ก้าวข้ามขวากหนามสู่สังคมประชาธิปไตย
(24 มิถุนายน 2475 – กุมภาพันธ์ 2553)
ธเนศวร์ เจริญเมือง
“อนาคตของประชาธิปไตยไทยอยู่ที่การพึ่งตัวเองของประชาชน...
ทหารที่มีจิตใจรักชาติจะต้องรักประชาชน หากช่วยชาติก็จะต้องมีสติ
เพราะทหารเป็นผู้ที่ประชาชนยอมมอบอาวุธให้ใช้ ทหารจะต้องไม่ใช้
อาวุธนั้นหันเข้าหาประชาชน แต่จะต้องร่วมกับประชาชนในการ
ขจัดผู้นำทหารที่ไม่รักชาติ รักแต่พวกพ้อง....
ศ.ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช,
“อนาคตประชาธิปไตยไทย” พฤษภาคม 2535 [1]
“ทำอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องไป
เล่นการเมืองเองในฐานะนักการเมือง ไม่ต้องตั้งศูนย์อำนาจใหม่...
เราควรเพิ่มอำนาจในการปกครองตนเองของประชาชนให้มากขึ้น
เพิ่มสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพวกเขาให้มากขึ้น...
สามารถจัดการทรัพยากร ดูแลทรัพยากรที่เขาอาศัยอยู่ ตลอดจนมีสิทธิรวมหมู่
ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายการพัฒนาเฉพาะส่วน
ที่ส่งผลกระทบต่อเขา...ที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่
ยากจนคือการกำหนดนโยบายถูกผูกขาดโดยศูนย์อำนาจ...
ที่ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน เลยทำให้เศรษฐกิจเติบโต
อย่างไม่สมดุล ชนบทถูกแย่งทรัพยากร ชาวนาถูกกดราคาข้าว
คนงานถูกกดค่าแรง เพื่อรองรับระบบอุตสาหกรรมส่งออก.
สุดท้าย ส่วนแบ่งของเกษตรกรรมในรายได้รวมก็ลดลงเรื่อยๆ
คนงานไม่ได้อะไร คนรวยก็รวยเพิ่ม คนที่จนนับวันยิ่งจนลง...”
ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,
“เจตนารมณ์ 14 ตุลาคม” ตุลาคม พ.ศ. 2546 [2]
“เราเกิดบนผืนแผ่นดิน เราโตบนผืนแผ่นดิน เราก้าวเดินบนผืนแผ่นดิน
เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า...
(แม้) เรามีค่าเพียงดิน แต่...ด้วยพลังของคนเสื้อแดงที่มันจะมากขึ้นทุกวัน ทุกวัน
ทุกนาที แม้เราพูดอยู่บนผืนดิน แต่จะได้ยินถึงท้องฟ้าแน่นอน...
เสียงไชโยโห่ร้องของเราในยามนี้... คนเสื้อแดงจะบอกดิน บอกฟ้าว่า...
คนอย่างข้าก็มีหัวใจ...ข้าก็คือคนไทย...ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า...
จะถามดิน ถามฟ้าว่า...จะให้ข้าหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...”
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ปราศรัยที่หน้ารัฐสภา กลางดึก 30 ธันวาคม 2551 [3]
“เกียรติภูมิอยู่กลางสนาม นักสู้นิรนามไม่สิ้น
ผองธุลีดิน จักพลิกชะตา....”
จิ้น กรรมาชน, เพลง “นักสู้ธุลีดิน”
เมษายน พ.ศ. 2552
แม้สังคมไทยได้มีการล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงไป และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นแทนที่ เมื่อ 78 ปีที่แล้ว (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) แต่หลายปีมานี้ คนจำนวนมากขึ้นๆในสังคมนี้ก็ได้ตระหนักว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้น เอาเข้าจริงๆแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงไหน เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ถูกล้มล้างลงไปหลายครั้ง กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ถูกยกเลิกหลายครั้ง ฯลฯ
ที่น่าสนใจ คือ การโค่นล้มระบอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งมีการสรรหาคำอธิบายมากมายเพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดจึงต้องทำรัฐประหาร เหตุใดจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องสิ้นเปลืองงบ ประมาณจำนวนมาก, เหตุใดไม่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าทั้งฉบับหรือแก้ไขเพียงบางมาตรา, เหตุใดจึงต้องอยู่ในอำนาจต่อไปนานๆ, เหตุใดทหารจึงออกมายึดอำนาจ และเหตุใดจึงต้องมีนายกฯพระราชทาน ฯลฯ รวมไปถึงการแต่งนิยายเกี่ยวกับความเลวของนักการเมือง ประณามการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ยกย่องเหล่าข้าราชการและขุนนางว่าซื่อสัตย์สุจริต มีความดีงามเพียบพร้อม แต่กลับไม่ตำหนิทหารที่มีหน้าที่เป็นรั้วของชาติ แต่แทรกแซงการเมือง โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และแย่งทำหน้าที่บริหารประเทศ ตลอดจนข้าราชการพลเรือนที่สนับสนุนการรัฐประหาร และรับใช้ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ทั้งยังได้ประดิษฐ์ถ้อยคำอื่นๆ เช่น การชิงสุกก่อนห่าม (หมายถึงวิจารณ์ว่าการปฏิวัติ 2475 ไม่ถูกต้องเพราะประชาชนยังไม่พร้อม), ประชาธิปไตยแบบเอเชีย, ตุลาการภิวัตน์, ไม่ชอบคนเก่งที่คดโกง, เผด็จการรัฐสภา, การครอบงำองค์กรอิสระ, ทุจริตเชิงนโยบาย, การเลือกตั้งมิได้หมายความว่าสังคมนั้นเป็นประชาธิปไตย ฯลฯ [4]
ที่น่าสนใจก็คือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้มานาน จนมีประสบการณ์อันอุดมสมบูรณ์ในการทำลายและบิดเบือนระบอบประชาธิป ไตย ด้วยการลงมือทำเอง หรือบงการ และถ่ายทอดให้ลูกน้องและลูกศิษย์ เพื่อ 1. ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีองค์กรต่างๆและกำหนดที่มาขององค์กรเหล่านั้น, กำหนดรูปแบบการเลือกตั้ง เขตการเลือกตั้ง จำนวนส.ส. ในแต่ละเขต เขตเดียวเบอร์เดียว หรือเขตเดียวกาได้หลายเบอร์ จะเลือกตั้งส.ส. ทั้งหมดในสภากี่คน ควรเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง ส.ว. ตลอด จนรูปแบบการได้มาของ ส.ส. ระบบสัดส่วนฯลฯ และ 2. ออกแบบเพื่อกำหนดกรอบว่าใครควรเป็นนายกฯ ใครควรเป็นรัฐมนตรี และใครควรดำรงตำแหน่งในองค์กรใด และมีภารกิจใดหลังการทำรัฐประหาร ฯลฯ
จากสถิติทางการเมืองเชิงปริมาณที่สำคัญของไทย ได้แก่
1. มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับในรอบ 78 ปี ฉบับที่ 2 ใช้นานที่สุดคือ 14 ปี (ธันวาคม 2475 – พฤษภาคม 2489) และฉบับถัดไปคือฉบับที่ 13 ใช้นาน 13 ปี (ธันวาคม 2521 – มีนาคม 2534) และฉบับที่ 16 ใช้นาน 9 ปี (ธันวาคม 2540 – กันยายน 2549)
2. มีการเลือกตั้ง 24 ครั้ง ครั้งแรก 15 พฤศจิกายน 2476 และครั้งล่าสุด 23 ธันวาคม 2550 ทั้งหมดนี้มีเพียงครั้งเดียว (กุมภา 2548) ที่ผลการเลือกตั้งทำให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียว
3. มีการทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง 12 ครั้ง และมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นกบฏรวม 9 ครั้ง และตลอด 78 ปีที่ผ่านมา มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงชุดเดียวที่ดำรงตำแหน่งจนครบ 4 ปี ที่เหลือต้องลาออกหรือยุบสภา หรือถูกรัฐประหาร
4. มีผู้นำฝ่ายบริหารรวม 25 คน เป็นนายทหารถึง 12 คน นาย ตำรวจ 1 คน เป็นข้าราชการพลเรือน 7 คน ที่เหลือ 5 คนมีภาพพจน์เป็นพลเรือน นักธุรกิจ หรือนักการเมืองอาชีพ แต่ก็มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับระบบราชการและกลุ่มอำนาจเก่าทั้งสิ้น [5]
5. มีการใช้กำลังเข่นฆ่าหรือทำร้ายประชาชน 4 ครั้ง 3 ครั้งแรก (14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519, 17-20 พฤษภา 2535) รัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งขณะมีการเข่นฆ่าประชาชนต้องออกจากตำแหน่ง แต่ครั้งล่าสุด (เมษายน 2552) นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไม่ออกจากตำแหน่ง
6. ในช่วงเวลา 78 ปีนี้ ช่วง 15 ปีแรก (พ.ศ. 2475-2490) มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วง 63 ปีหลัง นั่นคือ มีรัฐประหาร 1 ครั้ง (พ.ศ. 2476) และกบฏ 2 ครั้ง (พ.ศ. 2476 และ 2482) ขณะที่ช่วง 63 ปีหลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอำนาจเก่าก่อนปี พ.ศ. 2475 ได้กลับเข้ามากุมอำนาจสำเร็จแล้ว ส่งผลให้นับตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากเช่น รัฐประหารกบฏ, การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร, รัฐบาลพลเรือนซึ่งมีกองทัพสนับสนุน หรือความอ่อนแอของพรรคการเมือง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ และเป็นเพียงผล ไม่ใช่ต้นเหตุ แต่เนื้อหาที่แท้ เป็นต้นเหตุ และเป็นความขัดแย้งหลักของสังคมไทยตลอดช่วงเวลา 63 ปี (กล่าวโดยรวม 78 ปี) ที่ผ่านมา คือ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตย [6] แม้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ทำการปฏิวัติสำเร็จในปี พ.ศ. 2475 และสามารถปราบฝ่ายกบฏได้ในปีต่อมา แต่หลายปีหลังจากนั้นก็ไม่สามารถรักษาระบอบไว้ได้ ด้านหนึ่งเกิดจากพลังฝ่ายอนุรักษ์ที่ยังคงมีอำนาจและบทบาททางการเมืองตลอดจนต้องการทวงอำนาจกลับคืน ด้านที่สองคือ ฝ่ายประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง ไม่มีแผนการจริงจังในการเสริมสร้างพลังประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และขาดแผนการที่จะลดพลังอำนาจนิยมในสังคมลงทีละขั้น และอีกด้านหนึ่ง คือ การร่วมมือระหว่างพลังจากภายนอกกับพลังภายในเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยและรื้อฟื้นพลังอำนาจนิยมกลับคืน
1.
