Sunday, January 29, 2012

นิทาน(หลอกเด็ก)เรื่อง NED กับแดงล้มเจ้า ของสนธิ ลิ้มทองกุล

http://www.go6tv.com/2012/01/ned.html

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

นิทาน(หลอกเด็ก)เรื่อง NED กับแดงล้มเจ้า ของสนธิ ลิ้มทองกุล

วันก่อน(27 ม.ค. 55) สนธิ ลิ้มทองกุลจัดรายการคนเคาะข่าวแล้วพูดถึงเรื่องเงินสนับสนุนการล้มเจ้าในไทยอยู่ช่วงหนึ่ง ลองอ่านย่อหน้าด้านล่างนี้ดู

นายสนธิ ยังเปิดเผยอีกว่า NED-National Endowment for Democracy ให้เงินเอ็นจีโอไทยมาเกือบ 1 ล้านเหรียญ โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง ถึงเว็บไซต์ประชาไทจะปฏิเสธว่าการให้เงินมาไม่มีสิทธิต่อรองในการเสนอข่าว แต่ตนไม่เชื่อ เพราะเว็บไซต์นี้มีการจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันฯ มาโดยตลอด

และ

พี่น้องรู้ไหม องค์กร NED – National Endowment for Democracy หรือที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตยนั้น ปีที่แล้วให้เงินผ่านเอ็นจีโอเมืองไทยมาเท่าไร เกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ เกือบ 30 ล้านบาท และพี่น้องรู้ไหมว่า มีเว็บไซต์ เว็บไซต์หนึ่ง ที่ได้รับเงินจาก NED 70 หรือ 80 % ของเงินที่ใช้เว็บไซต์นี้ มาจากงบของ NED คืองบฝรั่ง เว็บไซต์นั้นชื่อ เว็บไซต์ประชาไท ในรูปที่เห็นนั้น ผู้หญิงคนนี้คือ ผู้อำนวยการเว็บไซต์นี้ ซึ่งถูกข้อหาหมิ่นเจ้าไปแล้ว แปลกมาก ไม่มีใครปิดเว็บไซต์นี้ได้ เว็บไซต์นี้เส้นใหญ่เหลือเกิน ทั้งที่เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์สื่อกลางของพวกซ้ายล้มเจ้า พวกใต้ดินที่ต้องการล้มเจ้า แล้วรับเงินโดยตรงมาจาก NED หลักฐานมีหมด เพราะว่าองค์กรของอเมริกาเวลาให้เงินใคร ต้องลงโฆษณา ต้องแถลง เข้าไปเช็กได้ข่าวระบุชัด ให้เงิน ทางนี้ปฏิเสธว่า ถึงจะให้เงินก็ไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจต่อรองว่าเรื่องข่าวไหนควรจะลงไม่ควรจะลง ท่านผู้ชมเชื่อหรือเปล่าคำพูดอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ประชาไท จะเป็นเว็บไซต์ที่จาบจ้วงสถานบันกษัตริย์ หมิ่นสถาบันกษัตริย์มาตลอดเวลา ภาพที่ท่านเห็นคือเว็บไซต์ของ NED ระบุชัดเลยว่า Thailand ว่าให้เงินใครบ้าง มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือผู้นำอะไร ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด

ที่มา “สนธิ”แฉทุนมะกันหนุนหลังแก๊งล้มเจ้า-หวังยึดไทยสานฝันครองเอเชียแปซิฟิก

ในฐานะที่รู้จักทุน NED และทำงาน NGO พอได้อ่านสิ่งที่สนธิพูดมาก็อดขำไม่ค่อยได้ เลยคิดว่าน่าจะเขียนอะไรถึงซักหน่อย…เรามาดูกันดีกว่าว่า NED ให้ทุนใครบ้าง ให้ทุนแดงล้มเจ้าจริงมั้ย?
จากหน้าเวบที่สนธิอ้างถึง http://ned.org/where-we-work/asia/thailand เรื่องการให้ทุนของ NED (ทุนของ NED เป็นทุนที่ตรวจสอบได้ เพราะอย่างที่สนธิพูดนั่นแหละว่าเป็นทุนที่ได้เงินผ่านมาทางสภาคองเกรสของสหรัฐแล้ว NED จะเป็นคนพิจารณาว่าจะให้ทุนกับโครงการไหนที่เขียน proposal เข้าไปส่ง – ถ้าอยากได้ลองเขียนไปขอก็ได้นะ) เราจะพบว่าองค์กรที่รับทุนของ NED ในประเทศไทยมีทั้งหมดดังนี้

มาดูกันทีละองค์กรดีกว่าว่ามีใครบ้าง:

องค์กรแรก Campaign Committee for Human Rights (CCHR) หรือชื่อไทยคือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนไทย(ครส.) ที่มีเรื่องราวโด่งดังในปี 2009 ในประเด็นเรื่อง Sexual Harassment ในองค์กร โดย NED ให้เงินครส.เพื่อทำเรื่อง Human Rights Defender หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในทุกภาคส่วน สำหรับใครที่สงสัยความแดงขององค์กรนี้ ดูชื่อที่ปรึกษาอย่างปรีดา เตียสุวรรณ์ น่าจะการันตีความแดงได้ ครส.ได้เงินจาก NED ทั้งสิ้น 50,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรต่อมา Center for International Private Enterprise (CIPE) องค์กรนี้เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ทำงานด้านการต่อต้านคอรัปชั่น โดยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกันในไทยคือ Thai Institute of Directors (IOD) หรือชื่อไทยคือ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศคือธนาคารโลก (World Bank) สำหรับโครงการที่ CIPE ได้มาทำในประเทศไทย ได้เงินจาก NED 149,041 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่เรื่องความตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น

องค์กรที่ 3 คือ Cross Cultural Foundation (CRCF) หรือ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีสมชาย หอมลออ (อีกข่าว) ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คอป.ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ เป็นประธานมูลนิธิฯ นี่ก็น่าจะช่วยรับประกันความแดงขององค์กรได้ CRCF ได้ทุนจาก NED 50,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรที่4 Environmental Litigation and Advocacy for the Wants (ENLAW) โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องคดีสิ่งแวดล้อมระหว่างรัฐ/นายทุนกับชุมชน ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ได้เงินไป 40,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรที่5 Foundation for Community Educational Media มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อจัดทำเวบข่าวประชาไท(อันนี้คงไม่ต้องพูดมาก เพราะสนธิน่าจะพูดไปหมดแล้ว)

องค์กรต่อมา National Democratic Institute for International Affairs (NDI หรือ NDIIA) ได้เงินไปถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ เดี๋ยวมาดูกันทีหลังว่าองค์กรนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้เงินเยอะขนาดนี้

องค์กรสุดท้ายตามลิสท์ที่ NED ประกาศไว้ Thai Volunteer Service (TVS) หรือ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) ที่สำนักงานตั้งอยู่ที่เดียวกับประชาไทและคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่คุณสุภิญญา กลางณรงค์เคยทำอยู่ (และในอดีตก็ตั้งอยู่ที่เดียวกับ ครป. ที่สุริยะใส กตะศิลาเคยทำอยู่) ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐเช่นกัน

จากลิสท์รายชื่อที่มีอยู่ในเวบไซท์ก็น่าจะพอบอกแนวทางบางอย่างได้บ้าง แต่เรามาดูกันดีกว่าว่าองค์กรที่ได้เงินทุนถึง 500,000 เหรียญสหรัฐที่นายสนธิบอกว่า “…มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือผู้นำอะไร ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด” นั้นคือใคร

National Democratic Institute for International Affairs หรือ NDI เป็นองค์กรที่เบสที่วอชิงตัน ดี.ซี. ทำงานด้านการพัฒนาประชาธิปไตยในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่ง mandate ของ NDI ก็ถือว่าตรงกับเป้าประสงค์ของ NED อยู่มากทีเดียว เมื่อลองมาโฟกัสดูในส่วนของประเทศไทย ซึ่งนายสนธิได้บอกว่าเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐนั้นถูกใช้ไปจัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นที่เป็นเสื้อแดง(หรือบ่มเพาะให้เป็นเสื้อแดง) ในส่วนของประเทศไทย NDI ได้แจ้งไว้ในหน้า http://www.ndi.org/thailand ว่าทางองค์กรมีกิจกรรมโครงการใดบ้างในประเทศ โดยย่อหน้าที่สำคัญควรอ่านคือ Current NDI Programs ซึ่งเขียนว่า

Current NDI Programs
Since 2007, the Institute has worked on programs to restore democratic institutions, strengthen and promote political party development and increase dialogue between elected officials and constituents.

NDI’s current National Endowment for Democracy-funded program promotes citizen participation in political processes and strengthens the relationship between citizens and newly elected representatives. Together with the King Prajadhipok Institute and the Political Development Council, constituency dialogues aimed at increasing citizen participation are being coordinated to address concerns in 12 target provinces.

