Monday, November 30, 2009

Flag this message ฟัง เทปรายการ จิ้งจกคาบข่าว...ประจำวันที่ 29 พ.ย.2552

วันนี้คุณชูพงศ พูดถึง เรื่อง ปัญหา ครอบครัวของ ลุงแป๋ง กับ ยายเชย
ตอนปัญหา ลูกสาว VS ลูกชาย... ฟังกันเล่น คับ ฮา

ตามกันไป download ได้ที่
http://baygon5.no-ip.org/savefiles/chupong/chu29-11-09.mp3

Sunday, November 29, 2009

เสื้อแดง Illinois เชิญร่วมรักประทานอาหาร และพบปะพูดคุย This Weekend!


เชิญร่วมรักประทานอาหาร และพบปะพูดคุยกับ คณะกรรมาธิการทหาร

วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2552, 10 AM

สถานที่ : Thai Little Home Cafe Arlington Heights
638 E Golf Rd
Arlington Hts, IL 60005-4061

(847) 806-6221


หัวข้อประชุม: พบปะพูดคุยกับ
คุณ วิสารดี (ยิ้ม) เตชะธีระวัฒน์
คุณปาริชาติ ชาลีเครือ
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริญ

Refreshment & Meal : Yes $20

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ที่ priority-radio เมื่อช่วงหัวค่ำวันนี้มาแล้วครับ

คลิ๊ปเสียงของ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ที่ priority-radio เมื่อช่วงหัวค่ำวันนี้มาแล้วครับ!!!
From K. otosan Thanks!
Sun, 11/29/2009 - 22:23 | by otosan | Report topic

สำหรับทุกๆท่านที่สนใจขอเชิญได้ที่นี่ครับ.......

http://baygon5.no-ip.org/savefiles/surachai29-11-09.mp3

Friday, November 27, 2009

Approaching Critical Mass: Peace Talked Failed?



http://thaiintelligentnews.wordpress.com/2009/11/27/approaching-critical-mass-peace-talked-failed/


Approaching Critical Mass: Peace Talked Failed?

Hope is disappearing from Siam

By Frank, this blog political journalist

First came the four pillar house man, that after being protested in the Thai parliament for calling million of Thai Red Shirt a traitor, remained silent.

Then the Cambodian crisis and he remained silent, but then, against expectations to use the Cambodian crisis, to justify his traitor accusations, just said the Thais should remain united.

Taksin took the move as indicating a new stance, and said he welcomed it and was open for talks for national reconciliation. The four pillar house man was again silent.

But then on the 1st anniversary ot the Yellow Shirt occupation of the Thai airport, to which a terrorist investigations on the Yellow Shirt, is going no where, the four pillar man went on Yellow Shirt TV and told the Thais to be watchful on traitors.

All of it accumulated to today, where the far right Bangkok Post, quoting some sources, wrote in a small corner, that said Taksin will quit his activities, if the conflict of interest charges on him was dropped.

If all of the above is not bed enough, the momentum is now on for a serious and severe crack-down on any future Red Shirt protest.

First came accusations that the Red Shirt will bus in foreigners to join the protest, by the government. That accusation scared all the human rights organization in Thailand greatly, that it means the government is setting up the Red Shirt protest, for a violent crack-down as a similar accusations in the past was used to stop the Thai student movement protest against a dictator.

Then came a rediculous car bomb threat by a Red Shirt radio station, that the government propaganda machine used to paint the Red Shirt as a violent movement, even threatening the life of the prime minister. Then today, large fire-crackers, are called bombs by practically every Thai press. Most headlines said, "6,000 bombs found with guns with Red Shirt."

So now, the Red Shirt, have pretty much been painted as a traitor of  Thailand who are willing to use violence in their protest. And all talk between Taksin and the powers at be, have pretty much failed.

The stage is set now, for the government to do just about anything to stop the Red Shirt, including a coup and use of severe measures against any Red Shirt protest.

The Red Shirt meanwhile, is feeling greatly mis-treated and their main complaint about Thailand, which is a un-just and un-fair Thailand, is sinking in deeper. The resentment is growing deep and profound.

Is Thailand heading close to critical mass and will it explode, you be the judge?


Thursday, November 26, 2009

สื่อหลักโหมข่าวจับเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก ชาวเน็ตพบเป็นประทัด

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26781


สื่อหลักโหมข่าวจับเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก ชาวเน็ตพบเป็นประทัด

Fri, 2009-11-27 03:05

ตำรวจ ค้นบ้านการ์ดเสื้อแดงอ้างพบระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก พร้อมอาวุธปืนหลายกระบอก เจ้าตัวบอกเป็นประทัดที่ซื้อมาจำหน่ายช่วงเทศกาลแต่ขายไม่หมด จตุพรชี้ตำรวจไปจับร้านขายพลุขายประทัด ส่วนปืนที่จับได้มีคนนำมาจำนำ ไทยอีนิวส์กังขาสื่อหลักบิด ชาวเน็ตลองเทียบภาพของกลางกับประทัด แถมพบประชาทรรศน์มั่วภาพที่ไม่เกี่ยวข้องนำมาประกอบข่าว

 
 