จากประสบการณ์การสถาปนาและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ ลักษณะเด่นของอังกฤษคือการเริ่มต้นก่อนประเทศอื่นๆ เมื่อ 800 ปีที่แล้ว ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกสั่นคลอนเมื่อชนชั้นขุนนางได้คัดค้านอำนาจสมบูรณ์นั้น เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1758 (ค.ศ. 1215) ที่สภาขุนนางบังคับให้กษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจในการประกาศสงคราม และการเก็บภาษี ฯลฯ เมื่อยอมลงนาม แต่ไม่ยอมในทางปฏิบัติ การต่อสู้ระหว่างกษัตริย์และสภาขุนนาง ซึ่งต่อมามีสภาล่างเข้าร่วมได้ดำเนินต่อเนื่องหลายศตวรรษ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดทำให้เกิดการเจรจา และในที่สุดก็ยอมรับกติการ่วมกัน อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาศัยประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายๆครั้ง
การต่อสู้หลายรูปแบบเพื่อระบอบประชาธิปไตย และคัดค้านการผูกขาดหรือฉ้อฉลอำนาจของชนชั้นสูงมาหลายครั้ง มีการประหารชีวิตกษัตริย์ การถอดกษัตริย์ออกจากตำแหน่ง การต่อต้านขุนนาง การสถาปนาสาธารณรัฐ (ค.ศ. 1648-49) ตลอดจนการประหารชีวิต การจับกุมคุมขังและเนรเทศผู้มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง จนในที่สุด ก็ได้เกิดหลัก การและประเพณีทางการเมืองขึ้นมาหลายข้อ เช่น การเคารพเสียงส่วนใหญ่ การเคารพหลักการปกครองโดยกฎหมาย ที่มิใช่กฎหมายทรราชย์ ความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ไม่มีระบบอภิสิทธิ์ชน การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง การลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ, การเจรจาต่อรองเพื่อยุติความขัดแย้ง ฯลฯ ระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษจึงไม่ได้ล้มล้างสถาบันใดลงไป แต่ทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน และอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน [7]
ลักษณะเด่นของสหรัฐคือ ประชาธิปไตยที่เกิดจากท้องถิ่นและการรวมตัวกันของรัฐต่างๆที่มีความเข้มแข็ง แต่ละรัฐมีการปกครองตนเองที่เข้มแข็งในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ ไม่ยอมให้มีรัฐบาลกลางที่รวมศูนย์อำนาจหรือเข้มแข็งเกินไป การมีผู้นำที่สถาปนาประเทศ (Founding fathers) ที่ใฝ่ใจศึกษาประสบการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองในยุโรป จนมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล สามารถนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างอุดมการณ์และกติการ่วมกัน เกิดเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในโลก
ต่อจากนั้น ทุกคนก็เคารพกฎหมายแม่แบบนี้ จะแก้ไขมาตราใด ก็ต้องต่อสู้กันด้วยความคิดเห็นและการลงคะแนนของสภานิติบัญญัติ สถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่คนอเมริกันสร้างขึ้น คือ การสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้มีความรับผิดชอบ ผิดก็ต้องรับโทษ มีวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถคัดสรรคนที่มีความสามารถเข้าไปทำงานสาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง และไม่เลือกผู้ด้อยความสามารถเข้าไปอีก ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการแบ่งอำนาจกันอย่างชัดเจน และทั้งสามก็อยู่ในกรอบของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ (Checks & Balance) ไม่มีฝ่ายใดอยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีการครอบงำโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ ฯลฯ
ที่ฝรั่งเศส ความยิ่งใหญ่ของระบอบการปกครองและชีวิตอันหรูหราฟุ่มเฟือยของชนชั้นศักดินาที่สำคัญเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจมากของกษัตริย์โดยเฉพาะพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งปกครองนานถึง 72 ปี (ค.ศ. 1643-1715) และการขาดการต่อต้านจากชนชั้นอื่นเช่นในอังกฤษ ความขัดแย้งหมักหมมและนำไปสู่การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ. 1789 ที่ด้านหนึ่งเผยให้เห็นความล้าหลังของระบอบเก่า และพลังของประชาชนที่หมดสิ้นความอดทนและต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่อีกด้านหนึ่งก็คือขาดทิศทางการนำที่ชัดเจน ไม่มีเอกภาพ เกิดความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่นักปฏิวัติ ฝรั่งเศสจึงต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อล้มล้างระบอบเก่าและสร้างระบอบสาธารณรัฐที่มั่นคง แม้ว่าพลังอนุรักษ์นิยมได้สถาปนาระบอบจักรพรรดิขึ้นมาอีก (Napoleon I, 1804-1815 และ Napoleon III, 1852-1870) แต่ในที่สุด ก็ไม่อาจต้านทานอุดมการณ์แบบเสรีนิยมของการปฏิวัติ ค.ศ. 1789 ที่คัดค้านระบบอภิสิทธิชน แสวงหาเสรีภาพ (Liberty) และสถาปนาความเท่าเทียมกันในสิทธิเสรีภาพ (Political Equality) ของทุกๆคนได้
แน่นอน เมื่อฝรั่งเศสอยู่ใกล้ชิดกับอังกฤษ ได้เห็นการลดอำนาจลงของระบอบกษัตริย์อังกฤษทีละขั้น และได้เห็นสามัญชนชาวอเมริกันลุกขึ้นสู้กับระบอบล่าอาณานิคมของอังกฤษอย่างกล้าหาญ และสามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบใหม่ได้อย่างที่ไม่เคยมีชาติใดทำมาก่อน ฝรั่งเศสได้เห็นประสบการณ์ของ 2 ประเทศนั้น แล้วนำเอาระบอบการเมืองของทั้ง 2 ประเทศมาปรับใช้ในเวลาต่อมา กลายเป็นชาติแรกที่มีทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี เป็นระบบผสมที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่ชาติอื่นๆ
จากประสบการณ์ของเยอรมนี การเป็นประเทศที่พัฒนาอุตสาห กรรมที่ล่าช้า (Late developer/Late comer) ล้าหลังอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งพัฒนาไปไกลแล้วและสามารถครอบครองอาณานิคมได้ทั่วโลก เยอรมนีต้องระดมกำลังทุกส่วนไปเร่งพัฒนาประเทศเพื่อกวดไล่ประเทศที่พัฒนาไปก่อนแล้ว (Early developer/Early comer) สงครามจึงกลายเป็นทางออกเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับสากล และแม้จะพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) แต่เยอรมนีก็ไม่ย่อท้อ ด้วยเหตุนี้ อุดมการณ์การสร้างรัฐให้มีฐานะยิ่งใหญ่ (Statization) และประชาชนต้องยอมสละทุกอย่างเพื่อรัฐ เปิดโอกาสให้กองทัพและอำนาจทางการทหารกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐเผด็จการในเยอรมนี (รวมทั้งอิตาลี และญี่ปุ่น) จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482-2488)
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กลุ่มประเทศพันธมิตร (โดย เฉพาะสหรัฐ-อังกฤษ-ฝรั่งเศส) จึงต้องทำลายรัฐเผด็จการทหารเยอรมนีด้วยการแยกเยอรมนีออกเป็นรัฐต่างๆและสถาปนาระบบสหพันธรัฐ พร้อมกับลดกองทัพเยอรมนีให้มีขนาดเล็ก ต่อจากนั้น กลุ่มประเทศพันธมิตรก็สร้างรัฐเยอรมนีให้เป็นประชาธิปไตยทั้งระดับชาติและท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วด้าน และจัดระบบการศึกษาที่ปฏิเสธทัศนะแบบรัฐนิยม, อำนาจนิยมและระบอบเผด็จการทหาร ฯลฯ
การที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองเยอรมนีตะวันออกและพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ยิ่งทำให้กลุ่มประเทศพันธมิตรต้องเร่งพัฒนาเยอรมนีตะวันตกให้เป็นประชาธิปไตยและเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเพื่อเอาชนะลัทธิสังคมนิยม ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเสมือนกำแพงด้านทิศตะวันตกของสหรัฐ คอยป้องกันการขยายอำนาจของลัทธิสังคมนิยมจากจีน-เกาหลีเหนือ-สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐ ไม่ใช่ของกลุ่มประเทศพันธมิตรทั้งหมด ทำให้สหรัฐลดลัทธิอำนาจนิยมของญี่ปุ่นคืออำนาจและบทบาทของจักรพรรดิและกองทัพ ปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศเพื่อยกฐานะของเกษตรกร ทำให้ประเทศมั่นคงทางเศรษฐกิจ, สถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะกำหนด ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯทั่วทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2490 และเนื่องจากพื้นที่การเกษตรของญี่ปุ่นมีจำกัด สหรัฐจึงต้องสนับสนุนญี่ปุ่นด้วยการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและใช้เอเชียอาคเนย์เป็นฐานรองรับสินค้าอุตสาหกรรมและการลงทุนของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้น
แต่ขณะที่สหรัฐเร่งพัฒนาประชาธิปไตยทุกๆด้านในญี่ปุ่น สหรัฐกลับสร้างเกาหลีใต้ให้เป็นรัฐทหาร สถาปนาระบอบเผด็จการทหาร จับกุมคุมขังนักการเมืองในเกาหลีใต้ และเข้าควบคุมระบบการปกครองท้องถิ่นของเกาหลีใต้ด้วยการกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด และยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และเนื่องจากเกาหลีใต้อยู่ติดกับเกาหลีเหนือและจีน ปัญหาความมั่นคงทางทหารของเกาหลีใต้จึงรุนแรงและหนักหน่วงกว่าปัญหาของญี่ปุ่นมาก แม้สหรัฐไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้แก่เกาหลีใต้ แต่ปัญหาหนึ่งที่สำคัญมาก และสหรัฐไม่อาจทอดทิ้งได้ก็คือ ปัญหาปากท้อง แม้สหรัฐพัฒนาระบอบการเมืองของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คนละแบบ แต่สหรัฐเร่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ เพราะตระหนักดีว่า ไม่ว่าระบอบการเมืองและการทหารจะเข้มแข็งเพียงใด แต่หากเศรษฐกิจของประชาชนอ่อนแอ ผู้คนส่วนใหญ่ทุกข์ระทม ความขัดแย้งทางชนชั้นมีมาก ระบอบการเมืองการปกครองไหนก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน
การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป็นเวลา 3 ทศวรรษเศษ (ค.ศ. 1960-1990) ทำให้ขบวนประชาธิปไตยของเกาหลีใต้เติบใหญ่ขึ้นเป็นลำดับและต่อต้านรัฐบาลทหาร จนในที่สุด การต่อสู้ก็ประสบความสำเร็จ เริ่มจากการรณรงค์ให้เพิ่มอำนาจแก่องค์กรปกครองท้องถิ่นในปี ค.ศ. 1991 ปีต่อมา นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย (Kim Young-Sam) ก็ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ต่อจากนั้น จึงมีการจับกุมและลงโทษผู้ก่อการรัฐประหารและปราบปรามประชาชนที่เดินขบวนในปี ค.ศ. 1980 มีการจับกุมข้าราช การจำนวนมากที่พัวพันคดีคอรัปชั่น และกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าฯ ในทุกๆจังหวัด ในปี ค.ศ. 1995
2.