โครงการล่าสุดของ NDI ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก NED คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง แค่เสริมศักยภาพ/ความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและส.ส.ที่ได้รับเลือกมา และที่สำคัญคือ…โครงการนี้ NDI ไม่ได้ทำโดยลำพัง แต่หากเป็นความร่วมมือกับ the King Prajadhipok Institute (KPI) หรือสถาบันพระปกเกล้า และ Political Development Councilสภาพัฒนาการเมือง

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้เราก็พลันร้องเหยดดดด ขึ้นมาในใจ นี่แปลว่าสถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนเสื้อแดง(ล้มเจ้า)อย่างนั้นหรือ? หรือจริงๆ แล้ว เรื่อง NED สนับสนุนแดงล้มเจ้าเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดโลกเก่าที่ว่าอเมริกาจะครองโลก(ผู้นำความคิดนี้ ณ เวลานี้คือบลอกเกอร์ชื่อดัง(?) ที่ใช้นามแฝงว่า Land Destroyer - สนธิเองก็ใช้ภาพจากหน้าบลอกของ Land Destroyer ในรายการด้วย) เรื่องนี้ผู้อ่านก็น่าจะสามารถพิจารณาเองได้ไม่ยากนัก

แต่จริงๆ แล้วนายสนธิไม่ควรลืมกรณีปฏิญญาฟินแลนด์ว่าผลของการจับแพะชนแกะนั้นเป็นอย่างไร…นี่เตือนกันด้วยความเป็นหวังดี เพราะถ้าวันดีคืนดีเกิด NED ประชาไท NDI สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง ลุกขึ้นมาฟ้องร้องในกรณีการหมิ่นประมาทขึ้นมาท่าทางจะดูไม่จืดเลยทีเดียว

ไว้ถ้าว่างๆ อีกเมื่อไหร่ จะลองหาเวลามาเขียนเพิ่มเรื่องทำไมอเมริกาถึงไม่น่าจะคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่ต้องว่างจริงๆ และอ่านหนังสือให้จบก่อน

หมายเหตุ:สำนักข่าว ASTV ควรพิจารณาการเขียนข่าวของคนเขียนสรุปรายการคนเคาะข่าวตามลิงค์ที่ให้ไว้ข้างบนได้แล้ว เพราะสรุปความผิดไปหลายกิโลเมตร จากที่ว่าองค์กรหนึ่ง(ซึ่งก็คือ NDI) ได้เงินจาก NED มา 5แสนเหรียญ ไปเป็น “โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง” ถ้านี่ไม่ใช่ความตั้งใจของ ASTV ที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด(โดยฉวยโอกาสจากความเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือของคนไทย) ก็แปลว่าคนที่เขียนข่าวนี้ไม่มีความสามารถในการเขียนมากพอที่จะเป็นนักข่าวได้

ขอขอบคุณ

http://mhonism.com/2012/01/29/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/


Monday, January 23, 2012

สุรชัย แซ่ด่าน เตรียมอดข้าวประท้วง จี้ทำไมนักโทษคดีหมิ่นไม่ได้ย้าย

http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38885

สุรชัย แซ่ด่าน เตรียมอดข้าวประท้วง จี้ทำไมนักโทษคดีหมิ่นไม่ได้ย้าย
Mon, 2012-01-23 15:17


23 ม.ค.55 มีรายงานข่าวจากผู้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระบุว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือความผิดตามมาตรา 112 ได้เตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์กรณีที่ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ไม่ได้รับการพิจารณาให้ย้ายไปยังเรือนจำชั่วคราว และจากนั้นหากไม่มีความคืบหน้าสุรชัยเตรียมจะอดอาหารประท้วง

นายสุรชัยระบุว่า การจะพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นผู้ต้องหาทางการเมืองหรือไม่ ต้องพิจารณาถึง1.กระบวนการทางความคิด 2.พฤติการณ์การกระทำผิด และ 3.สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น สำหรับกระบวนทางความคิดนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าตนเองมีกระบวนทางความคิดทางการเมืองมาตลอด 40 ปี คดีนี้ถือเป็นการกระทำผิดทางมโนธรรม ซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงกว่าการร่วมชุมนุมเสียอีก ส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิด ก็เกิดจากการเปิดเวทีอภิปรายซึ่งเป็นการกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ ไม่ได้ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อผู้ใด ส่วนสถานการณ์การเมืองหรือบริบทในเวลานั้นก็เห็นได้ชัดว่ามีการนำสถาบันมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

สุรชัยระบุว่า เมื่อรวมทั้งสามอย่างนี้แล้วสามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 นั้นมีสถานภาพเป็นนักโทษการเมืองอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้ ควรได้รับการควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัวพิเศษ ไม่ว่าระหว่างการพิจารณาคดีหรือแม้แต่ส่วนที่ได้รับโทษเด็ดขาดแล้ว เพราะคดีนี้มีความอ่อนไหว มีแรงเสียดทานสูง ไม่มีความปลอดภัยเมื่ออยู่รวมกับผู้ต้องขังทั่วไป ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ต้องขังคดีนี้หลายคนถูกทำร้าย แม้แต่ตนเองซึ่งนับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์การติดคุกมานานก็ยังถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ที่มีความคิดตรงข้าม ทำให้ที่ผ่านมาตนประกาศจะอดข้าวไปแล้วครั้งหนึ่ง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่โยนอาหารของตนลงกับพื้น จนผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องมาไกล่เกลี่ย

สุรชัยระบุอีกว่าไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการที่พิจารณาเงื่อนไขของผู้จะได้รับการย้ายไปเรือนจำใหม่เป็นข้าราชการประจำจากราชทัณฑ์ เพราะย่อมมีความเกรงกลัวต่อแรงเสียดทาน เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกมาค้านก็กลัว ทั้งที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ก็เสนอให้ครอบคลุมถึงผู้ต้องโทษคดีหมิ่นฯด้วยแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้พิจารณาเรื่องนี้ควรเป็นรัฐบาลและฝ่ายการเมือง

“ถูกคดีหมิ่นเป็นการเมืองขั้นสูงกว่า ส.ส.กระทำผิดเสียอีก ถ้าไม่นับเท่ากับดูถูกเรา เราสู้มาตั้ง 40 ปี ถ้าอาทิตย์นี้ผ่านไปยังไม่มีคำตอบ สิ่งที่จะทำต่อไปคืออดอาหารประท้วง” สุรชัยกล่าว

หวังตั้ง "เครือข่ายผู้ต้องขัง" เดินเรื่องประกันเอง
ธันย์ฐวุฒิ (ของสงวนนามสกุล) ระบุว่า อย่างไรนักโทษคดีหมิ่นฯ ก็ควรจะต้องได้รับการย้ายไปเรือนจำชั่วคราวด้วย เพราะผู้ต้องโทษคดีนี้ซึ่งเป็นคดีทางความคิดแต่เมื่ออยู่ในเรือนจำจะลำบากกว่าปกติ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ช่วงแรกหลายคนถูกกลั่นแกล้งด้วย นอกจากนี้ในสายตาของเขาคดีนี้ถือเป็นการเมืองมากที่สุด เพราะข้อหานี้ถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งทางการเมืองได้ง่าย

“เราไม่ได้หวังว่าที่นั่นจะสุขสบายกว่านี้ มันไม่สำคัญเท่ากับการได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน มีคนมาเยี่ยม แบบที่ไม่ใช่เยี่ยมนักโทษอาญา แต่มาเยี่ยมในฐานะสหายร่วมรบ และอย่างน้อยที่สุดข่าวสารต่างๆ จะได้รับรู้กันอย่างรวดเร็ว” ธันย์ฐวุฒิกล่าว

เขาระบุด้วยว่า อยากให้มีกลุ่ม “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกคุมขังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2549” โดยให้ทนายหรือตัวแทนของผู้ต้องขังจัดแถลงข่าวข้อเรียกร้อง ความคืบหน้าต่างๆ เป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องประกันตัวโดยประสานกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ขึ้นต่อ นปช.

สมยศตระเวรคุกหลายจังหวัด ระบุแออัดขั้นวิกฤต
สมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นอีกรายที่เพิ่งถูกย้ายกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังต้องย้ายที่คุมขังไปยังจังหวัดสระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เพื่อสืบพยานโจทก์และมีกำหนดต้องไปจังหวัดสงขลาอีก ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำต่างจังหวัดค่อนข้างแย่ เนื่องจากมีนักโทษล้นเกิน

“มันแออัดทุกตารางนิ้ว เคยเห็นหมาโดนยัดขังกรงในรถแบบที่ออกข่าวไหม นั่นแหละ คุกเมืองไทยวิกฤตแล้ว”

สำหรับประเด็นการย้ายผู้ต้องขังคดีการเมืองไปยังเรือนจำแห่งใหม่นั้น สมยศระบุว่าตนเองเฉยๆ กับเรื่องนี้ แม้มันอาจจะดีในแง่จำแนกแยกแยะคนได้ แต่บางทีการเอานักโทษการเมืองไปอยู่รวมกันอาจเป็นประโยชน์กับรัฐในแง่การควบคุมได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ที่คุมขังใหม่ยังมีสภาพเป็นตึกที่ไม่มีสนามหรือพื้นที่โล่ง

“คุกการเมืองมันควรจะดีกว่านี้ เพราะมันเป็นคดีทางความคิด และเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย” สมยศกล่าว

