Saturday, October 9, 2010

บทสัมภาษณ์นาย David Streckfuss เรื่องกม.หมิ่น

บทสัมภาษณ์นาย David Streckfuss เรื่องกม.หมิ่น

Read more from สิทธิมนุษยชน

เมื่อไม่นานมานี้นักวิชาการจากขอนแก่นนายเดวิด สตรัคฟัสส์ (David Streckfuss)

ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีชื่อว่า
"Truth on Trial in Thailand: Defamation, treason, and lese-majeste"
ซึ่งจักพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Routledge
และนี้คือบทสัมภาษณ์ http://prachatai.com/english/node/2068
ของนายเดวิด สตรัคฟัสส์ ต่อนายประวิทย์ โรจนพฤกษ์
เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเรื่องอื่นๆ

1. หลายคนที่สนับสนุนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกล่าวว่า
สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่พิเศษดังนั้นกฎหมายนี้จึงมีความจำเป็น คุณคิดอย่างไร


คำถามที่ชัดเจนคือ "หากสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นที่รักของคนหมู่มาก
เหตุใดกฎหมายที่เข้มงวดอย่างมากในประวัติศาสตร์โลกปัจจุบันอย่างกฎหมายหมิ่นจึงมีความจำเป็น?" อาจจะใช่ที่สถาบันเป็นสิ่งพิเศษ
ดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายมาปกป้อง แต่ในหลายกรณี กฎหมายนี้เป็นอุปสรรคโดยตรงต่อความปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยของ
คนไทยส่วนใหญ่ การเชื่อว่าอะไรคือสิ่งพิเศษนั้นก่อให้เกิดความรู้ที่เรียกว่า exceptionalism
อันนำไปสู่การไม่ยอมรับรู้ความเป็นไปและประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นในโลกโดยง่าย

2. คนไทยบางคนอ้างว่าชาวต่างชาติไม่เข้าใจและไม่สามารถเข้าใจสังคมไทยได้ จริงหรือไม่ที่หนังสือของคุณคืออีกตัวอย่างที่แสดงมุมมองของคนนอกที่"ไร้เดียงสา"?

ทุกวันนี้ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะมีใครเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง
หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ วาทกรรเกี่ยวกับประเทศไทยและความเป็นไทยได้ก้าวไปสู่ดินแดนปริศนา ( terra incognita)
ดังนั้นบางทีอาจจะไม่มีใครมีมุมมองที่ดีกว่าใครอีกต่อไป
ผมคิดว่าหนังสือของผมได้ชื่นชมและอธิบายถึงลักษณะเฉพาะของรากเหง้าทางประวัติศาสตร์การรับรู้ความจริงของคน "ไทย"
โดยสรุปหนังสือได้วิเคราะห์และอธิบายระบบความเป็น "ไทย"
ที่กำลังเผชิญหน้ากับระบบกฎหมายสากลและวาทกรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนในยุคสมัยใหม่ ผมจะไม่ขอกล่าวว่ามุมมองในหนังสือเป็น "มุมมองที่ถูกต้อง" เพราะเป็นเพียงมุมมองเดียว
แต่ผมหวังว่ามุมมองนี้จะสร้างเสียงสะท้อนในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ
และผู้ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยและประชาชนไทยอย่างแท้จริง

3. หลายสิบปีก่อน
สื่อกระแสหลักเคยรายงานและเขียนวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์
แต่ในปัจจุบัน สื่อเหล่านี้กลับหลีกเลี่ยงที่จะเขียนหรือรายงาน
หรือแม้แต่ข้อความวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยโดยปราศจากการตั้งคำถาม คุณจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร


มี 2-3ปัจจัยที่อาจจะอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้
อย่างแรกคือการเพิ่มโทษกฎหมายหมิ่น หลังจากการฆ่าหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม กลุ่มเผด็จการทหารได้เพิ่มโทษจำ

