Monday, May 3, 2010

ชาติใคร โดย คำ ผกา

ชาติใคร โดย คำ ผกา



"คนเสื้อแดงถูกกรอก หูด้วยข้อมูลเท็จมาตลอด เขามาด้วยจิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี และตั้งใจเสียสละเพื่อโหยหาประชาธิปไตยตามที่เขาคิด แต่ไทยทนยังเชื่อว่า เขาเป็นคนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกในพระคุณแผ่นดินไทย ให้ไม่ทำร้ายผู้อื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาถูกหลอกด้วยแกนนำคนเสื้อแดง" 

จากบทความ หยุด!เพิ่มเติมความเสียหาย แล้วให้"คนไทยเสื้อแดง"รู้ถึงความเลวของผู้ก่อการร้าย 
โดย ไทยทน
 http://www.matichon....pid=no&catid=02



ฉันอ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่ความแปลกที่เกิดจากคนเขียนเชื่อว่า คนเสื้อแดงถูกหลอกให้มาสู้เพื่อทักษิณ อันเป็นพล็อตใหม่ที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูกว่าพล็อตที่ว่า เป็นชาวบ้านรับจ้างมาชุมนุม อยากมาเที่ยวกรุงเทพฯ เพราะว่าอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ 


แต่รู้สึกแปลกๆ กับชุดถ้อยคำที่มาพร้อมกันเป็นชุดราวกับปลากระป๋อง มาม่า และผงซักฟอกในถังสังฆทานสำเร็จรูปที่ขายในโลตัส


นั่นคือ ชุดคำพูดดังต่อไปนี้ “จิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี เสียสละ คนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกบุญคุณในแผ่นดินไทย” 


ฉัน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรู้สึกแปลกๆ กับคำพูดเหล่านี้ เพราะมันเป็นถ้อยคำที่เราได้ยินมาจนชินชาตั้งแต่ครั้งเป็นเด็ก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่เติบโตมาในยุค หลัง 6 ตุลา 19ฯ) 


มันอยู่ในเพลงปลุกใจ อยู่ในสารคดีที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ อยู่ในวรรณกรรม อยู่ในละคร อยู่ในแบบเรียน อยู่ในโอวาทครูใหญ่ตอนเช้าหลังเคารพธงชาติ อยู่ในหนังโฆษณาอะไรก็ตาม ที่ต้องการปลุกเร้าความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อยู่ในอารมณ์โหยหาวันคืนเก่าๆ 


และความเชื่อที่ว่า ในอดีต บ้านเมืองของเราเคยอุดมสมบูรณ์กว่านี้ เคยรุ่งเรื่อง ยิ่งใหญ่กว่าในปัจจุบัน และแม้กระทั่งเชื่อว่า คนไทยในอดีตมีความรักชาติบ้านเมืองมากกว่า และมีความสุขกว่าคนในสมัยปัจจุบัน! 


อ่านชุดสังฆาน เอ๊ย! ชุดคำเกี่ยวกับความเป็นไทย และความรักในชาติไทยชุดนี้แบบอยห่างออกมาจากการเป็นคนไทยซักสอง- สามก้าว (หวังว่ามันจะไม่ใช่อาชญากรรมที่จะทำเช่นนั้น) อาจจะต้องประหลาดใจในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างฟูมฟาย 


ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันเราอยู่ในสมัยแรกสร้างชาติ อันต้องจำลองความรัก ความฝัน ของเราต่อสิ่งอันไม่เคยมีมาก่อนนั่นคือ "ชาติ"


และจำต้องเข้าใจอีกว่า "ชาติ" ของและชาติเกิดขึ้นจากอย่างอตกต่างกัน บางชาติเกิดขึ้นจากการร่วมต่อต้านการปกครองของเจ้าอาณานิคม ซึ่งทำให้มีบางชาติ เกิดจากการขยายแผ่อำนาจด้วยการทำสงครามรุกรานชาติอื่นๆ ในนามของ "ชาติ" 

ชาติอย่างฝรั่งเศสเกิดขึ้นและหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ว่าด้วย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ "ชาติ" ที่มุ่งหมายต่อต้านเจ้าอาณานิคม อาจจะเน้นย้ำอุดมการณ์เรื่องความยุติธรรม ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ หรือสองมาตรฐาน 


