Thursday, July 23, 2009

ผลงานแค่ไรฝุ่น เหลวทั้ง ครม. ได้แต่ 'ไล่จับเงาตัวเอง'

From ThaiEnews http://thaienews.blogspot.com/2009/07/blog-post_6096.html


ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
21 กรกฎาคม 2552

เวลาและวารี ไม่ยินดีจะรอใคร!!!

ฉะนั้น คนที่ทำงานเป็นย่อมจะรู้ดีว่า หากจะให้เห็นผลงานทันอกทันใจ จะต้องลงมือทำให้ทันกับเวลาที่เดินไปข้างหน้าตลอดเวลา

หาก อาศัยเพียงลมปาก ซื้อเวลาปล่อยผ่านไปวันๆ ผลงานที่ได้ก็เพียงแค่น้ำลายที่ฟุ้งกระจาย และหล่นร่วงลงสู่พื้นดินเท่านั้น ย่อมยากจะจับต้องได้ หรือยากที่จะเป็นรูปธรรมให้ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ

ทำงานเป็น หรือไม่เป็น ต่างกันตรงนี้แหละ โดยเฉพาะในการเป็นรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สื่อมวลชนต่างๆต้องการเห็นผลงาน และตรวจสอบการทำงานที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ประชาชนทั้งประเทศ ก็แหงนคอรอคอยผลงานที่จะช่วยให้ลืมตาอ้าปาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เมื่อผ่านระยะเวลาในการเป็นรัฐบาลมาได้ 6 เดือน หรือ 180 วันแล้ว จะมีคำถามพุ่งเข้าใส่รัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ผลงานอยู่หนใด ผลงานมีอะไรบ้าง???

เพราะ ในความเป็นจริง ดูเหมือนแม้แต่ผู้ที่เชียร์ หรือสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ยังยอมรับว่า ยังหาผลงานที่เป็นจุดเด่นจริงๆ จังๆ ของรัฐบาลชุดนี้ได้ลำบาก

แต่หากมองหาร่องรอยความขัดแย้งในการทำงาน ร่องรอยของปัญหาและความล้มเหลวในการทำงานสารพัดโครงการแล้ว …น่าจะหาได้ง่ายกว่า

ทั้งๆ ที่หากยังจำกันได้ ในช่วงการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์เคยออกนโยบาย แผนปฏิบัติการ 99 วันทำได้จริง เอาไว้อย่างสวยหรู แต่ทำไมเมื่อได้โอกาสพลิกขึ้นมาเป็นรัฐบาลเข้าจริงๆ จนผ่านไปกว่า 180 วันแล้ว ผลงานกลับไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อเป็นหนังแต่อย่างใด

ซึ่ง ในแผนปฏิบัติการ 99 วันทำได้จริง ที่ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะทำงาน ขับเคลื่อนวาระประชาชนของพรรค ได้ประกาศไว้นั้น มีทั้งเรื่องลดค่าครองชีพ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนโยบายเรียนฟรี

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ได้มีการยืนยันไว้ด้วยว่า พร้อมจะรับผิดชอบกับสิ่งที่พรรคได้ประกาศออกไป หากว่าไม่สามารถทำได้จริงแล้ว

วันนี้ เป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มในมือ แม่ทัพนายกอง ขุนทหารที่คุมกำลังในยุคปัจจุบัน ก็หนุนอย่างพร้อมพรั่งกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ก็ทำตัวเรียบร้อย ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลเลยแม้แต่นิดเดียว กลุ่มสังคมชั้นสูง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มผู้กุมอำนาจ ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้กำลังใจ และให้แรงเชียร์กันอย่างชัดเจน

แล้วไฉนผลงานของรัฐบาลเทพประทาน จึงหาได้ยากยิ่ง

ด้วย เหตุนี้เอง จึงทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ว่า 6 เดือนแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชนได้จริง ทั้งยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ แม้แต่การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

เพราะถึงขณะ นี้ นายวิทยา แก้วภราดัย คนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ถูกวิจารณ์ว่า ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ จนทำให้ลุกลามไปทั่วประเทศ สุดท้ายต้องเปลี่ยนโหมดจากการป้องกันการแพร่กระจาย มาเป็นโหมดของการรักษาเยียวยา และรอคอยความหวัง ที่ฝากไว้กับวัคซีน ซึ่งกว่าจะมาก็อีก 5 เดือน ประมาณเดือนธันวาคมหรือมกราคม 2553 โน่นแหละ ซึ่งไม่รู้ว่า ระหว่างทางที่รอคอย ประชาชนคนไทยจะต้องตายกันอีกเท่าไร

