*สุรชาติ บำรุงสุข*
*We have made history! โค่นเผด็จการตูนิเซีย*
"ในทุกรูปแบบของรัฐบาล
ประชาชนคือผู้ออกกฎหมายที่แท้จริง"
เอ็ดมันด์ เบิร์ก
นักปรัชญาชาวอังกฤษ
ยุคก่อนเอกราช
ตูนิเซียเป็นประเทศอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ และถือได้ว่าเป็นประเทศเก่าแก่
เนื่องจากเป็นที่ตั้งเดิมของพวกคาเธจ
ซึ่งเป็นนักรบในยุคโบราณที่เคยทำสงครามกับจักรวรรดิโรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง
จนกระทั่งในที่สุดพ่ายแพ้ และถูกกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน
จนอาณาจักรคาเธจต้องสูญสิ้นไป
หลังจากปี ค.ศ.1574
จักรวรรดิออตโตมันได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่ในส่วนนี้
และได้กลายเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของชาวอิสลามมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี
ค.ศ.1881 อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันเริ่มอ่อนแอลง
พร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิตะวันตก
และฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลพื้นที่นี้แทน
แต่ก็ยังดำรงการปกครองให้อยู่ภายใต้ผู้ปกครองเดิมที่เรียกว่า "Bey"
จักรวรรดิฝรั่งเศสได้บริหารจัดการพื้นที่ พร้อมๆ
กับการกำหนดเส้นพรมแดนระหว่างประเทศ
และเตรียมจัดตั้งให้ตูนิเซียเป็นประเทศสมัยใหม่
แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดขบวนการเรียกร้องเอกราชในชื่อของ "ขบวนการรัฐธรรมนูญใหม่"
ยุคหลังเอกราช
ในที่สุด รัฐบาลฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากการปกครองตูนิเซียในปี ค.ศ.1956
และคืนอำนาจให้แก่ Bey ในการแต่งตั้งรัฐบาล
ซึ่งทำให้กลุ่มรัฐธรรมนูญใหม่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมีอดีตทนายความ ฮาบิบ
บัวร์กิบา (Habib Bourguiba) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ
เขาได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานหลักในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช
ต่อมาได้มีการล้มล้างระบอบการปกครองเก่า
พร้อมกับประกาศให้ตูนิเซียเป็นสาธารณรัฐ
กลุ่มผู้นำใหม่เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับแนวคิดทางสังคมใหม่ที่ต้องการล้มล้างระบอบของผู้ปกครองอิสลามแบบเดิม
พร้อมกับการนำเอาแนวคิดของการปฏิรูปทางสังคมแบบฝรั่งเศสมาใช้
จนทำให้ตูนิเซียกลายเป็นประเทศก้าวหน้าในโลกอาหรับ
ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินจากการถือครองของศาสนจักรมาเป็นของรัฐ
การยกเลิกโรงเรียนและศาลศาสนา
แม้กระทั่งประกาศยกเลิกเทศกาลบางงานของศาสนาอิสลาม
ตลอดรวมทั้งการยกสถานะของผู้หญิงในสังคม และยกเลิกประเพณีทางศาสนาบางประการ
เป็นต้น
ตูนิเซียมีความก้าวหน้าอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศโลกที่สามอื่นๆ
เพราะประเทศมีกองทัพขนาดเล็ก และไม่มีภาระจากงบประมาณทหารเป็นจำนวนมาก เช่น
ประเทศโลกที่สามทั้งหลาย
ทำให้รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาทางสังคมได้มากขึ้น
ผลจากสภาพเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยประมาณ 25 ปีหลังจากประเทศได้รับเอกราช
บทบาทของทหารในการเมืองตูนิเซียอยู่ในระดับต่ำมาก
จนกลายเป็นกรณีแปลกสำหรับประเทศโลกที่สาม ซึ่งยุคหลังเอกราช
มักจะเป็นยุคของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ
ยุคของการปราบปราม
แต่ผลของการครองอำนาจอย่างยาวนานของผู้ปกครองจากยุคหลังเอกราช
ทำให้ลักษณะการปกครองเป็นไปในทิศทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้น
การถอยออกจากนโยบายแบบสังคมนิยม
จึงไม่ได้เป็นปัจจัยนำไปสู่การปกครองแบบเสรีนิยมแต่อย่างใด
และในช่วงกลางทศวรรษของปี 1970 รัฐบาลได้ขยายบทบาทของกองทัพในการเมือง
โดยเฉพาะการใช้กองทัพในการปราบปรามการประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้น
แม้การเมืองจะมีความผันผวนอย่างมาก แต่ผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน
ทำให้ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศมากขึ้น
