Saturday, August 14, 2010

"ความกลัว" ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

"ความกลัว" ที่ไม่มีวันสิ้นสุด


โดย Robert Amsterdam
ที่มา เวบไซต์ robertamsterdam
14 สิงหาคม 2553

ใน ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังเฉลิมฉลองงานวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่ามีวัตถุระเบิดถูกวางทิ้งไว้บริเวณตลาดใน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการย้ำเตือนถึงฉากละครที่ "น่ากลัวและโง่เขลา" ครั้งล่าสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา แผนการที่การลอบวางระเบิดและการก่อวินาศกรรมปริศนาเหล่านี้ได้สร้างความหวาด กลัวไปทั่วประเทศ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชน โดยการกล่าวโทษกลุ่มคนเสื้อแดงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในวันที่ 30 กรกฎาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ยื่นร้องขอให้อัยการสั่งฟ้องแกนนำกลุ่ม น.ป.ช. ทั้ง 24 คน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในข้อหา "ก่อการร้าย"

และ ตามคาดหมาย ในวันที่ 11 สิงหาคม อัยการได้สั่งฟ้องแกนนำ 19 คน ที่ถูกคุมขัง และเลื่อนการพิจารณาว่า จะสั่งฟ้องแกนนำอีก 6 คนหรือไม่ รัฐบาลไทยได้กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกันวางแผนกระทำดังต่อไปนี้

1. การวางระเบิดกว่า 70แห่ง ในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ
2. การปฏิบัติการของ "ชายเสื้อดำ" ในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งส่งผลให้ทหารจำนวนหนึ่งเสียชีวิต
3. การลอบวางเพลิงอาคารราว 30อาคาร ในวันที่ 19 พฤษภาคม
ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้มีโทษสูงสุดถึงขึ้นประหารชีวิต

รัฐบาล ไทยเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องที่เราขอให้เปิดโอกาสแก่ลูกความของเรา ได้เข้าถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี เพื่อทำการตรวจสอบหลักฐานนั้นด้วยตนเอง ซึ่งสิทธิเหล่านี้ได้ถูกรับรองไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ

หลักฐานที่ รัฐบาลได้แสดงต่อสาธารณะที่ชี้ว่าแกนนำเสื้อแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำ การก่อการร้ายนั้น มีจุดอ่อนอย่างมาก เช่น คำปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่เตือนว่า อาจจะมีการตอบโต้การกระทำการรัฐประหารโดยคนเสื้อแดง หรือคำปราศรัยของ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่กล่าวว่า อาจจะมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง นอกจากนี้สมาชิกคนสำคัญของรัฐบาล ยังกล่าวหาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่กลุ่ม น.ป.ช. และแกนนำอีก 2-3 คน รับคำสั่งจากทักษิณให้พยายามล้มเลิก "แผนการปรองดองสมานฉันท์" แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้

เมื่อ เราพิจารณาข้อมูลโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ที่รัฐบาลได้พยายามเผยแพร่แล้ว จะพบว่ารัฐบาลปฏิเสธที่จะแสดงหลักฐานที่แน่นหนาว่า แกนนำ น.ป.ช. มี่ส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่เป็นข้อกล่าวหาทางการเมืองโดยล้วนอย่าง ข้อหา "ก่อการร้าย" อย่างไร แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลต้องการใช้ข้อกล่าวหาดังกล่าว เล่นงานคนเสื้อแดงอย่างลับๆ โดยใช้การสอบสวนและระบบตุลาการคดงอ เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ข้อ กล่าวหา "ผู้ก่อการร้าย" คือการทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นต่อสาธารณะ ไม่ว่าบุคคลนั้นทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งคล้ายกับการกล่าวหาบุคคลว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในยุค 70

แท้จริงแล้ว รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องการทำให้ประชาชนมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นองค์กร "การก่อการร้าย" โดยเริ่มจากวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลและ ศอฉ. ได้สร้างเรื่อง ทำให้ประชาชนเห็นการสลายการชุมนุมเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แม้ว่าการกระทำนั้น จะทำให้มีผู้เสียชีวิต

การที่ ศอฉ.และรัฐบาลกล่าวหาคนเสื้อแดงว่า เป็นผู้ก่อการร้าย เพราะต้องการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่น คุกคามสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ และกำจัดคนเสื้อแดงโดยไม่ทำให้คนกรุงเทพโกรธเคือง นอกจากนี้ เรายังเป็นกังวลว่า กองทัพในบางส่วน (หรือกลุ่มคลั่งชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำลายภาพลักษณ์ทางสาธารณะของคนเสื้อแดง หรืออาจกล่าวได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น คือแผนการ "ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด" เพื่อสร้างความชอบธรรมใช้กับการอำนาจฉุกเฉิน และจำกัดสิทธิเสรีภาพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด (เราได้สามารถเห็นได้จากสัปดาห์ที่แล้วว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน บังคับใช้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น)

ข้อสันนิษฐานของเรามาจากข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้

ข้อแรก เราสงสัยหลักฐานที่รัฐบาลแสดงต่อที่สาธารณะ ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่า แกนนำ น.ป.ช.เกี่ยวข้องกับการกระทำการก่อการร้าย และแม้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่ใครก็ตามที่โจมตีรัฐบาล จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเสื้อแดงทั้งหมด ทั้งนี้การลอบวางระเบิดและลอบยิงหลายเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงเป็นปริศนา ไม่มีการจับกุมบุคคลใด และในบางกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างรวดเร็ว และปล่อยตัวในเวลาต่อมาเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ และบางกรณีที่ผู้ถูกจับกุมและถูกกล่าวหาว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่ม น.ป.ช. แต่การกระบวนการการสอบสวนคดีของรัฐบาล ยังเป็นที่น่าสงสัย