เมื่อนำเอาตัวแบบทั้ง 6 ประเทศ มาเปรียบเทียบกับรูปแบบการสถาปนาและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยในห้วง 78 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า หนึ่ง ประเทศไทยมีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ล่าช้ากว่าประเทศทั้งหลายที่กล่าวมา ยกเว้นเกาหลีซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นในระหว่าง ค.ศ. 1910-1945 และช่วงเวลาเดียวกันนั้น ได้เกิดการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสังคมไทย (ค.ศ. 1932) แต่แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติดังกล่าว แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ เช่น การไม่ยกเลิกนโยบายการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป การควบคุมสถาบันสงฆ์ไม่ให้เป็นอิสระ ไม่ปฏิวัติระบบการศึกษา จัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้น (พรบ.เทศบาล) ในปี พ.ศ. 2476 แต่กลับจัดตั้งหน่วยราชการส่วนภูมิภาคขึ้นมาครอบงำองค์กรปกครองท้องถิ่น ชนชั้นกลางอ่อนแอ ภาคประชาสังคมขาดการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและการต่อสู้ทางการเมืองเช่นประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ เท่ากับว่าสังคมไทยยังมีเผ่าพันธุ์อนุรักษ์ที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะกลับมายึดอำนาจได้ทุกเมื่อ
ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชและสังคมนิยมของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวมากขึ้นเป็นลำดับ สร้างความวิตกกังวลให้แก่สหรัฐในฐานะหัวหน้าค่ายโลกเสรีอย่างมาก ในที่สุด สหรัฐก็ได้ร่วมมือกับพลังอนุรักษ์นิยมในประเทศทำรัฐประหาร ทำลายระบอบประชาธิปไตยของไทยลงไปได้ในปี พ.ศ. 2490 จากนั้นก็พัฒนารัฐไทยตามแนวทางอำนาจนิยม รื้อฟื้นพลังอนุรักษ์นิยมขึ้นมาอีกครั้ง
สอง ความอ่อนแอของพลังประชาธิปไตยในสังคมไทยเป็นผลพวงของการเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2398 เป็นต้นมา และจากนั้นจึงเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ เริ่ม พ.ศ. 2435 และเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปเริ่มในปี พ.ศ. 2453 สภาวะกึ่งเมืองขึ้นทำให้ผู้นำของรัฐไทยมีฐานะเป็นมิตรกับนานาประเทศในทางเปิดเผย แต่กลับอยู่ในฐานะเสียเปรียบ กลายเป็นกึ่งเมืองขึ้นในทางปฏิบัติ เป็นรัฐที่อ่อนแอในด้านการพัฒนาตนเองเพราะไม่อาจดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นอิสระ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นรัฐที่เข้มแข็งเพราะได้ทำลายอัตลักษณ์และอำนาจแทบทุกอย่างของท้องถิ่น นโยบายการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปอันเกิดจากทัศนะคลั่งชาติและดูถูกท้องถิ่น และความหวาดกลัวต่อภัยคุกคาม ทำให้ท้องถิ่นอ่อนล้าและตกอยู่ใต้การครอบงำของรัฐบาลกลางอย่างสมบูรณ์ สภาวะทั้งสองทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่มีการเมืองในระดับล่าง ไม่มีขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาชนไม่มีอำนาจในการจัดการบริหารชุมชนของตนเอง ไม่มีความตื่นตัวทางการเมือง มีการชุมนุมเดินขบวนน้อยครั้ง เป็นสังคมที่ขาดการเรียนรู้และประสบการณ์ทางการเมืองในระยะยาว
และเนื่องจากการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางถึง 2 ระลอกใหญ่(พ.ศ. 2435 และ พ.ศ. 2453) ผู้ปกครองในแต่ละท้องถิ่นถูกแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง แต่ละท้องถิ่นจึงสูญเสียโอกาสเรียนรู้การปกครองตนเอง ไม่มีประสบการณ์การบริหารจัดการท้องถิ่น มีทัศนะแต่ว่าทุกอย่างเป็น “ของหลวง” การบริหารจัดการท้องถิ่นอยู่ในมือของข้าราชการที่มาจากการแต่งตั้งและต้องโยกย้ายบ่อยครั้ง ขาดความต่อเนื่อง เมื่อสังคมไทยขาดวัฒนธรรม, การเรียนรู้ และประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารท้องถิ่นและประเทศแบบประชาธิปไตย รากฐานของระบอบประชาธิปไตยจึงมีน้อยมากในสังคมนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น
สาม บทเรียนของปัจจัยภายนอกในกรณี 6 ประเทศที่กล่าวมามีหลากหลาย เช่น ความเข้มแข็งของท้องถิ่นและรัฐในสหรัฐเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การต่อสู้อย่างยาวนานของพลังฝ่ายต่างๆในอังกฤษทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นแบบปฏิรูป ผู้ปกครองไม่มีทางเลือกนอกจากยอมสูญเสียอำนาจของตนบางส่วน การรวมศูนย์อำนาจยาวนานของระบบศักดินาในฝรั่งเศสนำไปสู่การลุกขึ้นสู้ของประชาชนจนเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่, และสหรัฐประกาศว่าตนเองสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและคัดค้านระบอบอำนาจนิยมทั่วโลก แต่กลับสนับสนุนให้เยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นประชาธิปไตย แต่สร้างรัฐทหารในเกาหลีใต้ และสุดท้าย การพัฒนาเศรษฐกิจและเปิดประเทศของเกาหลีใต้ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นในที่สุด และบทเรียนโดยภาพรวมข้อหนึ่ง ก็คือ ไม่มีการต่อสู้ในประเทศใดที่ได้มาโดยความปรานีของผู้นำคนใด แต่ทุกประเทศล้วนได้มาด้วยการต่อสู้ และเสียสละของประชาชน ไม่มีระบอบประชาธิป ไตยของประเทศใดที่เกิดขึ้นจากการร้องขอหรือหยิบยื่นให้ การบาดเจ็บล้มตายของประชาชนในแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกกรณีที่ได้ศึกษา
สี่ ทุกประเทศที่กล่าวมามีการต่อสู้ที่พัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน เช่น ชายมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองก่อนหญิง และไพร่ทาส หลังจากมีการปลดปล่อยไพร่ทาส ชายทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่สตรีเพิ่งจะต่อสู้ในระยะหลังๆ ความตื่นตัวและการตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนที่ได้มาด้วยความยากลำบาก คนที่ได้รับชัยชนะในแต่ละขั้นมีความเข้าใจในสิทธิเสรีภาพดังกล่าว และทั้งภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้รับ เมื่อพวกเขาเห็นคุณค่า การซื้อสิทธิขายเสียงจึงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เมื่อเกิดความตื่นตัวและตระหนัก ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผู้ต่อสู้กว่าจะได้มา สมาชิกสภาผู้แทนฯที่ไปจากการเลือกตั้งจึงรับผิด ชอบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีการไต่สวนและเปิดโปงความผิด, และวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมาย, คำสั่งและแนวทางการบริหาร มีการลงโทษผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ความไม่โปร่งใสในระบอบการเมือง ทุจริตคอรัปชั่น และวัฒนธรรมอำนาจนิยมก็ย่อมถูกเปิดโปงและคัดค้านมาเป็นลำดับ
3.
เรามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาสถิติทางการเมืองที่ได้กล่าวในตอนต้นควบคู่กับลักษณะสำคัญของรัฐไทยที่ได้มีพัฒนาการมาในห้วง 154 ปีมานี้ (พ.ศ. 2398-2553) นั่นคือ รัฐไทยสมัยใหม่เป็นผลพวงของความเป็นรัฐในอดีต ที่สำคัญได้แก่ 7 สถานภาพที่ได้พัฒนามาเป็นลำดับ คือ
1. รัฐกึ่งเมืองขึ้น เริ่มในปี พ.ศ. 2398
2. รัฐรวมศูนย์อำนาจ เริ่มในปี พ.ศ. 2435
3. รัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป เริ่มในปี พ.ศ. 2453
4. รัฐประชาธิปไตย เริ่มในปี พ.ศ. 2475
5. รัฐเผด็จการทหาร เริ่มในปี พ.ศ. 2490
6. รัฐเผด็จการทหาร ที่ยังคงรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป แต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่แยกส่วน ขาดเอกภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจแบบพึ่งพิงระบบเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันก็รื้อฟื้นวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม เริ่มในปี พ.ศ. 2501
7. รัฐอำมาตยาธิปไตยที่เข้มแข็งมากขึ้นเป็นลำดับนับแต่ พ.ศ. 2501 แต่ผ่อนคลายเป็นระยะๆด้วยการยอมให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งคราว เช่น ในปี พ.ศ. 2512, 2516, ยอมให้มีระบอบประชาธิป ไตยแบบครึ่งใบระหว่างปี พ.ศ. 2523-2531, ระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบในปี 2531-34, 2544-48 แต่กล่าวโดยแม้จะมีการเลือกตั้งโดยประชาชนและจัดตั้งสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเป็นระยะๆ แต่ใจกลางสำคัญของระบอบการปกครองยังอยู่ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจอย่างสูง, การสนับสนุนและพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงทางการเมืองได้ทุกเมื่อของกองทัพ, การครอบงำภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองท้องถิ่น, การครอบงำด้านวัฒนธรรมและการศึกษาภายใต้ระบอบอำนาจนำของพลังอนุรักษ์นิยมที่เติบใหญ่ขึ้นเป็นลำดับนับแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นเป็นสถานภาพที่ได้รับการศึกษาค้นคว้าน้อยมาก เพราะวงวิชาการในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ คิดแบบรัฐ ไม่เคยให้ความสนใจต่อแนวคิดนี้ และไม่เคยให้ความสำคัญต่อความจริงข้อนี้ ครั้นเมื่อนักวิชาการของรัฐรุ่นต่อมาเสนอว่าไทยเป็นรัฐเอกราช ภาคภูมิใจยิ่งนักที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น แนวคิดเรื่องรัฐกึ่งเมืองขึ้นจึงไม่ได้รับความสนใจ และน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รู้จักแนวคิดนี้
แต่สภาพดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งต่อความเป็นจริงและวงวิชาการในสังคมไทย เมื่อเหินห่างจากความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็ขึ้นการปิดหูปิดตาต่อสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบยาวนานต่อการพัฒนาของสังคมนี้ เช่น
หนึ่ง ขณะที่รัฐเมืองขึ้นทำให้เกิดโครงสร้างทางการเมืองแบบใหม่ ผู้มีอำนาจสูงสุดคือปัจจัยจากภาย นอก และสถาบันผู้นำภายในเดิมถูกยกเลิก เกิดความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบใหม่ที่ปลุกเร้าให้ประชาชนทั่วประเทศลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเอกราช รัฐกึ่งเมืองขึ้นไม่มีสภาพเช่นนั้น มีเพียงระบอบและโครงสร้างการเมืองการปกครองเดิมยังอยู่ต่อไป แต่เนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง (เช่น ต้องเปิดการค้าเสรีและต้องไม่เก็บภาษีสินค้านำเข้าเกิน 3 % ) จึงส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาลจากการค้าผูกขาดกับต่างประเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีการขยายตัวของเศรษฐกิจสินค้าและเงินตรา, การหลบหนีของไพร่ทาสไปผลิตสินค้าเพื่อซื้อขายกับชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้รัฐจำเป็นต้องยกเลิกระบบทาสและจัดระบบศักดินาเสียใหม่ ด้วยการจัดระบบการถือครองที่ดินแบบให้เช่า และเรียกเก็บภาษีแทนการเกณฑ์แรงที่เรียกว่า ค่ารัชชูปการ ฯลฯ
ลักษณะเด่นที่สุดของความเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ก็คือ การเป็นรัฐที่หลอกลวงประชาชน และการเป็นรัฐที่ถนัดในการสร้างภาพ ถูกต่างชาติบีบคั้นหลายๆด้านขาดความเป็นอิสระในการบริหารประเทศ ก็บอกว่านี่คือรัฐที่เป็นเอกราช ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด รัฐขาดรายได้มหาศาลเพราะถูกต่างชาติเอาเปรียบ ต้องจัดระบบการกดขี่ขูดรีดใหม่ ก็บอกว่าปฏิรูปสังคม ด้วยความเมตตาปรานีของผู้นำ ต้นแบบของการหลอกลวงและสร้างภาพได้ส่งภาพสืบต่อมายาวนาน ไม่เคยเปลี่ยนก็เพราะโครงสร้างอำนาจของรัฐไม่เคยเปลี่ยน ผู้กุมอำนาจรุ่นต่อๆมาก็คือผู้สืบทอดอำนาจของผู้นำรุ่นเก่า