สุนัย รำลึกวีรชน 20 1 1012

สุนัย รำลึกวีรชน 20 1 1012

http://www.youtube.com/watch?v=6IAzhO2W-qQ&feature=related


Sunday, January 22, 2012

คนเชียงใหม่ร่วมรณรงค์ แก้ 112 ชี้แดงมีหลายเฉด 'กลัว-กล้า' ต่างกัน

http://www.prachatai3.info/journal/2012/01/38875

คนเชียงใหม่ร่วมรณรงค์ แก้ 112 ชี้แดงมีหลายเฉด ‘กลัว-กล้า’ ต่างกัน

คนเชียงใหม่ทยอยลงชื่อแก้ไข ม.112 ชี้เสื้อแดงมีหลายเฉดมีความกลัวความกล้าต่างกัน เพราะได้รับข้อมูลและมีความเข้าใจหลายระดับ ดีเจวิทยุชุมชนชี้ต้องเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างแท้จริง ส่งแบบฟอร์มกระจายไปตามที่ต่างๆ เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย

 

ชาวเชียงใหม่สนใจเริ่มทยอยมาลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์แก้ไข ม.112 โดยทางสถานีได้กระจายแบบฟอร์มไปตามร้านค้า เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย

22 ม.ค. 55 – ที่ร้านเร้ดค้อฟฟี่ ถ.ศรีดอนไชย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรม รับฟังการถ่ายทอดเสียง งานอภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง” (รวมถึงไลน์สัญญาณเสียงออกอากาศทางคลื่น 99.15 MHz) และลงชื่อเพื่อแก้ไข ม.112 โดยมีผู้สนใจทยอยมาลงชื่อตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 55 ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์

ลุงมังกร ชาวบ้านป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าอยากให้มีการจัดกิจกรรมของนิติราษฎร์ในหัวเมือง เช่น อุบล ขอนแก่น เชียงใหม่ และเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัด เพื่อที่จะได้เผยแพร่แนวคิดนี้ในวงกว้างมากขึ้น เมื่อถามว่ามีความกลัวในการลงชื่อครั้งนี้หรือไม่ ลุงมังกรกล่าวว่าไม่กลัวเพราะตนก็ทำตามกรอบกฎหมายทุกอย่าง

พี่มีน ชาวบ้านจาก อ.สันทราย อายุ 41 ปี ทำอาชีพค้าขาย กล่าวว่าในด้านกฎหมายไม่กลัวที่จะลงชื่อครั้งนี้ เพราะคิดว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ประสบการณ์ที่ได้ร่วมนำแบบฟอร์มไปให้เพื่อนบ้านที่เป็นเสื้อแดงลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายนี้ พบว่าหลายรายยังไม่กล้าลงรายชื่อ เพราะยังไม่เข้าใจกระบวนการนี้ ที่ต้องมีการเตรียมเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน อาจมีความกลัวว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกนำไปเผยแพร่แล้วมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานหรือเป็นที่จับตาของทางการ และถึงแม้คนเสื้อแดงแถวบ้านจะมีจานดำ ได้ดูว๊อยซ์ทีวีหรือเอเชียอัพเดท พูดคุยประเด็นนี้ (ม.112) กันบ้าง แต่คนเสื้อแดงก็มีหลายเฉด มีความเข้าใจและความกล้าต่างกัน มีทั้งที่กล้าลงชื่อและไม่สะดวกที่จะลงชื่อ

นายจักรพันธ์ บริรักษ์ ผู้จัดรายการคลื่นสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ (FM 99.15 MHz) ให้ความเห็นว่าหลังจากที่ทางสถานีร่วมรณรงค์ร่วมกับส่วนกลางมาตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 55 เป็นต้นมา ก็มีชาวบ้านที่รับฟังคลื่นทยอยมาลงชื่อกว่า 50 คนแล้ว และอาสานำเอกสารจากส่วนกลางไปให้เพื่อนบ้านร่วมลงชื่ออีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีคนร่วมแก้กฎหมายนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

จักรพันธ์ตั้งเป้าว่าจะมีการจัดรายการผ่านสถานีให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแก้ไข ม.112 อย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของสถานีก็ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ตั้งสถานีแล้ว (ธันวาคม 2553) ตั้งแต่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความซุ่มเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งด้วยข้อหาความมั่นคง จนมาถึงปัจจุบันที่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังจะมีการจัดเวทีเสวนาเรื่องนี้ทุกเดือน โดยเชิญวิทยากรจากส่วนกลางมาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านที่ฟังวิทยุชุมชนอีกด้วย รวมทั้งต้องกระจายแบบฟอร์มการแก้ไข ม.112 นี้ในวงกว้างมากที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับการณรงค์นี้อย่างแท้จริง

โดยทางสถานีได้กระจายแบบฟอร์มไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย (มีทั้งสะดวกให้ประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์และไม่สะดวกประชาสัมพันธ์)

 

……

สำหรับผู้สนใจร่วมรณรงค์ในภาคเหนือในขณะนี้ (ณ เดือนมกราคม 2555 เตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ไปลงชื่อได้ที่ …

ร้าน Book Re:public ถนนเลียบคันคลอง ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้าน 9 บรรทัด ซ.ชมจันทร์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้านเร้ดคอฟฟี่ ถ.ศรีดอนไชย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้านก๋วยเตี๋ยวราษฎร ซ.ขนมบ้านอาจารย์ (หลังมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่) อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้ายบัวเทพก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ต.ท่ากว้าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่

จ.เชียงราย ที่วิทยุชุมชน FM 100.5 MHz อ.เมือง จ.เชียงราย

Saturday, January 21, 2012

วิวาทะพี่น้องร่วมคณะนิติศาสตร์:สมคิดวิพากษ์-วรเจตน์โต้ตอบ ตีความกม.ต่างกัน แต่ห้องทำงานอยู่ติดกัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327048750&grpid=01&catid=01

วิวาทะพี่น้องร่วมคณะนิติศาสตร์:สมคิดวิพากษ์-วรเจตน์โต้ตอบ ตีความกม.ต่างกัน แต่ห้องทำงานอยู่ติดกัน
วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:30:00 น.
Share



รับชมข่าว VDO

"ผมไม่ได้คิดจะโต้นิติราษฎร์นะเพราะนิติราษฎร์เขากู่ไม่กลับแล้ว จะเตือนอะไรเขาก็ไม่ได้ จะทำอะไรเขาก็ไม่ได้ ที่ผมตั้งคำถาม 15 ข้อในเฟซบุ๊ก ผมไม่ได้คิดจะถามนิติราษฎร์ แต่ผมตั้งเพื่อถามนักศึกษาว่า จะทำอะไร จะเห็นด้วยกับใครคิดให้ดีนะ"

-สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


"ผมถามว่าจะกู่ไปไหน ผมยืนยันว่าเดินบทหนทางของประชาธิปไตย หนทางนิติรัฐ เราเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง คุณจะกู่ให้ผมกลับไปไหน จะกู่ให้ไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญกับคนทำรัฐประหารเหรอ ผมไม่ไปหรอก มันไม่ใช่เรื่องกู่ไม่กลับ อีกด้านหนึ่งอธิการบดีจะต้องใจกว้าง เราพูดเรื่องเหตุผลธรรมดามากที่สุด กล้าท้าเลยว่าถ้ามีวิวาทะเรื่องรัฐธรรมนูญ ออกเวทีสากล ต่างชาติจะต้องเชื่อถือและสนับสนุนเรามากกว่า เพราะสิ่งที่เราทำถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์แน่นอน"

-วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์

---

หลังจากมติชนออนไลน์ได้นำเสนอบทวิเคราะห์-วิพากษ์นิติราษฎร์โดยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "สมคิด เลิศไพฑูรย์"

เพื่อความเป็นกลาง จึงขอเปิดหน้าสื่อให้หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ได้โต้ตอบบ้าง

เรียกว่า "สวนกันหมัดต่อหมัด"

ตั้งแต่ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปจนถึงเรื่องการใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการจัดเวทีทางวิชาการ

สนุกน่าติดตามอย่างตาไม่กระพริบ

ถือเป็น "มวยคู่เอก" ในวงการนักกฎหมายมหาชน




ทั้งคู่เป็นอาจารย์ร่วมคณะนิติศาสตร์ มธ.