เหตุการณ์ การยิงระเบิดในวันที่ 20 มีนาคม ใกล้กับกระทรวงกลาโหม เจ้าหน้ารัฐออกมาระบุว่า ผู้ต้องหารับ "สารภาพ" ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือวัดพระแก้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับคดีมากกว่านี้

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่น่าแปลกก็คือผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในกัมพูชาเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องการลอบวาง ระเบิดที่หน้าพรรคภูมิใจไทย โดยคนเสื้อแดงที่หลบหนีอยู่ ได้เป็นคนรายงานตำรวจ โดยเฉพาะอดีต ส.ส. พายัพ เพียงเกษ ที่น่าสงสัยมากกว่านั้นคือ รัฐบาลกัมพูชา ได้ส่งผู้ต้องสงสัยนี้คืนแก่รัฐบาลไทย ( โดยรัฐบาลไทยไม่เคยรู้ว่า ผู้ต้องสงสัยนี้เดินทางไปยังกัมพูชาในวันที่ 1 กรกฎาคม) แต่ไม่เคยส่งคืนคนเสื้อแดงคนอื่นที่เชื่อว่า ซ่อนตัวอยู่ในชายแดนกัมพูชาให้แก่รัฐบาลไทยเลย

รัฐบาลอภิสิทธิ์จะตี ตราฝ่ายผู้ตรงข้ามอย่างรวดว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" แต่เหมือนแผนการนี้ไม่ค่อยจะได้ผล ระบบตุลาการนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าสอบสวนได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า องค์กรสอบสวนของตนถูกใช้ "เป็นเครื่องมือทางการเมือง" และกระบวนการสรรหาผู้เชี่ยวชาญโดยรัฐบาลนั้น มีความลำเอียง ประเด็นก็คือ รัฐบาลต้องการปกปิดความจริง และวัตถุประสงค์ของการฟ้องร้องคดีอาญานี้ คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่สื่อของรัฐบาล และต้องการให้มีการคุมขังแกนนำ น.ป.ช. ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ การที่ระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไม้ประดับ โดยมีกลุ่มคนอื่นเป็นคนตัดสินเรื่องทางกฎหมายนั้น เกิดขึ้นหลายครั้งในการเมืองไทย

อย่างที่สอง น่าสังเกตช่วงเวลาของการเกิดเหตุร้าย เหตุการณ์การลอบวางระเบิดที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ณ ธนาคารกรุงเทพสี่สาขาเมื่อคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จนถึงทุกวันนี้ คดียังเป็นปริศนา รัฐบาลได้ออกมาเตือนว่า จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระดับของความร้ายแรงของเหตุการณ์เพิ่มขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของมีนาคม จนนำไปสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในวันที่ 8 เมษายน ตามมาด้วยการเข้าสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน

เหตุการณ์ ระเบิดในกรุงเทพและการสังหารเสธแดง และเหตุการณ์นองเลือดจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19พฤษภาคม และเดือนกว่าหลังจากนั้น เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อปิดปากบุคคลที่เรียกร้องให้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และนำไปสู่การยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นเวลาสามเดือน จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม และในวันที่ 25 กรกฎาคม ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อภิสิทธิ์ประกาศว่า มีการพิจารณาอย่างเร่งด่วนเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย และทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชนต้องถูกชะลอ

เหตุการณ์เหล่านี้ อาจเป็นเพียงเหตุบังเอิญ แต่ข้อเท็จจริงประจักษ์แล้วว่า การก่อการร้ายนั้น เอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐบาล และสิ่งที่น่าสนใจคือ "การก่อการร้าย" มักจะเกิดขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลพูด อย่างแรกคือ รัฐบาลกล่าวว่า พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ หลังจากนั้น คือการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งจำเป็น โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ และพยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตนั้น สมควรแล้วที่ถูกกระทำเช่นนั้น

เป็นที่ทราบว่า คนเสื้อแดงพยายามที่จะหาเสียงสนับสนุนจากคนกรุงเทพ แต่ "ผู้ก่อการร้าย" เหล่านี้ ช่วยรัฐบาลแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ไม่สมควรได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน อาจกล่าวได้ว่า "ผู้ก่อการร้าย" เหล่านี้ เป็นพันธมิตรที่ดีต่อรัฐบาลนั้นเอง หากไม่ใช่เพราะ "ผู้ก่อการร้าย" เหล่านี้ รัฐบาลนี้คงพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ที่จริงแล้ว "ผู้ก่อการร้าย" เหล่านี้ช่วยเหลืออภิสิทธิ์หลายครั้ง จนเราสงสัยว่า หรือนี่ คือวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ก่อการร้ายเหล่านี้