เพราะเวลานี้ ได้ใช้วิธีแก้ไขปัญหา ด้วยการเปลี่ยนการสรุปรายงานจาก Daily Report มาเป็น Weekly Reportไปแล้ว

ฉะนั้น ตัวเลขต่างๆ จึงถูกประวิงให้ล่าช้าไปหมด แม้แต่ข้าราชการระดับ 8–9–10 ในกระทรวง ยังบ่นอุบว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีไม่ใช้งาน เลือกใช้แต่คนรอบข้างที่ทำงานไม่เป็น หรือทำงานให้เสียหายมาแล้ว ก็ยังทู่ซี้ใช้งานกันอยู่

มาที่เรื่องของ ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งรัฐบาลแทนที่จะสร้างผลงาน ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข เพราะสู้อุตส่าห์ทุ่มทุนแจกเงินช่วยค่าครองชีพ เป็นเช็คช่วยชาติคนละ 2,000 บาท ให้กับ 8 ล้านกว่าคน แต่เงินเช็คช่วยชาติ ช่วยอะไรไม่ได้เลย เมื่อเทียบกับการที่กระทรวงการคลัง ได้มีการไปขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพราะเติมน้ำมันราคาแพงหูตูบ แค่ 2-3 ครั้ง ก็หมดเกลี้ยงแล้ว 2,000 บาท

จึงทำให้ถูกวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการทำที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะขึ้นภาษีเหล้าขาว กลับขึ้นภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนในการขนส่ง ต้นทุนสินค้าทุกชนิด จนทำให้ราคาน้ำมันในประเทศสูง ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

แต่ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หรือแม้แต่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ก็อ้างแต่ว่า เป็นเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ลดจากระดับ 120 เหรียญต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว แต่ราคาน้ำมันในประเทศไทย ก็ยังสูงอยู่ในระดับเดิมๆ

และ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวออกมาว่า เพื่อลดแรงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน อาจจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงมา แต่ก็มีข่าวออกมาในทันทีว่า หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก็จะเพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแทนในทันที ซึ่งสุดท้าย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่กล้าที่จะพิจารณาเรื่องนี้

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ราคาน้ำมันที่ยังสูงอยู่ ได้กดดันให้ค่าครองชีพไม่ได้ลดลง อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้

ยิ่ง เรื่องของ ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนเห็นชัดเจนว่า ปัญหายุติ หรือว่าปัญหารุนแรงขึ้นกันแน่ เพราะการลอบทำร้าย ลอบฆ่าผู้บริสุทธิ์ ยังคงเกิดเป็นรายวัน ไม่ยอมหยุด ซ้ำบางช่วงยังปะทุมากขึ้นด้วย

แต่แทนที่นายอภิสิทธิ์ จะเลือกลงไปดูแล สร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนและข้าราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

กลับ เลือกที่จะไปลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วขนกองกำลังอารักขาไปเต็มเพียบ ทั้งกำลังทหาร ทั้งเฮลิคอปเตอร์ หรือแม้แต่เสื้อเกราะ ทั้งๆ ที่บุรีรัมย์ไม่ได้เป็นดินแดนมิคสัญญี หรืออันตราย มีเหตุรุนแรงเช่นที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้เสียเมื่อไหร่

ภาพที่ออกมาในสายตาประชาชนจึงติดลบไปเต็มๆ

แถม ผลงานที่ได้ก็คือ ไปรับงาช้างคู่งามมาจาก นายโสภณซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งปกติงาช้างคู่งามๆ ขนาดนั้น มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000–300,000 บาท อย่างแน่นอน

เลยกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกว่า รับของที่มีมูลค่ามากกว่า 3,000 บาทได้อย่างไร!!!

