสร้างกองกำลังติดอาวุธ
นิยามของสันติวิธี
การ นิยามว่าอะไรเป็นการต่อสู้แบบ "สันติ" และการต่อสู้แบบ "รุนแรง"
มีการนิยามที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับอคติและจุดยืน ตัวอย่างที่ดีคือ
อ.ชัยวัฒน์ สถานอนันต์ ที่ขึ้นชื่อว่าศึกษาและเลื่อมใสในแนวทางสันติวิธี
หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา
นักวิชาการคนนี้ได้ประกาศว่ารัฐประหารดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่า
"เป็นสันติวิธี" !!
เหมือนกับว่าการนำรถถังและทหารติดปืนออกมาบนท้องถนนไม่ได้เป็นการข่มขู่ที่
จะใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด คำพูดของ ชัยวัฒน์
ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าบ่อยครั้งนักสันติวิธีใช้สองมาตรฐาน
และแม้แต่นักสันติวิธีที่ซื่อสัตย์และจริงใจก็มักจะมีเส้นแบ่งว่าจะใช้สันติ
วิธีในกรณีใดและพร้อมจะใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่
คนที่นับถือพุทธอาจไม่อยากฆ่าคน แต่อาจเห็นด้วยกับโทษประหาร เป็นต้น
ถ้า เราพิจารณาสื่อกระแสหลัก
เราจะเห็นว่าพวกนี้มักจะนิยมว่าคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้หรือแค่พูดในแนวที่ตรง
ข้ามกับชนชั้นปกครอง จะถูกนิยามว่าเป็นพวก "หัวรุนแรง"
ทั้งๆที่เขาไม่ได้จับอาวุธหรือก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด
ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้
ที่มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายที่กบฏต่อรัฐไทยกับทหาร
สื่อกระแสหลักมักจะมองว่าผู้ใช้ความรุนแรงมีฝ่ายเดียวคือฝ่ายกบฏ ดังนั้น
เราจึงต้องพิจารณาการนิยมสันติวิธีอย่างละเอียด
เรา ทราบดีว่าพวกเสื้อเหลืองพันธมารฯ
ก็มีการโกหกอ้างตัวว่าใช้วิธีแบบสันติ ทั้งๆที่มีกองกำลัง
มีการใช้ระเบิดและมีการทำร้ายร่างกายของฝ่ายตรงข้าม จำลอง ศรีเมือง
ผู้นำคนหนึ่งของพันธมารฯ
ที่ประกาศตัวว่าใช้แนวสันติวิธีในการต่อสู้กับเผด็จการทหารในเหตุการพฤษภาคม
2535 อาจจะใช้แนวทางสันติในกรณีปี 2535 แต่ ในช่วงที่เข้าร่วมกับพันธมารฯ
หลายคนคาดว่ามีส่วนในการฝึกกองกำลังของอันธพาลพวกนี้ นอกจากนี้ จำลอง
ศรีเมือง เป็นคนที่ก่อความรุนแรงต่อสตรีไทยในทางอ้อม
เพราะคัดค้านสิทธิที่จะเลือกทำแท้งของผู้หญิงไทย
ซึ่งบังคับให้สตรีจำนวนมากต้องไปเสี่ยงทำแท้งในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย
นี่คืออีกตัวอย่างของสองมาตรฐาน
ใครใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างเป็นระบบ?
คำตอบสั้นๆคือ "ทหาร" ทหาร ไม่ได้มีไว้เพื่อไถนา
เพื่อเป็นนักสังคมสงเคราะห์
หรือเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์งดงามในบ้านเมืองของเรา
ทหารมีไว้เพื่อฆ่าคนและการฆ่าคนหรือการขู่ว่าจะฆ่าคนเป็นความรุนแรง
หลายคนในสังคมต่างๆ
อาจจะมองว่าการฆ่าคนต่างชาติในสงครามเป็นความรุนแรงที่ยอมรับได้
แต่ทหารไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการฆ่าประชาชนคนไทยเพื่อที่จะปกครอง
ประเทศด้วยระบบเผด็จการ ใน 3 จังหวัด
ภาคใต้ทหารเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่การยึดพื้นที่ของอาณาจักร
ปัตตานีมาเป็นของกรุงเทพ
ดังนั้นถ้าเราจะคัดค้านการใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างจริงจังและปราศจากสอง
มาตรฐานเราจำเป็นต้องเริ่มด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกกองทัพ
ซึ่งคงจะมีประโยชน์ในเรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย
การใช้ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมของคนกลุ่มน้อย
มัน เป็นการปกป้องระบบเผด็จการเพื่อไม่ให้เกิดประชาธิปไตย
ดังนั้นความรุนแรงของทหารมีเป้าหมายอันไม่ชอบธรรมที่ขัดกับประชาธิปไตยและ
สิทธิเสรีภาพ
ในกรณีที่มีคนจับอาวุธสู้กับเผด็จการไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพ ใน 3 จังหวัด
ภาคใต้ หรือในประเทศต่างๆ
ของตะวันออกกลางความรุนแรงดังกล่าวเป็นไปเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
เป้าหมายจึงมีความชอบธรรม แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงอยู่ดี
ใครที่ชอบวิจารณ์ "ความรุนแรง"
ควรจะวิจารณ์ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นหลัก
ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ถือว่าใช้สองมาตรฐาน
และนอกจากนี้ควรจะตั้งคำถามและตอบคำถามว่าเมื่อคนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ด้วย
อาวุธ เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่?
และเรามีส่วนในการช่วยให้เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่?
คน ที่ถูกกดขี่ขูดรีดด้วยกำลังทหารที่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ ย่อมมี
"สิทธิ์" ที่จะจับอาวุธลุกขึ้นสู้และกบฏ
แต่แนวทางนั้นจะเป็นแนวทางที่ฉลาดและนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงหรือไม่นั่น
คือประเด็นใหญ่ ในความเห็นผมแนวทางจับอาวุธสู้กับอำมาตย์ไม่ใช่แนวทางที่ฉลาดของเสื้อแดง
อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความอื่น
แนวทางปฏิวัติสังคมโดยมวลชน เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจับอาวุธ
หรือการอ้างแบบลอยๆถึงแนวสันติวิธี
--
ใจ อึ๊งภากรณ์ Ji Ungpakorn
http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/
No comments:
Post a Comment