Tuesday, September 22, 2009

revolutionary king เมื่อฆวน คาร์ลอส ปฏิเสธรัฐประหาร

เมื่อฆวน คาร์ลอส ปฏิเสธรัฐประหาร
Wed, 15/11/2006 19:57 ปิยบุตร แสงกนกกุล

สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี ๑๙๓๖ เมื่อนายพลฟรานซิสโก้ ฟรังโก้จัดการปราบกลุ่มต่างๆและขึ้นสู่อำนาจ
พร้อมกับการปกครองในระบอบ
เผด็จการ
ฟาสซิสต์ ด้วยมุ่งหมายให้สเปนกลับมาใช้ระบอบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง
นายพลฟรังโก้จึงมอบหมายให้เจ้าชายฆวน คาร์ลอส แห่งราชวงศ์บูร์บองเป็นทายาททางการเมืองของเขา
ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต นายพลฟรังโก้ต่อสู้กับโรคพาร์กินสันจนไม่อาจบริหารประเทศได้
เจ้าชายฆวน คาร์ลอส ต้องทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งประมุขของรัฐ
จนกระทั่งนายพลฟรังโก้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๑๙๗๕


นายพลฟรังโก้



เจ้าชายฆวน คาร์ลอส ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ภายใต้พระนามว่า "ฆวน คาร์ลอส ที่ ๑"
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๑๙๗๕ ประมุขของสเปนต้องเผชิญสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มโดยเฉพาะแคว้นบาสก์และแคว้นคาตาลันเรียกร้องการ ปกครองตนเองหนักขึ้น
หลายครั้งก็รุนแรงถึงขั้นมีการก่อการร้าย สภาพเศรษฐกิจซบเซา โลกเปลี่ยนไปในทางไม่ยอมรับ
เผด็จการ

นอกจากนี้ เหล่านักการเมือง นักศึกษา
ประชาชน
ผู้ใช้แรงงาน ต่างอึดอัดมานานกับระบอบฟรังโก้
เมื่อนายพลฟรังโก้เสียชีวิต ก็เหมือนมีอาณัติสัญญาณว่าฟ้าเริ่มเปิดให้พวกเขาได้มีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น



ด้วยเหตุที่พึ่งขึ้นสู่อำนาจและจำเป็นต้องอาศัยฐานกำลังเดิมของระบอบฟรังโก้ ทำให้ฆวน คาร์ลอส
ไม่กล้าหักหาญกับระบอบเก่า จึงแต่งตั้งให้ Carlos Arias Navarro นายกรัฐมนตรีคนเก่าและ
หัวหน้าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ประชาชน
ไม่อาจทนรับกับการปกครองแบบเดียวกับระบอบฟรังโก้ที่มีแกนหลักเป็นกองทัพ

สภาผู้แทนที่มีแต่พวกนายพลฟรังโก้ (Cortes franquistes) และพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Movimiento Nacional)
ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในระบอบฟรังโก้ ประกอบกับเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกสก็มีการปฏิวัติคาร์เนชั่น
โดยกลุ่มทหารยัง เติร์กที่ต้องการปฏิรูประบอบ
ประชาชน
ในขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายเริ่มรณรงค์
ให้ยกเลิกโครงสร้างของระบอบฟรัง โก้ให้หมด ส่วนกลุ่มนีโอฟาสซิสต์เรียกร้องให้รักษาระบอบฟรังโก้ไว้
มีการปะทะกันรุนแรงขึ้นจนเกรงกันว่าอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง

กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูประบอบ
ประชาชน

เริ่มจากบีบบังคับ Carlos Arias Navarro ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปของฆวน คาร์ลอส
ให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง Adolfo Suarez ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของตนขึ้นเป็น
นายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๑๙๗๖ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน

และทยอยยุบเลิกระบอบ ฟรังโก้ ตลอดเดือนกรกฎาคม รัฐบาลทยอยรับรองความชอบด้วยกฎหมายให้ทุกพรรคการเมือง
และปล่อยผู้ต้องหาทางการเมืองออกจากคุก ในเดือนพฤศจิกายนรัฐบาลจัดการออกกฎหมายยุบสภาผู้แทนในระบอบฟรังโก้


โดยนำมา ให้
ประชาชน
ลงประชามติ เดือนถัดมา พรรคสังคมนิยมกลายเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายพรรคแรกที่ได้รับอนุญาต
ให้ดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองภายหลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายทั้งหมดถูกยุบเลิกไปในสมัยฟรัง โก้เป็นเวลานานถึง ๓๗ ปี
ปีถัดมารัฐบาลผลักดันกฎหมายรับรองเสรีภาพการชุมนุมทางการเมืองและเสรีภาพใน การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน
ในส่วนของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ Adolfo Suarez ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ตัดสินใจยุบพรรค
อันถือเป็นการปิดฉาก ๔๑ ปีของระบอบฟรังโก้อย่างสมบูรณ์