ข้อสาม คือ การกระทำของรัฐบาลภายหลังจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามปกปิดอะไรหลายอย่าง การปิดบังข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่การอภิปรายข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาล สื่อกระแสหลักนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า การที่รัฐบาลเพิกเฉยการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามที่จะปิดบังข้อเท็จจริง เพื่อเป็นเครื่องประกันว่า ผู้นำทางทหารและพลเรือนจะไม่ต้องรับโทษ ในขณะเดียวกัน มีการใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ระบบที่เคร่งคัดและรวดเร็วกับคนเสื้อแดง และระบบที่ผ่อนผัน ล่าช้าต่อคนเสื้อเหลือง ทำให้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคารพระบบตุลาการและนิติรัฐ สุดท้ายคือการตอบโต้ของโฆษกรัฐบาลที่ร้อนตัวโดยพยายามหลีกเลี่ยงการอภิปราย ข้อมูลที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ด้วยลดความน่าเชื่อถือของผู้เขียนว่า เป็นชาวต่างชาติ และไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอ การห้ามวิจารณ์ ปกปิดหลักฐาน และตอบโต้ด้วยการลดความน่าเชื่อถือ ด้วยการอาศัยเหตุผลของบุคลิกภาพของบุคคลนั้น เป็นวิธีการของคนที่มีเรื่องต้องปกปิด

ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเชื่อว่า รัฐบาลที่มีประวัติการใช้ความรุนแรง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และให้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนแก่ประชาชน สร้างสถานการณ์เหล่านี้ขึ้นมา เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเหล่านี้

นี่ ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นที่รู้กันดีว่า มีการอ้างว่า"มือที่สาม" เข้ามาสร้างสถานการณ์ในปี 2516 และ 2519 กลุ่มคนเหล่านี้ยุยงทำให้เกิดการจลาจล เพื่อเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลเข้ามาสลายการชุมนุม ตัวอย่างล่าสุดของมือที่สาม คือกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลอย่างกลุ่มคน "เสื้อฟ้า" ได้เผชิญหน้าและทำร้ายคนเสื้อแดงที่ชุมนุมในพัทยาในเดือนเมษายนปี 2552

อย่าง ไรก็ตาม "ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด" สำคัญที่เกิดก่อนหน้านี้ คือการพยายามกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้ความรุนแรง และการที่รัฐให้ความช่วยเหลือจากกลุ่มศาลเตี้ยในกลางยุค 70 ในปี 2519 รัฐบาลได้ตั้งกลุ่มกระทิงแดง นวพล ลูกเสือชาวบ้านขึ้นมา เพื่อทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักกิจกรรมที่ทำงานให้กับสมัชชาชาวนาแห่งประเทศไทย กลุ่มดังกล่าว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในการล้อมปราบสลายนักศึกษาและกรรมกร และยั่วยุให้เกิดการจลาจลต่อต้านชุมชนชาวเวียดนามในภาคอีสาน รวมถึงเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่เป็นเหตุให้นักกิจกรรมหลายคนเสียชีวิต ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ และความหวาดกลัว จนนำไปสู่การฆ่าหมู่นักศึกษาในปี 2519 โดยกลุ่มศาลเตี้ยเหล่านี้ ได้บุกล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฆ่าหมู่นักศึกษาเหล่านั้นอย่างทารุณ โดยอ้างว่า เพื่อปกป้องเมืองหลวงจาก "กลุ่มคอมมิวนิสต์" (กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าจะเผาวัดบวรนิเวศ) เหตุการณ์ความรุนแรงนี้ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบอบประชาธิปไตย และการปราบปรามนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้คนกรุงเทพแต่อย่างใด การทำรัฐประหารหลังจากเหตุการณ์นี้ กลับทำให้คนเมืองรู้สึกอุ่นใจ

สิ่งที่ทุกคนไม่ควรลืมคือ กลุ่มคนสำคัญที่สนับสนุนอภิสิทธิ์ คือกลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแผน "ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด" ในปี 2519

ตาม ที่กฎหมายไทยได้บัญญัติไว้ การกระทำรุนแรงที่เข้าข่ายว่าเป็นการ "ก่อการร้าย" นั้น คือการที่ผู้กระทำมีเจตนาที่จะกระตุ้นให้รัฐใช้กำลังหรือทำให้เกิดความ วุ่นวายและสร้างความหวาดผวาให้สาธารณชน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้พลาดโอกาสที่จะทำให้ชาวกรุงเทพหวาดผวา แต่หลังจากนั้น รัฐบาลได้ใช้ประโยชน์จากความกลัวและความไม่สงบนี้ เอื้ออำนาจอย่างล้นเหลือให้พรรคพวก ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติ คงไม่สามารถทำได้ ซึ่งเหมือนการทำรัฐประหารเงียบ

ในประวัติศาสตร์ไทย "มือที่สาม" และ "ผู้ก่อการร้าย" ที่ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม (จะใช้หรือไม่ก็ตาม แต่คนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำพลเรือน) คือคนที่ทำงานให้แก่รัฐ กลุ่มสภาเฉพาะกิจอย่างกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่วิจารณ์ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างรุนแรง ได้พยามก่อความรุนแรงหลายครั้ง โดยการปะทะกับคนเสื้อแดง และยังสร้างความอับอายให้รัฐบาล ด้วยการเย้ยรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มอภิสิทธิชนอย่างกลุ่มตนได้ กลุ่มหัวเก่าในกองทัพพยายามทำให้รัฐบาลพลเรือนดูอ่อนแอ เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเงินและอื่นๆ ให้พวกตน และยังสร้างความชอบธรรมให้กับการแทรกแซงการเมือง และพยายามยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อให้อำนาจแก่กลุ่มตนเอง