คุกเป็น 3-15ปี ต่อความผิดหนึ่งกระทง โทษจำคุกที่เพิ่มเป็นสองเท่านี้เทียบเท่ากับโทษจำคุกข้อหาหมิ่นเมื่อครั้งที่
ประเทศไทยยังคงปกครองด้วยระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า การเคลื่อนไหวไปสู่ประชาธิปไตยในช่วงต้นยุค 60
ถอยหลังและมีการสร้างสถาบันให้เป็นสิ่งสูงสุด สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การอภิปรายเรื่องปัญหาการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเป็นเรื่องยากและยังส่งผลให้ประเทศสูญเสียบรรยากาศของศิลปะ   และสติ

ปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น
และปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายหมิ่นส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชน
แต่สื่อกระแสหลักล้มเหลวที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพของการแสดงออก
ในช่วงปี 1890 สื่อในเยอรมันได้พยายามรายงานเรื่องคดีหมิ่นสถาบันที่มีกว่า 500คดีในแต่ละปี
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายคนถูกลงโทษจำคุกปีหรือสองปี
แต่หลังจากที่พวกเขาถูกปล่อยตัว พวกเขายังคงท้าทางกฎหมายโดยการนำเสนอเรื่องเดิม แม้ว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะถูกลงโทษจำคุกอีกก็ตาม
ในบางครั้งแม้จะมีคนกล่าวว่าการคุกคามทางด้านสิทธิเสรีภาพในประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้เพราะประเทศไทยเริ่มจะมีระบอบประชาธิปไตยเพียงแค่ 80ปีเท่านั้น แต่ในปี 1890
ระบอบประชาธิปไตยในประเทศเยอรมันนั้นมีอายุน้อยกว่าในประเทศไทยขณะนี้ แต่สื่อเยอรมันกลับแสดงพลังและจุดยืนของตนเอง
ประเทศไทยไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยในขณะที่มีการจับกุมคนกว่าร้อยคนเพราะพวกเขาเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นของตนเอง อาจจะชัดเจนกว่าที่จะกล่าวว่าประเทศไทยไม่ต่างจากประเทศพม่า เพราะเพิกเฉยต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างสิ้นเชิง
และข้ออ้างที่ว่าประเทศไทยใช้ "ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ"
เป็นเพียงข้ออ้างของกองทัพที่จะกระทำการใดๆโดยไม่ต้องรับผิด ปัญหาหลักคือการไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกและการนิรโทษกรรมคือ การพยายามลบล้างความผิดในอดีตออกไป
4. เหตุใดสังคมจึงไม่สามารถสร้างความเห็นร่วมกัน
ในกรณีของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?


ในยุค 70
ฝ่ายขวาได้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยด้วยการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" หรือ "ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์"
ในปัจจุบันการกระทำอันถือว่าเป็นกบฏคือการรับเอาความคิดแบบสาธารณรัฐหรือแม้แต่การไม่ทิดทูนสถาบันกษัตริย์อย่างสูงสุด
และทุกวันนี้ฝ่ายขวาในประเทศไทยยังพยายามนับรวมบุคคลที่ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่บุคคลที่ตั้งข้อสงสัยในกฎหมายหมิ่นว่าเป็นกบฏด้วยเช่นกัน และภายใต้เงื่อนไขนี้ ความเห็นร่วมกันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทยจึงนำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสี ประเทศไทยถูกแบ่งแยกเป็นกลุ่มคนที่รักชาติและกลุ่มกบฏ

5. คนที่นิยมเจ้าบางคนเชื่อว่าหากไม่มีกฎหมายหมิ่น
สถาบันกษัตริย์จะสั่นคลอน คุณคิดว่าความกังวลนี้จริงเท็จแค่ไหน