ชาติที่เน้นย้ำการทำสงครามเพื่อขยายอำนาจของตนอาจเน้นย้ำความเหนือกว่าใน ทุกๆด้านของชาติตนต่อชาติอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น การมี "รัฐ" ไม่ได้แปลว่าจะมี "ชาติ"ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ชาติหลายชาติเป็นชาติได้โดยไม่มีรัฐ เช่น ความขัดแย้งของอาหรับกับอิสราเอลนั้นสะท้อนให้เห็นสำนึกของความเป็นชาติที่ ไม่มี "รัฐ" ตรงกันข้าม กลุ่มประเทศเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก หรือสหภาพโซเวียต เป็นตัวอย่างของ"รัฐ"ที่ไม่มีชาติ


พูดให้บ้านๆมากขึ้นไปอีกก็ต้องบอกว่า ชาติที่ไม่มีรัฐก็เหมือนวิญญาณที่ไม่มีร่างให้สิง (จึงเฮี้ยนมาก) 


รัฐที่ไม่มีชาติก็เหมือนรูปปั้นที่ยังไม่ได้เสกมนตร์เป่าลมหายใจสร้างชีวิต ให้กับมัน หรือเสกไปแล้วไม่ศักดิ์สิทธฺ์ ไม่สัมฤทธิผล เช่น ยังตกลงกันไม่ได้ว่า ระหว่างศาสนา (สมมุติเป็นคริสต์นิการคาทอลิก) กับเสรีภาพของปัจเจกชน เราจะเอาอะไรเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ จะเลือกเป็นชาติที่ให้ความสำคัญของความหลากหลายของภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ หรือจะประดิษฐ์ภาษาประจำชาติ และตอกย้ำความเป็นรวมเลือดเนื้อเชื้อชาติเดียวกันของคนในชาติ? 


ชาตินิยมในโลกนี้จึงมีมากมายหลายแบบ ทั้งที่เป็นแบบก้าวหน้า เป็นปฏิกิริยาล้าหลัง เป็นประชาธิปไตย และเป็นอำนาจนิยม โดยอิงอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองชุดต่างๆ ทั้งเสรีนิยม อนุรักษ์นิยม ฟาสซิสต์ Fundal mentalists และอณาธิปไตย 


"จิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี และตั้งใจเสียสละเพื่อโหยหาประชาธิปไตยตามที่เขาคิด แต่ไทยทนยังเชื่อว่า เขาเป็นคนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกในพระคุณแผ่นดินไทย ให้ไม่ทำร้ายผู้อื่น" 


ด้วยประโยคอันฟูมฟายถึงความรักชาติและหัวจิตหัวใจที่เป็นไทยตามที่ "ไทยทน" เขียนมาข้างต้นทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนว่า ชาตินิยมแบบไหนกันที่ทำให้ชาติไทยเป็น "ไทย" อย่างที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ ณ วันนี้ สำหรับฉันนี่การปะทะกันระหว่างการรักชาติสองแบบ คือแบบ โรแมนซ์เมโลดรารม่าอย่างของ"ไทยทน"ของกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มหมอตุลย์ กลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งกลุ่มคนไทยที่สวมเสื้อประจุคาถาที่ว่า "คนไทยรักสงบ" 


การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติกับประเทศชาติที่ตอกย้ำถึง "พระคุณของแผ่นกินไทย" ซึ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อพิจารณาอีกชื่อหนึ่ง ของกลุ่มเสื้อหลากสีที่เรียกตัวเองว่า "พลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน" 


จินตนาการเกี่ยวกับชาติชนิดนี้เกือบจะทำให้เราแยกแยะไม่ได้ว่า เอาเข้าจริง รัฐ และชาติ เป็นหน่วยทางการเมืองที่เราในฐานะประชาชน มีความสัมพันธ์ด้วยอย่างเป็นทางการ เช่น ผ่านการเสียภาษี ผ่านระบบราชการ ผ่านระบบการทำงานการเมืองระบบใดระบบหนึ่ง ที่เราจะกำหนดว่ารัฐบาลแบบไหนที่เราต้องการ 

แต่ภาษาการสื่อสัมพันธ์กับรัฐ หรือชาติที่เต็มไปด้วยความรัก อารมณ์ ความรู้สึก ก่อรูปจินตนาการของรัฐและชาติให้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเราอย่างเย้ายวนประหนึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน 