การที่นำ "ผู้ก่อการร้าย" ที่แท้จริงขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ทำได้โดยการที่รัฐบาลต้องใส่ใจกับข้อเรียกร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และเปิดโอกาสให้มีการสอบสวนที่เป็นอิสระและสมบูรณ์ภายใต้กฎหมายระหว่าง ประเทศ นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์จะต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ให้อำนาจอย่างล้นเหลือต่อทหารและรัฐบาล และเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ

อย่าง ไรก็ตามวิกฤตการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญนี้ ประเทศในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ได้ทนดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามในสิ่งที่รัฐบาลไทยได้กระทำ มาพอสมควรแล้ว การที่รัฐบาลพยายามยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และไม่แสดงท่าทีจะยกเลิก แสดงให้เห็นว่า การยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น เอื้ออำนาจให้รัฐบาลมากกว่าเพื่อควบคุมความร้ายแรงของสถานการณ์ ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็น "ผู้ก่อการร้าย" ตัวจริง อำนาจฉุกเฉินนี้ คือชัยชนะที่พวกเขาไม่สมควรได้รับ เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้คงจะไม่ใช่แผนการของคนเหล่านี้



ที่มา เวบไซต์ นสพ.มติชน
14 สิงหาคม 2553

ความตายของ'ฟาบิโอ' กับ ความพยายามไม่ให้ความจริงปรากฏ : พวกคุณกลัวอะไรหรือครับ ???

โดย คุณเกษียร เตชะพีระ
ที่มา เวบไซต์ นสพ.มติชน
14 สิงหาคม 2553

ตอนที่ 1 : "แด่ฟาบิโอ โพเลนกี"

ฟา บิโอ โพเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลีวัย ๔๘ ปี ทำงานถ่ายภาพให้นิตยสารใหญ่หลายแห่งเช่น Vanity Fair, Vogue,Marie Claire และ Elle เป็นต้น ตลอด ๒๙ ปีที่ประกอบวิชาชีพนี้ เขาเที่ยวตระเวนถ่ายภาพไปราว ๗๐ ประเทศทั่วโลก เขาเคยนำภาพถ่ายไปแสดงนิทรรศการทั้งที่ Cité des Sciences et de l'Industrie อันเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ กรุงปารีสและในงาน Paris Book Expo เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และร่วมงานสร้างภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ พ่อลูกนักมวยชาวคิวบาที่พ่อเป็นแชมป์มวยโอลิมปิก ส่วนลูกเป็นแชมป์มวยแห่งชาติของคิวบาด้วย

อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของฟาบิโอ เล่าในการแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ศกนี้ว่า ฟาบิโอเป็นคนมีจิตวิญญาณเสรี เปิดใจกว้าง คบหาง่าย ยึดมั่นคุณค่าที่ตนเชื่อถือ และรักสันติ เขารักเมืองไทย อยากอยู่ในเมืองไทย และได้เลือกเมืองไทยเป็นบ้าน เพราะเขารักผู้คนที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอรู้สึกขอบคุณคนไทยบางคนที่เสี่ยงชีวิตช่วยนำฟาบิโอส่ง โรงพยาบาล

สองวันก่อนเสียชีวิตด้วยคมกระสุนกลางถนนระหว่างทหาร บุกล้อมปราบที่ชุมนุมราชประสงค์ของ นปช. ฟาบิโอได้เขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ในหน้า Facebook ของเขา ซึ่งอิซาเบลลาอ่านให้ฟังทั้งน้ำตาว่า:

"ทุก ๆ วันเหมือนของขวัญที่เราได้มา ฉะนั้นจงทำให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้เป็นสุข ด้วยรักแด่ทุกคน"

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

เมื่อ เดือนกรกฎาคมศกนี้ Reporters Without Borders (ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน) อันเป็นองค์กร เอ็นจีโอระหว่างประเทศที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อสิ่งพิมพ์และประณามการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานการสืบสวนเรื่อง "ThailandLicence to Kill" (ประเทศไทย: ใบอนุญาตฆ่า http://en.rsf.org/IMG/ pdf/REPORT_RSF_THAILAND_Eng.pdf) เขียนโดย Vincent Brossel & Nalinee Udomsinn เพื่อประมวลเสนอข้อมูลจากประจักษ์พยานเกี่ยวกับอาชญากรรมต่อสื่อมวลชนทั้ง ไทยและเทศที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมารวม ๑๐ กรณี โดยยกกรณีการตายของ ฟาบิโอ โพเลนกีขึ้นมาเป็นอันดับแรกสุด รายงานระบุข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ที่หน้า ๔ – ๕ ว่า: -

ช่างภาพ ฟาบิโอ โพเลนกี ถูกยิงตายราว ๑๐.๔๕ น. วันที่ ๑๙ พฤษภาคมใกล้สวนลุมพินี ห่างใจกลางที่ชุมนุมเสื้อแดงราวหนึ่งกิโลเมตร โพเลนกีถูกยิงในสภาพสวมหมวกกันน็อคขณะเกิดการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างทหารกับ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ป้องกันบังเกอร์อยู่ มีผู้อื่นถูกสังหารอีก ๔ คนในช่วงการปะทะนี้

มาซารุ โกโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นพยานรู้เห็นการตายของโพเลนกี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ Reporters Without Borders ฟังว่า: -