สมคิดเป็นรุ่นพี่จบจากฝรั่งเศส วรเจตน์เป็นรุ่นน้องจบจากเยอรมัน

แม้เป็นนักกฎหมายมหาชนเหมือนกัน แต่ตีความกฎหมายไม่เหมือนกัน

ถึง "เวที" นี้ทั้งคู่อาจจะไม่ได้มาวิวาทะกันโดยตรง

แต่ก็ถือว่าเป็นเวทีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียกน้ำย่อยกันไปก่อน

ให้ท่านผู้ชมทางบ้านได้ตามเชียร์ วิเคราะห์ แยกแยะ

และเป็นคนตัดสินเองว่า "แนวคิดของใครตรงตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย"

เชื่อว่าอีกไม่นาน "ทั้งคู่" จะต้องมาเจอกันบนเวทีอภิปรายแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" อย่างสันติตามหลักการและเหตุผล

---

ว่าด้วยการยกเลิกมาตรา 309

สมคิด : ผมไม่รู้ว่าเขาจะแก้มาตรานี้ยังไง และไม่รู้ว่าคนที่แนะนำเขาเข้าใจมาตรานี้หรือเปล่า รัฐธรรมนูญมีบทหลักกับบทเฉพาะกาล ซึ่งมาตรานี้เป็นบทเฉพาะกาลคือใช้ชั่วคราว แก้เพื่อย้อนคดีที่เคยตัดสินไม่ได้เพราะเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีผลใดๆ ก็ไม่รู้ว่าจะไปแก้บทเฉพาะกาลทำไม ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าใครแนะนำเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบทเฉพาะกาลมีอายุแค่ 6 เดือนหรือหนึ่งปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ถ้าแก้ก็ต้องแก้บทหลัก อย่างมาตราในการยุบพรรคที่อยู่ในบทหลักและใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้

วรเจตน์ : มันเป็นเล่ห์ของนักกฎหมายเพราะนักกฎหมายไทยมีเล่ห์เยอะ มาตรา 309 ไม่ได้มีความหมายในตัว ถ้าไม่มีมาตรา 36 และ 37 ของรัฐธรรมนูญปี 2549 รองรับเอาไว้ ซึ่งมาตราดังกล่าวเขียนไว้โดยขออธิบายสั้นๆว่า การกระทำใด ๆ ของ คปค.ให้ถือว่าชอบโดยกฎหมาย หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2549 ถูกยกเลิกไป รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีมาตรา 309 ซึ่งมันไปเชื่อมกับมาตรา 36 และมาตรา37 ของรัฐธรรมนูญปี 2549 พอเราไปประกาศว่า จะต้องให้การกระทำใด ๆ ตามมาตรา 36 และมาตรา 37 เป็นโมฆะ ฝ่ายที่ไปทำรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงตกตะลึงกับสิ่งที่เราเสนอ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในทางกฎหมาย ฝ่ายนั้นจึงคาดไม่ถึง โดยประกาศความเป็นโมฆะของเราจะทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้ประชาชนลงประชามติเพราะถือว่ารัฐาธิปัตย์ได้กลับมาสู่ประชาชน แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสินว่าจะลงมติประกาศให้มาตรา 36 และมาตรา 37 เป็นโมฆะหรือไม่ ถ้ามาตรา 36 และมาตรา 37 เป็นถูกทำให้เสียเปล่าจริง คณะคปค.หรือแม้แต่ผู้ที่ไปร่วมร่าง รธน.ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยเพราะมีส่วนร่วมในการทำรัฐประหาร


ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.

สมคิด : นักวิชาการบางกลุ่มวิจารณ์วุฒิสภาว่ามาจากแต่งตั้งผสมเลือกตั้ง 74:76 สำหรับผมไม่เรียกว่าแต่งตั้งหรอก เพราะทั้ง 74 คนนั้นมาจากการสรรหา มีกระบวนการเสร็จสิ้น มีคณะกรรมการสรรหา มีการเสนอชื่อโดยคน 3-4 กลุ่มด้วยกัน ไม่ใช่อยู่ดีก็ตั้งนาย ก. นาย ข. ขึ้นมา สำหรับจำนวน 74:76 นั้นเขาก็ตั้งใจครับ ว่าต้องการให้คนที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าการแต่งตั้ง ในอังกฤษวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง 100% ไม่เห็นมีนักวิชาการคนไหนกล้ากล่าวหาอังกฤษไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย แต่เมืองไทยระบบส.ว. 74:76 กลับโดนว่าเผด็จการ ผมขอย้ำอีกทีว่า ถ้าได้ย้อนดูประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญปี 2540 นักวิชาการที่จบมาจากประเทศอังกฤษ อเมริกา หรือฝรั่งเศสนั้นไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งวุฒิสภา 100% เพราะระบบเลือกตั้งไม่ได้ตอบโจทย์ทุกเรื่องในประเทศไทย การเลือกตั้งของไทยไม่เหมือนกับในต่างประเทศ เราไม่ได้คนดีเหมือนอย่างเขา การเลือกตั้งในปี 2540 สองครั้งถูกพิสูจน์แล้วว่าระบบการเลือกตั้งวุฒิสภาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เลือกตั้งทั้งสองครั้งก็ไม่ถูกใจประชาชน ถ้าหากระบบวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งประสบความสำเร็จ รัฐธรรมนูญปี 2550 คงไม่เปลี่ยนที่มาของส.ว.หรอกครับ

สว.สรรหาดีก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วเขาก็แสดงตัวและทำผลงานได้ดี อย่างอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และอีกหลายคน ถ้านำกลับมาผมก็คิดว่าทำผลงานได้ดี ผมคิดว่าคนบางคนสนใจการเมือง และสนใจการเมืองเพื่อประชาชนโดยแท้จริง เขาเข้ามาไม่ได้เพื่อโกงกินหรือเพื่อฐานเสียงในจังหวัดของเขา แต่เพื่อมาทำงานกับผู้คน ทำยังไงให้ประเทศไทยดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งกระบวนการเลือกตั้งไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เนื่องจากคนไทยไม่ได้เลือกผู้แทนจากหลักแท้ ๆ คือเรื่องความรู้ความสามารถ แต่เลือกจากเหตุผลอื่นๆ มากมาย ทั้งเรื่องผลประโยชน์ ความมีชื่อเสียงโด่งดังของผู้สมัคร หรือดูเป็นนักโต้วาทีน่่าจะเป็นฝ่ายค้านที่มีสีสันในสภา

วรเจตน์ : อาจารย์สมคิดไปยกเรื่องสภาขุนนางของอังกฤษว่ามาจากการแต่งตั้ง แต่อาจารย์สมคิดคงลืมไปว่าอำนาจของสภาขุนนางของอังฤษที่มาจากการแต่งตั้งเทียบกับอำนาจของส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของประเทศไทยนั้นอำนาจสภาขุนนางของอังกฤษมีน้อยมากกว่า ส.ว.ที่อาจารย์สมคิดเรียกอย่างสวยหรูว่ามาจากการสรรหาอย่างมาก เป็นเรื่องแปลกที่พอจะยกเหตุการณ์ก็มักจะเลือกหยิบข้อเท็จจริงมาเพียงบางชุด ไม่ยอมพูดข้อเท็จจริงให้หมด ข้อเท็จจริงต้องชัดเพราะถือเป็นพื้นฐานเริ่มต้นสำหรับการวินิฉัยของนักกฎหมาย

ส่วนเรื่ององค์กรต่างๆที่มาจากการสรรหานั้นจะต้องอธิบายสังคมประชาธิปไตยให้ได้ว่า เวลาที่องค์กรเหล่านี้ใช้อำนาจออกไปแล้ว มันไปเชื่อมกับอำนาจประชาชนอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้แปลว่าเกิดปัญหาในระบอบเรื่องการความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ แต่ก็จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มออกมาบอกว่า ระบอบไม่เป็นปัญหา คนต่างหากที่เป็นปัญหา ต้องเอาคนดีเข้าสภา ผมอยากถามกลุ่มคนเหล่านั้นเวลาผู้ถึงคนดีว่า คนดีของคุณต้องเป็นอย่างไร สำหรับผมคนดีอาจจะเป็นปัญหาสำหรับตัวระบอบด้วยซ้ำ คนดีที่สนับสนุนรัฐประหาร คนที่ที่เห็นคนไม่เท่ากัน อย่างนี้หรอคนดีที่รับกับระบอบประชาธิปไตย


ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้อนกลับไปใช้ รธน.ปี 2475-2489

สมคิด : มีคนเสนอว่าจะย้อนหลังไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2475-2490 ของนิติราษฎร์ อีกหน่อยฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยก็จะออกรัฐธรรมนูญย้อนไปเพื่อลงโทษพรรคเพื่อไทยอีก ทีนี้มันก็กลายเป็นการแก้รัฐธรรมนูญกลับไปกลับมา ผมถึงงงมากว่าคิดอะไรกันอยู่ พูดกันว่าปรองดอง แต่ก็แก้รัฐธรรมนูญกัน ที่น่าสงสัยคือ การแก้รัฐธรรมนูญโดยย้อนกลับใช้รัฐธรรมนูญ ในบางยุคบางช่วง เพื่อบางคน ทำไปเพื่ออะไร ตอบโจทย์อะไรกับสังคมไทยได้บ้าง ถ้าตอบโจทย์ไม่ได้อย่าไปทำเลย แต่ถ้าตอบโจทย์ได้ว่าแก้เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมผมว่าอันนี้คนเขารับได้ แต่ที่ผมเห็นทุกวันนี้ไม่ได้แก้เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมแต่แก้เพื่อคนบางคนเท่านั้นเอง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวในสังคมไทย และจะไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ที่จะทำให้โหรทั้งหลายพยากรณ์ว่าการเมืองไทยจะร้อน