ประเทศ แผ่นดิน กลายมาเป็น “บ้านของเรา” ที่เราไม่ได้สร้างกันขึ้นมาเองด้วย แต่เป็นบ้านที่เป็นปึกแผ่นขึ้นมาด้วยการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพชน อีกทั้งอัจฉริยภาพของผู้ปกครองแต่เก่าก่อน 

ดังนั้นเราจึงใช่ประชาชน แต่เป็นเพียงอนุชนรุ่นหลังที่มีชีวิตอยู่เพื่อสำนึกในบุญคุณและอาจเป็นอาชญากรรมหากไม่มีสำนึกที่จะทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดิน

การลอดทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ/ชาติกับประชาชนที่ควรจะเป็นเรื่องสาธารณะให้ไปปนเปนุงนังกับความรู้สึกส่วนตัวเหมือนที่เรารู้สึกต่อพ่อแม่ บ้านช่อง พี่น้อง วิญญาณ บรรพบุรุษ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นโครงการสร้าง “ชาติ” อีกแบบหนึ่งที่จงใจจะไม่ให้เกิดสำนึกเกี่ยวกับ “พลเมือง” หรือ “ประชาชน” ที่มีสำนึกต้อความสัมพันธ์ของตนกับประเทศชาติที่ออกจะ”เรียกร้อง”ให้รัฐทำอะไรให้ตนมากกว่าถามว่า ตนจะทำอะไรให้กับรัฐบ้าง

แปลไทยเป็นไทยว่า ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็น”พลเมือง” เราจะ demanding และหากรัฐทำอะไรไม่ถูกใจเราไม่ลังเลที่จะวีน และเหวี่ยงต่อรัฐอย่างเต็มที่ ในขณะที่หากเรารู้สึกว่าเราเป็นเพียงอนุชนรุ่นหลัง เราจะไม่วีน ไม่เหวี่ยง แต่จะนั่งพับเพียบ พนมมือ สรรเสริญประเทศชาติ แผ่นดิน และพร้อมจะอุทิศ พลีเลือด พลีเนื้อให้กับประเทศชาติของเรา 

ด้วยสำนึกที่คิดว่าชาติเป็นครอบครัวเล็กๆ อบอุ่น ควรอยู่กันฉันพี่น้อง เปี่ยมไปด้วยความรัก มิตรไมตรี น้ำใจ มีความขัดแย้งใดๆเกิดขึ้นเราจะไม่พิจารณาว่าใครถูกหรือผิดตามกฎหมาย แต่เราจะตัดสินถูกผิดจากบริบททางวัฒนธรรมของเรา เช่น ผู้น้อยต้องยอมผู้ใหญ่ หรือลูกคนไหนเรียนเก่งกว่าก็อาจจะได้มีอภิสิทธิ์เล็กๆน้อยๆเหนือลูกคนอื่น ลูกคนไหนเงินเดือนเยอะพ่อแม่ก็รักมากหน่อยเป็นธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นสองมาตรฐานแต่อย่างใด วันไหนลูกๆที่เรียนไม่เก่ง ทำงานไม่เริ่ด รสนิยมก็แย่ ลุกขึ้นมาทักท้วงว่าทำไมพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน วันนั้นๆลูกคนอื่นๆจะมองว่าลูกๆที่ร้องหาความเป็นธรรมนั้นนอกจากไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง อาศัยใบบุญคนอื่นอยู่ยังจะมีหน้ามาสร้างความวุ่นวายพาลทำให้ลูกคนอื่นที่เค้าขยันทำมาหากินต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย 

และเอาเข้าจริงๆคนที่เป็นกลางก็แอบเข้าข้างลูกๆที่เรียนจบมีปริญญาติดข้างฝา และออกจะเบื่อๆพี่ๆน้องๆที่เรียนไม่เก่ง แถมยังจน เพราะรู้สึกว่าพวกนี้เป็นภาระบ้านตูชิบหายเลย

ปัญหาของจินตนาการ “ชาติ” แบบนี้คือ แม้จะมีกฎหมาย แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกถึงกฎหมายอย่างจริงๆจังๆ 

แต่จินตนาการของ “ชาติ” ที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นในบ้านหลังเล็ก อบอุ่น สงบ สามัคคีกำลังถูกท้าทาย จากจินตนาการอีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไป 

