จตุพรพูดถูก โดยจักรภพ เพ็ญแข
#1
Posted Yesterday, 03:46 PM
ไม่ทราบว่าเขียนลงที่ไหนนะครับ ผมก๊อปมาจากnoteในเฟศบุ๊คคนอื่นมาอีกที เว้นวรรคมั่วไปหมดเพราะก๊อปมา
--------------------------------------------------------------------------
ฟังสาระและน้ำเสียงที่แถลงข่าวหรือ ให้ข่าวเมื่อคืนนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าต้องเขียนถึง "คุณจตุพร พรหมพันธุ์" ในวันนี้ หลังจากที่มิได้พูดถึงหรือเขียนถึงกันมานานนับปี ยกเว้นแต่ข้อวิพากษ์ถึงแนวทางการต่อสู้รวมๆ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของขบวน ประชาธิปไตย
ผมไม่ มีคำพูดชนิดถอดเรียงตัวอักษรมา อ้าง แต่จับใจความที่อ่านจากข่าวได้ว่า คุณจตุพรพูดชัดว่าการตายของมวล ชนคนเสื้อแดงจากน้ำมือของฝ่าย อำมาตยาธิปไตย ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ไม่อาจแลกได้ด้วยการยุบสภาอย่างเดียว แต่จะต้องรวมถึงการสอบสวน และลงทัณฑ์บุคคลผู้สั่งการฆ่าประชาชน นั้นด้วย
ฟังแล้วก็บอก ได้คำเดียวว่า เห็นด้วย และยินดีสนับสนุนจุดยืนล่าสุดนี้อย่างเต็มกำลังศรัทธา นอกจาก คุณจตุพรจะสามารถจับหัวใจของเรื่อง นี้ได้อย่างดี ว่าเป็นสงครามระหว่างระบอบ ที่จะต้องทำความจริงให้เป็นที่กระจ่างชัดแล้ว ในคำพูดเดียวกันนั้นยังเป็นการ ยกระดับการต่อสู้ที่เวทีราช ประสงค์อีกด้วย
ก่อนที่จะ เกิดการใช้กระสุนจริงและอาวุธสงคราม ในคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ยังพอถกเถียงกันได้ว่า การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เป็น เงื่อนไขที่พอเพียงหรือไม่ท ี่จะยุติการชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้
แต่ เมื่อผ่านคืนนั้นไปแล้ว หน้าต่างแห่งโอกาสถูกปิดไปหลายบาน
และประชาชนจำใจต้องเปิดหูเปิดตา และเปิดใจรับเงื่อนไขใหม่ ซึ่งความจริงเป็นเงื่อนไขเก่าที่ เราไม่เคยรู้หรือไม่ค่อยได้ รู้ นั่นคือระบอบอำมาตยาธิปไตยเขา ไม่รับการ ร้องทุกข์ของประชาชน ไม่รับการเจรจาจากมหาชน และไม่อดทนแม้แต่น้อยนิดต่อความ เคลื่อนไหวตามสิทธิมนุษยชนของ คนไทยที่เขามอง ว่าเป็นไพร่ใต้ตีน
เป็นคำอธิบาย เดียวต่อการใช้กระสุนจริงและอาวุธสงครามจนมีคนตายหลายสิบชีวิต จนเลือดและสมองไหลนองถนนราชดำเนิน เรื่องคน เสื้อดำหรือกองกำลังใต้ดินเหนือ ดินอะไรนั้น หากมีจริงก็คือเหตุสอดแทรกในสถานการณ์ ปฐมเหตุของการนองเลือดในคืนนั้นและต่อมาคือเจตนาล่วงหน้าที่บุกตะลุยเข้ามา เพื่อสังหารผลาญชีวิตของประชา ชนที่มาใช้สิทธิ์ประท้วงอย่าง สันติ
ไม่ได้เกิดจากมือที่สาม ตีนที่สี่ หรือจากประชาชนธรรมดาแต่อย่างใดทั้งสิ้น เจตนาฆ่าประชาชนในคืนวัน นั้น ไม่แตกต่างจากคำสั่งลับในอดีตที่ ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายจนนำไป สู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ การล้อมฆ่าตามทัศนะ ?ขวาพิฆาตซ้าย? ในโศกนาฏกรรม ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙
