คำ ผกา
แง้มกะลา หาประชาชน
"กลุ่ม นักเขียนเสนอ ปฎิรูปวัฒนธรรมการอ่านการเขียน ตั้งองค์กรมหาชนอิสระรองรับกิจกรรมขับเคลื่อนปฏิรูปจิตสำนึกพลเมือง ให้เกิดโครงสร้างประเทศใหม่
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 มีเวทีระดมความคิดเห็นนักเขียนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย จัดโดย สำนักงานร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ณ หอศิลปะวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
ความคิดเห็นทั้งหมดจะรวมกับสาขาอื่นกว่า 14 เวที เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรี ประกาศพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ต้อนรับปีใหม่ 1 มกราคม 2554 ขณะที่ข้อเสนอจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ชุด นายอานันท์ ปันยารชุน จากการระดมความคิดเวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ชุด นายแพทย์ประเวศ วะสี จะเสนอต่อรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า"http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education/20100916/353310
คณะ กรรมการปฏิรูปที่ดีรับการแต่งตั้งมาก็คงทำงานของพวกท่านเพื่อสนองเงินงบ ประมาณที่ได้รับมา เพราะได้เห็นข่าวการประชุม ระดมความคิด มันสมอง การเชิญตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนนักพัฒนา ตัวแทนชาวบ้าน ตัวแทนชุมชน ตัวแทนจากแต่ละสาขาอาชีพมานำเสนอความคิดเพื่อจะได้นำมาสรุปเพื่อเสนอต่อ รัฐบาลอย่าง "เบ็ดเสร็จ" และจะออกมาเป็น "พิมพ์เขียว" ปฏิรูปประเทศ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งว่าไม่มีครั้งไหนในชีวิต ที่เรารู้สึกแปลกแยกกับบ้านเมือง ประเทศชาติของตัวเองมากเท่ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในปีนี้ ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเหมือน "คนต่างด้าว" ในแผ่นดินเกิดของเราเอง
ไม่เฉพาะการรัฐประหาร แต่ผลของการรัฐประหาร หลังจากนั้น อันนำมาสู่การลุกขึ้นมาต่อสู้ของประชาชนที่ต้องการปกป้องเสียงทางการเมือง พรรคการเมืองที่พวกเขาเลือก ถูกผนวกเข้ากับความอยุติธรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ "เสียงข้างมาก" ของประเทศถูกต้อนให้จนตรอกและจำนน จนกระทั่งวลี "สองมาตรฐาน" ดังกระหึ่ม ทว่าฟ้าไม่สะดุ้ง แผ่นดินไม่สะเทือน เพราะมันเป็นเสียงของประชาชนที่ถูกพรากเอาความเป็นประชาชนออกไปจากพวกเขา ทันทีที่พวกเขาหันหลังให้อำนาจรัฐด้วยถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ "คนไทยหรือเปล่า?" และ "ผู้ก่อการร้าย" "เป็นภัยต่อความมั่นคง"
โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ไม่เพียงแต่ 91 ศพที่ถูกฆ่า ไม่เพียงแต่การไล่ล่า จับกุม ไม่เพียงแต่การปรับ ย้าย ตำแหน่งในมหาดไทย การแต่งตั้ง ผู้ว่าฯ ที่แสดงออกมาชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังประกาศศึกกับฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับ อำนาจรัฐอย่างโจ่งแจ้ง