สอง การถูกบีบบังคับด้วยสนธิสัญญาให้เปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย นอกจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ยังส่งผลกระทบด้านการเมือง เช่น เมื่อรัฐสูญเสียรายได้จากการค้า และประเทศเพื่อนบ้านตกเป็นรัฐเมืองขึ้นทั้งหมด ส่วนตนเองถูกบังบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวกับ 14 ประเทศ รัฐไทยจึงต้องปรับตัวเองให้อยู่รอดด้วยการรวมศูนย์อำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจทางการปกครองและการทหารแก่ตนเอง ด้วยการปรับปรุงระบบราชการเสียใหม่ ลดอำนาจของท้องถิ่นทุกระดับ เพิ่มกำลังทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครอง จัดระบบการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการ ปฏิรูประบบเก็บภาษีอากร การสร้างถนน โทรเลขและรถไฟ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อให้รัฐเข้มแข็ง, เสริมสร้างสมรรถนะของรัฐ, ยกฐานะและเกียรติภูมิของตนเองทั้งในระดับ ประเทศและสากลเพื่อให้ตนเองอยู่รอดและสามารถต่อสู้ กับภัยคุกคามโดยเฉพาะกับชายแดนภาคเหนือ-อีสานกับฝรั่งเศส-ลาว และชายแดนด้านแม่ฮ่องสอน-ตากและดินแดนตอนใต้กับอังกฤษ-พม่า
ในห้วง 100 กว่าปีที่ผ่านมา สังคมไทยถูกชี้นำให้มองไปที่การพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เกลียดชังและดูถูกประเทศเพื่อนบ้าน ให้มองเห็นความยิ่งใหญ่ของทุนนิยมและประเทศตะวันตก ขณะเดียวกัน ก็พยายามสร้างภาพว่าตนเองเป็นคนไทย จึงต้องรักษาค่านิยมและประเพณีการเมืองการปกครองแบบก่อนทุนนิยมไว้ด้วย จึงส่งผลให้สังคมมีทัศนะบุคลาธิษฐานเจือปนอย่างมาก แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง (บวกกับสิ่งที่จะกล่าวถึงในย่อหน้าต่อไป) นี่คือ การสร้างรัฐรวมศูนย์ที่เน้นแต่ความรุ่งโรจน์และแข็งแกร่งของศูนย์อำนาจ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสิ่งเหล่านั้น การขุดคูคลอง การสร้างถนน รถไฟ โรงเรียนมิได้ทำเพื่อบริการสาธารณะ (Public services) เป็นหลัก มิได้ทำเพื่อสนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ประชาชนไม่ได้มีส่วนใดๆเลยในการตัดสินใจในกิจการเหล่านั้น นี่เป็นระบบการเมืองการปกครองของชนชั้นนำ เพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของชนชั้นนำเป็นหลัก
สาม การไม่ตกเป็นเมืองขึ้นโดยตรง แต่ต่างชาติเข้ามาโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากสนธิสัญญา และด้วยกำลังที่เหนือกว่า สยามรัฐในขณะนั้นจึงมีฐานะเป็นมิตรในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ผู้นำยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำของนานาประเทศ แต่นั่นก็เป็นเพียงภาพสำหรับโชว์และข่าว-ภาพหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เพื่อหลอกให้ประชาชนภาคภูมิใจกับความเป็นเอกราช แต่ในความเป็นจริง ก็คือ การเป็น “ลูกไล่” การเมืองภายในก็คือความหวาดหวั่นว่าเมื่อใดจะถูกต่างชาติรุกรานหรือบีบคั้น การไปเยือนหลายประเทศและล้วนได้รับการต้อน รับอย่างดี ที่แท้ก็คือการสร้างภาพของผู้นำ ส่วนสาระของการพบปะเจรจาก็คือ ขอให้แต่ละประเทศที่ผู้นำสยามไปพบได้เห็นอกเห็นใจ “ลูกนกลูกกาตัวน้อย” ขอให้ช่วยเจรจาขอร้องแต่ละประเทศไม่เอาเปรียบสยามจนเกินไป เป็นการเมืองที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมใดๆ ผลก็คือ สยามรัฐต้องสูญเสียดินแดนไปทีละชิ้น เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องสูญเสียเอกราชทั้งประเทศ
เพราะหากต้องสูญเสียเอกราชของประเทศ ก็เท่ากับว่าสยามในฐานะเมืองขึ้นจะถูกปกครองโดยตรงจากประเทศล่าเมืองขึ้น ผู้นำและสถาบันการเมืองการปกครองที่เคยมีก็จะถูกทำลาย การยอมลงนามในสนธิสัญญาที่ต่างชาติได้เปรียบจึงเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดของผู้ปกครอง และส่งผลเสียต่อประเทศและประชาชนในระยะยาว ผิดกับประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้นที่ประชาชนต้องเรียนรู้ เกิดความสำนึกรักในชาติของตน และเริ่มกิจกรรมทางการเมือง ด้วยการลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงเอกราชคืนดังกรณีประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อประชาชนไม่รู้ว่าประเทศของตนถูกบีบบังคับด้วยสัญญาอัปยศที่สยามทำกับ 14 ประเทศ ไม่รับรู้ว่าประเทศของตนเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ที่ผู้นำยอมจำนนไม่ต่อสู้กับต่างชาติ และเข้าใจผิดคิดว่าประเทศของตนเองยังเป็นเอกราช จึงขาดทัศนะชาตินิยม ไม่รู้สึกหวงแหน รักชาติเช่นประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีบทบาทใดๆทางการเมือง รอคอยหวังพึ่งแต่ผู้ ปกครอง จึงขาดประสบการณ์ทางการเมือง ไม่เคยผ่านการต่อสู้และเสีย สละทางการเมือง ไม่เคยแม้แต่การชุมนุมเพื่อฟังคำปราศรัยใดๆ รัฐกึ่งเมืองขึ้นทำให้ประชาชนขาดการเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติในการเข้าร่วมการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประชาชนไทยไม่เคยผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ทุกข์ยากลำเค็ญใดๆ
รัฐกึ่งเมืองขึ้นซึ่งผู้นำมีอำนาจจำกัดในการกำหนดอัตราภาษี และการต่อสู้ทางเศรษฐกิจกับต่างชาติ จึงต้องดิ้นรนหารายได้ทั้งเพื่อตัวเองและสร้างรัฐให้เข้มแข็ง ผลก็คือการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2435 เป็นการปรับระบบราชการให้มีประสิทธิภาพและมีอำนาจควบคุมพื้นที่เพิ่ม สามารถจัดเก็บภาษี เพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลกลาง และสามารถยึดครองและใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผู้นำท้องถิ่นก่อกบฏทุกภาคในเวลาไล่เลี่ยกัน (กบฏเชียงใหม่, กบฏแพร่, กบฏผีบุญ, กบฏปัตตานี) และเมื่อท้องถิ่นพ่ายแพ้ ท้องถิ่นจึงถูกจำกัดอำนาจในการบริหารจัดการตนเองอย่างหนักหน่วง กลายเป็นสภาพที่เรียกว่าการล่าอาณานิคมภายใน (Internal Colonization) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สี่ นโยบายการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าจะเกิดขึ้นจากปัจจัย 2 ข้อ ด้านหนึ่ง ความหวั่นวิตกในภัยคุกคามจากต่างชาติ จึงต้องสร้างรัฐให้เป็นเอกภาพในทุกๆด้าน อีกด้านหนึ่ง ทัศนะที่ได้รับจากระบบสมมุติเทวราชจากเขมรในสมัยอยุธยาที่เห็นวัฒนธรรมของตนเองยิ่งใหญ่เหนือคนไทกลุ่มอื่นๆ (โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน) ตลอดจนการได้เห็นนโยบายการกดขี่ข่มเหงชนเผ่าที่เล็กกว่ารอบบ้าน ดังกรณีพระราชินีวิคตอเรีย (ประสูติ ค.ศ. 1819, ปกครอง ค.ศ. 1837-1901) แห่งอังกฤษทำกับเวลส์, สก๊อตแลนด์, และไอร์แลนด์ ผู้นำแห่งสยามรัฐปรารถนาให้ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนาและภาษาของท้องถิ่นต่างๆที่แตกต่างจากของสยามหมดสิ้นไปและหันไปรับแบบสยามเพื่อให้เหมือนกันทั่วราชอาณาจักร
จากนี้ จะเห็นได้ว่ารัฐประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มคนจำนวนไม่มากนัก ในปี พ.ศ. 2475 แม้จะเกิดการปฏิวัติโครงสร้างทางการเมือง แต่ก็ไม่เกิดการปฏิวัติโดยคนจำนวนมาก และเมื่อไม่มีการโค่นล้มระบบการบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจในแต่ละมิติ แต่กลับยังคงใช้ระบบดังกล่าวบริหารประเทศต่อไป พร้อมกับสถาปนาระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเพื่อควบคุมท้องถิ่น พรรคการเมืองเป็นพรรคของคนกลุ่มเล็กๆที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้อง ประชาชนมีบทบาททางการเมืองเพียงไปเลือกตั้ง ชายและหญิงได้รับสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเท่าเทียมกัน แต่ได้รับมาโดยไม่มีการต่อสู้ ไม่ทันเห็นและชื่นชมคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และไม่มีบทบาทในการบริหารจัดการท้องถิ่น ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นไม่เกิดขึ้น ในที่สุด รัฐประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจึงถูกโค่นล้มลงไปโดยพลังอนุรักษ์ที่ปกครองระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจมาโดยตลอด ยิ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสหรัฐ บวกกับการปลุกผีคอมมิวนิสต์จากจีนและอินโดจีนในตอนปลายทศวรรษที่ 1940 เพื่อให้สหรัฐอาศัยไทยเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับลัทธิสังคมนิยมในจีนและอินโดจีน รัฐอำมาต- ยาธิปไตยของไทยจึงเกิดขึ้นและพัฒนาเรื่อยมา โดยมีการเลือกตั้งส.ส. เกิดขึ้นนานๆครั้ง เพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากประชาชนที่ชิงชังระบอบเผด็จการ และไม่ว่าจะมีประชาชนเดินขบวนนับแสนคนกี่ครั้ง การขับไล่ผู้นำรัฐบาลออกไป แต่ระบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจอย่างมาก (แม้จะมีลักษณะแยกส่วน แต่ละกระทรวงมีนโยบาย, อำนาจหน้าที่และงบประมาณที่แยกจากกัน) ในระยะหลังๆ เนื่องจากอำนาจส่วนกลางที่เติบโตอย่างต่อ เนื่องและมีการกระจายอำนาจน้อย) ก็ยังคงดำรงอยู่ ไม่เคยถูกทำลาย
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ระบบราชการที่ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และมีการรวมศูนย์อำนาจอย่างมากทั้งยังต้องขึ้นต่อปัจจัยนอกระบบที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างสัมบูรณ์ ก็คือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่เข้มแข็งมากขึ้นทั้งด้านบุคลากร, งบประมาณ และประสบการณ์ทุกครั้งที่เกิดการรัฐ ประหารหรือการขับไล่รัฐบาล
เมื่อไม่ให้ความสำคัญต่อประเด็นที่กล่าวมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราชการ กองทัพ และปัจจัยนอกระบบทั้งในและนอกประเทศ การเลือกตั้งไม่ว่าจะได้รับคะแนนมากมายเช่นพรรคไทยรักไทยในปี พ.ศ. 2544 และ 2548 หรือการเดินขบวนของประชาชนในเมืองเพื่อคัดค้านรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นกรณีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการเดินขบวนคัดค้านรัฐบาลพรรคไทยรักไทยโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กุมภาพันธ์-กันยายน พ.ศ. 2549) ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่มีผลชี้ขาดต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะทั้งสองกรณี (รวมทั้งกรณีอื่นๆ) ในห้วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาล้วนอาศัยการเปลี่ยนแปลงขั้นสุดท้าย นั่นคือ พลังชี้ขาดของระบอบอำมาตยาธิปไตยและปัจจัยนอกระบบ
กล่าวในแง่นี้ ทัศนะที่เน้นไปยังความตื่นตัวของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเขตเมืองหรือชนบท หรือภาคธุรกิจที่ต้องการมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เช่น ชี้ว่าคนชนบทตั้งรัฐบาล แต่คนในเมืองล้มรัฐบาล หรือการเติบโตของภาคประชาสังคม ฯลฯ ทำให้เกิดความโน้มเอียงที่จะสรุปว่าพลังอนุรักษ์นิยมในสังคมนิยมอ่อนแอลงและไม่อาจกลับมาได้อีก หรือรัฐ ประหารไม่อาจเกิดขึ้นได้ในยุคโลกานุวัตร สุดท้าย ผู้ที่มีทัศนะเหล่านั้นก็พบแต่ความผิดหวัง เพราะพลังประชาธิปไตยต้องถูกทำลายลงเป็นระยะๆ (เช่นในปี พ.ศ. 2534 และ 2549) [8] ขณะที่ทัศนะแบบประวัติศาสตร์และไม่มองข้ามพลังอนุรักษ์ยังคงมีพลังในการอธิบายและคาดคะเนสถานการณ์ทางการเมืองของไทย เช่น แนวคิดว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีเสถียรภาพ (A Stable Semi-Democracy) ของชัยอนันต์ สมุทวณิช (พ.ศ. 2532) [9]
4.
จนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 การเมืองไทยก้าวสู่ยุคแห่งการเผชิญหน้าอีกครั้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฝ่ายแรกประกาศจะชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 14 มีนาคม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้แก่ประชาชนด้วยการยุบสภา คาดกันว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่กว่าครั้งที่แล้วคือในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2552
ในห้วง 4 ปีเศษที่ผ่านมา (เดือนพฤศจิกายน 2548 – เดือนกุมภาพันธ์ 2552 ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยพัฒนาจากการจัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาล (นำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) เพื่อขับไล่รัฐบาล พตท. ทักษิณ ชินวัตร ไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง, การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่, การยุบพรรคไทยรักไทยเพื่อกำจัดกลุ่มพตท. ทักษิณ, การเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 ที่กลุ่มพตท. ทักษิณ ในนามพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช และต่อจากนั้นกลุ่มพันธมิตรฯก็ปฏิบัติการทำลายกลุ่ม พตท. ทักษิณอีกครั้ง จนสามารถขับไล่รัฐบาลนายสมัครและนายสมชายออกไปได้ กลุ่มพันธมิตรฯใช้เวลา 1 ปีเต็มตลอดปี 2551 ต่อต้านรัฐบาลโดยได้รับการสนับสนุนจากระบบราชการส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกองทัพ เห็นได้จากการยึดทำเนียบรัฐบาลนานหลายเดือน แต่กองทัพกลับไม่ดำเนินการใดๆ แต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯรวมทั้งการยึดทำเนียบและสนามบินก็ไม่สามารถขับไล่รัฐบาลออกไปได้ แต่รัฐบาลนายสมัครและนายสมชายต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยคำพิพากษาของศาล หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินแล้วก็ไม่อาจล้มรัฐบาลได้
เมื่อสามารถจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้สมใจกลุ่มอนุรักษ์ทั้งหลายในช่วงสิ้นปี 2551 ต่อจากนั้น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็เริ่มรณรงค์ทางการเมือง ด้วยการเรียกร้องให้มีการเลือก ตั้งเสียใหม่ และให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 กลับมาใช้ ซึ่งเท่ากับว่าบัดนี้ การเมืองไทยเปลี่ยนจากการเคลื่อน ไหวทางการเมืองของกลุ่มสนับ สนุนรัฐประหารไปเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลจึงจบลงด้วยการถูกบังคับจากกองทัพให้สลายตัวในช่วงกลางเดือนเมษายน 2552
ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยตลอดห้วง 4 ปีเศษที่กล่าวมาจึงเป็นการพลิกไปมาระหว่างฝ่ายสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย และฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
จากการศึกษาพัฒนาการและประสบการณ์การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ และพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบ 78 ปีมานี้ การกล่าวถึงหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเพียง 5 ข้อ (เช่น 1. อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน 2. การปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ 3. ความเท่าเทียมกันในสิทธิและเสรีภาพ 4. การปกครองโดยกฎหมาย หรือ Rule of Law และ 5. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน) เพื่อนำมา ใช้กับสังคมไทยจึงไม่น่าจะถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจากข้อสรุป 5 ข้อที่ได้กล่าวมาและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในตำราและงานเขียนต่างๆนั้นกล่าวในด้านกว้าง และกล่าวถึงสังคมที่เป็นประชาธิปไตยในภาพรวม ซึ่งไม่เพียงพอต่อความสลับซับซ้อนของการเมืองไทยต่อสภาวะลุ่มๆดอนๆของประชาธิปไตยของประเทศนี้ และต่อสภาวะแห่งการสร้างภาพและการหลอกลวงของชนชั้นนำของประเทศดังกล่าว ดังเช่น การทำรัฐประหารในอดีต ก็อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย และในระยะหลังๆ ก็อ้างว่าทำเพื่อเชิดชูระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เพื่อของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่เป็นระบอบประชาธิปไตยเพื่อเอกาธิปไตยหรือคณาธิปไตยมากกว่า [10]
สำหรับประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยต้องล้มลุกคลุกคลาน และถูกทำลายลงหลายๆครั้งในห้วง 7 ทศวรรษเศษที่ผ่านมา และน่าจะเป็นประเทศที่มีจำนวนการทำรัฐประหารและรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก หลักการสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตย 5 ข้อที่ได้กล่าวข้างต้นจึงเป็นประสบ การณ์ของประเทศตะวันตก เป็นการสรุปทางวิชาการและการปฏิบัติของพวกเขาเอง และเป็นหลักการสำหรับประเทศที่ได้พัฒนาระบอบประชาธิปไตยไปมากแล้ว ประเทศเหล่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงระบอบประชาธิปไตยอย่างละเอียด หรือพวกเขาอาจมองข้ามบางปัจจัยด้วยซ้ำ
ผิดกับสังคมไทยที่คำว่าระบอบประชาธิปไตยได้รับการยกย่อง แต่ก็เป็นเพียงคำพูด ขาดการปฏิบัติที่เป็นจริงในแต่ละมิติ ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ สหรัฐซึ่งอ้างตนเป็นประเทศประชาธิปไตย เป็นหัวหน้าฝ่ายประเทศโลกเสรี ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของมนุษยชาติ และโจมตีประเทศสังคมนิยมว่าเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่สหรัฐก็คือผู้สนับสนุนรัฐประหารของไทยแทบทุกครั้งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐรับรองรัฐประหารของไทยเป็นชาติแรกทุกครั้งที่ระบอบประชาธิปไตยของไทยถูกทำลายและเป็นรัฐบาลที่ได้ให้การสนับสนุนแก่กองทัพไทยมากที่สุดตลอดมา และด้วยความถี่ของจำนวนรัฐประหารในประเทศไทย ผลสุดท้าย ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้จึงเหลือเพียงอนุสาวรีย์บนถนนราชดำเนิน
และขณะที่ระบอบประชาธิปไตยมีหลักการสำคัญอย่างน้อย 5 ข้อ การเลือกตั้งซึ่งเป็นเพียงมิติหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย และเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบดังกล่าวกลับได้รับการประโคมให้กลายเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะตื่นเต้นเร้าใจ เพราะเป็นการแข่งขัน มีการหาเสียงและติดป้ายทั่วเมือง มีข่าวและรายการต่างๆในวิทยุ-โทรทัศน์ทุกวันและเกือบตลอดเวลา แต่หลังจากนั้น ปีเศษหรือ 2 ปี เมื่อมีรถถังและผู้ถืออาวุธออกมาตามท้องถนน มีคณะนาย ทหารออกมาประกาศทำการปฏิวัติ ระบอบประชาธิปไตยก็ถูกโค่นล้มและนักการเมืองก็ถูกโจมตี ต้องหายไปจากวงการเมืองระยะหนึ่ง
สภาพการณ์เหล่านี้จึงเรียกร้องความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยที่มากกว่าหลักการ 4-5 ข้อนั้น และยิ่งมีการทำรัฐประหารแล้วบอกว่าทำเพื่อประชาธิปไตย ครั้นจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ สังคมไทยได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ออกมาคัดค้านรัฐบาลทันที และเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน และเมื่อศาลถอดถอนรัฐบาลชุดนั้น และสภาฯแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คนกลุ่มนั้นก็ยุติบทบาททางการเมืองทันที ฯลฯ
ทั้งหมดนี้คือความสลับซับซ้อนของการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย เป็นการต่อสู้ทั้งด้านความรู้ความเข้าใจ การตีความ การทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย แต่บอกว่าเป็น หรือพูดว่าไม่ได้ทำ ฯลฯ ส่งผลให้การต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับการพูด-การปฏิบัติ-การสร้างภาพ-การทำอย่างพูดอีกอย่าง และการยึดครองสื่อมวลชนเพื่อเอาชนะทางการเมือง และเป็นการต่อสู้ทั้งการใช้กำลังของฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ในประเทศและนอกประเทศ ฯลฯ
นี่คือตัวอย่างของรัฐนาโต้ (NATO – no action, talk only) หมายถึงพูดอย่างเดียวแต่ไม่ทำ และรัฐซ็อทโด้ (SOTDO – speak of one thing, do the other) หมายถึงพูดอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อนำเอาลักษณะของรัฐทั้งสองแบบมารวมกัน ก็จะพบปัญหามากมายอันเกิดจากการที่ไม่ได้ทำ การโกหกหลอกลวงและสร้างภาพ
จากประสบการณ์การต่อสู้และสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ และจากการศึกษาประสบการณ์การล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย คำถามคือ เพื่อที่จะบรรลุความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน อะไรคือหลักการที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยสำหรับสังคมไทย ผู้เขียนเห็นว่าหลักการสำคัญควรแบ่งออกเป็น 3 หมวด และมีหลักการสำคัญรวมทั้งหมด 20 ข้อ
หมวดที่ 1 (ว่าด้วยอำนาจและการปกครอง) มี 5 ข้อ ได้แก่
1. หลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (People’s sovereignty) หมายความว่าประชาชนเป็น
เจ้าของอำนาจอธิปไตยในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการต่างๆของประเทศ ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือกว่าประชาชน หรือยิ่งใหญ่ไปกว่าประชาชน เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน นั่นหมายความว่า ระบอบการเมืองการปกครองเป็นของประชาชน ประชาชนปกครองตนเอง (Self government) แบบโดยตรง (direct rule) หรือโดยผ่านระบบผู้แทน และไม่ว่าระบอบการเมืองการปกครองจะเป็นแบบใด หรือเปลี่ยนไปอย่างไร ล้วนต้องได้รับการยินยอมจากประชาชน (Consent by the governed)
2. หลักการสิทธิมนุษยชน (Human Rights) คนเราทุกคนเกิดมาควรมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มี
สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ควรได้รับการคุ้มครองเท่าเทียมกัน ไม่ว่าด้วยสามัญสำนึกหรือด้วยเหตุผลใดๆ ทั้งนี้ การปฏิบัติใดๆต่อสมาชิกในสังคมก็ควรอยู่บนหลักการนี้ อย่างน้อยก็ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นพี่น้องร่วมชาติและร่วมโลก นี่คือคำประกาศในข้อที่ 1 ของปฏิญญาสากลของสห ประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และนี่คือหลักการหนึ่งที่สำคัญของสังคมประชาธิปไตย
3. หลักการสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน (Political rights and freedom) ในระบอบ
ประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง ได้แก่ มีสิทธิที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง สิทธิที่จะดำเนินการใดๆตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆกำหนดไว้ เช่น การตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร การถอดถอนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ฯลฯ มีเสรีภาพในการพูด การชุมนุม การนับถือศาสนาหรือมีความเชื่อ การจัดตั้งกลุ่มหรือสมาคม และการเคลื่อนไหวใดๆทางการเมือง และที่สำคัญ มีเสรีภาพที่จะไม่ตกอยู่ในระบบการเมืองการปกครองตลอดกฎข้อบังคับใดๆที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
4. หลักการความเสมอภาคทางการเมือง (Political equality) หมายถึงสิทธิ และเสรีภาพทางการเมือง
ของสมาชิกทุกคนในสังคมที่มีเท่าเทียมกัน, อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน, ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน, ไม่มีระบบอภิสิทธิ์ ไม่มีอภิสิทธิชน และไม่มีระบบสองมาตรฐานในสังคม
5. หลักการความเป็นอิสระของท้องถิ่นและภูมิภาค (Local autonomy) เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ย่อมมีจารีตประเพณีและศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนรูปแบบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกัน และดำเนินมาช้านาน ท้องถิ่นจึงควรมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการตนเองต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้คนจากภายนอกเข้าไปบริหารจัดการแทบทุกอย่างในท้องถิ่น ให้คนท้องถิ่นเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือรอรับคำสั่งอย่างเดียว
หมวดที่ 2 (ว่าด้วยคุณสมบัติของประชาชนและผู้นำ) มี 4 ข้อ ได้แก่
6. หลักการพลเมืองเข้มแข็ง (Strong citizens) ที่มีความเชื่อว่าพวกเขาสามารถบริหารประเทศได้ และถูกปกครองก็ได้ (Belief in ability to rule and to be ruled) ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยต้องเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ราษฎร (Subjects) ที่คอยรับแต่คำสั่ง เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันในวงการเมืองและกิจการสาธารณะ (Active participation), การมีส่วนร่วมดังกล่าวจะต้องไม่เกิดจากการสั่งการลงมาจากภาครัฐ แต่เป็นการริเริ่มจากฝ่ายประชาชน (Bottom-up participation) นอกจากนี้ องค์กรต่างๆของประชาชนเกิดจากการสร้างสรรค์ขึ้นเองของประชาชน ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะรัฐ แล้วสั่งให้ประชาชนเข้ารับฟังการบรรยาย และต้องทำตามคำสั่งหรือข้อเสนอของรัฐบาล
7. หลักการเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของตัวเองและของผู้อื่น (Respect for the rights and freedom of oneself and others) เมื่อประชาชนเป็นพลเมือง ไม่ใช่ราษฎร นั่นย่อมหมายความว่าประชาชนเคารพศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของตนเองและของผู้อื่น หวงแหนสิทธิและเสรีภาพของตนเอง และเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ดังนั้น จึงมีความสำนึกทางการเมือง ไม่ยินยอมเมื่อสิทธิและเสรีภาพของตนเองถูกละเมิด และเมื่อได้ฟังทัศนะหรือได้เห็นการกระทำที่แตกต่างก็เคารพเพราะเป็นสิทธิของผู้อื่นที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย ฯลฯ
8. หลักการวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย (Democratic political culture) มีการจัดระบบ
การศึกษาและการขัดเกลาทางสังคมแบบประชาธิปไตย (Democratic education and socialization) สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งย่อมมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้านคือ ด้านอุดมการณ์ ด้านสถาบัน และด้านวิถีชีวิต ในด้านอุดมการณ์ จะต้องถือว่าความปรารถนาที่จะเป็นพลเมืองสมบูรณ์ (Perfect citizen) นั้นเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง (a virtue) คุณธรรมข้อนี้มิได้ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด หากจะต้องมีการให้การศึกษาและกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตั้งแต่วัยเด็ก มีจิตใจศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย เคารพระบบนิติรัฐ (Rule of Law) หรือระบบการปกครองด้วยกฎหมาย, และให้มีความสำนึกในความสำคัญและบทบาทของการเมืองและกิจการสาธารณะ (Political and public affairs) ระบบการศึกษาก็เช่นกันคือส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมความคิดเห็นที่เป็นอิสระ ส่งเสริมศักยภาพของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้น ฐาน ไม่ใช่วางกรอบหรือกฎเกณฑ์ รุ่นพี่ไม่อาจกดขี่ข่มเหง บีบบังคับน้องใหม่ ครูไม่อาจข่ม เหงบังคับนักเรียน ในหมู่อาจารย์ก็ไม่มีระบบอาวุโส หรือสิทธิพิเศษหรือการกดขี่ข่มเหง ฯลฯ ในด้านวิถีชีวิต สมาชิกในสังคมประชาธิปไตยย่อมประพฤติและปฏิบัติตนในแต่ละวันทุกหนทุกแห่งแบบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนมีค่านิยมและวัฒนธรรมเป็นประชาธิปไตย ครอบครัว องค์กร วัด บริษัท ห้างร้าน โรงงาน หน่วยงาน และชมรมต่างๆก็เป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมทัศนะและพฤติกรรมแบบประชาธิปไตย เช่น เคารพสิทธิของกันและกัน รับฟังความเห็นของกันและกัน เคารพความคิดเห็นและพฤติกรรมที่แตกต่างจากของตนเอง ถือว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ไม่สองมาตรฐาน การบริหารงานต่างๆต้องโปร่งใส มีการตรวจสอบได้ มีการเลือกตั้ง มีวาระการทำงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันได้ และใน ด้านสถาบัน นั่นคือ สถาบันการเมืองการปกครองทั้งหมดก็เป็นประชาธิปไตย ดังจะได้กล่าวต่อไป
9. หลักการการนำที่มีคุณภาพ (Quality leadership) ผู้นำในสังคมประชาธิปไตยมีลักษณะสำคัญอย่างน้อย 6 ประการ คือ 1. มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2. มีจิตใจเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม (Public-minded) 3. มีความยึดมั่นในระบบนิติรัฐ (Committed to the Rule of Law) ไม่ใช่ระบบกฎหมู่ 4. มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชา ชน 5. มีความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity) คำพูดตรงกับการกระทำ ไม่ใช่ดีแต่พูด ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ถนัดแต่การสร้างภาพ ชอบแต่คำสรรเสริญเยิรยอ 6. มีสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ไม่ใช่รับแต่ชอบ ไม่รับผิด มีความละอายใจต่อบาป และ 7. ตระหนักในภาระรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) คือรับรู้และเคารพกลไกการตรวจสอบ การซัก ถาม การถอดถอน และการลงโทษผู้นำในสังคมประชาธิปไตย
หมวดที่ 3 (ว่าด้วยกลไกการบริหาร) มี 11 ข้อ ได้แก่
10. หลักการระบบนิติรัฐ (the Rule of Law) หมายถึงการปกครองด้วยหลักกฎหมาย กฎหมายที่มา
จากประชาชน ได้แก่ การกระทำใดใดของฝ่ายบริหารต้องชอบด้วยกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติและทั้งการกระทำใดใดของฝ่ายบริหารและการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ให้ใช้เกินกว่าขอบเขตความจำเป็นนั่นเอง การปกครองโดยหลักกฎหมายจึงไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่คณะรัฐประหารที่เป็นเผด็จการออกกฎหมายมาบังคับใช้กับประชาชน
11. หลักการการเคารพเสียงข้างมาก (Majority Rule) ซึ่งเกิดจากการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม (Free & fair elections) เมื่อทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน การอาศัยเสียงส่วนใหญ่จึงเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายและการตัดสินใจไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ควรระวังมิให้เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority rights) และการให้อำนาจและโอกาสแก่ฝ่ายเสียงข้างมากตลอดไปและไม่ให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยมีบทบาทใดๆ ดังนั้น จึงควรมีการอภิปรายถกเถียงทั้งในวงการต่างๆและหลายระดับอย่างกว้างขวางเพื่อแสวงหาความเห็นร่วม มีการแก้ไขปรับปรุงความเห็น และการประนีประนอมในเรื่องที่มิใช่หลักการ
12. หลักการความต่อเนื่องหรือเสถียรภาพของสถาบันการเมืองการปกครอง (Continuity of democratic
institutions) ไม่มีการแทรกแซงจากปัจจัยนอกระบบ และไม่มีการรัฐประหาร เมื่อระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน มีการสถาปนารัฐธรรมนูญและสถาบันต่างๆโดยความเห็นชอบของประชาชนเสียงข้างมาก และอาศัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันจากประชาชน ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมต้องให้มีการแก้ไขในระบบ และสถาบันต่างๆที่ทำหน้าที่จะต้องไม่ถูกทำลายหรือต้องยุติบทบาทด้วยปัจจัยนอกระบบ อันเป็นการไม่เคารพต่อหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน คนเพียงไม่กี่คนหรือองค์กรใดย่อมไม่มีสิทธิล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนบริหารไปได้ระยะหนึ่ง ก็จะถูกรัฐประหารโดยฝ่ายกองทัพอ้างว่าจำเป็นต้องยึดอำนาจ เพราะรัฐบาลคอรัปชั่นหรือบริหารล้มเหลว ต่อจากนั้น กองทัพก็ยอมให้จัดการเลือกตั้งอีก และแล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกโค่นล้มอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ นักการเมืองถูกโจมตีว่าคอรัปชั่นเพราะเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อมีรัฐประหาร ประชาชนถูกจำกัดสิทธิ กองทัพและหน่วยราชการคอรัปชั่นกลับไม่เคยถูกโจมตีและลงโทษ ระบอบประชาธิปไตยที่ขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงจุดอ่อนของระบบได้เพราะถูกกองทัพทำลายหลายครั้ง นี่คือประเด็นหลักของความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตย
การที่ประชาชนยังถูกปลูกฝังให้เกลียดชังและไม่เชื่อถือนักการเมือง แต่กลับยกย่องเหล่าข้าราชการรวมทั้งคนที่ก่อรัฐประหารว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม ก็สะท้อนว่าสังคมดังกล่าวเป็นสังคมของเหล่าอำมาตย์ เป็นสังคมประชาธิปไตยในนาม ไม่เคยเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ดังนั้น หากต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตยก็จะต้องทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ ต้องไม่ให้เกิดรัฐประหาร หรือการแทรกแซงใดๆจากกองทัพ ตลอดจนการใช้อิทธิพลของหน่วยราชการ และปัจจัยภายนอกอื่นๆ แต่จะต้องให้ประชาชนในสังคมนั้นแก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องภายในระบบให้ได้ [11]