และการสังหารหมู่พฤษภาทมิฬเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ทัศนะอย่างเดียวกัน กระบวนการตัดสินใจคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนผู้ปฏิบัติไปตามเวลา และมาจากแหล่งอำนาจเดียวกันกับ เหตุการณ์ทั้งสามนั้น ผมมั่นใจมา ตลอดว่าการต่อสู้ของมวลมหาชนต้องยกระดับขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในห้วงต่อไป จะมิใช่ได้มาเพียงสัญลักษณ์และ พิธีกรรม ประชาธิปไตย แต่จะได้จิตสำนึกว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่แท้
และอะไรคืออุปสรรคกีดขวางมิให้ คนไทยได้ประชาธิปไตยมาโดยตลอด คนที่อ่านประวัติศาสตร์ไทยทะลุ ความบิด เบือนซ่อนเร้นต่างๆ จะไม่แปลกใจที่เขาลั่นกระสุนใส่คนบริสุทธิ์ที่ไร้อาวุธได้อย่างเหี้ยมโหด ขนาดนั้น นี่ไม่ใช่การ บันดาลโทสะหรืออารมณ์แค้นชั่ววูบ จนต้องเสียเลือดเนื้อ แต่คือจิตใจเหี้ยมโหดที่สะสมมานานหลายปี
และปรับปรุงการวิธีใช้อำนาจมา ตลอดจนลงตัว สามารถฆ่าใครที่ท้าทายอำนาจของตนได้มาก เร็ว โดยน้ำกระเพื่อมเพียงเล็กน้อย จับมือใครดมไม่ได้เพราะเป็นมือ ที่มองไม่เห็น จนสมดุลอำนาจ มาเปลี่ยนเมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ เมื่อรู้สึกการผูกขาดอำนาจผ่าน อาวุธสงครามของตนต้องถูกบังคับ ให้สิ้นสุดลง นั่นเอง
ไม่ว่า คุณจตุพรและคณะที่มีความเห็นสอดคล้องจะนำมวลชนไปสู่จุดไหนต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าท่าทีที่ชัดเจนนี้จะทำให้ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในคืนวันนั้นได้รับความอาลัยรำลึกอย่าง เหมาะสมโดยขบวนประชาธิปไตยในแนวหน้า ผู้ที่จะไม่ตายอย่างสูญเปล่า จะย้อนไปถึงเหล่าวีรชนตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐
คือตั้งแต่ครั้งที่การก่อรูปของ อำนาจรัฐปัจจุบันเกิดความชัดเจน และเสถียร เป็นต้นมา การตายของพวกเราทุกๆ ชีวิตมิใช่เป็นเพียงความรับผิดชอบของรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและทหารสายที่ครองผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของระบอบที่ครอบงำอยู่ทั้งหมด
ไม่ต้องสูญ เสียมากกว่านี้ก็คงอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วเพราะเห็นเจตนาชัด เมื่อชัดแล้ว ก็ต้องสงเคราะห์ว่า การแก้ปัญหาง่ายๆ คงจะไม่มี และการต่อสู้ครั้งนี้คงจะดำเนินต่อไปอีกนานหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรและการ เลือกตั้งครั้งใหม่ ใครสู้ไม่ไหว หรือไม่พอใจก็หลีกทางไปอย่างสงบ
ให้มวลชนในทัศนะใหม่เข้ามาตีมือ รับงานแทน งานใหญ่ก็จะไม่ชะงัก ผมขอแสดงความ คารวะอีกครั้งต่อมวลชนที่ยังยืนหยัดอยู่ที่ราชประสงค์และทุกที่ทั่วโลกที่ พร้อมจะทำงานใหญ่ปานขุนเขาร่วม กัน และขอแสดงความชื่นชมต่อแกนนำที่ เรียนรู้จากสถานการณ์ จนเห็นความจำเป็นของการยกระดับการต่อสู้ในที่สุด
ตัวบุคคลเป็น เรื่องเล็ก แต่แนวทางเป็นเรื่องใหญ่ครับ.