***ถาม: คุณช่วยบรรยายสภาพที่คุณเป็นพยานรู้เห็นการตายของฟาบิโอให้หน่อยได้ไหม?
มาซารุ โกโตะ: ผมเห็นฟาบิโอหนแรกกลางเดือนเมษายนระหว่างการชุมนุมในกรุงเทพฯซึ่งผมอาศัย อยู่มา ๙ ปีแล้ว เรากลายเป็นเพื่อนกัน…ผมอยู่ใกล้เขาตอนเขาถูกฆ่า เราอยู่ตรงแยกถนนสารสินตัดกับราชดำริในกรุงเทพฯ ใกล้สวนลุมพินี กองทัพเริ่มโจมตี นปช.ที่นั่นเช้าวันนั้น ฟาบิโอกับผมกำลังถ่ายภาพจากฝั่งนปช. คุณจะว่าเราอยู่ตรงแนวหน้าสุดก็ได้ กองทัพเริ่มระดมยิงหนักหน่วงขึ้นราว ๑๐ โมง ผมอยากออกจากแยกนั้นเพราะผู้ชุมนุมคนหนึ่งเพิ่งบอกผมว่าพลซุ่มยิงกำลังจะยิง ใส่เรา เรากำลังถอนตัวอยู่ทีเดียวเมื่อผมสังเกตเห็นร่างคน ๆ หนึ่งอยู่บนถนนลาดยางข้างหลังผม ผมรู้ทันทีว่านั่นคือฟาบิโอ ผมบอกไม่ถูกว่ากระสุนยิงมาจากไหน

ผมไม่แน่ใจว่าเขาถูกฆ่าเพราะเป็น นักข่าวหรือเปล่า กระสุนที่ยิงสวนกันไปมาหนาแน่นมากตอนนั้น ไม่มีการยับยั้งชั่งใจกันต่อไปแล้วไม่ว่าจะในฝ่ายทหารหรือนปช

ภาพฟาบิโอถูกยิงโดย Masuro

*** ถาม: กล้องถ่ายรูปของฟาบิโอหายไป คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?
มาซารุ โกโตะ: เมื่อเขาถูกยิง เราพยายามดึงเขาให้พ้นวิถีกระสุน มีการเผยแพร่ภาพวีดิโอที่พวกเรากำลังลากเขาในตอนหลัง คุณจะเห็นชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนนักข่าวกุมมือข้างหนึ่งของฟาบิโอและกล้อง ของเขาไว้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เจอกล้องถ่ายรูปนี้เลย เรากำลังหามันอยู่

*** ถาม: คุณคิดว่าฟาบิโอถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวหรือเปล่า?
มาซารุ โกโตะ: มีข่าวลือแพร่สะพัดตั้งแต่กลางพฤษภาคมว่าพลซุ่มยิงไม่ทราบฝ่าย อาจเป็นฝ่ายกองทัพหรือนปช.ก็ได้ กำลังจะฆ่านักข่าว คนบางคนอาจอยากให้วิกฤตเลวร้ายลงเพื่อประโยชน์ของตน พอฆ่านักข่าวได้ คุณก็จะยกระดับความวุ่นวายขึ้นไปอีก แต่ผมไม่มีหลักฐานว่าข่าวลือนี้มีข้อเท็จจริงอะไรรองรับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้แนะนำว่าอย่าไปที่บางแห่งที่ ถือว่าอันตรายเกินไป

*** ถาม: คุณคิดว่าทางตำรวจไทยชันสูตรพลิกศพอย่างถี่ถ้วนไหมหลังฟาบิโอตาย?
มาซารุ โกโตะ: ศพของเขาถูกฌาปนกิจอย่างรวดเร็วหลังเขาตาย ผมไม่แน่ใจว่าตำรวจได้ชันสูตรพลิกศพอย่างถี่ถ้วนหรือเปล่า

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ทาง Reporters Without Borders ได้สัมภาษณ์บุคคลอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการตายของโพเลนกี คือ นักถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีชาวสหรัฐฯชื่อ แบรด คอกซ์ เขาอยู่ในที่เกิดเหตุการยิงและตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนด้วย คอกซ์เป็นผู้สร้างหนังสารคดีเรื่อง "ใครฆ่าเจีย วิเจีย?" เกี่ยวกับกรณีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานชาวเขมรคนหนึ่งซึ่งหนังดัง กล่าวถูกสั่งห้ามฉายในกัมพูชา

***** ถาม: เกิดอะไรขึ้นครับ?
แบรด คอกซ์: ผมไม่เคยพบฟาบิโอมาก่อน ตอนนั้นผมเลือกไปอยู่ตรงแยกถนนตัดกันทางฝั่งบังเกอร์เสื้อแดง มีการระดมยิงจากฝ่ายกองทัพมาหนักทีเดียว พวกเสื้อแดงก็ตอบโต้ด้วยระเบิดเพลิงและระเบิดทำเอง กระสุนนัดหนึ่งยิงถูกยางรถยนต์ข้างหน้าผมห่างหัวผมแค่ ๔๐ เซนติเมตร พอเกือบ ๑๑ โมง ผมเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างบนถนนโพ้นออกไป ผมก็เลยไปดูแล้วกลับมาที่เขตเสื้อแดง ตอนกลับนี่แหละที่ผมรู้สึกปวดแปลบที่เข่าขวาและรู้ตัวว่าถูกยิงเข้าแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่หนักหนานัก ผมหันกลับเพื่อพยายามมองว่ามันยิงมาจากไหนและตอนนั้นแหละที่ผมเห็นฟาบิโอ กองอยู่กับพื้นห่างไปไม่ถึง ๑๐ เมตร ผมเริ่มถ่ายหนังไว้เมื่อนักข่าวคนอื่นและพวกเสื้อแดงลากเขาไปหาที่กำบังแล้ว เอาเขาขึ้นมอเตอร์ไซค์ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

ฟาบิโอถูกบรรทุกซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์ส่งโรงพยาบาล

***** ถาม: เกิดอะไรกับกล้องถ่ายรูปของเขา?
แบรด คอกซ์: ในฟิล์มหนังที่ผมถ่ายคุณจะเห็นชายคนหนึ่งดูเหมือนจะเป็นนักข่าวเข้าไปช่วยฟา บิโอและถือกล้องของเขาอยู่ แต่ไม่ได้ยื่นกล้องคืนให้มา (ชมหนังข่าวเหตุการณ์ตอนนี้ได้ที่ www.youtube.com/ watch?v=BhPydgjZ9GI )

***** ถาม: ฟาบิโอถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวหรือเปล่า?
แบรด คอกซ์: ผมพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าใครยิงฟาบิโอกับผม ผมคิดว่าเราถูกยิงโดยกระสุนจากทหารหรือพลซุ่มยิง ตอนที่พวกเขายิงเรา มีคนอยู่บนถนนแถวนั้นไม่มากนักและพวกเสื้อแดงที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออก ไปกว่า ๑๐ เมตร ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงถูกยิงใส่ เราตกเป็นเป้าหมายหรือโดนลูกหลงกันแน่? ผมก็ไม่รู้ ผมกำลังถือกล้องถ่ายหนังตัวใหญ่อยู่และก็เห็นได้โดยง่ายว่าผมเป็นชาวต่าง ชาติ แต่ฟาบิโอเขาใส่ชุดดำ เป็นไปได้ไหมว่าพวกนั้นหลงเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นพวกเสื้อดำคนหนึ่ง?
======================================================

ตอนที่ 2 : "ความตายที่รอคำตอบของฟาบิโอ"

รายงาน พิเศษของ The Committee to Protect Journalists (CPJ-คณะกรรมการปกป้องนักข่าว-อันเป็นองค์การอิสระที่ไม่แสวงกำไรเพื่อส่ง เสริมเสรีภาพหนังสือพิมพ์ทั่วโลกด้วยการปกป้องสิทธิของนักข่าวที่จะรายงาน ข่าวโดยไม่ต้องกลัวถูกเล่นงานตอบโต้) เรื่อง "In Thailand unrest, journalists under fire" (ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่-http://cpj.org/reports/ 2010/07/in-thailand-unrest-journalists-under-fire.php) เขียนโดย Shawn W. Crispin ผู้แทนอาวุโสของ CPJ ประจำเอเชียอาคเนย์และเผยแพร่เมื่อ 29 กรกฎาคม ศกนี้

ได้ระบุถึงกรณีสังหารฟาบิโอ โพเลนกี ว่า: ในกรณีการยิงโพเลนกี, การสอบสวนที่อึมครึม

การ ตายของฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพชาวอิตาเลียน เป็นศูนย์รวมเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉบับต่างๆ ที่มาประชันขันแข่งกัน โพเลนกีวัย 48 ปีถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ศกนี้ระหว่างรายงานข่าวปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากบริเวณ ถนนราชดำริอันเป็นเขตพื้นที่การชุมนุมประท้วงที่ซับซ้อนพิสดารซึ่ง นปช.ได้สร้างขึ้นในย่านการค้าสุดยอดของกรุงเทพฯ

แบรดลี คอกซ์ นักทำหนังสารคดีผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เล่าว่า เช้าวันนั้นก่อนเกิดเหตุทหารได้ยิงปืนประปรายจากด้านหลังเครื่องกีดขวางเข้า ใส่พื้นที่ห่างออกไป 200 เมตรซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของ นปช. คอกซ์บอกว่าทั้งเขากับโพเลนกีได้บันทึกภาพผู้ประท้วงคนหนึ่งถูกยิงที่ขาเวลา ประมาณ 10.45 น.

เวลา 10.58 น. เมื่อรู้สึกว่าการยิงสงบลงพักหนึ่ง คอกซ์เล่าว่า เขาก็ออกจากบังเกอร์ที่ นปช.คุมอยู่ไปยังถนนที่เกือบโล่งร้างเพื่อสืบดูว่าความปั่นป่วนวุ่นวายใน หมู่ผู้ประท้วงห่างไปราว 30-40 เมตรนั้นมันเรื่องอะไรกัน คอกซ์บอกว่าเขาเชื่อว่าโพเลนกีตามหลังเขาไปห่างกันไม่กี่ก้าว ขณะวิ่งไปตามถนน คอกซ์รู้สึกปวดแปลบด้านข้างของขา ปรากฏว่ากระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวหัวเข่าเขาบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเขาหันกลับไปมองในทิศทางของกองทหาร เขาก็เห็นโพเลนกีแผ่หราอยู่กับพื้นข้างหลังเขา 2-3 เมตร ตอนนั้นโพเลนกีสวมหมวกกันน็อคสีฟ้าเขียนคำว่า "สื่อสิ่งพิมพ์" ทั้งหน้าหลังและติดปลอกแขนสีเขียวเพื่อบอกว่าเขาเป็นนักข่าวที่ปฏิบัติ งานอยู่

"ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราถูกยิงพร้อมกันเป๊ะเลย บางทีอาจจะโดยกระสุนนัดเดียวกันด้วยซ้ำไป" คอกซ์กล่าว และเสริมว่า เขาไม่ได้ยินเสียงปืนหนึ่งหรือหลายนัดที่ยิงถูกเขาหรือโพเลนกี "ผมไม่รู้ว่าใครยิงผมหรือฟาบิโอ แต่ถ้าทหารกำลังพยายามยิงพวกเสื้อแดงละก็ มันไม่มีใครอยู่รอบตัวพวกเราเลยนี่ครับ ... ทหารกำลังยิงใส่สิ่งของหรือผู้คนแบบไม่เลือก"

ภาพวิดีโอที่คอกซ์ถ่าย เหตุการณ์บรรดานักข่าวและผู้ประท้วงช่วยกันหามร่างโพเลนกีออกจากถนนขึ้นรถ มอเตอร์ไซค์ไปยังโรงพยาบาลแถวนั้นดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่ากระสุนเจาะเข้า ตัวโพเลนกีทางใต้รักแร้ซ้ายและทะลุออกสีข้าง รายงานข่าวต่างๆ ระบุว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อไปถึงโรงพยาบาลในท้องที่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานว่าพบหัวกระสุนใดๆ

ครอบครัวของโพเลนกีได้ แสดงความห่วงกังวลที่รัฐบาลสนองตอบต่อการตายของเขาอย่างอึมครึม อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของเขาบอก CPJ ว่า ครอบครัวเธอได้ร้องขอรายงานชันสูตรพลิกศพทางการครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ยังไม่ ได้รับ เธอกล่าวว่าตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมบอกเล่าขัดกันว่าตำแหน่งบาดแผลของพี่ชาย เธออยู่ตรงไหนแน่ ซึ่งเธอเองก็ไม่ทันได้เห็นร่างเขาก่อนฌาปณกิจ เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าทรัพย์สินส่วนตัวของโพเลนกีหลายรายการรวมทั้ง กล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์หายไป ความขัดแย้งและคลุมเครือทำนองนี้ทำให้เธอยิ่งหวั่นวิตกว่าโพเลนกีอาจถูกหมาย หัวในฐานที่เป็นนักข่าวก็เป็นได้

เธอกับเพื่อนร่วมงานของโพเลน กีกลุ่มหนึ่งจึงร่วมกันปะติดปะต่อวิดีโอคลิปต่างๆ ที่บ้างก็ได้จากนักข่าวผู้อยู่บริเวณข้างเคียงกับโพเลนกีและบ้างก็ดาวน์โหลด จากแหล่งไม่ทราบชื่อบนอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาขึ้นเป็นลำดับเหตุการณ์การ เคลื่อนไหวก่อนและหลังการยิง เท่าที่ทราบไม่มีฟิล์มภาพตัวเหตุการณ์การยิงนั้นเอง วิดีโอคลิปอันหนึ่งแสดงภาพชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินที่ไม่รู้ว่าเป็นใครเข้า ถึงตัวโพเลนกีหลังถูกยิงเป็นคนแรก ฟิล์มภาพสั้นๆ นั้นแสดงภาพเขาคลำไปรอบอกโพเลนกีและกระแทกเข้ากับกล้องถ่ายรูปของโพเลน กีอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ขณะที่ชายสวมหมวกกันน็อคสีเหลืองที่ไม่รู้ว่าเป็นใครอีกคนคุกเข่าลงและถ่าย รูปโพเลนกีไว้

ฟิล์มภาพของคอกซ์ดูจะแสดงภาพชายคู่เดียวกันอยู่ในหมู่ คนที่เคลื่อนย้ายร่างของโพเลนกีออกจากถนนไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่พาเขาไปโรง พยาบาล ภาพของชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินถูกตีพิมพ์ทั้งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมติชน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเขากับชายสวมหมวกกันน็อคอีกคนหนึ่งนั้นเป็นใคร กันแน่ อิซาเบลลา โพเลนกี กล่าว

นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ไม่ตอบคำถามจาก CPJ เกี่ยวกับการยิงโพเลนกี รวมทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าตอนนั้นทหารยิงไม่เลือกหน้า หรือรายละเอียดของกรณีการยิงรายอื่นๆ นายเสก วรรณเมธี อัครราชทูตของสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ตอบข้อห่วงใยของ CPJ กว้างๆ ในจดหมายลงวันที่ 14 มิถุนายนว่า "รัฐบาลเสียใจที่เกิดการสูญเสียชีวิตและยึดมั่นที่จะสืบสวนกรณีการตายทั้ง หลายอย่างเต็มที่และเที่ยงธรรม....."