13. หลักการการควบคุมกองทัพโดยสถาบันการเมืองการปกครอง (Civilian control of the military)
หมายความว่าระบอบการปกครองของประชาชนย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายของหน่วยงานที่ถืออาวุธ และเป็นอาวุธที่ได้มาโดยนโยบายและการบริหารของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
14. หลักการสร้างกลไกภาระความรับผิดชอบของสถาบันการเมืองการปกครอง (Accountability of the
institutions) เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นผู้เลือกตั้งบุคคลต่างๆเข้าสู่สถาบันที่ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ สถาบันเหล่านี้ก็ต้องขึ้นต่อประชาชน ถูกถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยประชาชน ไม่อาจดำรงอยู่อย่างอิสระ หรือมีอำนาจเหนือกว่าประชาชน กลไกนี้มีความสำคัญก็เพราะเมื่อผู้นำไม่เคารพและยึดมั่นในระบบนิติรัฐ หรือไม่ฟังเสียงของประชาชน กลไกดังกล่าวก็ต้องมีบทบาท
15. หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) การแบ่งแยกฝ่ายนิติบัญญัติ, บริหารและตุลาการ
ออกจากกัน เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดหรือฉ้อฉลอำนาจ และเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบการทำงาน และยังเป็นการแบ่งงานตามความถนัด โดยทั่วไป ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ส่วนฝ่ายตุลาการก็ต้องมาจากการคัดเลือกของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละฝ่ายมีที่มาจากฐานเดียวกันคืออำนาจอธิปไตยของประชาชน และถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน
16. หลักการถ่วงดุลอำนาจ (Checks and balance) สังคมประชาธิปไตยในระยะหลังๆเป็นสังคมที่มี
ประชากรมากไม่เหมือนในยุคกรีก การสร้างกลไกภาระความรับผิดชอบ การแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจจึงมีความจำเป็นเพื่อมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกขาดหรือฉ้อฉลอำนาจ และไม่ฟังเสียงประชาชน หลักการข้อที่ 13-15 จึงเป็นหลักประกันในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
17. หลักการการกระจายอำนาจในการบริหาร (Administrative decentralization) ในรัฐที่มีภูมิภาค
และท้องถิ่น ตลอดจนชุมชนอันหลากหลาย การรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจและการบริหารทุกเรื่องและทุกพื้นที่นอกจากจะมีแนวโน้มไปสู่การผูกขาดและฉ้อฉลอำนาจ การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกัน การตัดสินใจผิดเพราะรัฐบาลกลางไม่อาจเข้าใจในทุกๆเรื่อง ยังทำให้แต่ละภูมิภาคและท้องถิ่นขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ และส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆนานัปการตามมา ประชาชนในแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่นควรมีอำนาจในการตัดสินใจดูแลและบริหารจัดการกิจการในท้องถิ่นของตนเอง (Local Self Government) ทั้งนี้ กิจการใดที่เป็นเรื่องของท้องถิ่นหรือภูมิภาคก็ให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้น
18. หลักการการพิจารณาความตามกฎหมาย (Due process of law) ที่ให้ความยุติธรรมทางกฎหมายแก่สมาชิกทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาค เช่น การจับกุม, การตรวจค้น, การสอบสวน, การยื่นฟ้อง, และการตัดสินคดี ฯลฯ ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจหรือความไม่เป็นกลางของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนหนึ่งคนใด
19. หลักการความโปร่งใส (Transparency) การบริหารงานของสถาบันทางการเมืองการปกครองในสังคมประชาธิปไตยต้องโปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เอกสารทุกชิ้นต้องตกเป็นสมบัติของสาธารณะที่เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบ ไม่ใช่อ้างทุกเรื่องว่าเป็นความลับของทางราชการหรือเพื่อความมั่นคงของชาติ
และ 20. หลักการสื่อเสรี, เสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น (Free media, freedom of information and expression) สังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารย่อมเป็นไปอย่างเสรี รัฐย่อมไม่อาจแทรกแซงหรือใช้อำนาจปิดกั้นการเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น สื่อที่ทำลายหลักการพื้นฐานด้วยการเสนอข่าวด้านเดียวหรือเสนอข่าวเท็จ สังคมต้องมีเสรีภาพที่จะตอบโต้ จะเห็นได้ว่ากลไกข้ออื่นๆในสังคมประชาธิปไตยย่อมควบคุมรัฐมิให้ใช้อำนาจครอบงำสื่อและการเสนอข่าวสาร ขณะเดียวกัน สังคมของพลเมืองที่เข้มแข็งก็ย่อมควบคุมสื่อด้วยการต้อนรับสื่อที่เสนอข่าวรอบด้าน แต่ทัศนะเป็นความเห็นที่สามารถเสนอได้ โดยมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเครื่องมือสำคัญ
5.
ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2553 มีหนังสือเล่มหนึ่งวางบนแผง หน้าปกเป็นรูปของผู้นำสยามเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วแต่งกายงดงามและยืนอย่างงามสง่า เผชิญหน้ากับฝรั่ง 3 คนอย่างองอาจ ภาพวาดดังกล่าวคือภาพที่อยากให้ประชาชนไทยได้เห็นและเชื่อ ซึ่งแตกต่างเหลือเกินกับสิ่งที่สังคมไทยเป็นในยามนั้น นั่นคือ ด้านหนึ่ง ความหวาดกลัวและวิตกกังวลของชนชั้นนำที่จะต้องสูญเสียดินแดนชิ้นแล้วชิ้นเล่าให้แก่ชาติมหาอำนาจ อีกด้านหนึ่ง ก็คือการผูกขาดอำนาจการปกครอง และทำลายอำนาจและอัตลักษณ์ของภูมิภาคและท้องถิ่นจนสังคมไทยกลายเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจที่ดูเข้มแข็งจากภายนอก แต่ข้างในอ่อนแอ แต่ที่เป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นก็เพราะผลของการยอมทำสัญญาเสียเปรียบกับ 14 ประเทศทำให้เกิดการถ่วงดุลกันเองระหว่างมหาอำนาจตะวันตก การเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นของไทย สิ้นสุดลงเมื่อมีการเจรจาขอยกเลิกสัญญาเหล่านั้นเป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2482 และหลังจากนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ไทยก็มีฐานะคล้ายๆกับการเป็นรัฐเมืองพึ่ง (Dependent State) ของสหรัฐ
ในอีกมุมหนึ่ง ชื่อของหนังสือเล่มดังกล่าวคือ ก่อนประชาธิปไตยจะมาถึง: ประวัติศาสตร์และการเมือง
สมัยรัชกาลที่ 4-7. [12] ก็เพื่อที่จะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยได้มาถึงสังคมไทยแล้วในปี พ.ศ. 2475 แต่หลังจากนั้นเล่า นั่นคืออีกหลายทศวรรษต่อมา การเมืองเปลี่ยนไปอย่างไร หรือว่าควรจะมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งออกมาชื่อ แล้วประชาธิปไตยก็จากไป: ประวัติศาสตร์และการเมืองสมัยรัชกาลที่ 9.
ในห้วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในกรณีเขายายเที่ยงที่โคราช และเขาสอยดาวที่จังหวัดจันทบุรีเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงอำนาจนอกระบบที่อยู่เหนือระบอบการเมืองการปกครองและระบบราชการของประเทศนี้
เปลว สีเงิน แห่งหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ชี้ให้เห็น 2 ประเด็นเกี่ยวกับกรณีการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของอดีตนายกฯ ทั้ง 2 คน คือ หนึ่ง นี่มิใช่กรณี 1 ใน 100 แต่เป็นกรณี 1 ในหมื่นหรือแสนกรณีที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นั่นคือ ใครๆก็รู้การบุกรุกที่ดินในเขตทรัพยากรอันเป็นสมบัติกลางของประเทศเป็นความผิด แต่ทุกคนก็ทำความผิด และปล่อยให้ความ ผิดเหล่านั้นดำรงอยู่ต่อไป และ สอง อำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันในระบบราชการ ทำให้เกิดการบริหารงานแบบทับซ้อนและไม่มีการแก้ไขปัญหา เช่น กรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงเกษตร ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม [13]
ส่วนประชา ธรรมดา แห่งสำนักข่าว สันติประชาธรรม ชี้ว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ในสังคมไทยมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญคือ การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ เช่น การออกเอกสารสิทธิ์ในที่สาธารณะประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลร่วมกัน การออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของคนอื่นที่มี ส.ค.1 อยู่แล้ว การปลอมแปลงเอกสารเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ทีดินรกร้างว่างเปล่ารอเก็งกำไรจากการขายที่ดินรกร้างว่างเปล่าติดหนี้ธนาคาร เป็นต้น และรูปแบบการฉ้อโกงอันหลากหลาย “ล้วนเป็นขบวนการโกงที่ดินโดยการร่วมมือกันของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนนายทุนอิทธิพล เจ้าที่ดิน นักการเมือง ทหาร ข้าราชการใหญ่ ฉ้อฉลกับข้าราชการกรมป่าไม้ กรมที่ดิน สปก. บางหน่วยบางคนทั้งสิ้นซึ่งประชาชนคนธรรมดาคงมิอาจทำได้แน่นอน และพวกเขาเหล่านั้นที่โกงที่ดินก็ล้วนร่ำรวยและมีที่ดินจำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว” [14]
ประชา ธรรมดา เห็นต่างจากเปลว สีเงิน ตรงที่เขาไม่เห็นว่าในสังคมไทยเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างอภิสิทธิชนกับชาวบ้าน ขณะที่คนที่มีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินทำกินได้ลงแรงบุกเบิกทำการผลิตเพียงเพื่อมีชีวิตรอดในสังคมและทำมานานแล้วกลับถูกกฎหมายของกรมป่าไม้หลายฉบับ อ้างว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่า ทั้งๆที่กฎหมายมาทับที่ทำกินของชาวบ้านในภายหลัง หรือแม้แต่ชาวบ้านอาจจะมาอยู่ภายหลังการประกาศพื้นที่ป่าด้วยเงื่อนไขความจำเป็นของชีวิต หรือการพัฒนาที่สร้างปัญหาให้กับพวกเขาต้องหลุดจากที่ทำกินเดิม จำต้องบุกเบิกที่ทำกินเพื่อมีชีวิตอยู่รอด ภายใต้สภาวะที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีนโยบายปฏิรูปที่ดินที่ชัดเจนหรือกระจายการถือครองที่ดิน แต่พวกเขากลับถูกกฎหมายบังคับควบคุมและลงโทษ ชาวบ้านย่อมไม่อาจปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์และคนยากจนก็ไม่มีเงินจำนวนมากมาติดสินบนข้าราชการหรือมีอิทธิพลพอที่จะบีบบังคับข้าราชการได้ แต่เมื่อมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ และมีชื่อของข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้อง กรณีเหล่านั้นกลับอยู่เหนือกฎหมาย ข้าราชการ นายทุนและผู้มีอิทธิพลกลับไม่ต้องรับโทษใดๆ และยังสามารถครอบครองที่ดินในเขตป่าเขาได้ต่อไป จากที่กล่าวมา เราจะพบปัญหาสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1. ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย 2. ปัญหาความไม่ชัดเจนในนโยบายการปฏิรูปที่ดินและป่าไม้ในสังคมไทย และ 3. ปัญหาอำนาจหน้าที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยราชการต่างๆ