วรเจตน์ : โลกอภิวัฒน์ไปสู่ความดีงาม กฎหมายก็ต้องอภิวัฒน์ไปสู่ความดีงาม ที่เราเลือกใช้ รัฐธรรมนูญช่วงปี 2475-2490 เพราะเราคิดว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยมากที่สุด แต่หลังจากการรัฐประหาร 8 พฤศิกายน 2490 หลังจากนั้นมา รัฐธรรมนูญในแง่ของกฎหมายสูงสุดถูกลดค่าลงอย่างมาก มีหลายมาตราที่ร่างขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย องคมนตรีก็เกิดขึ้นหลังจากรัฐธรรมนูญหลัง 2490 เป็นต้นมา ปัญหาการตีความของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึงแม้ในปัจจุบันกฤษฎีกาก็ยังตีความไม่จบสิ้นว่าสุดท้ายแล้วองค์กรนี้เป็นนิติบุคคลหรือเป็นองค์กรของรัฐกันแน่ ปัญหานี้ก็เกิดจากรัฐธรรมนูญหลังปี 2490 เป็นต้น เราจึงต้องการทำให้รัฐธรรมนูญอ้างอิงจากระบอบการปกครองประชาธิปไตยมากที่สุด แล้วรัฐธรรมนูญช่วงปี 2475-2490 ก็ตอบโจทย์ดังกล่าว คนบางคนบอกว่า ถ้ากลับไปใช้รัฐธรรมนูญช่วงปีนั้นจะทำให้คนบางคนได้ประโยชน์ สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่จะมีคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่นิติราษฎร์กำลังทำ อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนแต่ถูกรัฐประหารไปโดย คมช. เมื่อเราต้องการให้ย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2475-2490 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อดีตนายกทักษิณจะได้ประโยชน์เพราะเป็นประโยชน์ที่เขาพึงได้ เรามองทักษิณเป็นปัญหาจนลืมหลักการของรัฐธรรมนูญซึ่งต้องสอดคล้องกับประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ


ว่าด้วยหลักการคานอำนาจอธิปไตย 3 ทาง นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ

สมคิด : ผมขอเรียนว่าสิ่งที่เราทำคือพยายามไม่ให้เกิดระบบเผด็จการที่ฝ่ายบริหารควบคุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ทำก็บรรลุผลสำเร็จ เพราะทุกวันนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถควบคุมทุกฝ่ายได้ ในทางทฤษฎีคนที่คิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจขึ้นคือ มองเตสกิเออร์ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส โดยบอกว่าอำนาจอธิปไตยไม่ควรอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ มองเตสกิเออร์ไม่ได้หมายถึงระบอบทักษิณแต่พูดถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์มีอำนาจเพียงแต่พระองค์เดียว และใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร สิ่งที่มองเตสกิเออร์เสนอก็คือ อำนาจควรแยกเป็นสามทางและทั้งสามอำนาจควรใช้โดยคนคนละกลุ่มกัน ให้ผู้ใช้อำนาจทั้งสามนั้นขาดกันแต่อำนาจทั้งสามต้องคานอำนาจกันได้ ดังนั้นมองเตสกิเออร์จึงบอกว่า การคานอำนาจทั้งสามต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน จะทำให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพได้ ไม่ใช่ทั้งสามอำนาจเรียงกันอยู่ในแนวดิ่ง ปล่อยให้อำนาจหนึ่งอยู่เหนืออีกอำนาจเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่อำนาจฝ่ายบริหารมีมากกว่าอำนาจอื่น ๆ จนนำไปสู่ระบอบทักษิณ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ดึงทั้งสามอำนาจกลับมาอยู่ในระนาบเดียวกันได้ นี้คือการสร้างดุลยภาพในทางอำนาจ และเราก็ทำสำเร็จ

วรเจตน์ : ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องรื้อโครงสร้างทั้งหมด แล้วมาตั้งโจทย์กันว่า เรายอมรับเรื่องการแบ่งแยกอำนาจไหม นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ทั้งสามอำนาจมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยมากน้อยต่างกันแล้วจะถ่วงดุลอย่างไร ระบบตุลาการควรจะขาดออกไปเป็นอิสระเหมือนที่เป็นอยู่ตาม รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ถูกคานจากอำนาจอื่นโดยอ้างความเป็นอิสระเป็นเกราะกำบังตัวเองตลอดเวลาหรือไม่ ผู้พิพากษาเป็นระบบปิดอ้างอิงหรือเชื่อมโยงจากประชาชนเลยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกไหม ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ออกแบบมาเพื่อกำกับนักการเมือง แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ดี แต่มันไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ เรื่องนี้จะต้องคุยถึงโครงสร้างเลยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐนั้นจะต้องอยู่ตรงไหนอย่างไร


ว่าด้วยรัฐประหาร

สมคิด : ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารอยู่แล้ว ใครไปศึกษาประวัติศาสตร์ผมมาก็รู้ว่าผมต่อต้านรัฐประหารมาตลอด แต่ที่ผมไปเป็น สสร.2 ก็เพราะผมเรียนจบด้านกฎหมายมหาชน ผมคิดว่าการกำจัดผลพวงจากรัฐประหารเป็นสิ่งที่ควรทำเพียงแต่ว่า อย่าทำเพื่อคนเพียงคนเดียว แล้วเรื่องนี้เรื่องใหญ่ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จะมีการลบผลพวงและทำให้รัฐประหารโดยชอบธรรมเป็นโมฆะ แล้วทำไมไม่คิดล่ะว่าเราจะทำตอนไหน ทำกระบวนการไหน อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ทำถูก อะไรที่ถูกอยู่แล้วก็อย่าไปแก้มัน แต่ถ้าจะบอกว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดมันผิดเพราะกระบวนการมันผิด อันนี้ผมรับไม่ได้ เพราะกระบวนการผิดไม่ได้หมายถึงเนื้อหาผิด ถามว่าเด็กคนหนึ่งสอบเข้ามธ. ได้ด้วยคะแนน 60 คะแนน ต่อมาถึงเรียนปีสี่ เรียนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองด้วย พบว่าจริงแล้วเขาสอบได้แค่ 59 คะแนน คุณคิดว่าจะถอนชื่อเขาออกจาก มธ.เลยหรือไม่ เพียงเพราะกระบวนการเข้ามาของเขานั้นไม่ถูกต้อง

วรเจตน์ : หลายคนบอกว่านิติราษฎร์สนใจแต่ลบผลพวงของรัฐประหาร แต่ไม่สนใจเหตุของการรัฐประหาร เช่น นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น แทรกแซงองค์กรอิสระ หาประโยชน์ให้พวกพ้องตนเอง ผมถามหน่อยเถอะว่ามีใครกล้าพูดไหมว่าทำรัฐประหารใช้เงินไปเท่าไร มีใครได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในองค์กรของรัฐและเอกชนหลังการรัฐประหารบ้าง เอาเข้าจริงแล้ว มันไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆที่มาใช้ในการรัฐประหารด้วยซ้ำในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย

สังคมไทยบางส่วนเอาเหตุที่ยังไม่เคยแม้แต่มีการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมมาเป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร เป็นข้ออ้างลอยๆเท่านั้น เราต้องเริ่มจากจุดที่ว่า ไม่มีเหตุผลไหนในโลกนี้ใช้อ้างในการทำรัฐประหารได้ ถ้าคุณอ้างเหตุในการรัฐประหารมันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว



ว่าด้วยการเลือกตั้ง

สมคิด : การเลือกตั้งไทยไม่มีคุณภาพอยู่แล้ว ผมจึงอยากดูว่าคนร่างรัฐธรรมนูญปี 2555 จะแก้ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมฟังบางคนที่รู้จักซึ่งจะไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่พูดมาว่า ไม่เป็นไรหรอกก็เลือกตั้งไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละเลือกไปเรื่อยๆ อีกสัก 30-50 ปีก็ดีขึ้นเอง หลังจากได้ฟังผมก็รู้สึกว่าตอบแบบนี้มันง่ายเกินไป หน้าที่ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่รอเวลาให้สถานการณ์คลี่คลายด้วยตัวของมันเอง แต่ต้องย่นระยะเวลาให้ประชาธิปไตยในเมืองไทยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนเลื่อกการเลือกตั้งองค์กรอื่นๆเพื่อให้อำนาจกลับมาหาประชาชนนั้นการไม่เลือกตั้งศาลถือว่าไม่เคารพสิทธิของประชาชนงั้นหรือ ไม่เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงถือว่าไม่เคารพสิทธิประชาชนไหม เรื่องเหล่านี้เราสามารถเถียงกันได้หมด มีหลายประเด็นที่เราจะต้องคิด ทำไมเราไม่เลือกตั้ง ผบ.ตร. หรือ ผบ.ทบ. หรือตำแหน่งอื่นๆ ละ ถามคือถ้าคุณชอบเลือกตั้งมาก คุณก็เลือกตั้งทุกตำแหน่งสิ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่องครับ

วรเจตน์ : การดูถูกการเลือกตั้งว่า ประชาธิปไตย 4 วินาทีหลังจากนั้นก็ถูกนักการเมืองซื้อหรือเรื่องการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นผมขอบอกว่า ไม่มีประเทศไหนๆ แม้แต่ประเทศรัฐสมัยใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งร้อยละร้อยหรอก คุณจะหาการเลือกตั้งที่ยุติธรรมทั้งแท่งมันก็เหมือนกับคำที่ท่านพุทธทาสบอกว่า เหมือนกับเราไปหาหนวดเต่า มันไม่มีหรอก แต่การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่ทำให้ผู้มีอำนาจรัฐมีความชอบธรรมในการปกครองได้ ประชาธิปไตย 4 วินาทีในคูหา มันคือการขจัดการนองเลือด ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ให้คนฆ่ากัน การเลือกตั้งคือการทำให้การเปลี่ยนอำนาจเป็นอารยะมากกว่าจะใช้ความรุนแรงต่อกัน


วิวาทะการใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อจัดงานเสวนาทางการเมือง

สมคิด : โดยหลักแล้ว การใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดการชุมนุม เวทีเสวนาต่างๆก็สามารถทำได้ตามกรอบของกฎหมาย ถ้าคุณบอกว่าทุกคนต้องเคารพสิทธิ เสรีภาพของคุณ คุณก็ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่นด้วย แน่นอนนิติราษฎร์มีสิทธิในการจัดการชุมนุมหรือเวทีวิชาการต่างๆ แต่ผมจะไม่ยินยอมอย่างยิ่งที่จะให้ใครใช้พื้นที่ ของ มธ. เพื่อมาจัดเวทีด่าคนอื่น ถ้ามีคนมาฟ้องผมว่ามีกลุ่มคนมาจัดเวทีเพื่อด่าคนอื่นผมก็จะไม่ให้มาใช้พื้นที่ใน มธ.

