ลึกสุดใจ..."175 แดง"จาก14เรือนจำ
โดย : ปกรณ์ พึ่งเนตร
ความอ่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับ "คนเสื้อแดง" ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของเขากำลังเผชิญอยู่นั้น
นอก จากประเด็นความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทหารและประชาชน 92 ศพ จากปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" และ "กระชับวงล้อม" ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพในการสำรวจข้อมูลคน เสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายกับคนเสื้อแดง"บางกลุ่ม" ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบ หรือไม่มีเหตุอันควร
ข้อมูลที่กระทรวงยุติธรรมรายงานถึงนายกฯ นับว่าน่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของคนสิ้นอิสรภาพด้วยเหตุผลทางการเมือง วันนี้พวกเขาคิดอย่างไรและรู้สึกแบบไหน เป็นประเด็นที่น่าติดตามไม่น้อย...
175 คน 14 เรือนจำอยากได้ประกันตัว
ข้อมูลที่รวบรวมโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า จนถึงปัจจุบันมี "คนเสื้อแดง" ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำทั้งสิ้น 175 คน ใน 14 เรือนจำทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเรือนจำในกรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก จากการพูดคุยและตรวจสอบข้อหาของผู้ต้องขังเหล่านี้ พบว่ามีจำนวนหนึ่งที่ถูกตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ คือกระทำผิดไม่รุนแรงมาก แต่กลับถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์จนต้องถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัว
คนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังส่วนใหญ่ได้รับการช่วยเหลือจากทนายความของ พรรค เพื่อไทย แต่ก็ดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้ถูกคุมขังส่วนหนึ่งหวั่นวิตกว่าจะถูกขังลืมหรือส่งผลต่อคดีความของ ตน เพราะคนเสื้อแดงในเรือนจำหลายแห่งยังไม่เคยได้พบทนายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ถูกคุมขังมานานกว่า 5 เดือนแล้ว บางรายจึงต้องดิ้นรนหาทนายเอง
ปัญหาสำคัญที่สุดที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญก็คือ การไม่มีหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว เนื่องจากต้องใช้หลักทรัพย์สูงมากถึงประมาณ 7-8 แสนบาท เพราะแต่ละคนถูกตั้งข้อหาหนัก เช่น ก่อการร้าย ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง เป็นต้น ขณะที่ความต้องการของคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกคุมขังอยู่คืออยากได้รับการ ประกันตัว หลายคนพยายามยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากศาล บางคนยื่นถึง 3 ครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ ทำให้คนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งตัดสินใจไม่ยื่นประกันตัวเลย เพราะเชื่อว่ายื่นไปก็คงไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเหมือนกับเพื่อนๆ ของตน
ถูกขังยาว-สืบพยานนัดแรก พ.ค.ปีหน้า
สถานะทางคดีของคนเหล่านี้ เกือบทั้งหมดอยู่ระหว่างรอการพิจารณา มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และศาลพิพากษาลงโทษแล้ว จึงอยู่ระหว่างรับโทษ ประเด็นที่น่าตกใจก็คือคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่รอการพิจารณาคดีอยู่นั้น ทุกคดีจะเริ่มสืบพยานนัดแรกเดือน พ.ค.2554 ตามระบบสืบพยานต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องอยู่ในเรือนจำอีกอย่างน้อยๆ 7 เดือน คดีจึงจะเริ่มนับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ทุกคนยืนยันว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำไม่มีปัญหาถูกละเมิดสิทธิ แม้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวบ้าง แต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ เพียงแต่ทุกคนไม่ได้รับการประกันตัว