แม้กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไข
โดยเฉพาะอัตราการว่างงานสูง และแรงงานเป็นจำนวนมากไหลออกไปสู่ตลาดงานในยุโรป
ประกอบกับการไหลเข้าพื้นที่เขตเมืองของแรงงานจากชนบท
แต่เมื่อการลงทุนจากต่างชาติลดลง พร้อมกับการตกต่ำของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ทำให้เศรษฐกิจของตูนิเซียอยู่ในภาวะวิกฤต
และอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนไอเอ็มเอฟ (IMF)
ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซง และบังคับให้รัฐบาลต้องขึ้นราคาอาหาร
โดยเฉพาะขนมปังและแป้งที่ใช้ทำอาหาร
อันนำไปสู่การประท้วงและขยายตัวเป็นการจลาจลจากชนบทไปสู่เมือง
และขยายตัวไปสู่เมืองใหญ่ของประเทศ
รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการปราบปรามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการล้อมปราบ จับกุม
ปิดหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาว่าผู้ประท้วงเป็น
"หุ่นของอิหร่าน" ที่ถูกส่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในตูนิเซีย
ผลจากสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นายพล ซินี เอล-อบิดีน เบน อาลี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทางทหาร
ได้รับคำสั่งให้ขยายการปราบปรามให้มากขึ้น
ซึ่งก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า
รัฐบาลได้หันมาพึ่งพากองทัพในการปราบปรามประชาชน
ต่างจากเดิมที่มักจะพึ่งกลไกของตำรวจ
ยุคหลังรัฐประหาร
แต่แล้วในที่สุด ผู้รับคำสั่งปราบก็ตัดสินใจทำรัฐประหารเสียเองในเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ.1987 พร้อมกับสั่งปลดประธานาธิบดีบัวร์กิบาออกจากตำแหน่ง
ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้ทำให้การเมืองเปลี่ยนทิศทางแต่อย่างใด
ส่วนที่แตกต่างจากเดิมได้แก่
รัฐบาลใหม่ใช้กลไกทางทหารในการควบคุมและการปราบปรามทางการเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาล เบน อาลี พยายามสร้างภาพลักษณ์ของ "ความปรองดอง"
ด้วยการเปิดระบบการเมืองมากขึ้น การประกาศนิรโทษกรรม
การเชื้อเชิญให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ
และการหาทางเจรจากับกลุ่มผู้นำอิสลาม
พร้อมทั้งแสดงท่าทีใหม่ของรัฐบาลด้วยการสร้างมัสยิด
การประกาศการสวดมนต์ผ่านสถานีวิทยุของรัฐ ความพยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลาม
เป็นต้น
จุดเริ่มต้นของจุดจบ
แต่ในที่สุด สถานการณ์การเมืองในช่วงปลายปี ค.ศ.1989 ก็เริ่มถอยกลับสู่ที่เดิม
ด้วยการจับกุมผู้นำฝ่ายค้านและห้ามการแข่งขันทางการเมือง (กับพรรครัฐบาล) และปี
ค.ศ.1990 จึงเป็นการเริ่มต้นการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง
แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดการขยายตัวของการต่อต้านรัฐบาล พร้อมๆ
กับเศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำลงอย่างมาก...สังคมการเมืองตูนิเซียตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาล
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ
การเมืองตูนิเซียกลับสู่ระบอบอำนาจนิยมอย่างเต็มรูปอีกครั้งนับจากปี ค.ศ.1990
เป็นต้นมา
ในสังคมเผด็จการของตูนิเซียนั้น เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำอย่างมาก
ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจที่ประสบปัญหามาตั้งแต่เมื่อครั้งไอเอ็มเอฟต้องเข้าแทรกแซงนั้น
ไม่สามารถฟื้นตัวได้แต่อย่างใด
ยิ่งประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล
แต่รัฐบาลกลับอยู่ในอำนาจได้ด้วยการค้ำประกันของกองทัพ
และการใช้กลไกการปราบปรามเป็นเครื่องมือ
ก็ยิ่งทำให้การเมืองตูนิเซียอยู่ในลักษณะของการรอให้วิกฤตการณ์เกิดระเบิดขึ้นเพื่อให้การเมืองคลายตัวออกได้
จุดจบ
ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจ "เผาตัวเอง" เพื่อประท้วงรัฐบาล
อันเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ห้ามไม่ให้เขาขายผักบนถนน
เพราะเขาไม่มีใบอนุญาต...ผลของการ "เผาตัว" ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2010
(2553)