 
ภาพขณะที่ตำรวจนำนายณรงค์ บุญจงเจริญ มาแถลงข่าวยึดของกลางที่ตำรวจระบุว่าเป็นระเบิดปิงปอง พร้อมอาวุธปืน (ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์)
 
 
ตำรวจค้นบ้านการ์ดเสื้อแดงอ้างพบระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก
วานนี้ (26 พ.ย.) ข่าว Breaking News ของโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ พาดหัวข่าวว่า “ค้นบ้านการ์ดแดงชม.เจอบึ้ม 6 พันลูก ตำรวจเชียงใหม่ค้นบ้านการ์ดเสื้อแดงยึดระเบิดปิงปอง6พันลูก-ปืน, สอบโยงฆ่านายกฯ” รายงานว่า เมื่อช่่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทรงกฤช ออนตะไคร้ รักษาการ ผกก.สืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ ร.ต.ท.อาคม ศรีฟอง ชุดสืบสวน นำกำลังเข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 138 หมู่2 บ้านวังน้ำหยาด ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของนายณรงค์ บุญจงเจริญ อายุ 45 ปี พบของกลางระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก ปืนพกสั้นรวม 6 กระบอก แบ่งเป็นปืนลูกโม่ขนาด .38 มม. 4 กระบอก ปืนสั้นออโตเมติก 2 กระบอก, ปืนยาวรวม 2 กระบอก เป็นปืนยาวขนาด .22 มม. 1กระบอก ปืนลูกซอง 1 ขณะถูกจับกุมนายณรงค์สวมเสื้อแดง
 
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบ ครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เจ้าตัวปฏิเสธและอ้างว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลแต่จำหน่ายไม่หมด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
 
จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าผู้ต้องหารายนี้มีประวัติค้าอาวุธ เครื่องกระสุนพร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิด เช่นดินเทา ดินประสิวและยังมีประวัติพัวพันการร่วมชุมนุมการเมืองในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเป็นการ์ดเสื้อแดง ซึ่งระหว่างการจับกุมตัวมาสอบปากคำที่ สภ.จอมทองได้มีชายสองคนสวมเสื้อสีแดงความจริงวันนี้มาร่วมสังเกตการณ์ประสาน ข้อมูลและโทรศัพท์รายงานข่าวไปยังแกนนำคนเสื้อแดงที่ส่วนกลางเป็นระยะๆ
 
โดยข่าวการจับกุมนี้ มีรายงานข่าวนี้ทั้งใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ [ตร.ค้นบ้านการ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่ พบระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก-ปืน 9 กระบอก - ตำรวจนำหมายเข้าตรวจค้นบ้านการ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่ พบระเบิดปิงปอง 6,000 ลูก พร้อมปืน 9 กระบอก อ้างเตรียมเอาไว้ขายในช่วงเทศกาลที่ผ่านมาแต่ยังไม่หมด] ไทยรัฐ [ค้นบ้านเสื้อแดงเชียงใหม่ระเบิดปิงปอง-ปืนอื้อ - ตำรวจนำหมายศาลจู่โจมค้นบ้านเสื้อแดงเชียงใหม่ 1 จุด ผงะพบระเบิดปิงปอง 6 พันลูก กับปืนสั้น-ยาวรวมเกือบ 10 กระบอก เจ้าของอ้างไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง] และ มติชนออนไลน์ [บุกค้นบ้าน"การ์ดแดง"ยึดบึ้มปิงปอง 6 พันลูก "แม้ว"ขอบคุณเลื่อนชุมนุมจะได้มีสมาธิถวายพระพร"ในหลวง"] เป็นต้น
 
 
จตุพรชี้ตำรวจไปจับร้านขายพลุขายประทัด ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง ส่วนปืนมีคนนำมาจำนำ
Breaking News ของ โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ยังรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธ์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. ปฏิเสธกรณีการจับกุมคนเสื้อแดง ที่ จ.เชียงใหม่ และพบระเบิดปิงปอง 6,000ลูก ปืนอีกจำนวน 8 กระบอกหลังมีที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้าวันนี้โดยยืนยันว่า จากการสอบถามไปยังคนเสื้อแดงในพื้นที่พบว่า สถานที่ที่ตำรวจบุกไปจับนั้น เป็นร้านขายพลุ ประทัด ไม่ใช่ ระเบิดปิงปอง ตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนปืนที่ยึดได้ 8 กระบอกเป็นปืนที่เจ้าของรับจำนำไว้ มีใบรับจำนำครบทุกกระบอก
 
 
"ไทยอีนิวส์" กังขาสื่อหลักบิด ชาวเน็ตเปรียบเทียบภาพของกลางกับประทัด
ขณะที่ “ไทยอีนิวส์” รายงานโดยพาดหัวข่าวว่า “แฉสิ้นสื่ออัปยศกุข่าวระเบิดปิงปองโยนขี้เสื้อแดง” โดยไทยอีนิวส์ตั้งข้อสังเกตว่า “ภาพ-ข่าวจากเวบผู้จัดการ-ข่าว เสนอว่า นายณรงค์ บุญจงเจริญ ผู้ต้องหาที่ถูกจับปฏิเสธข้อกล่าวหาครอบครองระเบิดปิงปอง6,000ลูก แต่เป็นของที่เตรียมไว้ขายในช่วงเทศกาลแต่ไม่หมด เช่นเดียวกับมติชนออนไลน์ที่ รายงานว่า เจ้าตัวปฏิเสธอ้างว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาล แต่จำหน่ายไม่หมด ปัญหาก็คือสื่อรายงานไม่ครบ ถ้อยคำที่นายบุญจงพูดทั้งหมดตามที่สำนักข่้าวไทยและโทรทัศน์ช่อง9 นำเสนอคือ ที่ตำรวจจับได้นี่ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง แต่เป็นประทัดที่เหลือจากการซื้อมาขายช่วงลอยกระทงแล้วขายไม่หมด ส่วนปืนที่ตำรวจจับยึดไว้ก็เป็นปืนที่มีคนนำมาจำนำไว้