แต่โศกนาฎกรรมที่ทำให้คนอย่างฉันซึ่งนับตัวเองเป็นนักเขียนและเลี้ยงชีพอยู่ ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมบังเกิดความโศกาอาดูรกับสังคมไทยอย่างลึก ซึ้งคือ ความรุนแรงทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ที่โบยตีลงมาในจิตสำนึกของคนไทยอย่างไม่ ขาดสายและทวีความรุนแรงขึ้นทุกนาที
และที่ชวนให้โศกศัลย์กว่านั้นก็คือ กลุ่มปัญญาชน นักคิด นักเขียน ที่เลี้ยงชีพด้วย "วรรณกรรม" เหมือนกันกับฉัน นอกจากพวกเขาจะไม่เคยลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนในการต่อต้านการใช้ความรุนแรงของ รัฐที่มีต่อประชาชน การนิ่งเงียบของพวกเขาที่เราคิดว่ามันน่าอดสู น่าละลายอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่การกระโดดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเหลาแส้ทางอุดมการณ์อันใหม่ที่จะโบยตี ได้เจ็บกว่าเดิม หนักกว่าเดิมอย่างปรีดาปราโมทย์นั้น
มันยิ่งชวนให้อดสูและตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า วงการวรรณกรรมไทยนั้นเต็มไปด้วยความล้าหลัง ความอับจนทางปัญญา คือกลุ่มที่หล่อเลี้ยงอีโก้ ตัวตนกันด้วยลูบหลัง ตบไหล่ เอออวย และอย่าสะเออะมาวิจารณ์ หากจะวิจารณ์ต้องบริกรรมคาถาว่า "ด้วยความเคารพรัก และซาบซึ้งในคุณูปการอีกทั้งความปรารถนาดีทั้งมวล
กระนั้นผู้น้อยขอความเมตตาที่จะบังอาจวิจารณ์งานของท่านพี่ ผิดถูกอย่างไรโปรดให้อภัยในความไร้เดียงสา" เสียก่อน
อัน ที่จริงควรจะเป็นคนในวงการวรรณกรรมที่ออกมาเปิดโปง double speak ของรัฐไทยในปัจจุบันว่าได้กระทำการเล่นกลทางภาษากับประชาชนเช่นไรบ้างเช่น
"กระชับพื้นที่" แปลว่า "สลายการชุมนุม"
"ไม่ใช้กระสุนจริง" แปลว่า "กูเอามึงแน่ ถ้ามึงไม่กลับบ้าน"
"ปรองดอง" แปลว่า "ปราบปราม"
"มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย" แปลว่า "จงมีความสุขกับความยากจนของตนและยินดีในอภิสิทธิ์และความร่ำรวยของผู้อื่น โดปราศจากความริษยา คนเราสะสมบุญมาจากชาติที่แล้วไม่เท่ากัน"
"ทุกภาคส่วน" แปลว่า "พวกมึงทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับกู อย่าได้หือเชียว"
และแม้แต่คำว่า "ปฏิรูป" นั้นน่าจะแปลว่า
"ล้างสมอง ล้างไพ่ ล้างบางทางความคิด ปรับปรุงโครงสร้างประเทศมิให้ประชาชนตระหนักในสิทธิแห่งความเป็นพลเมือง ทว่า สยบยอม หวาดกลัว และจำนนต่ออำนาจรัฐอย่างปราศจากการขัดขืน แต่ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปอย่างแนบเนียน มิให้ราษฎรรู้ตัวว่าตนเองถูกล้างสมอง แต่ให้เชื่อว่าทุกอย่างต้องเป็นเช่นนี้ เป็นกฎธรรมชาติ ราษฎรคือสิ่งมีชีวิตที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย ภายใต้เมตาธรรมของผู้ปกครอง ถ้าเราทำดี นอบน้อม เชื่อฟังผู้ปกครองมากเท่าไร ชีวิตเราจะมั่นคง ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น อย่าคิด อย่าเถียง เชื่อมั่นในคุณธรรม ความดีของผู้ใหญ่ ผู้รู้ ของปราชญ์ ของผู้มีอำนาจ แล้วชีวิตจะดีเอง
วิธีแนบเนียนที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการปฏิรูปนี้เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และรัฐบาลมิได้เป็นเผด็จการทำพิมพ์เขียวออกมาบังคับใช้คือ การสร้างกระบวนการคัดสรร ประมวลแนวคิด ระดมมันสมองจาก "ทุกภาคส่วน" เพื่อ perform ว่า นี่คือความใจกว้าง นี่คือการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลาย นี่คือกระบวนการประชาธิปไตย
