ความอยุติธรรมที่คนเสื้อแดงกำลังเผชิญภายใต้รัฐบาลทหารอภิสิทธิ์
โดย ใจ อึ้งภากรณ์
เหล่านักโทษการเมืองคนเสื้อแดงที่ถูกรัฐบาลทหารอภิสิทธิ์จับกุมคุมขังกำลังเผชิญกับการถูกเพิกเฉยและปฏิเสธที่จะได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายมาตรฐานสากล นักโทษการเมืองเหล่านี้ถูกจับกุมหลังจากเหตุการณ์นองเลือดที่รัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอันสงบปราศจากอาวุธ นี่คือหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการทำลายระบอบประชาธิปไตย ความยุติธรรม และระบบนิติรัฐในประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2459
เวปไซค์ประชาไท ซึ่งเป็นเวปไซค์ที่รัฐบาลทหารได้พยายามสั่งปิดหลายครั้ง รายงานว่า คนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในภาคอีสาน อาทิเช่น จังหวัดอุบลราชธานี ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร และอุดรธานีกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ และประชาไทยังเชื่อว่าคนเสื้อแดงซึ่งถูกคุมขังในที่อื่นได้เผชิญกับปัญหาเดียวกัน
1.การออกหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจขาดความชัดเจนและปราศจากมาตรฐานทางกฎหมาย การจับกุมคุมขังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
2. การออกหมายจับในบางครั้งไม่มีการแจ้งให้ทราบ ทำให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับถูกแจ้งข้อหา “ต่อต้านหรือหลบหนีการจับกุม”เพิ่ม
3. ผู้ถูกคุมขังบางรายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายในระหว่างการจับกุม แม้จะไม่มีการขัดขืนการจับกุมเลยก็ตาม
4. เจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่และบีบบังคับให้ผู้ถูกจับกุม “รับสารภาพ” โดยเป็นวิธีการปฏิบัติที่จ้าหน้าที่ตำรวจใช้เป็นประจำ เช่นบอกผู้ต้องหาว่าหากสารภาพจะได้รับโทษน้อยลง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ และผู้ต้องหามีความผิดจริงหรือไม่
5. ไม่มีการหาทนายแก้ต่างให้ผู้ถูกกล่าวหาหลายคน
6. ผู้พิพากษาปฏิเสธให้คนเสื้อแดงประกันตัว โดยไม่มีข้ออ้างทางข้อกฎหมายที่ได้มาตรฐาน ผุ้พิพากษาเหล่านี้อ้างว่าหากให้กลุ่มคนเสื้อแดงประกันตัว กลุ่มคนเสื้อแดงอาจจะหลบหนีกระบวนการศาล แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้เลยก็ตาม นั้นเป็นเพราะ ผู้พิพากษาเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงเป็น “นักโทษทางการเมือง” ผู้ซึ่งมีความผิดแล้วก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี
7. เรือนจำมีสภาพแออัดและทารุณ
8. ครอบครัวของผู้ต้องหาต้องประสบกับปัญหาทางการเงิน เนื่องจากไม่มีรัฐสวัสดิการในเมืองไทย และกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยมผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลต่อต้านนโยบายนี้
9. ผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยเรื้อรังเนื่องจากถูกทหารยิงจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม
จากเหตุการณ์ข้างต้น เราพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงได้ดังนี้
1.กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอเชื่อว่าผู้ต้องหามีความผิดก่อนที่จะมีการพิจารณาคดีในศาล เมื่อไม่นานมานี้ดีเอสไอได้เผยแพร่รูปภาพผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีข้อความระบุข้างรูปภาพเหล่านั้นว่า “บุคคลผู้นี้จะตกนรกหมกไหม้” เห็นได้ชัดว่าดีเอสไอไม่เชื่อว่ากระบวนการพิจารณาคดีในศาลเป็นสิ่งจำเป็น และยังเห็นว่าขบวนการล่าแม่มดที่ไล่ล่ากลุ่มคนที่วิจารณ์รัฐบาลว่าเป็นสิ่งถูก “กฎหมาย” นอกจากนี้พวกดีเอสไอเองยังไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยรัฐบาลหารได้ การกระทำดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากรัฐบาลหุ่นเชิดทหาร
2. อธิบดีกรมดีเอสไอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้สั่งฟ้องฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลซึ่งมีส่วนร่วมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ ในข้อหา “ก่อการร้าย” ทั้งหมด 26คน โดยปราศจากหลักฐานว่าทีการกระทำการก่อการร้ายอย่างไร หรือบุคคลทั้ง 26 คน เกี่ยวข้องอย่างไร ข้อหา “ก่อการร้าย” ข้อกล่าวหาดังกล่าวคล้ายกับข้อหา “ก่อการร้าย” ซึ่งฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเคยใช้กล่าวหาชาวฝรั่งเศสผู้ต่อต้านกองทัพนาซี ( Free French) หรือคล้ายกับข้อหาที่รัฐบาลอิสราเอลใช้เพื่อเป็นข้ออ้างว่าการสังหารพลเรือนที่ไร้อาวุธบนเรือบรรเทาสาธารณภัยที่เดินทางไปยังปาเลสไตน์คือสิ่งถูกต้อง