พระองค์เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กว้างขึ้น ให้เสรีภาพแก่ทุกกลุ่มการเมืองในการแสดงความคิดเห็น
และเข้ามามีบทบาททางการ เมือง ที่เด่นชัดที่สุดคือ การอนุญาตให้พรรคคอมมิวนิสต์ (Partido Comunista de Espana, PCE)
ซึ่งเป็น "ของต้องห้าม" ในสมัยนายพลฟรังโก้ ได้กลับเข้ามาสู่การเมืองในระบบ Santiago Carrilloหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์
ที่ต้องลี้ภัยการเมืองได้รับอนุญาตให้กลับมา ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อได้ ในขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์สเปน
ก็ประกาศยอมรับการปกครองในระบอบ
ประชาชน
ที่มีรัฐสภา และมีกษัตริย์เป็นประมุขทางสัญลักษณ์ได้

ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้พรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบัน กษัตริย์ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป
ที่สถาบันกษัตริย์ต้องปิดกั้นพรรคคอมมิวนิสต์ ตรงกันข้ามนับแต่เมษายน ๑๙๗๗ จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปี
สถาบันกษัตริย์และพรรคคอมมิวนิสต์ต่างก็ยังมีบทบาทร่วมกันในการเมืองสเปน

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๑๙๗๗ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี ๑๙๓๖
ผลปรากฏว่าพรรค Union de Centro Democratico (UCD) พรรคการเมืองแนวขวากลางของ Adolfo Suarez ชนะการเลือกตั้ง
ตามมาด้วยพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ และพรรค
ประชาชน
ซึ่งเป็นฝ่ายขวา การร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไป
ภายใต้บรรยากาศสมานฉันท์ มีตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย ตลอดจนพรรคชาตินิยมแคว้นคาตาลัน
และแคว้นบาสก์ ในระหว่างนั้น ฆวน คาร์ลอส และรัฐบาล Adolfo Suarez ร่วมมือกันออกกฎหมายรับรองสิทธิ
ในการปกครองตนเองของแคว้นคาตาลันและแคว้น บาสก์เพื่อประนีประนอมกับกลุ่มชาตินิยมแคว้นคาตาลันและ
แคว้นบาสก์ไม่ให้ก่อ ความไม่สงบ

๑ ปีผ่านไป สภาร่างรัฐธรรมนูญก็จัดทำรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และให้
ประชาชน
ลงประชามติเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๑๙๗๘
ผลปรากฏว่าเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นร้อยละ ๘๗.๘ เป็นอันว่าสเปนเข้าสู่
ประชาชน
เต็มรูปแบบ
มีการปกครองในระบอบ
ประชาชน
มีรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญ และมีกษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเอกลักษณ์
คือ รับรองความเป็นนิติรัฐและหลักแบ่งแยกอำนาจ ยึดหลักเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และความหลากหลาย
ของอุดมการณ์ทางการเมือง รับรองสิทธิทางสังคมและสวัสดิการควบคู่ไปกับเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด
ตลอดจนรับรองสถานะและสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นปกครองตนเอง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ ผลปรากฏว่า พรรค Union de Centro Democratico (UCD)
ของ Adolfo Suarez ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ตลอดระยะเวลา ๓ ปี รัฐบาล Adolfo Suarez ประสบปัญหาหลายประการ
ในที่สุด Adolfo Suarez ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ Leopoldo Calvo Sotelo ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

การก่อการร้ายของกลุ่ม ETA ที่เรียกร้องเอกราชแก่แคว้นบาสก์ วิกฤตเศรษฐกิจ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลาง
กับแคว้นปกครองตนเอง ตลอดจนกรณีเหล่าขุนศึกสมัยฟรังโก้ไม่เต็มใจปรับตัวตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน

ปัจจัยเหล่านี้เป็นชนวนให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อระบอบฟรังโก้คิดก่อ การรัฐประหาร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑ ในขณะที่
Leopoldo Calvo Sotelo นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังแถลงนโยบายต่อสภาโดยมีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์
กองกำลังทหารราว ๒๐๐ นายนำโดยพันโท Antonio Tejero ได้เข้ายึดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเอาปืนยิงขึ้นฟ้า
และสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสภาหมอบลงกับพื้น

ความตั้งใจเดิม คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งมีพลเอก Alfonso Armada อดีตเลขานุการของฆวน คาร์ลอส เป็นมันสมอง
และพันโท Antonio Tejero เป็นฝ่ายคุมกำลัง ต้องการยึดอำนาจและจัดตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อความสมานฉันท์"
เพื่อจัดการปัญหาก่อการร้ายของกลุ่ม ETA โดยเชิญชวนนักการเมืองระดับแกนนำทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเป็นรัฐมนตรี
แต่พันโท Antonio Tejero รับไม่ได้กับโผรายชื่อที่มีฝ่ายซ้ายรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายคน ในระหว่างการเจรจาต่อรอง
พันโท Antonio Tejero ก็ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจทันที จากนั้นไม่นาน พลโท Jaime Milans del Bosch แม่ทัพภาคที่ ๓
ก็นำกองกำลังออกมาบนท้องถนนในเมืองบาเลนเซียและประกาศกฎอัยการศึก ราวสามทุ่ม โฆษกคณะรัฐประหารแถลงว่า
กำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การสนับสนุนของ กษัตริย์