โดย "แต่งตั้ง" นักวิชาการที่มีภาพพจน์ดี มีภาพพจน์ และประวัติของการต่อสู้เพื่อมวลชน (ทว่ามันกลายเป็นอดีต) เข้าไปเป็นคณะปฏิรูป จากนั้นไปควานหาตัวเอ็นจีโอที่ปากอ้างว่าสู้เพื่อชาวบ้านแต่ดวงตาขยิบหา อำนาจทั้งกระหาย "ทุน" ชื่นชมเผด็จการ มาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป แล้วก็ไปคัดเลือกตัวแทนชาวบ้านสมุนเอ็นจีโออำมาตย์ มาร่วมแสดงทัศนะ
แค่นี้ก็ดูดี เป็นประชาธิปไตยทางตรง ไม่ง้อการเลือกตั้ง เปี่ยมคุณธรรม
เท่านี้ก็จะได้พิมพ์เขียวการตัดตอนทางปัญญาของพลเมือง ช่วยเสริมอำนาจรัฐให้มั่นคง แข็งแกร่ง โดยไม่กระเทือน "จริต" จริยธรรมของชนชั้นกลาง
ปัญญาชนที่ยังพึงใจจะห่อหุ้มจิตสำนึกเผด็จการของพวกเขาด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อประชาธิปไตย"
นอก จาก "แกนนำ" ในวงการวรรณกรรมจะไม่ได้ลุกขึ้นมา "วิพากษ์" ภาษา ถ้อยคำ double speak ที่ต้องนับให้เป็นวรรณกรรมการเมืองร่วมสมัย "แกนนำ" วงการวรรณกรรมยังสนองรับการสังวาสกับอุดมการณ์เผด็จการอย่างซี้ดซาด เกษมสันต์ ด้วยการนำเสนอโครงการ "ปฏิรูปจิตสำนึกพลเมือง" ขอใส่เครื่องหมายตกใจไว้ ณ ที่นี้สักร้อยอัน
เพราะมันชี้ชัดว่า นักเขียนได้สถาปนาตนเองเป็นผู้มี "จิตสำนึก" ที่ถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นๆ มีจิตสำนึกที่ผิดพลาด และบิดเบี้ยว นักเขียนจึงมีพันธกิจอออกมา จัดระเบียบจิตสำนึกที่ผิดพลาด บิดเบี้ยวนั้นให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ ถูกต้อง อยู่ในร่องในรอย
ประทานโทษ ท่านนักเขียนทั้งหลาย-ชาติที่แล้วเกิดเป็นหัวแม่ตีนขวาฮิตเลอร์เหรอฮะ ถึงได้คิดอะไรแบบนี้ออกมาได้ คิดปฏิรูปจิตสำนึกเนี่ยะนะ!!!!!!!!!
อาการเสี้ยนอยากปฏิรูปจิตสำนึกของผู้อื่นนั้น บ่งบอกว่า พวกท่านแอบมีพิมพ์เขียวอยู่ในใจ ซ่อนไว้ในซอกลับของกลีบสมองว่า สิ่งใดคือจิตสำนึกที่ถูกต้อง สิ่งใดคือจิตสำนึกที่ผิดพลาด ท่านเคยถามตนเองบ้างไหมว่า ท่านมีไม้เท้ากายสิทธิ์ใดมาชี้ ถูก และ ผิด กระทั่งเหิมเกริมอยากจะมาทำหน้าที่ "เผด็จการทางปัญญา"
นักเขียนควรทบทวนตัวเองว่า การวิจารณ์งานวรรณกรรม เป็นคนละเรื่องกับการเที่ยวไปบอกคนในสังคมว่า หนังสือเล่มนั้นควรอ่าน เล่มนั้นไม่ควรอ่าน เด็กควรอ่านเรื่องนี้ไม่ควรอ่านเรื่องนั้น ร้อยเล่มนี้ถ้าไม่ได้อ่าน สอบไม่ผ่านการเป็นคนไทย (ก็เค้าว่า ร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน)
ควรหยุดป้ายโทษคนไทยว่า อ่านแต่วรรณกรรมขยะ วรรณกรรมแผ่นเสียงทองคำของพวกท่านเลยขายไม่ออก-งานของท่านคนไม่ซื้อ คนไม่อ่าน ควรโทษตนเองเป็นเบื้องต้นว่าสื่อสารกับคนจำนวนมากไม่ได้ หรือหากจงใจเขียนเรื่องซับซ้อน มากด้วยปัญญา ปรัชญา ก็พึงยอมรับความจริงที่ว่า วรรณกรรมบางประเภทมีสินค้าที่บริโภคกันเฉพาะกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ไม่ได้แปลว่านี่คือหายนะทางปัญญาของสังคมทั้งสังคม ทั้งการอ่านเป็นรสนิยม วิจารณ์ได้ แต่ดูถูกกันไม่ได้ ตัดสิน ผิด ชอบ ชั่ว ดีกันไม่ได้