ส่วนรายการ โทรทัศน์ข่าว 3 มิติ ดำเนินรายการโดยกิตติ สิงหาปัด เมื่อช่วงดึกวันที่ 26 พ.ย.ระบุว่าประทัดที่ตำรวจจับมานี้บางท้องที่เรียกว่า ประทัดหัวช้าง ไม่ใช่ระเบิดปิงปองตามที่สื่อนำเสนอข่าวมาตลอดวัน

ไทยอีนิวส์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า “หากคนที่มีสามัญสำนึกสักหน่อย ก็ต้องคิดว่านายบุญจงจะนำ "ระเบิดปิงปอง" มาจำหน่ายหน้าเทศกาลทำไม? ใครจะเอาระเบิดปิงปองมาขายให้คนซื้อไปเล่นช่วงลอยกระทง? นี่คือการเสนอข่าวไม่ครบ และบิดเบือนของสื่อกระแสหลัก”

 
ภาพที่คุณ คุณอดทนถึงที่สุด โพสต์ใน กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน หัวข้อ P8593257 เปรียบเทียบของกลางที่ตำรวจยึดจากนายณรงค์ บุญจงเจริญ (บน) กับ ภาพประทัดลูกไข่ (ล่าง) (ที่มา: คุณอดทนถึงที่สุด กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน)
 
ภาพจากคลิปข่าวของช่อง 9 ในภาพจะพบว่าภาพของกลางที่ตำรวจยึดได้มีโลโก้ “ตราไก่” ด้วย (ที่มา: Mcot)
 
ในกระดานข่าว พันทิพ ห้องราชดำเนิน มีการโพสต์ภาพสันนิษฐานของกลางที่ตำรวจจับได้ว่าอาจจะเป็นประทัดชนิดหนึ่ง (ที่มา: คุณ ~Ultra_Jack~ กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน)
 
ชาวเน็ตพบประชาทรรศน์มั่วภาพไม่เกี่ยวข้องนำมาประกอบข่าว
ไทยอีนิวส์ยังรายงานว่า ในกระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน มีการนำภาพของ "ประทัดลูกไข่" นำมาเปรียบเทียบกับประทัดลูกไข่ที่ตำรวจจับกุมนายณรงค์มานำเสนอ โดยหลายกระทู้ชี้ว่า เป็นประทัดลูกไข่แน่นอน ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง นอกจากนี้ไทยอีนิวส์ยังระบุว่าหากจะดูภาพดังกล่าวให้ชัด ให้ดูในภาพข่าวของช่อง 9)
 
 
 
ภาพหน้าแรก ของเว็บไซต์ประชาทรรศน์ออนไลน์ ที่มีการนำภาพข่าวระเบิดปิงปอง (บนซ้าย) และภาพอาวุธปืนอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในข่าวมาเป็นภาพประกอบข่าว (ที่มา: ประชาทรรศน์ออนไลน์ [1][2]
 
 
(ภาพบน) ภาพระเบิดปิงปองภาพเดียวกับที่ประชาทรรศน์ออนไลน์นำไปตัดต่อเป็นภาพประกอบ ข่าว (มุมล่างซ้าย) ซึ่งภาพนี้เป็นภาพระเบิดปิงปองตั้งแต่สมัยที่พันธมิตรชุมนุม โดยที่มาของภาพคัดลอกมาจากภาพข่าวของทีวีไทย (ภาพล่าง) (สังเกตโลโก้ทีวีไทยด้านบน) (ที่มา: คุณ Kajokkrub ในห้องสนทนา เวบบอร์ดประชาไท)
 
ส่วนห้องสนทนา เวบบอร์ดประชาไท คุณ Kajokkub ตั้งข้อสังเกตถึง ประชาทรรศน์ออนไลน์ ที่นำภาพข่าวระเบิดปิงปองซึ่งไม่ใช่ภาพข่าวนี้ มาตัดต่อเป็นภาพประกอบข่าว และเสนอว่าภาพที่ประชาทรรศน์ออนไลน์ใช้ ที่จริงแล้วเป็นภาพที่เกิดขึ้นนานแล้วสมัยการชุมนุมของพันธมิตร

 

รายการจิ้งจกคาบข่าว...ประจำวันที่ 26 พ.ย.2552

From www.chupong.org

Clink on the LINK http://baygon2.no-ip.org/savefiles/chupong/chu26-11-09.mp3

Wednesday, November 25, 2009

Tuesday, November 24, 2009

บทความ: คลั่ง ผู้เขียน: คำ ผกา

บทความ: คลั่ง
ผู้เขียน: คำ ผกา
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์