วรเจตน์ : มีหลายคนบอกว่านิติราษฎร์ไม่ควรใช้พื้นที่ของ มธ.จัดงานเวทีเสวนาทางวิชาการต่างๆ เพราะ มธ.ต้องเป็นกลางทางการเมืองบ้างละ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดบ้างล่ะ ผมอยากถามว่าพื้นที่ใน มธ.แห่งนี้ได้รับเงินบูรณะจากภาษีประชาชนมิใช่หรือ เมื่อได้รับภาษีจากประชาชนก็ต้องเป็นสถานที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่บอกว่า มธ.เป็นของเรา ต้องมาขออนุญาตเราก่อน ผมถามว่าของเรานี่ของใคร คุณเป็นคนออกเงินในการสร้างหอประชุมหรือไม่ แล้วก็มีคนบอกว่านิติราษฎร์ใช้พื้นที่ใน มธ.ไม่ได้ ต้องไปจัดที่อื่น ไม่รู้คนที่มาโต้แย้งประเด็นนี้ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของ มธ.หรือว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ใช้พื้นที่ของ มธ.จะให้ผมไปใช้สถานที่ไหนเพื่อจัดเวทีในเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย


วิวาทะ... "อยากจะร่วมเวทีเสวนาด้วยกันหรือไม่"

สมคิด : เขาก็ไม่ได้เคยเชิญผมไปทำอะไร แต่ถ้าเชิญไปผมต้องคิดหนักเพราะถ้าไปแย้งเขาเดี๋ยวจะมีคนเขวี้ยงของใส่ผม เดี๋ยวมาด่าผม เดี๋ยวเอาพวงหรีดมาวางให้ผม คือวิชาการไม่มีแบบนี้หรอก วิชาการคือความใจกว้าง คิดว่าความเห็นต่างของคนอื่นนั้นเป็นเครื่องเตือนสติเขา แต่ย้ำว่าการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์มีผลดีต่อประเทศไทย ตรงที่ก่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางความคิดในทางกฎหมาย ในทางรัฐศาสตร์ มาช่วยกันคิดว่าเราจะต่อต้านการรัฐประหารด้วยวิธีการใด อันนี้เป็นเรื่องดีที่ใหญ่ที่สุดของนิติราษฎร์ แต่พอเอาเข้าจริงการนำเรื่องรัฐประหารไปโยงกับเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงบังการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการต่อต้านการรัฐประหารไป ถ้าแยกสองเรื่องนี้ได้น่าจะดีเพราะการแก้รัฐธรรมนูญต้องรอบครอบครับ

อ่านการให้สัมภาษณ์นิติราษฎร์แล้วไม่สบายใจ มธ.ให้เสรีภาพนิติราษฎร์มาล่ารายชื่อใน มธ. แต่นิติราษฎร์ให้สัมภาษณ์ว่าใครคัดค้านขัดขวางนิติราษฏร์ผิดกฏหมายเข้าชื่ออาจถูกจำคุก ทำไมนิติราษฏร์เรียกร้องให้มีเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันแต่ไม่เห็นด้วยกับการมีเสรีภาพในการวิจารณ์นิติราษฏร์ (จากเฟซบุ๊กส่วนตัว)

วรเจตน์ : โดยส่วนตัวงานเสวนาของผมเป็นงานเปิดอยู่แล้ว เป็นเวทีที่เปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กัน ใครจะมาร่วมด้วยก็ได้ ส่วนเรื่องคือที่ท่านโพสต์ในเฟซบุ๊กล่าสุดนั้นผมคาดไม่ถึงว่าประโยคนี้จะมาจากอธิการบดี มธ. ผมไม่ทราบว่าเอามาจากไหนเพราะวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมที่ผ่านมาผมก็พูดชัดว่า ใครก็ตามที่เข้ามาขัดขวางการเข้าชื่อของประชาชนในการขอยื่นเสนอแก้กฎหมายมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ ส่วนใครที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับเราหรืออาจจะล่ารายชื่อปกป้องมาตรา 112 ไม่ให้เข้าสู่การแก้ไขในสภาที่หมอตุลย์ทำอยู่นั้นไม่ผิด ทำได้ มันเป็นสิทธิทื่เขาไม่เห็นด้วยกับเรา แต่สิทธิของกลุ่มนี้จะยุติลงเมื่อเขามาข่มขู่คนที่จะมาลงชื่อกับนิติราษฎร์ การกระทำข่มขู่หรือใช้กำลังมีความผิดตามกฎหมาย ผมไม่เคยบอกเลยว่า ห้ามวิจารณ์นิติราษฎร์ ถ้าผมห้ามจริงท่านจะโพสต์ความแบบนี้ได้อย่างไร แต่ผมมองโลกในแง่ดีว่า อธิการบดีคงเข้าใจผิด อาจจะไปอ่านสรุปของสื่อมวลชนแล้วเกิดความเข้าใจผิด นี่ไงผมถึงบอกว่าอธิการบดีไม่รู้จักเราดีพอ ถ้าท่านรู้จักเราดีพอจริงๆ ท่านจะรู้เลยว่าผมไม่มีทางพูดแบบนั้นเด็ดขาด

มติชนออนไลน์ : ถ้ามีเวทีหนึ่งเชิญอาจารย์มาวิวาทะกับสมคิด เลิศไพฑูรย์ อาจารย์กล้ามาไหมครับ

"ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว โดยส่วนตัวอธิการบดี มธ.เป็นคนนิสัยดี ผมไม่เคยวิจารณ์ใครหรือแม้แต่อธิการบดีด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะการวิจารณ์ที่ไม่ใช่เหตุผลรองรับ อย่างอธิการบดี มธ.ผมก็ไม่เคยวิจารณ์ท่านโดยตรงหรือไม่ได้ใช้เหตุผลในการวิจารณ์เพราะปกติผมจะวิจารณ์แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งแน่นอนท่านก็ต้องได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย"


โต้ตอบนายชวนนท์ อินทรโกมารสุต กรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทยจะล่ารายชื่อประชาชนในการปกป้องไม่ให้แก้ กฎหมายอาญา ม.112 แล้วเหตุใดเมื่อพูดถึง ม.112 จะต้องลดความชอบธรรมด้วยข้อหา "คุณล้มเจ้ารึเปล่า"



หลังจากสัมภาษณ์ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์ " เสร็จสิ้นลง

มติชนออนไลน์เลยถือโอกาสเยี่ยมชมห้องทำงานของอาจารย์ในตึกคณะนิติศาสตร์

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเรื่องกฎหมายเรื่องที่ต้องตีความแล้วบางครั้งอาจจะต้องยืนอยู่คนละด้าน

แต่เมื่อเดินสำรวจดูก็พบความน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะคนที่จัดห้องทำงานในกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ว่า

ในชั้น 4 ของคณะนิติศาสตร์นั้น ฟากปีกขวาของตึกนั้น

ห้องทำงานของ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" หนึ่งในนิติราษฎร์ยู่ตรงข้ามกับห้องทำงานของ "สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี และ สสร.2"

แล้วที่น่าประหลาดใจอย่างมากก็คือ ห้องทำงานของ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" อยู่เยื้องถัดไปแทบจะติดกันกับห้องทำงานของ "สมคิด เลิศไพฑูรย์"

เรียกได้ว่า "มันต้องเห็นหน้าค่าตากันบ้าง"

บางทีความแตกต่างทางความคิด

ไม่จำเป็นจะต้องไล่ไปอยู่ที่อื่นก็ได้

อย่างน้อยห้องทำงานของนักกฎหมายมหาชนเหล่านี้ก็ยืนยันความเชื่อดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ดั่งคลิปปิดท้าย

สัมภาษณ์/เรียบเรียง : พันธวิศย์ เทพจันทร์



Monday, January 16, 2012

เปิดรายชื่อปัญญาชน 112 คนแรก ที่ลงนามเสนอร่างแก้ไขม.112 ฉบับ "นิติราษฎร์"

http://thaienews.blogspot.com/2012/01/112-112.html 

วันจันทร์, มกราคม 16, 2012

เปิดรายชื่อปัญญาชน 112 คนแรก ที่ลงนามเสนอร่างแก้ไขม.112 ฉบับ "นิติราษฎร์"

16 มกราคม 2555
ทีมา มติชนออนไลน์

วอยซ์ทีวีรายงานว่า จากกรณี นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำคณะนิติราษฎร์ ประกาศจุดยืนการผลักดันเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ และกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยจะใช้เวลา 112 วัน รวบรวบรายชื่อ รวมทั้งจะขับเคลื่อนการรวบรวมรายชื่อผ่านกลุ่มคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112 อีกทั้ง ระบุถึงเป้าประสงค์ที่พยายามทำให้บทบัญญัติในเรื่องนี้ได้มาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศนั้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลแผ่นพับของการรณรงค์แก้มาตรา 112 ปรากฎรายชื่อบุคคลสำคัญ ๆ ที่ลงชื่อสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ โดยรายชื่อผู้ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ 112 คนแรกที่มีการประกาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 ได้แก่