ทว่านักเขียนไทยมีสันดานของดูถูกรสนิยมของผู้อ่านอยู่เป็นนิจ และเมื่องานของตนไม่ถูกนำไปบริโภคอย่างกว้างขวางก็มักอ้างว่า "ปํญญาของมหาชนยังต่ำเตี้ยนัก อย่ากระนั้นเลย เรามาส่งเสริมการอ่าน และมาสอนพวกเขากันเถอะว่า คนฉลาด คนลึกซึ้งต้องอ่านอะไร ไม่อ่านอะไร"
นักเขียนไทยคงหมกมุ่นเรื่องเหล่านี้กันมากเกินไปจนลืมไปว่าการส่งเสริมการ อ่านที่ดีที่สุดคือ การเขียนงานออกมาสู่ตลาด และปล่อยให้นักเขียนเกิดอย่างหลากหลาย ตลาดมีทางเลือก ปล่อยให้มีการวิจารณ์ วรรณกรรม ถกเถียง ด่าทอ โดยไม่มานั่งฟูมฟายว่าใครประจานใคร ใครไม่เห็นแก่เพื่อนพ้องน้องพี่ แยกการวิจารณ์ออกจากความขัดแย้งหรือความรัก ความชัง อันเป็นส่วนตัว ไม่พอใจบทวิจารณ์ไหนก็ตอบโต้ด้วยบทวิจารณ์ เลิกก่นด่า ฟูมฟาย ตัดพ้อ สงสารตัวเอง หรือพร่ำบนเรื่องการกัดกินอุดมการณ์แทนข้าว
เพราะถ้าทุกข์ท้อกับมันมากนักก็ไปทำมาหากินอย่างอื่น จิตวิญญาณคงไม่ได้แหว่งวิ่นไปสักเท่าไหร่
"นายก สมาคมนักกลอนฯ สนับสนุนอย่างแข็งขันให้ตั้งสถาบันการอ่าน การเขียน และเสนอว่าการศึกษาของไทยขาดยุทธศาสตร์ ขาดนโยบาย ขาดกลยุทธ์การบริหารจัดการ เพราะขาดบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจโดยตรงด้านหนังสือการอ่าน การเขียน ซึ่งจะให้บรรลุจุดประสงค์ก็ควรให้นักเขียนเป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง และเป็นอธิบดีด้วยเพื่อมาบริหารทรัพยากรต้นทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรทางปัญญา พร้อมกับส่งเสริมรายได้ของนักเขียน นักกวี"
อ่านข้อความนี้แล้วยิ่งขำ นักเขียนเสนออย่างตั้งองค์กรมหาชนอิสระส่งเสริมการอ่าน การเขียน บอกว่า รัฐอย่ามายุ่ง ราชการอย่ามาเกี่ยว นักเขียนขอเป็นรัฐมนตรีเอง ปลัดกระทรวงเอง
โห นอกจากจะเป็นเผด็จการทางปัญญาแล้วยังหลงตนเองอย่างแรงว่าในจักรวาลนี้ ไม่มีใครมารู้เรื่องการอ่านและเขียนดีเท่านักเขียน
ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องเอาชาวนาไปเป็น รมต. เกษตร เอาครูไปเป็น รมต. ศึกษาฯ เอานักวิทยาศาสตร์มาเป็น รมต. กระทรวงวิทย์ฯ ทั้งหมดนี้แต่งตั้ง คัดเลือก
เอ๊ะ...แล้ว ส.ส. มีไว้ทำอะไร เอ่อ...แล้วจะไปเป็นปลัดกระทรวงนี่ สอบเข้าไปเป็นข้าราชหรือยัง?
แล้วไหนว่า รัฐอย่ายุ่ง ข้าราชการอย่าเสือก เพราะเห็นลงท้าย ตัดพ้อ (อีกแล้ว) ว่าที่ผ่านมารัฐไม่สนับสนุน ส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง - ตกลงจะเอายังไง?
กล่าวโดยสรุป ฉันคิดว่าคนที่สมควรได้รับการปฏิรูปก่อนใครอื่นคือพวกที่คิดว่า กูจะไปปฏิรูปนู่น นี่ นั่น ควรกลับไปปฏิรูปตนเองก่อนไหม?
ควรกลับไปถามตนเองว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ชุดใดในสังคม ควรถาม ควรใคร่ครวญ ควรละวางตัวตน อีโก้ ควรตระหนักว่านักเขียนก็คือมนุษย์ธรรมสามัญ หาได้มีปัญญาญาณพิเศษเหนือมนุษย์คนอื่น นักเขียนมิใช่มนุษย์สปีชี่พิเศษมีออกร่าครอบศรีษะมลังเมลือง (ถ้าจะมีอะไรครอบก็คงเป็นกะลา)
นักเขียนคือประชาชนที่ควรกลับไปหาประชาชน มิใช่ผู้ที่จะมาปฏิรูปจิตสำนึกประชาชน อ้อ...ก่อนจะกลับไปหาประชาชน ต้องเปิดกะลาก่อนนะ ถึงจะเดินออกมาได้
มติชนสุดสัปดาห์ ฉ.1573
No comments:
Post a Comment