การใช้กฎหมายหมิ่นเพื่อที่จะหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น และการตรวจสอบจากสังคม หรือขัดขวางหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่าระบบได้สั่นคลอนแล้ว
กฎหมายหมิ่นและการใช้กฎหมายหมิ่นเป็นการสร้างความไม่มั่นคงให้กับสถาบัน เพราะทำให้เกิดการปกปิดความจริงของสถานการณ์
ผมเชื่อว่าความจริงจะทำให้สังคมไทยที่แม้ว่าจะเกิดความแตกแยกแล้วก็ตามจะสามารถรอดจากวิกฤตและอาจจะมีความเข้มแข็งขึ้นได้
บุคคลที่ต้องการจะปกป้องสถาบันกษัตริย์จากการตรวจสอบสังคมทำให้สถาบันอ่อนแอและเป็นอันตรายต่ออนาคตของสถาบัน

6. มีอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการจับกุมผอ.ประชาไท
หนังสือออนไลน์อย่างจีรานุช เปรมชัยพรภายใต้กฎหมายหมิ่นหรือไม่


การจับกุมจีรานุชสร้างความกังวลในการจับกุมบุคคลภายใต้กฎหมายหมิ่น
ประการแรกคือ ตำรวจยอมรับว่าพวกเขามีหมายจับจีรานุชนานกว่าปีก่อนที่จะจับกุมเธอที่สนามบิน ตำรวจอ้างว่าต้องใช้วิธีการดังกล่าวเพราะคดีดังกล่าวมีความร้ายแรง
อันที่จริง หากคดีดังกล่าวร้ายแรงจริง ตำรวจมีเวลาอย่างเหลือเฟือที่จะจับกุมจีรานุชที่สำนักงานของเธอซึ่งเป็นสถานที่เดิม ที่เธอเคยถูกจับกุมก่อนหน้านี้แทนที่จะจับกุมเธอตอนที่เธอเดินทางกลับ
จากต่างประเทศ จีรานุชอาจจะเป็นบุคคลที่สี่หรือห้าที่ถูกจับกุมอย่างอึกทึกครึกโครมทั้งที่ไม่จำเป็น และประการที่สองคือ นี่คือตัวอย่างของการขยายการใช้กฎหมายหมิ่นโดยการใช้พรบ.คอมพิวเตอร์

7. เนื่องจากความชราภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และความกังวลเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ รวมถึงปัญหาการเมืองในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่การดำเนินคดีหมิ่นเพิ่มขึ้นหรือไม่


เป็นเรื่องที่น่าเศร้าว่า ในวิกฤติการเมืองนี้ กฎหมายหมิ่นได้กลายเป็นข้อหาหลักที่ใช้จับกุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะการจับกุมคนเสื้อแดงหรือคนที่ถูกมองว่าเห็นใจคนเสื้อแดง กฎหมายหมิ่นได้กลาย

เป็นมากกว่าการข่มขู่ที่ซ้อนเร้น กว่าห้าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2552 ศาลชั้นต้นประเทศไทยรับพิจารณาคดีหมิ่นกว่า 430คดี ซึ่งถูกตัดสินไปแล้ว 231คดี อีก 39คดีได้รับการพิจารณาในศาลอุทธรณ์ และ 9คดีโดยศาลฎีกา จำนวนคดีหมิ่นเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และในปี 2552 มีคดีจำนวน 164คดีขึ้นสู่การพิจารณาในศาลชั้นต้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อการแสดงความคิดเห็นที่ปราศจากความรุนแรง ทำให้เป็นเรื่องยากที่ประเทศไทยจะอ้างว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย เพราะการใช้กฎหมายหมิ่นขัดแย้งกับความพยายามในการสร้างความสมานฉันท์ อันที่จริงแล้วกฎหมายหมิ่นและการบังคับใช้เป็นสิ่งสำคัญที่ขัดขวางกระบวนการสมานฉันท

8. ในหนังสือของคุณได้กล่าวว่ากลุ่มอำมาตย์พยายามที่จะ
"แช่แข็งวัฒนธรรมไทยให้เป็นเรื่องตำนาน"
ทำไมพวกเขาถึงพยายามทำเช่นนั้น?