อ่านคำสัมภาษณ์ของ สุริยะใส ตกะศิลาเรื่องคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ แล้วสังเวชเวทนายิ่งนัก
ด้วยพร่ำพูดแต่เรื่องการปกป้องเกียรติภูมิของชาติไทย

ฉันคิดว่า หากสุริยะใสพูดให้น้อยลง อ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองสักปีสองปี
ไปอ่านหนังสือหนังหาไปเรียนไปหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์
แบบพื้นๆเพิ่มเติมเสียบ้าง น่าจะช่วยให้พูดจาฉลาดเฉลียว น่าฟัง สมกับจะเป็นคนรุ่นใหม่กับเขาได้บ้าง

ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้น ฉันอยากจะบอกว่าเกียรติภูมิของชาตินั้นไม่ได้อยู่ที่การกล้า กร้าว แกร่ง
ในเรื่องการข่มขู่หรือเบ่งทับใส่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่อยู่ที่ความกินดีอยู่ดี อยู่ที่คุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่ทำลายเกียรติภูมิของชาติคือ...

รายได้เฉลี่ยของประชาชนไทย
อยู่ที่ปริมาณมลพิษในอากาศ
อยู่ที่คุณภาพของรถไฟไทยที่เป็นแอนทีค
อยูที่ระบบการศึกษา สาธารณสุขของคนจนอันห่วยแตก
และอยู่ที่คุณภาพของประชาธิปไตยที่ป่นปี้ไปตั้งแต่ 19 กันยายน พ.ศ.2549
นับแต่วันนั้นเราก็ไม่เหลือเกียรติภูมิใดๆให้ภูมิใจอีกแล้ว
และนับแต่วันที่ คุณสุริยะใส และเพื่อนๆไปยึดสนามบินวายวอด เราก็ไม่ต้องสะกดคำว่า เกียรติภูมิ กันแล้ว

เกียรติภูมิของไทย ไม่ได้อยู่ที่ ฮุน เซ็น แต่อยู่ที่ผลงานของรัฐบาล
และอย่าลืมหน้าที่ของรัฐบาลคือสร้างความผาสุก ความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ
ไม่ใช่เที่ยวไปสร้างศัตรูกับใครเขาไปทั่ว
นายกฯ อภิสิทธิ์ จงกลับมาปัดกวาดบ้านช่องห้องหอไปขุดมันขุดกลอยมาให้สมาชิกในครอบครัวที่กำลังจะอดตายกิน
ไม่ใช่ว่าบ้านพังหลังคารั่ว ลูกเมียไม่มีจะกินแต่ตัวเองเที่ยวไปท้าตีท้าต่อยกับคนข้างบ้าน

ถ้าคนไทยเป็นเมีย ทักษิณเป็นเหมือนผัวเก่า ประชาธิปัตย์เป็นผัวใหม่ที่ไปแย่งเมียเขามาเป็นเมียตน
(ยืมมือคนอื่นมาแย่งด้วยนะ) สิ่งที่ผัวใหม่อย่างประชาธิปัตย์พึงทำคือเร่งสร้างความดีพิสูจน์ตัวเองให้เมียเห็นความดีความงาม
หากชาตินี้มีบุญได้มีโอกาสเลือกผัวอีกสักรอบจะได้รับมาไว้ในพิจารณา
ไม่ใช่ไปตามล้างตามผลาญผัวเก่าจนไม่เป็นอันทำมาหากิน
แถมพอเพื่อนบ้านยั่วอารมณ์ด้วยการเปิดห้องให้ผัวเก่ามาพักหน่อยเดียวเท่านั้น อีผัวใหม่ก็เต้นโผงเต้นผาง
เผยให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางใจอย่างแรง เสียศักดิ์ศรีชะมัด

เกียรติภูมิของประเทศถ้ามันมี คนอื่นเขาจะเห็นด้วยตัวเขาเอง ไม่ต้องไปป่าวประกาศโฆษณา
คนที่เที่ยวไปป่าวร้องว่าตนมีศักดิ์ศรีอย่างนั้นมีเกียรติภูมิอย่างนี้ แท้จริงคือคนที่ไม่มีอะไรเหลือให้ภูมใจอีกแล้ว
จึงดิ้นรนอยากจะได้รับการยอมรับ และขอร้องเลิกพูดกันเสียทีเรื่อง"ขายชาติ" เพราะมันเชยระยัม

หากเปรียบประเทศไทยเป็นสินค้ามันก็ไม่ใช่สินค้าที่ Attractive
(จริงๆแล้วอยากพูดว่าสภาพยังกะ xxxxx แก่ เอาไปแบขายที่ไหนก็ไม่มีใครอยากซื้อ)
อุดมสมบูรณ์ก็ไม่ใช่ มีบ่อน้ำมันก็ไม่มี มีเหมืองเพชรเหมืองทองก็เปล่า
มีเครื่องเทศมีค่ามีป่าอุดมก็เปล่าทั้งเพ ใครเขาจะซื้อไปทำอะไรเล่าประเทศของคุณสุริยะใสนั่นน่ะ
และท้ายที่สุดประเทศชาติไม่ใช่ผักไม่ใช่ปลาจะได้ซื้อกันง่ายๆขายกันง่ายๆ
ทำยังกะเรามีโฉนดประเทศไทยที่ทักษิณจะเที่ยวไปจำนำจำนองกับใครต่อใครได้อย่างนั้น