3. ดีเอสไอไม่มีความพยายามที่จะแจ้งข้อหากับกลุ่มพันธมิตร ในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรได้ยึดสนามบินนานาชาติเมื่อช่วงปลายปี 2551 เป็นเหตุให้มีการหยุดบินกว่า 1อาทิตย์ และกรณีที่กลุ่มพันธมิตรยึดและสร้างความเสียหายให้กับทำเนียบรัฐบาลและยังก่อการจราจลบริเวณภายนอกรัฐสภาในปีเดียวกัน ไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มพันธมิตรถูกลงโทษหรือกักขัง นอกจากนี้รัฐมนตรีในรัฐบาลทหารอภิสิทธิ์ยังประกอบไปด้วยสมาชิกและผู้สนับสนุนพันธมิตรอีกด้วย
4. ดีเอสไอไม่มีความพยายามที่จะแจ้งข้อหาฆ่าคนตายต่อนายอภิสิทธิ์หรือนายพลทหารที่สั่งยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์เมื่อต้นปีนี้
5. รัฐบาลทหารอภิสิทธิ์คง “ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” ในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ ทำให้คนเสื้อแดงหลายคนถูกจับกุมคุมขังเพราะละเมิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรออกมาชุมนุมแสดงออกถึงการคลั่งชาติในกรณีปัญหาเรื่องชายแดนอันไร้สาระระหว่างไทยและกัมภูชา ไม่มีผู้นำกลุ่มพันธมิตรหรือผู้สนับสนุนถูกจับกุม ข้อเท็จจริงก็คืออภิสิทธิ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือและเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมพันธมิตร กลุ่มคนเหล่านี้หวังที่เบี่ยงเบนประเด็นความสนใจเรื่องการเมืองของมวลชนไปที่การต่อต้านกัมพูชา
6. นักเรียนในจังหวัดเชียงรายถูกคุกครามและกักขังโดยรัฐบาลทหาร เพียงแค่ร่วมการชุมนุมทางสัญลักษณ์โดยสันติ เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารประชาชนที่กรุงเทพมหานคร
7. ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกล่ามโซ่เมื่อเดินทางไปยังศาล การกระทำที่ป่าเถื่อนนี้เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกคุมขัง ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนี ผู้นำเสื้อแดงหลายคนซึ่งเป็นนักโทษทางการเมืองได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าตำรวจด้วยตนเอง แต่พวกเขายังถูกล่ามโซ่เมื่อถูกนำตัวไปศาลเพื่อฟังการพิจารณาคดี และนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ากลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยมมองกลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนชาวไทยผู้ต้องการระบอบประชาธิปไตยว่าเป็น “มนุษย์ระดับล่าง”
ระบบกฎหมายอาญาในประเทศไทยเต็มไปด้วยการโกงกินและให้สินบน ประชาชนไม่ได้รับการเคารพนับถืออย่างเท่าเทียมกัน ผู้พิพากษาเป็นพวกที่สนับสนุนอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยมและมีความลำเอียง ไม่มีมาตรฐานในกระบวนการยุติรรม เสรีภาพและระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามรัฐบาลทหารอภิสิทธิ์ได้จัดตั้งคณะกรรมการ “ปฏิรูปการเมือง” โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับการสนับสนุนจากทหาร นายอนันต์ ปันยารชุน และนายแพทย์หัวอนุรักษ์นิยม ประเวศ วสี เป็นประธาน
สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือเหล่านักวิชาการต่างพากันเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปเหล่านั้นไม่ต่างจากแมลงวันที่ตอมอุจจาระ การปฏิรูปทางการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเสรีภาพและประชาธิปไตย นอกจากนี้ควรมีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และต้องมีการนำตัวนักการเมืองและเหล่านายพลผู้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาลงโทษ นอกจากนี้การปฏิรูปที่จริงจังต้องมีการลดขนาด งบประมาณและอำนาจของกองทัพ คัดสรรกระบวนการยุติธรรมและตำรวจใหม่ ยกเลิกการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งหมด การปฏิรูปที่จริงจังจะต้องเริ่มจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่รัฐบาลทหารอภิสิทธิ์เลือกที่จะสังหารประชาชนกว่า 90ราย ในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเลือกตั้ง “การปฏิรูป” ที่อภิสิทธิ์กล่าวอ้างเป็นแค่การทุ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อฟอกอาชญากรรมของเหล่าทหารชุดปัจจุบันเท่านั้น
No comments:
Post a Comment