ปัญหาทั้ง 3 ก็คือ รูปธรรมส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองการปกครองในสังคมไทยในห้วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ข้อแรก ความไม่เท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมายสะท้อนให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบศักดินาและอิทธิพลของเงินที่ทำให้สังคมมีชนชั้นอภิสิทธิ์ อยู่เหนือกฎหมาย หรือข้าราชการที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตั้งใจหรือยอมละเลยกฎหมาย และมีคนอีกหลายกลุ่มที่ถูกกล่อมเกลาให้ยอมรับความคิดที่ว่าคนเราแต่ละคนมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่ไม่เท่ากัน แต่ให้ยอมรับโชคชะตา หรือกรรมเก่า ให้ยอมจำนนตามนั้น ไม่ต้องคิดต่อสู้ ต่อต้าน หรือเปลี่ยนแปลง
ข้อที่สอง นโยบายการปฏิรูปที่ดินและการบริหารจัดการป่าไม้ในสังคมไทยที่ขาดความชัดเจนต่อเนื่อง และไม่เคยเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ก็เพราะผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยในสังคมที่มีที่ดินจำนวนมาก และได้รับประโยชน์มหาศาลจากการครอบครองที่ดินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมไว้ หรือการขาย หรือให้เช่า หรือทำธุรกิจต่างๆ ฯลฯ จึงไม่เคยมีการผลักดันให้ออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปที่ดินให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินจำนวนจำกัด เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้นเป็นลำดับ
และ ข้อที่สาม ระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเป็นเวลานาน และมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่จำกัด ทำให้แต่ละกระทรวงมีความเป็นอิสระมากขึ้นในการกำหนดและใช้งบประมาณของตน จะเห็นได้ว่าหลายกระทรวงได้จัดตั้งหน่วยงานของตนขึ้นในต่างจังหวัด ไม่ขึ้นต่อหน่วยราชการส่วนภูมิภาค แต่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางที่กรุงเทพฯ
สภาพที่เกิดขึ้นในข้อที่ 2 สะท้อนให้เห็นการล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตย การขาดพรรคการเมืองที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ทำให้ไม่เคยมีความพยายามหรือความสำเร็จในการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปที่ดิน เมื่อระบอบเผด็จการรับใช้ชนชั้นเจ้าที่ดิน รัฐประหารแต่ละครั้งจึงไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่เคยอยู่ครบวาระ กระทั่งเป็นรัฐบาลผสมซึ่งมีนโยบายไม่ตรงกัน ก็ยากนักที่จะได้เห็นนโยบายการปฏิรูปที่ดินและการจัดระบบการบริหารป่าไม้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเพียงพอ
สภาพที่เกิดขึ้นในข้อที่ 3 สะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของระบบการรวมศูนย์อำนาจซึ่งรับใช้และเป็นเครื่องมือของระบอบอำมาตยาธิปไตย และไม่ชอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้านหนึ่งจึงเสริมอำนาจ บทบาท และงบประมาณให้แก่หน่วยงานของตน อีกด้านหนึ่ง จึงพยายามกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างช้าๆ หรือคัดค้านการกระจายอำนาจโดยอ้างว่าท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อม ยังขาดบุคลากรที่มีความสามารถ แต่ที่ผ่านมา รัฐก็ไม่เคยมีโครงการใดๆที่จะทำให้ท้องถิ่นและองค์กรปกครองท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากขึ้น
การท้าทายอำนาจของอภิสิทธิ์ชนโดยใช้กรณีการครอบครองที่ดินบนเขา 2 ลูกดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโปงและท้าทายอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังห่างไกลจากหลักการหลายข้อในหลักการประชาธิปไตย 20 ข้อที่ได้กล่าวข้างต้น โดยมีคนจำนวนมากเข้าร่วมการรณรงค์เหล่านี้อย่างกระตือรือล้น และเรียนรู้จากแหล่งข่าวสารสมัยใหม่มากมายหลายด้าน ซึ่งก็คือ การประกาศสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิป ไตยที่มั่นคงในอนาคตนั่นเอง
บัดนี้ เราทราบแล้วว่าเส้นทางการเดินของระบอบประชาธิปไตยในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน ระยะทางก็ทอดยาวไม่เท่ากัน รูปธรรมของการต่อสู้ และการเสียสละเลือดเนื้อ ชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน และที่เหมือนกันอีกข้อหนึ่งก็คือ ไม่เคยมียุคใดหรือแดนดินใดที่ผู้ปกครองในระบอบก่อนประชาธิปไตยยอมมอบอำนาจการปกครองนั้นให้แก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตย
78 ปีที่แล้ว บรรพชนไทยรุ่น พ.ศ. 2475 ได้ต่อสู้ช่วงชิงมาได้ พวกเขาได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นแล้ว แต่ก็รักษาไว้ไม่ได้ ถูกพลังอำนาจเก่าชิงกลับไปอีก และหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปิดบังซ่อนเร้น ห่มคลุมด้วยแพรผ้าหลากสีสัน หรือระบายสีสารพัด หรือรจนาถ้อยคำอันใดให้ฟังดูไพเราะ ตลอดช่วงเช้าสายบ่ายค่ำ แต่สิ่งที่ไม่จีรังย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน 78 ปีของการต่อสู้และความลุ่มๆดอนๆของระบอบการปกครองที่ประชาชนใฝ่หา ด้านหนึ่ง ดูเหมือนยาวนาน และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่อีกด้านหนึ่ง บทเรียนของประเทศอื่นๆได้ชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้กับระบอบอำนาจเก่าเพื่อสถาปนาระบอบการปกครองของประชาชนไม่ใช่งานกินเลี้ยง หรือการขายของ เมืองไม่อาจสร้างได้ในวันเดียว ระบอบการปกครองของประชาชนยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้น แต่ที่สำคัญ 78 ปีที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นความสลับซับซ้อนของระบอบการเมือง และยิ่งนานก็ยิ่งฉายให้ประชาชนได้เห็นภาพว่าใคร และสถาบันใดที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการพัฒนาประชาธิปไตยของสังคมไทย พวกเขาใช้กโลบายและกลยุทธแต่ละครั้งอย่างไร
เดือนนี้ และพ.ศ. นี้ (กุมภาพันธ์ 2553) แม้ภารกิจของประชาชนไทยยังไม่อาจบรรลุ นั่นคือ การสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์และมั่นคง แต่จิตวิญญาณของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่น เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต เป็นเครื่องมือ เป็นวิธีการ เป็นเส้นทางของประชาชน เป็นความฝัน และที่สำคัญ เป็นจุดหมายที่รออยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะทอดยาวเท่าใด ไม่ว่าจะต้องฟันฝ่าขวากหนามเพียงใด ประชาชนไทยก็จะก้าวไป ฝ่าข้ามไป และก้าวรุดไป.
28 กุมภาพันธ์ 2553.
[1] ศ.ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช, “อนาคตประชาธิปไตยไทย” วารสารผู้แทนราษฎร. ฉบับพิเศษ พฤษภาคม 2535 หน้า 8
[2] ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, “สัมภาษณ์พิเศษ 30 ปี 14 ตุลา – เจตนารมณ์ 14 ตุลาคมนั้นมากกว่าการเลือกตั้ง และมากกว่าการสรรหาผู้ปกครองโดยผ่านพรรคการเมือง” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์. ปีที่ 50 ฉบับที่ 20 วันที่ 16 ตุลาคม 2546 หน้า 11-12
[3] ศูนย์รณรงค์ล้านนาเพื่อประชาธิปไตย. แดงทั้งแผ่นดิน: รวมวิวาทะครั้งประวัติศาสตร์. เมษายน 2552, ไม่ปรากฏแหล่งพิมพ์
[4] คณิน บุญสุวรรณ, 33 ปี การเมืองไทย: ประชาธิปไตยในวังวน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2550
[5] เชาวนะ ไตรมาศ, ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปี ประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา, 2541 หน้า 24
[6] แหล่งเดียวกัน, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บก. ลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองการปกครองไทย, พ.ศ. 2475-2535. เอกสารประกอบการสัมมนา 60 ปีประชาธิปไตยไทย. มหาวิทยาลัยธรรมชาติ 2535 และ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บก. รัฐธรรมนูญไทย 2475-2535. 2535 แหล่งที่มาเดียวกัน
[7] ดวงใจ, เบื้องหน้าเบื้องหลังบัลลังก์อังกฤษ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เพื่อนดี, 2550
[8] เอนก เหล่าธรรมทัศน์, มองเศรษฐกิจการเมืองไทยผ่านการเคลื่อนไหวของสมาคมธุรกิจ. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2539 และ ____________, สองนคราประชาธิปไตย: แนวทางปฏิรูป การเมือง เศรษฐกิจเพื่อประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: Tipping Point Press, 2546; Tamada Yoshifumi, Myths and Realities. The Democratization of Thai Politics.
[9] Chai-Anan Samudavanija, “
[10] ในบทความของผู้เขียน เรื่อง การเดินทางของประชาธิปไตย (มกราคม 2553) ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นต้องเริ่มต้นจากประสบการณ์ของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจึงเห็นว่าควรเพิ่มหลักการให้เป็น 7 ข้อให้สอดรับกับความเป็นจริงของสังคมไทยที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นต้องชี้ลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทยที่ระบอบประชาธิปไตยต้องล้มลุกคลุกคลานมายาวนานเนื่องจากการโกหกหลอกลวงและความสลับซับซ้อนของปัจจัยนอกระบบที่คอยแทรกแซงและไม่เปิดเผย จึงเห็นว่าจะต้องเสนอเพิ่มหลักการสำคัญให้ครอบคลุกให้ได้ทุกด้าน เป็น 20 ข้อ
[11] โปรดดูวิธีวิเคราะห์ระบอบประชาธิปไตย 2 แบบใน Peter M.R. Stirk & David Weigall, An Introduction to Political Ideas.
[12] ชาดา นนทวัฒน์, ก่อนประชาธิปไตยจะมาถึง: ประวัติศาสตร์และการเมืองสมัยรัชกาลที่ 4-7. กรุงเทพฯ: ยิป ซี กรุ๊ป จำกัด, 2553
[13] เปลว สีเงิน, “เขายายเที่ยง เงาสะท้อนป่าสงวน” นสพ. ไทยโพสต์. 12 มกราคม 2553
[14] ประชา ธรรมดา, “เขาสอยดาว” สู่การปฏิรูปการจัดการป่าไม้ที่ดินในสังคมไทย.” สำนักข่าว สันติประชาธรรม. 23 มกราคม 2553
No comments:
Post a Comment