ใน ขณะที่นายโสภณเอง ก็โดนตั้งคำถามว่า งาช้างคู่งามและมีราคาขนาดนี้ ตอนลงบัญชีแจ้งทรัพย์สินไม่เห็นแจ้งเอาไว้เลยว่า งาช้างนี้ท่านได้แต่ใดมา

ที่ สำคัญ แม้แต่แผนงานในเรื่องของ นโยบายเรียนฟรี ซึ่งควรเป็นมาตรการที่ทำได้จริงมากที่สุด กลับกลายเป็นว่า ในช่วงเปิดเทอมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาตรการเรียนฟรี ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาผู้ปกครองทั่วประเทศอย่างหนัก เพราะจนถึงวันนี้ ยังไม่มีผู้ปกครองคนใด พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เรียนฟรีเลยจริงๆ มีแต่จ่ายน้อย หรือว่าจ่ายมาก ซึ่งส่วนใหญ่และโดยเฉพาะกรณีที่บุตรหลานเรียนอยู่โรงเรียนเอกชน เกือบ 100% ยังจ่ายหนักในระดับเรือนหมื่นบาทต่อภาคการศึกษา อยู่เช่นเดิม

แต่ ที่น่าเป็นห่วงที่สุด ในช่วงของการถามหาผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น ปรากฏว่า มีกรณีของการขัดแย้งในรัฐบาลออกมาเป็นระยะ เช่น กรณี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านั้น ได้มีความขัดแย้งในการทำงาน แย่งผลงานกับ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาโดยตลอด จนทำให้การแก้ไขในเรื่องราคาพืชผลทางด้านการเกษตร ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

หรือกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่า นายกอร์ปศักดิ์ มีการไปบ่นกับคนใกล้ชิด แล้วคนใกล้ชิดก็เอามาเล่าต่อให้นักข่าวสายทำเนียบฟังอีกทีว่า นายกอร์ปศักดิ์ไม่แฮปปี้กับการทำงานของ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะไม่เห็นด้วย กับแนวทางการทำงานของนายกรณ์ ที่มัวไปให้ความสำคัญกับมาตรการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นมาตรการระยะปานกลางถึงระยะยาว และเอาแต่ลงพื้นที่ต่างจังหวัด แทนที่จะเร่งมาตรการระยะสั้น เร่งการเบิกจ่ายงบ เพื่อให้เศรษฐกิจกระเตื้องเร็วขึ้นกลับไม่ทำ

รวมไปถึงแม้ แต่กระทั่งการทำงานของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อย เพราะภาพของนายอภิสิทธิ์ ในเรื่องการทำงาน สะท้อนว่า ที่ผ่านมา ไม่ได้ดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง

มัวแต่ ไปให้ความสำคัญกับงานรับเชิญ ไปเปิดงานสัมมนาและงานแสดงสินค้า โดยแต่ละวัน จะมีงานกล่าวปาฐกถา ไม่ต่ำกว่า 1-2 งาน และเกิดปัญหางานชนกันมาแล้วคือ มีกำหนดแถลงผลงานรัฐบาล 6 เดือนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แต่นัดชนกับการแถลงผลงานของกระทรวงยุติธรรม ทำให้ที่สุด ไม่ไปแถลงผลงานร่วมกับ สศช.

พอเรื่องนี้ปูดออกมาเท่านั้น นายกอร์ปศักดิ์ก็ดิ้นพล่าน รีบแก้ข่าวเลยว่า ไม่จริง ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ยังทำงานร่วมกับทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ได้เป็นอย่างดี

แต่ แน่นอนว่า เรื่องนี้แม้จะปฏิเสธเสียงแข็ง คอเป็นเอ็น แต่ลึกๆ แล้ว ก็ยังเป็นร่องรอยที่เห็นชัดเจนถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้

นอก เหนือจากผลงานความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งจนวันนี้ โครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ซึ่งโดยหลักการแล้ว เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องจำเป็นของคนกรุงเทพฯ แต่พอถูกเอาไปโมดิฟายด์ เป็นโครงการโคตรรถเมล์ฝังเพชรเท่านั้น โครงการนี้ก็เลยไม่เกิด

ถึง เวลาหรือยัง ที่นายอภิสิทธิ์ จะต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนเอง ทบทวนความสามารถในการทำงานของตนเอง และบรรดารัฐมนตรีร่วมคณะทั้งหลายว่า

หากมีผลงานแค่ไรฝุ่นแบบนี้ ประชาชนมองไม่เห็นจริง!!!

หากยังไม่ยอมตาสว่าง ...เวลาที่พยายามซื้อ อาจจะหดสั้นลงก็เป็นได้

เพราะทุกวันนี้นายกฯ อภิสิทธิ์และ ครม. มีสภาพเหมือน“คนไล่จับเงาตัวเอง”?!?

No comments:

Post a Comment