พลเอก Alfonso Armada


ตี ๑ ของวันถัดไป การแทรกแซงทางการเมืองครั้งสำคัญของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์สเปนก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน คาร์ลอส
ตัดสินใจแถลงผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ไม่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้และเรียกร้องให้กองทัพและ
ประชาชน
ร่วมมือกัน
ปกป้อง
ประชาชน
และรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ พระองค์ยืนยันว่าทหารมีหน้าที่ป้องกันรัฐบาลที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย
ตามระบอบ
ประชาชน
อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

เมื่อขาดแรงสนับสนุนจากฆวน คาร์ลอส รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าร่วมกลายเป็นกบฏโดนลงโทษจำคุก โดยเฉพาะแกนนำ
อย่าง พลเอก Alfonso Armada และพันโท Antonio Tejero ศาลตัดสินให้จำคุก ๓๐ ปี

เป็นอันว่า ฆวน คาร์ลอส ได้ปลดปล่อย
ประชาชน
สเปนให้พ้นจากการครอบงำของกองทัพพร้อมกับสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันกษัตริย์


King Juan Carlos sent out a message the coup would not be tolerated


จากวีรกรรมของฆวน คาร์ลอส ครั้งนี้ทำให้พวกนิยมคอมมิวนิสต์และพวกนิยมสาธารณรัฐปรองดองกับสถาบันกษัตริย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
Santiago Carrillo หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ ออกมายอมรับว่าฆวน คาร์ลอส เป็น "กษัตริย์ผู้กล้าหาญ" ในขณะที่บรรดานักการเมืองซ้ายจัด
ซึ่งโดยธรรมชาติไม่ถูกใจสถาบันกษัตริย์อยู่ แล้วก็มองว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการ
ประชาชน
แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น
อดีตประธานาธิบดีในสมัยที่สเปนเป็นสาธารณรัฐที่ ๒ ถึงขนาดบอกว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้พวกเราทุกคนกลายเป็น monarchiste อย่างไรก็ตาม
มีผู้กล่าวว่าในเมื่อแนวคิดทางการเมืองของฆวน คาร์ลอส ไม่ได้เป็นไปในทาง monarchiste ดังนั้นเราคงไม่อาจเรียกพวกที่นิยมฆวน คาร์ลอส
-ไม่ว่าขวาหรือซ้าย- ได้ว่า monarchistes แต่จำต้องหาคำใหม่มาใช้เฉพาะอย่างคำว่า Juancarlistes

Francisco Medina ยืนยันในหนังสือเรื่อง "ความจริงของ ๒๓ กุมภาพันธ์" ของเขาว่า ถ้าฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจสนับสนุนรัฐประหาร
แน่นอนที่สุด รัฐประหารวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ต้องสำเร็จ กองกำลังทหารที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารนั้นไม่ได้ทำไปเพราะต้องการปกป้อง
ประชาชน
และรัฐธรรมนูญ พวกเขาไม่ได้ศรัทธาสิ่งเหล่านี้ แต่ที่พวกเขาออกมาต่อต้านทหารที่ทำรัฐประหารก็เพื่อปกป้อง
ฆวน คาร์ลอส ผู้เป็นทายาททางการเมืองของนายพลฟรังโก้ นายเก่าของพวกเขานั่นเอง

Francisco Medina ยังบอกอีกว่า การที่ฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจแทรกแซงทางการเมืองด้วยการยับยั้งรัฐประหารครั้งนี้
สร้างพระองค์ให้ กลายเป็นกษัตริย์
ประชาชน
ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สเปนว่า พระองค์ได้รับข้อเสนอและมีโอกาส
"เผด็จ" อำนาจ แต่กลับปฏิเสธมัน และพระองค์ได้รับอำนาจเด็ดขาดอันเป็นมรดกจากนายพลฟรังโก้
แต่กลับเลือกที่จะไม่รับและทำลายระบอบฟรังโก้เสีย

ฆวน คาร์ลอสรู้ดีว่าระบอบฟรังโก้ก็ดี รัฐประหารก็ดี การปกครองประเทศโดยทหารก็ดี ตลอดจนสถาบันกษัตริย์มีอำนาจมากก็ดี
ไม่สอดคล้องกับ
ประชาชน
ในโลกสมัยใหม่ การดันทุรังใช้แนวทางเดิมๆโดยไม่รู้จักปรับตัวเข้ากับยุคสมัยย่อมมีแต่
ถอยหลังลงคลอง หากปล่อยให้มีรัฐประหาร ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ ที่
ประชาชน
ลงมติเห็นชอบท่วมท้นต้องถูกทำลาย
และความพยายามปฏิรูปการเมืองตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่
ประชาชน
ที่ทำมาตลอด ๕ ปีต้องพังครืนลงไปทั้งหมด

พระองค์จึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ปฏิเสธ "อำนาจ" และปฏิเสธ "
รัฐประหาร
"


ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใน "สเปน"




ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549

No comments:

Post a Comment