ได้กลายเป็นดังการจุดประกายไฟให้เกิดการประท้วงและนำไปสู่การจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศ
จุดเริ่มต้นจากการเริ่มต้นของชายหนุ่มยากจนบนถนนที่ห่างไกลอำนาจรัฐ
ได้นำพาให้คนจนอีกเป็นจำนวนมากในประเทศตระหนักว่า
รัฐบาลเผด็จการไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขา พร้อมๆ
กับคนในเมืองที่ต้องประสบกับภาวะตกงาน พวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า
รัฐบาลเผด็จการไม่ใช่เครื่องมือของการแก้ปัญหาปากท้อง พวกเขาเชื่อมากขึ้นว่า
ปัญหาของประเทศต้องแก้ไขด้วยการให้เสรีภาพแก่ประชาชน
แต่รัฐบาลแก้ปัญหาโดยการกล่าวว่า ผู้ประท้วงถูกจ้างโดยพรรคฝ่ายค้าน
รวมไปถึงการกล่าวหาว่า คนเหล่านั้นเป็น "ผู้ก่อการร้าย"
และตามมาด้วยการสั่งให้ตำรวจปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
ผลจากการตัดสินใจที่กองกำลังของรัฐใช้อาวุธยิงผู้ประท้วง
แทนที่จะทำให้เกิดความกลัว กลับทำให้เกิดความโกรธ
และยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัวมากขึ้น
การปะทะระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับกองกำลังของรัฐบาลในวันที่ 8-9
มกราคมที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 23 คน
แต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกล่าวว่าผู้เสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 60 คน
และผลของการใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงก็ยิ่งกลายเป็นการ "เติมเชื้อไฟ"
ให้การต่อต้านรัฐบาลขยายตัวจนกลายเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองหลวง
รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
เพื่อให้คนหนุ่มสาวอยู่กับบ้านและไม่ออกไปร่วมการประท้วง
และประกาศจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น พร้อมๆ
กับประกาศนโยบายประชานิยมด้วยการขยายงานอีกมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสัญญาว่าจะควบคุมราคาอาหาร
ให้เสรีภาพแก่สื่อและอินเตอร์เน็ต
และสัญญาอย่างสำคัญว่าจะสร้างประชาธิปไตยในตูนิเซีย
แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอและคำสัญญาดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อ
หลังจากการถูกควบคุมเสรีภาพมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปราม
การควบคุมข่าวสารในสื่อ และการควบคุมอินเตอร์เน็ต ทำให้ประชาชนไม่เชื่อรัฐบาล
และการต่อต้านยังดำเนินต่อไป
ไพ่ใบสุดท้าย!
ผู้นำรัฐบาล "ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย"
ด้วยการประกาศลาออกและเตรียมเปิดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
แต่ก็ตามมาด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมๆ
กับการประกาศห้ามออกนอกบ้านทั่วประเทศ ห้ามชุมนุมเกินกว่า 3 คน
และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่สามารถยิงผู้ใดก็ได้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้
ผลก็คือ ประชาชนยิ่งไม่เอารัฐบาลมากขึ้น จนในที่สุด
ผู้นำรัฐบาลและครอบครัวต้องหนีออกนอกประเทศ
จุดจบของเผด็จการไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร
มีอำนาจมากเท่าใด หรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม คำสัญญาและคำหลอกลวงลมๆ แล้งๆ
ไม่เคยช่วยอะไรได้จริง!
การประท้วงในขอบเขตทั่วประเทศใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์
ก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่มีอายุถึง 23 ปีภายใต้การสนับสนุนของทหารลงได้
และคงไม่ผิดนักที่จะสรุปดังคำกล่าวของชายหนุ่มที่ชื่อ อลาดีน เดอร์บารา
(Alaedine Derbala) ว่า "พวกเราได้สร้างประวัติศาสตร์แล้ว...14
มกราคมจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับตูนิเซีย
และเป็นวันที่เราเปลี่ยนแปลงประเทศของเราตลอดไป"
บทเรียนการล้มลงของรัฐบาลเผด็จการตูนิเซีย
เป็นข้อคิดทางการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ส่วน "ท่านผู้นำ"
คนไหนจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ ก็คงขึ้นอยู่กับ "สติ" และ "สมอง"
ที่ยังหลงเหลืออยู่ เท่านั้นเอง!
No comments:
Post a Comment