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ
ผาสุก พงษ์ไพจิตร เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการ นักเขียน
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วุฒิสมาชิกและอัยการ
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล
อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์/ศิลปิน
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ศิลปิน
ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน
ธเนศวร์ เจริญเมือง รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อานันท์ กาญจนพันธุ์ สังคมและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ยศ สันตสมบัติ สังคมและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เกษียร เตชะพีระ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์
กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
ขวัญระวี วังอุดม โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
เอกกมล สายจันทร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โกสุมภ์ สายจันทร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สมชาย ปรีชาศิลปกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฉลาดชาย รมิตานนท์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วัฒนา สุกัณศีล สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชัชวาล ปุญปัน อดีตอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ ม.เชียงใหม่
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีระ สุธีวรางกูร นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปิยะบุตร แสงกนกกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปูนเทพ ศิรินุพงษ์ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประจักษ์ ก้องกีรติ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรามัย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันรัก สุวรรณวัฒนา ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อนุสรณ์ อุณโน สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นลินี ตันธุวนิตย์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มรกต ไมยเออร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วาด รวี นักเขียน
ปราบดา หยุ่น นักเขียน
วรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน นักแปล
มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน
สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการ
ไอดา อรุณวงศ์ วารสาร "อ่าน"
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
วิจักขณ์ พานิช นักเขียน นักแปล
สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน-นักวิชาการอิสระ
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชน
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชน
นพ. กิตติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการรพ. ภูสิงห์ จ.ศรีษะเกษ
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการ สำนักข่าวประชาไท
จิตรา คชเดช ผู้นำแรงงาน, กลุ่ม Try Arm
สมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมสังคม
แดนทอง บรีน ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ
อานนท์ นำภา ทนายความ
ประเวศ ประภานุกูล ทนายความ
อนุสรณ์ ธรรมใจ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อันธิฌา ทัศคร ปรัชญาและศาสนา ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
กานดา นาคน้อย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue) สหรัฐอเมริกา
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ดร.พงศาล มีคุณสมบัติ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานนิวเคลียร์
ไชยันต์ รัชชกูล มหาวิทยาลัยพายัพ
คมลักษณ์ ไชยยะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
ชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย
ชาตรี ประกิตนนทการ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เอมอร นิรัญราช คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นิติ ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นฤมล ทับจุมพล รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉลอง สุนทรวาณิชย์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุวิมล รุ่งเจริญ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ธนาพล ลิ่มอภิชาต อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินันท์ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
วัฒน์ วรรยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา
อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารเวย์
เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์สามัญชน
ดวงมน จิตร์จำนงค์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พิเชฐ แสงทอง มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์
อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียน
อุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรต์
เรืองรอง รุ่งรัศมี นักเขียน นักแปล
ทองธัช เทพารักษ์ นักเขียน การ์ตูนนิสต์ ศิลปิน
เดือนวาด พิมวนา นักเขียนรางวัลซีไรต์
ประกาย ปรัชญา กวี
ซะการีย์ยา อมตยา กวีรางวัลซีไรต์
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน
กฤช เหลือละมัย กวี
วินัย ปราบบริปู นักเขียน ศิลปิน
จรัล ดิษฐาอภิชัย

Sunday, January 15, 2012

ประมวลภาพงานล่าชื่อแก้ไข 112 - นานาทัศนะประชาชนผู้เข้าร่วม

http://www.prachatai3.info/journal/2012/01/38771

ประมวลภาพงานล่าชื่อแก้ไข 112 – นานาทัศนะประชาชนผู้เข้าร่วม

 

 

ประชาชนเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายอาญา ม.112 บริเวณหน้าห้องประชุมศรีบูพา มธ. ท่าพระจันทร์

 
นานาทัศนะจากผู้ร่วมงาน: ทำไมต้องแก้ 112 ?
 
พระฉันทะสาโร  พระวัดไผ่ตัน กรุงเทพมหานคร บวช 15 พรรษา กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 บ้านเมืองวุ่นวายก็เพราะเรื่องนี้ ดูจากสมุทัยก็รู้ แต่ข้อเสนอของทางนิติราษฎร์จะปรับปรุงอย่างไรก็ว่ากันไป แต่อย่างไรก็น่าจะต้องปรับปรุง ไม่เช่นนั้นหากใครไม่พอใจใครก็จะใช้เหตุนี้ให้ผู้อื่นติดคุกได้
 
ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่ควรกล่าวหากันด้วยข้อหานี้ แต่ถึงที่สุด คิดว่าการแก้ไขน่าจะสำเร็จได้ยากมาก เพราะมีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้
 
ไม่ชอบสังคมแบบศักดินา แม้แต่ในแวดวงพระสงฆ์ก็ยังมีลักษณะแบบนั้น ที่ผ่านมาได้อยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงด้วย โดยในวันสลายกำลังสวดมนต์อยู่ในวัดปทุม และมีระเบิดลงบริเวณใกล้ๆ ทำให้แก้วหูกระทบกระเทือน ปัจจุบันได้ยินอะไรไม่ค่อยถนัด
 
“ก็ในเมื่อท่านสอนให้ญาติโยมรู้จักถูกจักผิด แล้วจะบอกว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยว มันไม่ได้ เพราะท่านก็มองเห็นอยู่ว่าอะไรถูกอะไรผิด”
 
 
เที่ยง (ขอไม่เปิดเผยชื่อ นามสกุลจริง) อายุ 78 ปี อาชีพครูเคยผ่านช่วงสงครามเกาหลี และถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์ในยุคจอมพล ป.
 
“เราเคยผ่านคุกตารางมาแล้ว เรื่องนี้ถูกตีความเป็นอื่นได้ง่าย และหากจะต้องติดคุกอีกครั้งคงต้องตายในคุก” ลุงเที่ยงกล่าวถึงเหตุผลของการไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ
 
เที่ยงกล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นรากหญ้าใหม่ที่ทำงานไม่ต่างกับนักศึกษาสมัย 14 ตุลา และทำได้ดีกว่าเสียอีก แม้ว่าลุงเที่ยงจะอยู่กรุงเทพฯ แต่รับรู้เรื่องราวการเคลื่อนไหวตลอดผ่านทีวีดาวเทียม และการเล่นอินเตอร์เน็ต โดยมีหลานคอยสอนให้เข้าไปอ่านข่าวตามเว็บไซต์ และดูวีดิโอในยูทูป
 
เที่ยงแสดงความเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 ในครั้งนี้ และมาร่วมฟังการอภิปรายตั้งแต่บ่าย โดยยืนฟังจากลำโพงด้านนอกเพราะไม่สามารถฝ่าฝูงชนเข้าไปฟังภายในหอประชุมได้
 
“อาจารย์วรเจตน์คิดได้รอบคอบ ลุ่มลึก ผมยังคิดไม่ทันอาจารย์วรเจตน์ที่ทั้งลึกและนุ่มนวล และถึงจะมีคำค้านเยอะแต่ก็สามารถโต้ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลในทุกประเด็น”
 
สำหรับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เชื่อได้ว่าต่อไป ส.ส.ต้องรับเอาความคิดของนิติราษฎร์เข้าไปดำเนินการพิจารณากันในสภา ส่วน่วาจะถูกค้านตกไปหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อหนึ่ง ส่วนการยกเลิกนั้นคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้เพราะเกี่ยวโยงกับหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคงจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองนับจากนี้ไปให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และในระยะเปลี่ยนผ่านเชื่อว่าจะไม่มีการนองเลือด เพราะกำลังประชาธิปไตยในทางสากล ในกระแสโลกนั้นเป็นตัวหนุนเสริม
 
 
 
 
ชญานิน เตียงพิทยากร  อายุ 24 ปี นักเขียนอิสระ – นักวิจารณ์ภาพยนตร์กล่าวว่า เริ่มให้ความสนใจประเด็นมาตรา 112 เมื่อ 3-4 ปีก่อน จากการที่คู่ขัดแย้งทางการเมืองนำมาใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม ทำให้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องใช้การต่อสู้โดยหันหลังพิงสถาบัน อีกทั้งมีการนำมาเล่นงานไม่เฉพาะกับนักการเมือง นักวิชาการ แต่ลงมาถึงประชาชนทั่วไปด้วย และในกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้สิทธิในการประกันตัว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งไม่ชอบธรรม ในขณะที่แนวคิดของมาตรานี้ที่บอกว่าคนธรรมดามีกฎหมายปกป้อง สถาบันกษัตริย์ก็ควรมีกฎหมายปกป้องด้วยเช่นกัน แต่ตัวกฎหมายสุดท้ายไม่ได้มีการปกป้องคนโดยเท่าเทียมกัน อีกทั้งการตีความในการบังคับใช้ก็มีปัญหา
 
สำหรับการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112  มีอุปสรรค์ใหญ่จากการผลิตซ้ำความคิดที่ว่า มาตรา 112 มีไว้ปกป้องสถาบัน คนที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายนี้คือคนที่ไม่ปกป้อง ทำให้คนส่วนหนึ่งแม้เห็นด้วยก็จะไม่เข้าร่วมเพราะกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่วนการผลักดันจะไปได้ถึงแค่ไหนส่วนตัวประเมินไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม กิจกรรมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อแก้ไขกฎหมายนี้ ถือเป็นครั้งแรกสำหรับมาตรา 112 
 
ส่วนตัวเขาเห็นด้วยกับแนวความคิดในการยกเลิกมาตรา 112 และให้ใช้กฎหมายปกป้องเทียบเท่าบุคคลธรรมดา ส่วนข้อเสนอแก้ไขยังเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์มากกว่าคนธรรมดา แต่เขาก็จะร่วมลงชื่อตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร และ ครก.เพราะอย่างน้อยตรงนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่ส่งผลสะเทือน ทำให้เกิดความคิดต่อเรื่อง 112 ส่งไปถึงคนในวงกว้างมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ทิ้งข้อเสนอเรื่องการยกเลิก ความเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้นในทันที เรื่องนี้ต้องมีการเคลื่อนไหวกันต่ออีกยาว
 
 

สรธัญ เหมพิพัฒน์ อายุ 27 ปี เพิ่งจบการศึกษาจาก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวลัยลงกรณ์ ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ ผู้ชำนาญาการด้านนิเทศศาสตร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง New Generation Channel ( ngch-tv.com) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ เนื่องจากถูกนำมาใช้อย่างสะเปะสะปะ โดยเฉพาะคดีของอากง ส่วนที่บางส่วนเห็นว่าอยากให้ยกเลิก มองว่าสถาบันนี้อยู่เป็นรากเหง้าของประเทศ ถ้ายกเลิกมันค่อนข้างเป็นปัญหา คนจะพาลไปคิดว่าจะเป็นการทำร้ายสถาบัน จึงเห็นว่าเริ่มจากปรับแก้น่าจะเหมาะว่า
 
สำหรับการปรับแก้ เห็นด้วยกับแนวทางที่นำเสนอว่าต้องให้สำนักพระราชวังเป็นผู้แจ้งความ และอยากให้เพิ่มเติมไปด้วยว่า นอกจากพระบรมวงศานุวงศ์ หรือสำนักพระราชวังแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิจะมาฟ้องร้อง และควรกำหนดโทษให้กับคนที่ฟ้องร้องคนอื่นด้วยมาตรานี้โดยอ้างความจงรักภักดีด้วย
 
“ทำไมการพูดถึงเรื่องนี้ถึงถูกกล่าวหาตลอด ทั้งที่ควรเปิดให้การวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล หรือการนำเสนอทางวิชาการ”
 
 
อนุกูล (ขอไม่เปิดเผยนามสกุล) อายุ 31 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัว กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้จริงจังกับการเมืองมาก แต่สำหรับประเด็นนี้เห็นด้วยกับการแก้ไข เพราะถ้าเปรียบเทียบโทษกับทางสากลแล้วรู้สึกว่าของเราแรงไป ส่วนการจะให้ยกเลิกนั้นเป็นเรื่องยาก น่าจะแก้ไขมากกว่า เอาตามสากลที่เขาก็มีประมุขและมีกฎหมายคุ้มครองประมุขเหมือนกัน
 
ถามว่าจะสำเร็จไหม ก็อยากให้มันสำเร็จ ถ้าช่วงนี้ไม่สำเร็จก็คงยากแล้ว เพราะถ้าอีกขั้วอำนาจหนึ่งเป็นรัฐบาลก็คงไม่สามารถจะแก้ไขกฎหมายนี้ได้
 
“ถ้ามาตรานี้ลดความรุนแรงลง ประชาชนจะมีทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากกว่านี้”
 
 
มะลิ  (ขอไม่เปิดเผยนามสกุล) อายุ 50 ปี แม้ค้าจากจังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพเป็นจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายนี้เพราะรู้ว่าเป็นปัญหา โดยเฉพาะคดีอากง ซึ่งมีคนเถียงกันเยอะว่าส่งจริงหรือเปล่า แล้วเราก็ไม่รู้ว่าส่งว่าอะไร แล้วมันหมิ่นจริงไหม แต่เรื่องนี้เขาจะแก้อะไรกันยังไง ไม่ค่อยเข้าใจนักเพราะเป็นเรื่องกฎหมาย 
 
ส่วนการประเมินการรณรงค์ครั้งนี้ มะลิเห็นว่า น่าจะสำเร็จ เพราะข่าวนี้คนรู้เยอะแยะ แต่ก็ยังมีข้อกังวลเพราะกลัวว่ากลุ่มอื่นจะนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น
 
“เราเห็นแต่กฎหมายนี้ลงโทษอีกกลุ่ม แต่อีกกลุ่มไม่โดนอะไรเลยทั้งที่ผิดเหมือนกัน มันรู้สึกเหมือนไม่ยุติธรรม” มะลิกล่าว
 
 
xx(ขอไม่เปิดเผยนามสกุล) เจ้าของธุรกิจส่วนตัว อายุ 28 ปี ระบุว่า มาร่วมเข้าชื่อครั้งนี้ แม้จะเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 เพราะเห็นว่าเป็นการทำเท่าที่ทำได้ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม กลุ่มนิติราษฎร์ถือเป็นกลุ่มที่มีคนให้ความสนใจและคิดว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อมาตรา 112 ไปได้ไกลที่สุด แต่กลับเรียกร้องเพียงแค่แก้ไข ซึ่งตามหลักการต่อรองสุดท้ายสิ่งที่ได้ก็จะต่ำกว่าข้อเสนอที่ยื่นไปดังนั้นส่วนตัวจึงอยากให้เรียกร้องไปให้ไกลกว่านี้
 
เจ้าของธุรกิจวัน 28 ปี กล่าวด้วยว่า การร่วมลงชื่อครั้งนี้ส่วนตัวก็รู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะส่งผลกับกิจการทำอยู่ ทั้งที่เป็นการร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาเคยเป็น 1 ในพันกว่ารายชื่อ ที่ร่วมลงชื่อยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 แล้วถูกนำชื่อไปเผยแพร่โจมตีในอินเตอร์เน็ต และมีคนโทรศัพท์มาคุกคาม ทำให้เห็นว่าการออกมาเคลื่อนไหวตรงนี้เป็นเรื่องอันตราย เรียกได้ว่าเป็น “ภารกิจเสี่ยงตาย” ซึ่งส่วนตัวเธอคิดว่าไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ และไม่อยากให้ใครเป็นฮีโร่ อย่างผลที่มันเกิดขึ้นแล้วกับ ดา ตอปิโด แต่เธอก็ยังคงยืนยันที่จะร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
 
 
 
บรรยากาศในห้องประชุม
 


 
อรรถาธิบายจากวรเจตน์ ภาคีรัตน์
 





คณะรณรงค์แก้ไข ม. 112 ร่วมตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112
 
 
ถ่ายรูปร่วมกับ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมทนายความคนดัง 
 


ส่งรายชื่อแก้ไขกฎหมาย ครก.112 ตู้ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ


 
ร่วมเขียนป้ายผ้ายาว 3 เมตร ร้องเสรีภาพ ปลดโซ่ตรวน ม.112
 


เคลื่อนขบวนสู่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ร่วมกิจกรรม "กลับสู่แสงสว่าง"
 
 
ประชาชนหลายร้อยเดินขบวนร่วม 'กวีราษฎร' หนุนข้อเสนอนิติราษฎร์
 
15 ม.ค.55 น.กลุ่ม "กวีราษฎร์" และประชาชนราว 400 คน ร่วมเดินขบวนรณรงค์จากหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปยังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ พร้อมเปิดวันแรกของกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม "กลับสู่แสงสว่าง"
 
หลังจากที่ขบวนรณรงค์ดังกล่าวเดินทางมายังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ได้มีการจัดเวทีทางวัฒนธรรม เช่น การอ่านกวี เล่นดนตรี และการจัดนิทรรศการศิลปะจัดวางและภาพถ่าย โดยมีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน กลุ่ม "กวีราษฎร" ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวอย่างหลวมๆ ของกวี นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ และบุคคลในแวดวงศิลปะ เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่ทำงานในสายศิลปะ
 
"เราจัดงานนี้เพื่อให้คณะนิติราษฎร์รู้ว่า พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะเรื่องพวกนี้มวลชนก็คิดกันอยู่แล้ว เช่นเดียวกัน มวลชนเองก็จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเขาก็สามารถมาร่วมกับคณะนิติราษฎร์ได้ จึงอยากให้มาร่วมสนับสนุนข้อเสนอให้เป็นแนวทางเดียวกัน" รางชาง มโนมัย หนึ่งในกวีผู้ร่วมจัดงานกล่าว และเสริมว่าในตอนนี้เขาก็เห็นด้วยกับการให้แก้ไข ม.112 แต่หากในอนาคตสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป เขาก็อาจจะรณรงค์ให้มีการยกเลิก ม.112 ก็เป็นได้
 
ทั้งนี้ กิจกรรม "กลับสู่แสงสว่าง" จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15-22 ม.ค. 55 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ผู้สนใจสามารถชมกำหนดการกิจกรรมได้ที่ http://prachatai.com/activity/2012/01/38769