ผมกล่าวว่าวัฒนธรรมที่มีการละเว้นโทษให้แก่ผู้ที่กระทำความผิดส่งผลอย่างมาก ต่อการรับรู้ความเป็นจริงในสังคมไทย การมีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า การนิรโทษกรรมแก่ฆาตกร และการลดคุณค่าของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะหลังปลายยุค 50 ที่สังคมไทยและระบบการเมืองถูกย่ำยี
ความจริงอย่างง่ายๆกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ และโดยส่วนใหญ่แล้วการกระทำนี้ถูกสนับสนุนโดยสิ่งที่ผมตีความว่าเป็นการที่
รัฐใช้ศาสนาพุทธในทางที่ไม่ถูกต้องในการพยายามโน้มน้าวเหยื่อที่ถูกกระทำให้อภัยแก่คนที่ทำผิดและดำเนินชีวิตต่อไป
ความพยายามอย่างยาวนานนั้นส่งผลทำให้เกิดการปฏิเสธความจริงทางประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดการฆ่าหมู่อีกครั้งแล้วครั้งเล่า
ประวัติศาสตร์ไทยถูกแช่เข็งโดยการผลิตเรื่องราวประโลมโลกของวีรบุรุษ และศัตรูที่ชั่วร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า
จนทำให้กฎหมายหมิ่นประมาทรวมถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
กลายเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และขัดแย้งกับการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญในปี 2540 ได้ทำให้ประวัติ

ศาสตร์ก้าวไปข้างหน้า กลุ่มอำนาจเก่าพยายามที่จะหยุดการเคลื่อนไหวนี้ โดยการสนับสนุนการทำรัฐประหารในปี 2549
แต่จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีหลายคนที่ไม่สนับสนุน
หรือสามารถลืมเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549ได้
อันที่จริงแล้ว จำเป็นจะต้องมีการชำระประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ การให้

อภัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อความจริงถูกเปิดเผย มีการระบุตัวฆาตรกร และประชาชนไทยมีโอกาสที่จะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกบฎดุซงญอ (กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้),
เหตุการณ์ฆ่าหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม, พฤษภาฑมิฬ, ตากใบ และในปัจจุบันคือ เหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553
การนิรโทษกรรมไม่ทำให้การยึดอำนาจจากรัฐบาลโดยการทำรัฐประหาร
และการฆ่าประชาชนที่ปราศจากอาวุธเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ในประ

เทศอื่น พลเรือนได้พยายามที่จะผลักดันให้มีการเปิดเผยเหตุการณ์ในอดีตในกรณีของการละเว้นโทษให้แก่ผู้ที่กระทำผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายหมิ่นประมาทอื่นๆ ทำให้การพูดถึงเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยาก
แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่จะกระตุ้นสังคมให้เริ่มกระบวนการชำระ
ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

9. คุณคิดว่ากฎหมายหมิ่นเกี่ยวข้องกับการสร้างความเห็นร่วม
ของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับความเป็นไทยหรือไม่ อย่างไร


ในช่วงเริ่มแรกประมาณกว่าศตวรรษที่แล้ว ได้มีความพยายามที่จะปกปิดเรื่องการแตกต่างในเชื้อชาติและศาสนา
หลังจากนั้นยังได้มีความพยายามที่จะปกปิดเรื่องความแตกต่าง
ทางด้านเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติอย่างต่อเนื่อง
ความพยายามนี้เป็นความพยายามอย่างหนักซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา
โครงสร้างทางประวัติศาสตร์นั้นส่งผลทำให้เกิดความรู้สึกร่วมในเรื่องของ "ความเป็นไทย"
ตั้งแต่ช่วงยุค 60 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ฟื้นแนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ และโดยเฉพาะในปี 2519 เป็นช่วงที่สถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นสิ่งสูงสุด
จนกระทั่งจึงทุกวันนี้ อย่างน้อยที่สุด ความรักต่อสถาบันกษัตริย์
ได้กลายมาเป็นจุดศูนย์กลางของความเป็นไทย สิ่งที่น่าเสียดายคือ
กระบวนการนี้ทำให้ความเป็นไทยนั้นคือสิ่งสูงสุด และมีการทำทุกอย่าง
เพื่อที่สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา
ดังนั้นเมื่อรูปแบบของความเป็นไทยเริ่มที่จะเสื่อมและแตกสลายอย่างช้าๆ และดูเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นที่น่ากลัวเพราะมีไม่กี่อย่างที่สามารถยึดคนไทยเข้าด้วยกัน การทำรัฐประหารคือ การฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบบนิติรัฐในทุกวิถีทาง
ไม่เคยมีการสร้างประเพณีที่จะจัดการกับความแตกต่าง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ระบบกฎหมายไม่ใช่ที่พึ่งพิงสุดท้าย แต่ในกระบวนการที่เกิดความตระหนักรู้ในประวัติศาสตร์และความจริงได้เริ่มเปิดเผยออกม

จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดอัตลักษณ์และแนวทางในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวแบบใหม่

10. อะไรคือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่คุณค้นพบ
ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูลในการเขียนหนังสือเล่มนี้


สิ่งที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือความสัมพันธ์ของเนื้อหา
ตอนที่ผมเขียนปริญญานิพนธ์ช่วงปี 90
เพื่อนร่วมชั้นเรียนล้อผมว่าผมเลือกหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาเอกของผมอย่างหัวข
้อ เรื่องการหมิ่นประมาทและกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ตอนที่สำนักพิมพ์ Routledge ตกลงที่จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้
ประเด็นเรื่องการหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพยังไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก ในเวลานั้นอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้มีใช้กฎหมายหมิ่นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ไทย และเมื่อปลายปี 2548 ที่คดีหมิ่นได้กลายเป็นหัวข้อข่าว และการเพิ่มขึ้นของการฟ้องร้องคดีนี้ในแต่ละปี
ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขียนหนังสือเล่มนี้ให้เสร็จสมบูรณ์
ผมเลือกที่จะเลือกคดีของดารณีนุชที่ถูกตัดสินจำคุก 18ปีเป็นประเด็นปิดท้าย และสิ่งที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องคือ
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดของการฟ้องร้องคดีหมิ่นเร็วตั้งแต่ปี 2549
และองค์สิทธิมนุษยชนไทยและต่างประเทศกลับนิ่งเฉยเกี่ยวกับเรื่องนี้

11. หนังสือของคุณจะถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่?

ผมคิดว่าไม่นะ! ทำไมถึงต้องห้ามขาย?
ผมไม่เชื่อว่าเนื้อหาในหนังสือละเมิดกฎหมายหมิ่น หรือกฎหมายหมิ่นประมาทใดของไทย และยังไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีของสังคมอีกด้วย
ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะให้มุมมองอีกมุมมองหนึ่งต่อกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์หัวก้
าวหน้าที่มองเห็นประโยชน์ในระยะยาวของสถาบัน ผมได้ค้นคว้าอย่าจริงจัง
เพื่อที่จะอธิบายถึงปัญหาความแตกแยกในประเทศไทยในหนังสือเล่มนี้
และได้แนะนำวิธีการหลายวิธีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย โดยมีสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
และแน่นอนว่าหากหนังสือเล่มนี้ถูกสั่งห้ามจำหน่ายในประเทศไทยก็จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์
ว่า
ทฤษฎีศูนย์กลางที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจ และยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยไม่สามารถยอนรับแนวความคิดที่แตกต่างได้
แต่จะได้อะไรจากการสั่งแบนหนังสือเล่มนี้? คำตอบคือไม่ได้อะไรเลย
และผมเชื่อว่าในอนาคตของประเทศไทย (หรือผมอยากจะเรียกว่าสยามมากกว่า) จะมีความเป็นประชาธิปไตย ที่คนไทยจะสามารถยอมรับความแตกต่างและวิธีการใหม่ ในการทำความเข้าว่าความเป็นพลเมืองที่ดีคืออะไร

 

No comments:

Post a Comment