ถึงที่สุดคำว่า"ขายชาติ" เป็นสำนวนที่ตกค้างมาจากยุคคลั่งชาติที่มุ่งสร้างสำนึกของความเป็น
"พวกเรา" และ "พวกเขา"
นั่นคือความพยายามที่สร้าง"พวกเรา" ขึ้นมาบนฐานของการประดิษฐ์ "พวกเขา" ขึ้นมาให้เป็นศัตรูของพวกเรา
ปราศจากศัตรูเสียแล้ว สำนึกรักกันของพวกเราจะเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ได้ เรื่องจะไปรบเพื่อชาติ
ตายเพื่อชาติก็นึกไม่ออก วาดภาพไม่ได้อีกเช่นกัน
เราผ่านยุคคลั่งชาติมาแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ก็ล้วนผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดของการคลั่งชาติมาแล้ว
และไม่มีใครอยากกลับไปเริ่มต้นที่ตรงนั้นอีก การปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตน
เป็นพฤติกรรมที่สมควรถูกประนามอย่างยิ่ง

ฉันขอประนามทุกคนที่มีส่วนในการปลุกประเด็นของเขาพระวิหารและเขมรให้กลายเป็นความบาดหมางของสองประเทศ
และหวังว่าคนไทยอย่างเราๆจะไม่ติดกับดักลัทธิคลั่งชาติที่ตกเวทีประวัติศาสตร์ไปนานแล้ว
และขอยืนยันอีกครั้งว่าสินค้าที่เรียกว่า" ชาติ" นั้นไม่มีอยู่จริงนอกจากจะถูกสมมุติขึ้นมาเพื่อให้คนฆ่ากัน

Monday, November 23, 2009

"โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน"

Long but recommended

..

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26723

ปาฐกถา 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ มธ. ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ (ฉบับเต็ม) : "โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน"

โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน
ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์

 
 
 
 
ท่านคณบดี เพื่อนอาจารย์ นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
 
 
วันนี้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้มาแสดงปาฐกถาเนื่องในโอกาสที่คณะฯได้ก่อตั้งมาครบ 60 ปีเต็ม
 
ผมเองเป็นสมาชิกของประชาคมรัฐศาสตร์มาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษามาจนกระทั่งเป็นอาจารย์ รวมเวลาแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของอายุคณะฯ ซึ่งเท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของอายุผมเองเช่นกัน คณะรัฐศาสตร์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปรียบเสมือนบ้านของผม คนเราเมื่อได้รับการเชื่อถือศรัทธาจากสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ก็ย่อมอดรู้สึกปีติตื้นตันมิได้
 
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า เรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก... เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องขอเรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นเพียงแง่คิด คำถาม และการตั้งข้อสังเกต โดยทั้งหมดเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ผมเพียงอยากจุดประเด็นให้ท่านทั้งหลายนำไปคิดต่อ และให้ผู้คนที่ห่วงใยบ้านเมืองนำไปช่วยกันพิจารณา 
 
เมื่อพูดถึงความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ (Nation-state) กับสังคมโลกาภิวัตน์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคงหนีไม่พ้นประเด็นใหญ่ๆ สามเรื่องคือ หนึ่ง รัฐชาติคืออะไร ทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์ สอง ความขัดแย้งดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และ สาม เมื่อขัดแย้งกันแล้วเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง เราจะแก้ปัญหาด้วยหนทางไหน
 
แน่ละ ประเด็นใหญ่ทั้งสามประเด็นนี้พัวพันกันอย่างแยกไม่ออก และบางทีก็อาจจะต้องพูดถึงแบบรวมๆ กันไปก่อนอื่น ผมคงต้องขออนุญาตย้ำสักนิดว่า การพูดถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจระดับรัฐนั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องก้าวล่วงไปสู่ปริมณฑลของปรัชญาการเมืองด้วย เพราะผู้คนมองบทบาทของรัฐด้วยสายตาที่แตกต่างกัน มีข้อเรียกร้องต่อรัฐที่แตกต่างกัน และรัฐเองก็มีจินตนาการเรื่องอำนาจของตน
 
รัฐชาติเป็นรัฐสมัยใหม่ ซึ่งไม่ว่าเราจะรู้สึกคุ้นเคยสักแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบนี้ไม่ได้มีมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีรัฐสมัยใหม่ของไทยและชาติไทยในความหมายสมัยใหม่ ซึ่งเราอาจนับอายุถอยหลังไปได้เพียงประมาณ 80-90 ปีเท่านั้นเอง
 
อำนาจการเมืองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งขึ้นต่อการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจค่อนข้างมาก และการยอมรับนั้นก็มักจะต้องอาศัยศรัทธาเกี่ยวกับประโยชน์สุขบางประการที่ ผู้อยู่ใต้อำนาจเชื่อว่าอำนาจดังกล่าวจะนำมาให้
 
การเกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปของระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ ก็เช่นเดียวกับอำนาจรัฐในรูปแบบอื่น คือต้องอาศัยจินตนาการทางการเมืองมารองรับ เพียงแต่ว่าข้ออ้างความชอบธรรมของรัฐชาติมีเนื้อหาสาระเป็นลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งทั้งต่างจากการใช้อำนาจปกครองแบบโบราณ และเริ่มแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ กับชุดความคิดความเชื่อของสังคมโลกาภิวัตน์
 
กล่าวโดยสังเขปแล้ว เราอาจสรุปได้สั้นๆ ว่าอำนาจแบบรัฐชาติมีรากฐานอยู่บนจินตนาการใหญ่ทางการเมือง 3 ประการคือ
 
หนึ่ง มีการตีเส้นแบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลเมืองหรือประชากรของตนกับคน อื่นที่ไม่ได้สังกัดรัฐนี้ พูดง่ายๆ คือมีการนิยามสมาชิกภาพของประเทศไว้อย่างตายตัว มีเขามีเรา มีความเป็นคนไทยและไม่ใช่คนไทยทั้งโดยบัญญัติทางกฎหมายและโดยนิยามทาง วัฒนธรรม
 
สอง มีการถือว่าประชากรที่สังกัดอำนาจรัฐเดียวกัน เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันในหลายๆ มิติ กระทั่งเปรียบดังสมาชิกในครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีชะตากรรมทุกข์สุขร้อนหนาวร่วมกัน
 
และสาม เช่นนี้แล้วจึงถือว่าทั้งประเทศเป็นหน่วยผลประโยชน์ใหญ่ และถือว่าผลประโยชน์ส่วนรวมมีจริง โดยมักเรียกขานว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้โดยมีนัยว่า ทุกคนที่เป็นสมาชิกของชาติย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างทั่วหน้า (แม้ว่าบางทีอาจจะไม่เสมอกัน)
 
จากจินตนาการใหญ่ทั้งสามประการนี้ รัฐชาติจึงได้ออกแบบสถาบันการเมืองการปกครองขึ้นมารองรับ และตรากฎหมายจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมา เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์ทางอำนาจกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมให้เป็นไป ตามความเชื่อของรัฐ นอกจากนี้แล้วยังดำเนินการปลูกฝังขัดเกลารูปการจิตสำนึกของประชากรให้เข้ามา อยู่ในกรอบเดียวกัน
 
ในความเห็นของผม เราอาจเรียกกระบวนการเหล่านี้โดยรวมว่าเป็นระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ
 
แน่นอน เมื่อพูดถึงกรณีของประเทศไทย ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมาก ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับรัฐชาติล้วนแล้วแต่เคยถูกตรวจสอบตั้งคำถามมาอย่าง เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสมจริงของจินตนาการชาตินิยม ความชอบธรรมของตัวสถาบันการเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือความถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ และอีกหลายๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ
 
อย่างไรตาม ผมคิดว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับการพูดคุยในวันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐไทยเป็นอยู่และทำไป แต่ข้อวิจารณ์ก็ยังคงจำกัดอยู่ในกรอบของรัฐชาติอยู่ดี เราเพียงอยากให้รัฐชาติของไทยเป็นรัฐชาติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
 
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ในขณะนี้ตัวแบบที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์ของนักวิชาการและปัญญาชนเองกลับกำลังถูก แปรรูปด้วยปัจจัยอื่นอยู่ตลอดเวลา กล่าวให้ชัดขึ้นก็คือว่า ตัวระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติเองกำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วด้วยยุค สมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้เกิดคำถามว่า รัฐชาติของไทยจะสามารถรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิด แบบรัฐชาติ และสุดท้ายคืออะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปไปเป็นรัฐแบบอื่น เราพร้อมหรือไม่ที่จะพบกับการเปลี่ยนแปลงระดับนั้น พวกเราในฐานะประชาชนของประเทศไทยจะสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงและ จังหวะก้าวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แค่ไหน
 
เรื่องที่น่ากังวลก็คือ ที่ผ่านมาเรายังมีองค์ความรู้ไม่พอที่จะตอบคำถามเหล่านั้น และอาจจะต้องทำการค้นคว้าวิจัยกันโดยด่วน ผมคิดว่านี่ควรจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของวงการวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสังคมศาสตร์
 
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้การเอ่ยถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์ คงไม่สามารถพูดกันในความหมายเก่าๆ ได้อีกแล้ว
 
ผมยังจำได้ว่า ในห้วงวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 เราเคยพูดกันถึงเรื่อง ’เสียกรุง’ เรื่อง ’กู้ชาติ’ กระทั่งพูดเรื่อง ’การขายชาติ’ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อมองผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐ ชาติ แรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund/ IMF) ดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย อีกทั้งการออกกฎหมาย 11 ฉบับโดยรัฐบาลไทยเพื่อยกเลิกข้อจำกัดของการค้าและการลงทุนแบบไร้พรมแดน ก็ดูคล้ายเป็นการยอมจำนนต่อต่างชาติและเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาถือครอง ประเทศไทย
 