ผู้ชายสู้ต่อ-ผู้หญิง.."ไม่เอาอีกแล้ว"
จากการพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่สิ้นอิสรภาพ เกือบทุกคนยืนยันว่าอุดมการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง และหากได้อิสระก็จะเคลื่อนไหวต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็มีคนเสื้อแดงบางรายเหมือนกันซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่ รู้สึกเข็ด และเปิดใจว่า "ชีวิตนี้ไม่เอาอีกแล้ว"
เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขัง เกือบทั้งหมดไม่เคยมีคดีติดตัว ไม่เคยมีประวัติอาชญากร แต่ถูกจับเพราะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
รับไม่ได้เจอตั้งข้อหา "ผู้ก่อการร้าย"
"พวกเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตำรวจตั้งข้อหารุนแรงเกินกว่าเหตุ หลักฐานก็ไม่มี ดูแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดเท่านั้น คนไหนที่ตำรวจรู้จักและจำหน้าได้ก็จะถูกจับกุม ทั้งๆ ที่หลายคนไม่ได้ร่วมเผาศาลากลาง ไม่ได้ร่วมเผาสถานที่ราชการ บางคนวิ่งไปห้ามด้วยซ้ำแต่กลับถูกจับ ส่วนคนที่เผาจริงๆ ปิดหน้าปิดตา ตำรวจไม่เห็นหน้าหรือไม่รู้ว่าเป็นใคร ก็เลยไม่ถูกจับ"
"พวกเราไปร่วมชุมนุมเพราะศรัทธาในอุดมการณ์ แต่กลับถูกตั้งข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์สินของทางราชการ กลายเป็นผู้ก่อการร้าย แบบนี้เรารับไม่ได้ พวกเราทำผิดกฎหมายก็จริง แต่ไม่ได้ทำขนาดที่ถูกตั้งข้อหา" เป็นความรู้สึกของ "คนเสื้อแดง" กลุ่มหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำภาคอีสาน
จากทัศนะของคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมดที่ต้องสิ้นอิสรภาพ พวกเขามองว่าถูกปฏิบัติ "สองมาตรฐาน" โดยเฉพาะการที่ไม่ได้รับประกันตัว เนื่องจาก "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" ซึ่งถูกตั้งข้อหารุนแรงไม่แพ้กันจากการบุกยึดสนามบิน กลับได้ประกันตัว เห็นได้ชัดจากกรณีสดๆ ร้อนๆ คือ "จอย" ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ดารานักแสดงชื่อดัง และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย
"พวกนั้นก็โดนข้อหาก่อการร้ายเหมือนกับเรา แต่ทำไมถึงได้รับการประกันตัว ขณะที่พวกเราบางคนถูกดำเนินคดีแค่ออกนอกเคหสถานขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กลับไม่ได้ประกัน และถูกขังมานานหลายเดือนแล้ว" เป็นความรู้สึกของ "เสื้อแดง" อีกรายจากเรือนจำภาคตะวันออก
ชงรัฐตั้งองค์กรพิเศษพิจารณารายคดี
ข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรมที่รายงานไปยังนายกฯ และรัฐบาลก็คือ ควรเร่งหาช่องทางให้คนเสื้อแดงบางกลุ่มได้รับการประกันตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกตั้งข้อหาเบา หรือความผิดเล็กๆ น้อย เช่น ออกนอกเคหสถาน หรือชุมนุมขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยหากไม่มีหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว ก็เห็นควรให้ใช้เงินจาก "กองทุนยุติธรรม" เป็นหลักทรัพย์แทน เพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดอง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรตั้ง "องค์กรพิเศษเฉพาะกิจ" ขึ้นมาดูแลคดีของคนเสื้อแดงทุกคดีเป็นการเฉพาะ เพื่อทำความเห็นว่าจากข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้น คนไหนควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวบ้าง เนื่องจากคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ มีครอบครัว มีบุตร ภรรยาต้องดูแล เรียกว่าเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อมาถูกจับและไม่ได้รับการประกันตัวทำให้ขาดรายได้ และอีกหลายชีวิตในครอบครัวพลอยได้รับความเดือดร้อนตามไปด้วย
No comments:
Post a Comment