นั่นคือรักชาติแบบใหม่ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดงที่เชื่อว่า “ชาติ” ย่อมหมายถึงหน่วยของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นประชาชนที่มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกประการ

และความเท่าเทียมนั้น ในเบื้องต้นแสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้ง ตั้งแต่เลือกผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี ส.จ.เรื่อยไปจนถึงส.ส. อันจะกำหนดว่าใครจะเป็นหัวหน้ารัฐบาล (คงไม่ต้องขยายความว่า สิทธิที่เท่าเทียมกันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้ง) 

เมื่อชาติหมายถึงความเท่าเทียมของพลเมืองทุกคน ไม่เลือกเพศ ชนชั้น ศาสนา สีผิว ไม่ว่าจะอยู่ปัตตานีหรือเชียงราย ไม่ว่าจะจบอภิมหาด็อกเตอร์หรือไม่รู้หนังสือ 

เมื่อเป็นเช่นเสียแล้ว สิ่งที่พวกเขารับไม่ได้โดยสิ้นเชิงก็คือ การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน และการเหวี่ยงการเลือกตั้งทิ้งไปพร้อมกับนายกฯที่พวกเขาเลือกขึ้นมาผ้านการรัฐประหาร

ชาติของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงมีแนวโน้มจะเป็นชาติที่อิงอยู่กับอุดมการณ์เสรีนิยมอันเป็นคู่ชู้คู่ชื่นชมกับประชาธิปไตยในขณะที่”ชาติ”เวอร์ชั่น ครอบครัวอบอุ่นนั้นชอบที่จะแต่งงานกับอุดมการณ์อำนาจนิยม และโหยหาผู้ปกครองแบบ คุณพ่อผู้ดุดัน เข้มแข็ง เด็ดขาด (Strong man) เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า ผู้นำที่เด็ดขาด นำความสงบร่มเย็นมาสู่ครอบครัวน้อยๆของเรา 

ตรงข้ามผู้ปกครองอ่อนแอ ปราบม็อบไม่ได้เสียที จะถูกก่นด่าประณามว่า “ปราบกบฏชาวนาแค่นี้ไม่ได้ อย่ามาเป็นนายกเลยว้อยยย”

ไทยทน อาจจะสวมวิญญาณ “พระเอก-นางเอก” แสนดีที่ทำมาเป็นเข้าใจว่า โอ้ คนเสื้อแดงไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน แต่เขาถูกล่อลวงด้วยปีศาจร้าย จึงหลงผิดไปชั่วครั้งชั่วคราว พวกเรามาช่วยเบิกเนตรให้เขาเห็นว่าอะไรคือความจริง เมื่อเขารู้แล้วเขาจะหันกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยต่อไป 

ไทยทน อุตส่าห์บอกว่า คนเหล่านี้โหยหาประชาธิปไตยตามแบบที่เขาคิด อันมีนัยว่า ไทยทนคิดว่าประชาธิปไตยของพวกเขาไม่ใช่ประชาธิปไตย “มาตรฐาน” แต่เป็นประชาธิปไตยที่หลงเชื่อ หลงคิดไปเอง 

พล็อตที่นำมาเป็นที่เข้าใจว่าคนเสื้อแดงเป็นคนดีที่ถูกหลอกมานั้นน้ำเน่ามากๆ และฉันอยากจะบอกว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ “คนดี” และไม่ต้องการการตบหัวลูบหลังว่าเราเป็นคนดี เพราะฉันไม่รู้จักใครในมวลชนคนเสื้อแดงเป็นการส่วนตัว จึงบอกไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี และเมื่อประเทศชาติของเราไม่ใช่อุปมาของครอบครัวเล็กๆน่ารัก ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างความชอบธรรมด้วยวาทกรรมอวดอ้างความเป็น “คนดี” 

คนเสื้อแดงไม่ใช่คนดี พวกเขาแค่เป็นประชาชนไทย ที่ต้องการ “ชาติ” ที่ไม่ได้หมายถึง บ้านหรือแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่คือ “ชาติ” ที่เป็นของประชาชนทุกคน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร อาจจะมีคนจนกว่า อาจจะมีใครรวยกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีสิทธิในฐานะพลเมืองไม่เท่ากัน 

พวกเขาแค่ออกมาประกาศความเป็นเจ้าของ “ชาติ” เท่านั้นเอง 

No comments:

Post a Comment