ถึงวันนี้ หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายมานานกว่าสิบปี เราจึงเห็นชัดว่าระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่ประเทศไทยถูกกดดันให้ยอม รับนั้น ไม่เพียงกลายเป็นกฏเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก หากยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากจินตนาการมูลฐานของรัฐชาติอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมันเป็นแนวคิดที่ยกเลิกพรมแดนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และในบางด้านก็กำลังเคลื่อนตัวเข้าไปสู่การยกเลิกพรมแดนในทางการเมืองด้วย เช่นนี้แล้วจินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนก็ดี เรื่องเศรษฐกิจแห่งชาติก็ดี หรือเรื่องวัฒนธรรมแห่งชาติก็ดี ในหลายๆ กรณี จึงกลายเป็นเรื่องนอกประเด็น กระทั่งถูกมองว่าล้าหลัง ไม่เกิดประโยชน์
           
แน่นอน การที่เราไม่สามารถมองปัญหาด้วยกรอบคิดเก่าๆ ไม่ได้มาจากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาด้วย  
 
พูดง่ายๆก็คือว่าหลังจากเปิดประเทศต้อนรับการค้าและการลงทุนอย่างเสรี ทั่วด้าน สิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังมาทั้งหมดล้วนมีผลประโยชน์ของคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยก็บางส่วน แต่เป็นบางส่วนที่มีจำนวนมากและมีน้ำหนักทางสังคมมิใช่น้อย
 
ทุนต่างชาติไม่เพียงเข้ามาซื้อหุ้น ตั้งโรงงาน และถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยเท่านั้น ผู้ประกอบการชาวไทยเองก็ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ หรือไม่ก็ประกอบธุรกิจที่โยงใยก่อเกื้อเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน ยิ่งไปกว่านั้น นักธุรกิจไทยเองก็อาศัยระเบียบการค้าโลกที่เปิดกว้างข้ามพรมแดนไปลงทุนใน ต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบห้างใหญ่ของบรรษัทข้าม ชาติมากกว่าร้านโชห่วย และมีพลเมืองไทยจำนวนมากพอสมควรที่ยังชีพด้วยการทำงานให้กับบริษัทต่าง ประเทศ หรือออกไปขายแรงงานในประเทศอื่นๆ
 
ในทางการเมืองแล้วสภาพที่เกิดขึ้นเช่นนี้หมายความว่ากระไร? พูดให้ตรงจุดมันย่อมไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการรื้อถอนจินตนาการแบบรัฐชาติในส่วนที่เป็นรากฐานที่สุด โดยเกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง ปราศจากจิตสำนึกจงใจ และไม่ขึ้นต่อเจตนารมย์ของผู้ใด
 
 ใช่หรือไม่ว่าสังคมไทยในเวลานี้ได้กลายเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ไปแล้ว เป็นโลกไร้พรมแดนที่ทับซ้อนอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน เส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนไทยกับคนอื่นมีความหมายน้อยลง คนไทยไม่ได้มีชะตากรรมร่วมกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน หลายคนมีเส้นทางเดินชีวิตร่วมกับชาวต่างประเทศเสียมากกว่า บ้างก็โดดเดี่ยวยากแค้นไปโดยลำพัง
 
ส่วนผลประโยชน์แห่งชาตินั้นก็มีความหมายพร่ามัวไปหมด โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงต้องแบ่งก้อนใหญ่ให้ชาวต่างประเทศเท่านั้น ส่วนที่แบ่งกันเองก็เหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง กระทั่งมีคนที่ไม่ได้ส่วนแบ่งเลย
 
ผมคงไม่ต้องพูดก็ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไปในทิศทางนี้ ได้ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านในแนวคิดเรื่องชาติขนาดไหน แต่เฉพาะหน้า ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยดังกล่าว ทำให้มีการใช้จินตภาพเรื่องชาติต่างจากเดิมไปสองเรื่องคือ
 
หนึ่ง ใช้เป็นวาทกรรมทางการเมืองสำหรับต่อสู้กันภายในประเทศ เช่นมีการพูดถึงการ ‘กู้ชาติ’ ให้รอดพ้นจากคนไทยด้วยกัน หรือไม่ก็ช่วงชิงกันเป็นผู้พิทักษ์รักษา ’ผลประโยชน์ของชาติ’ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงในเรื่องนี้ ก็เป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือนับวันยิ่งถูกทำให้ว่างเปล่าด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
 
สอง มีการใช้วาทกรรมเรื่องชาติไปในทางการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นส่วนหนึ่งของงานโฆษณาสินค้าที่ปกติมักไม่ค่อยถูกจำกัดด้วยหิริโอ ตัปปะ หรือความรับผิดชอบเรื่องความถูกต้องทางหลักการใดๆ
 
ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้คือกรณีแจก ’เช็คช่วยชาติ’ ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้รัฐบาลได้ตกลงกับห้างร้านต่างๆ ในการรับเช็คและเพิ่มมูลค่าของเช็ค เพื่อประกันว่าผู้ที่ได้รับแจกเงินหัวละ 2,000 บาท จะหมดสิ้นแรงจูงใจในการเอาเงินจำนวนนั้นไปเก็บออม ผลที่ออกมาก็คือมีการใช้คำว่า ’ชาติ’ ในข้อความโฆษณาสารพัด เช่นชวนให้ซื้อเครื่องสำอางต่างประเทศเพื่อชาติ ชวนดูหนัง หรือเข้าห้องร้องคาราโอเกะเพื่อชาติ เป็นต้น พูดง่ายๆคือมีการบอกผู้บริโภคว่า แค่ออกไปหาความบันเทิงเริงรมย์ก็ถือว่ารักชาติมากแล้ว
 