ล่าสุด Shawn Crispin ยังได้รายงานความคืบหน้ากรณีนี้ไว้ในเว็บล็อกของ CPJ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ศกนี้ ภายใต้หัวข้อ "In Polenghi case, autopsy shared but more needed" (ในคดีโพเลนกี เผยผลชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่ต้องทำมากกว่านี้)http://cpj.org/blog/2010/08/in-polenghi-case-autopsy-shared-but-more-needed.php ว่า: -

.....อย่างไรก็ ตาม กว่าสองเดือนต่อมา (หลังการตายของฟาบิโอ) มันก็ไม่ปรากฏชัดว่าทางการไทยกำลังพยายามทำดีที่สุดเพื่อไขคดีนี้ให้กระจ่าง และนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

อิซาเบล ลา โพเลนกี น้องสาวของเขา ได้แสดงความห่วงใยดังกล่าวนั้น ณ ที่แถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (ที่ 30 กรกฎาคม ศกนี้) ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยในกรุงเทพฯ ทาง CPJ เราได้ร่วมขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่" ซึ่งสืบสวนกรณีการตายและบาดเจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้กับนักข่าวในประเทศไทย รวมทั้งการยิงโพเลนกีจนเสียชีวิตด้วย

ในบรรดาข้อเสนอแนะต่างๆ ของเรา CPJ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยร่วมมือกับผู้สืบสวนอิสระและเปิดเผยผลการชันสูตรพลิก ศพทางการรวมทั้งหลักฐานเชิงนิติเวชอื่นๆ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบสนองผลการสืบสวนของเราอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แม้ว่าดูเหมือนทางราชการจะรับฟังข้อเสนอแนะของ CPJ ประการหนึ่ง

ใน วันพฤหัสบดี (ที่ 29 กรกฎาคม ศกนี้) อันเป็นวันเผยแพร่รายงานของ CPJ ข้างต้น ตำรวจกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พบกับอิซาเบลลา โพเลนกี เป็นการส่วนตัวและนำผลการชันสูตรพลิกศพคดีพี่ชายของเธออย่างเป็นทางการให้ เธอดูเป็นครั้งแรก ตำแหน่งบาดแผลที่แน่ชัดของโพเลนกีจะเป็นร่องรอยให้สืบเสาะได้ว่าเขาถูกยิง โดยทหารจากระดับพื้นถนนหรือโดยผู้ประท้วงที่อยู่บนตึกข้างเคียง

ใน ที่แถลงข่าว อิซาเบลลา โพเลนกี ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการชันสูตรพลิกศพและเน้นว่าเป้าหมายของการพบปะกับทาง เจ้าหน้าที่ซึ่งสถานทูตอิตาลีช่วยจัดให้นั้นก็เพื่อ "ร่วมด้วยช่วยกัน" และหาทางประกันให้มั่นใจว่าการสืบสวนของของทางการ "กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษถือ การค้นหากล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ของโพเลนกีที่หายไปคืนมาเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนอื่นทั้งด้วยเหตุผลทางนิติเวชศาสตร์และทางอารมณ์ความรู้สึก

อิซาเบล ลา โพเลนกี กล่าวว่า เธอเข้าใจว่าการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ "อาจนานหลายปี" แต่ก็บอกว่าถ้าหากไม่มี "ความรุดหน้า" ใดๆ ในสองเดือนข้างหน้าแล้วเธอก็คงจะกลับมาเมืองไทยอีกเพื่อกดดันในเรื่องที่เธอ ห่วงใย

พรรคพวกเพื่อนฝูงของฟาบิโอซึ่งหลายคนเป็นนักข่าวชาวต่างชาติ ผู้มาหลงรักเมืองไทย อาศัยอยู่เป็นเหย้าและตั้งใจจะเอาเป็นเรือนตายเหมือนกัน ได้เล่าให้ฟังว่าพวกเขาพิศวงงงงันมากว่าเพราะเหตุใดก็ไม่รู้หน่วยราชการ ต่างๆ ไม่ว่าอำอวด, อีเอสไอ, หรืออ๋ออออ๋อ ต่างพากันยัวะเป็นฟืนเป็นไฟที่พวกเขาพยายามร่วมด้วยช่วยกันหาความกระจ่าง เกี่ยวกับสภาพการณ์การตายของฟาบิโอ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าใครเป็นคนเอาการ์ดบันทึกข้อมูล (memory card) และกล้องถ่ายรูปของฟาบิโอไป รวมทั้งช่วยกันจัดแถลงข่าวให้อิซาเบลลา น้องสาวของฟาบิโอ

แล้วจู่ๆ เพื่อนชาวอเมริกันที่นำภาพวิดีโอที่เขาถ่ายไว้ตอนฟาบิโอตายมาเปิดเผยก็ถูก ดำเนินการขับไล่ออกจากประเทศและข้างภรรยาที่เป็นคนไทยของเพื่อนคนนั้นก็ถูก คุมตัวด้วยอำนาจพิเศษ, โทรศัพท์บางเบอร์ที่เพื่อนๆ ของฟาบิโอใช้ติดต่อประสานงานกันก็ชักมีอาการรบกวนแปลกๆ, เวลาพวกเขาไปไหนมาไหนก็มีคนหน้าตาบ้องแบ๊วคอยติดตามยังกับนิยายสืบสวนสอบ สวน.....

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 
รัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์, 
อธิบดีธาริต เพ็งดิษฐ์, 
โฆษกปณิธาน วัฒนายากร, 
ผู้การสรรเสริญ แก้วกำเนิด

ไม่ แปลกหรือครับ ที่หน่วยงานราชการซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบสืบสวนสอบสวนหาความจริงทุกกรณีการ ตายที่เกิดขึ้นช่วงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภาอำมหิต ที่ผ่านมา ทั้งการตายของฟาบิโอและคนไทยกับชาวต่างชาติอื่นๆ อีก 90 คน

ดูเหมือนจะพยายามนานัปการที่จะไม่ให้คนอื่นเขาทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะ?

พวกคุณกลัวอะไรหรือครับ?

No comments:

Post a Comment