--------------------------------------------------------------------------
ฟังสาระและน้ำเสียงที่แถลงข่าวหรือ ให้ข่าวเมื่อคืนนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าต้องเขียนถึง "คุณจตุพร พรหมพันธุ์" ในวันนี้ หลังจากที่มิได้พูดถึงหรือเขียนถึงกันมานานนับปี ยกเว้นแต่ข้อวิพากษ์ถึงแนวทางการต่อสู้รวมๆ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของขบวน ประชาธิปไตย
ผมไม่ มีคำพูดชนิดถอดเรียงตัวอักษรมา อ้าง แต่จับใจความที่อ่านจากข่าวได้ว่า คุณจตุพรพูดชัดว่าการตายของมวล ชนคนเสื้อแดงจากน้ำมือของฝ่าย อำมาตยาธิปไตย ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ไม่อาจแลกได้ด้วยการยุบสภาอย่างเดียว แต่จะต้องรวมถึงการสอบสวน และลงทัณฑ์บุคคลผู้สั่งการฆ่าประชาชน นั้นด้วย
ฟังแล้วก็บอก ได้คำเดียวว่า เห็นด้วย และยินดีสนับสนุนจุดยืนล่าสุดนี้อย่างเต็มกำลังศรัทธา นอกจาก คุณจตุพรจะสามารถจับหัวใจของเรื่อง นี้ได้อย่างดี ว่าเป็นสงครามระหว่างระบอบ ที่จะต้องทำความจริงให้เป็นที่กระจ่างชัดแล้ว ในคำพูดเดียวกันนั้นยังเป็นการ ยกระดับการต่อสู้ที่เวทีราช ประสงค์อีกด้วย
ก่อนที่จะ เกิดการใช้กระสุนจริงและอาวุธสงคราม ในคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ยังพอถกเถียงกันได้ว่า การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เป็น เงื่อนไขที่พอเพียงหรือไม่ท ี่จะยุติการชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้
แต่ เมื่อผ่านคืนนั้นไปแล้ว หน้าต่างแห่งโอกาสถูกปิดไปหลายบาน
และประชาชนจำใจต้องเปิดหูเปิดตา และเปิดใจรับเงื่อนไขใหม่ ซึ่งความจริงเป็นเงื่อนไขเก่าที่ เราไม่เคยรู้หรือไม่ค่อยได้ รู้ นั่นคือระบอบอำมาตยาธิปไตยเขา ไม่รับการ ร้องทุกข์ของประชาชน ไม่รับการเจรจาจากมหาชน และไม่อดทนแม้แต่น้อยนิดต่อความ เคลื่อนไหวตามสิทธิมนุษยชนของ คนไทยที่เขามอง ว่าเป็นไพร่ใต้ตีน
เป็นคำอธิบาย เดียวต่อการใช้กระสุนจริงและอาวุธสงครามจนมีคนตายหลายสิบชีวิต จนเลือดและสมองไหลนองถนนราชดำเนิน เรื่องคน เสื้อดำหรือกองกำลังใต้ดินเหนือ ดินอะไรนั้น หากมีจริงก็คือเหตุสอดแทรกในสถานการณ์ ปฐมเหตุของการนองเลือดในคืนนั้นและต่อมาคือเจตนาล่วงหน้าที่บุกตะลุยเข้ามา เพื่อสังหารผลาญชีวิตของประชา ชนที่มาใช้สิทธิ์ประท้วงอย่าง สันติ
ไม่ได้เกิดจากมือที่สาม ตีนที่สี่ หรือจากประชาชนธรรมดาแต่อย่างใดทั้งสิ้น เจตนาฆ่าประชาชนในคืนวัน นั้น ไม่แตกต่างจากคำสั่งลับในอดีตที่ ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายจนนำไป สู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ การล้อมฆ่าตามทัศนะ ?ขวาพิฆาตซ้าย? ในโศกนาฏกรรม ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙
และการสังหารหมู่พฤษภาทมิฬเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ทัศนะอย่างเดียวกัน กระบวนการตัดสินใจคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนผู้ปฏิบัติไปตามเวลา และมาจากแหล่งอำนาจเดียวกันกับ เหตุการณ์ทั้งสามนั้น ผมมั่นใจมา ตลอดว่าการต่อสู้ของมวลมหาชนต้องยกระดับขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในห้วงต่อไป จะมิใช่ได้มาเพียงสัญลักษณ์และ พิธีกรรม ประชาธิปไตย แต่จะได้จิตสำนึกว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่แท้
และอะไรคืออุปสรรคกีดขวางมิให้ คนไทยได้ประชาธิปไตยมาโดยตลอด คนที่อ่านประวัติศาสตร์ไทยทะลุ ความบิด เบือนซ่อนเร้นต่างๆ จะไม่แปลกใจที่เขาลั่นกระสุนใส่คนบริสุทธิ์ที่ไร้อาวุธได้อย่างเหี้ยมโหด ขนาดนั้น นี่ไม่ใช่การ บันดาลโทสะหรืออารมณ์แค้นชั่ววูบ จนต้องเสียเลือดเนื้อ แต่คือจิตใจเหี้ยมโหดที่สะสมมานานหลายปี
และปรับปรุงการวิธีใช้อำนาจมา ตลอดจนลงตัว สามารถฆ่าใครที่ท้าทายอำนาจของตนได้มาก เร็ว โดยน้ำกระเพื่อมเพียงเล็กน้อย จับมือใครดมไม่ได้เพราะเป็นมือ ที่มองไม่เห็น จนสมดุลอำนาจ มาเปลี่ยนเมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ เมื่อรู้สึกการผูกขาดอำนาจผ่าน อาวุธสงครามของตนต้องถูกบังคับ ให้สิ้นสุดลง นั่นเอง
ไม่ว่า คุณจตุพรและคณะที่มีความเห็นสอดคล้องจะนำมวลชนไปสู่จุดไหนต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าท่าทีที่ชัดเจนนี้จะทำให้ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในคืนวันนั้นได้รับความอาลัยรำลึกอย่าง เหมาะสมโดยขบวนประชาธิปไตยในแนวหน้า ผู้ที่จะไม่ตายอย่างสูญเปล่า จะย้อนไปถึงเหล่าวีรชนตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐
คือตั้งแต่ครั้งที่การก่อรูปของ อำนาจรัฐปัจจุบันเกิดความชัดเจน และเสถียร เป็นต้นมา การตายของพวกเราทุกๆ ชีวิตมิใช่เป็นเพียงความรับผิดชอบของรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและทหารสายที่ครองผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของระบอบที่ครอบงำอยู่ทั้งหมด
ไม่ต้องสูญ เสียมากกว่านี้ก็คงอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วเพราะเห็นเจตนาชัด เมื่อชัดแล้ว ก็ต้องสงเคราะห์ว่า การแก้ปัญหาง่ายๆ คงจะไม่มี และการต่อสู้ครั้งนี้คงจะดำเนินต่อไปอีกนานหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรและการ เลือกตั้งครั้งใหม่ ใครสู้ไม่ไหว หรือไม่พอใจก็หลีกทางไปอย่างสงบ
ให้มวลชนในทัศนะใหม่เข้ามาตีมือ รับงานแทน งานใหญ่ก็จะไม่ชะงัก ผมขอแสดงความ คารวะอีกครั้งต่อมวลชนที่ยังยืนหยัดอยู่ที่ราชประสงค์และทุกที่ทั่วโลกที่ พร้อมจะทำงานใหญ่ปานขุนเขาร่วม กัน และขอแสดงความชื่นชมต่อแกนนำที่ เรียนรู้จากสถานการณ์ จนเห็นความจำเป็นของการยกระดับการต่อสู้ในที่สุด
ตัวบุคคลเป็น เรื่องเล็ก แต่แนวทางเป็นเรื่องใหญ่ครับ.



No comments:
Post a Comment