นอกจากนี้ ผมยังเคยเห็นป้ายคำขวัญตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ระบุว่า “นักท่องเที่ยวเป็นคนสำคัญของชาติ” ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกหูแปลกตามากสำหรับคนที่ถูกสอนมาว่า บุคคลสำคัญของชาติควรจะประกอบด้วยคุณงามความดีบางประการ
 
พูดก็พูดเถอะ ในความเห็นของผม การนำจินตภาพเรื่องชาติมาใช้ทางการเมืองและธุรกิจแบบที่กล่าวมานี้ แทนที่จะช่วยรักษาความขลังของคำว่าชาติ กลับจะยิ่งเร่งความเสื่อมทรุดของของแนวคิดชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐ ชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยปัจจัยทางภววิสัย           
 
กลับมาเรื่องความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิ วัตน์ จากที่กล่าวมาทั้งหมด ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่า คำว่าขัดแย้งในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างประเทศไทย กับประเทศมหาอำนาจ หรือการเข้ากันไม่ได้โดยสิ้นเชิงระหว่างผลประโยชน์ไทยกับผลประโยชน์ต่างชาติ และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับโลกทั้งโลก
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือ เป็นเพราะนับวันเส้นแบ่งระหว่างเรากับเขาดังกล่าวแทบไม่มีอยู่ในทางปฏิบัติ หรือเหลืออยู่น้อยเต็มที แม้จะยังมีเหลืออยู่มากในจินตนาการของหลายๆ คนก็ตาม
 
เช่นนี้แล้วความขัดแย้งที่เรากำลังพูดถึงหมายความว่ากระไร ตามความเข้าใจของผมถ้าพิจารณาจากประเด็นที่เราพูดกันในวันนี้ มันน่าจะหมายถึงลักษณะที่อาจจะเข้ากันไม่ได้ หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยน ไป
 
พูดอีกแบบหนึ่งก็คือผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเราซึ่งอยู่ในแวดวงวิชาการควรจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบ กันเสียที ว่ารัฐชาติแบบที่เรารู้จักจะสามารถดูแลสังคมไทยที่เป็น ’พหูพจน์’ ได้หรือไม่ จะอำนวยความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและสังคมอันประกอบด้วยปัจจัยข้ามชาติมาก มายหลายอย่างด้วยวิธีใด และถ้าทำไม่ได้ รูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศนี้ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือถูกแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร
 
ผมขออนุญาตย้ำตรงนี้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างกลุ่มเสื้อสีต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าในบางมิติ ปัญหาทั้งสองระดับอาจจะเกี่ยวโยงกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของรัฐนั้น ถึงอย่างไรก็ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับระบอบการปกครอง และในระดับรัฐบาล
 
ทั้งโดยทฤษฎีรัฐศาสตร์และจากประสบการณ์ตรงของประเทศไทย ลักษณะของรัฐมีความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนวิถีวัฒนธรรมอย่าง แยกไม่ออก และเมื่อเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบของรัฐก็มักหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนตาม
 
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ครั้งที่หนึ่งก็ได้ ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคม ราชอาณาจักรสยามได้ยอมทำสัญญาเปิดประเทศกับราชอาณาจักรอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2398 (ซึ่งมักเรียกกันว่าสนธิสัญญาบาวริง) ต่อมาก็ได้ทำสัญญาที่คล้ายกันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ส่งผลให้สยามต้องเปิดประตูกว้างต้อนรับสิ่งที่เรียกว่าระบบการค้าเสรี
 
การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมสยาม อย่างรวดเร็ว เมื่อบวกกับความอ่อนแอของระบบไพร่ขุนนางที่มีมาก่อน ในที่สุดก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความ สัมพันธ์ทางอำนาจอย่างลึกซึ้งถึงราก ทั้งภายในศูนย์อำนาจและระหว่างศูนย์อำนาจกับพลเมืองที่อยู่ใต้การปกครอง
 
พูดสั้นๆ ก็คือ ภายในระยะเวลาประมาณไม่ถึง 50 ปี โลกาภิวัตน์รอบแรกได้ส่งผลให้รัฐศักดินาโบราณของไทยซึ่งเคยมีระบบกระจาย อำนาจสูง แปรรูปเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกลายเป็นต้นทางของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
 
แน่นอน ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองในช่วงนี้ก็จะพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้าน
เศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐ ทั้งมีความจำเป็น และเป็นไปได้ ดังนั้นเมื่อเอาตัวอย่างดังกล่าวมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับยุคโลกาภิวัตน์ใน ปัจจุบัน ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐของประเทศไทย น่าจะมีทั้งความจำเป็นและความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน
 
ถามว่าทำไมผมจึงตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ แน่ละ ในฐานะปัญญาชนที่หมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องของรัฐไทยมานาน สภาพการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นเรื่องเย้ายวนมากที่จะชวนให้คิดอะไรแบบอภิมหา ทฤษฎี (Grand Theory) ว่าด้วยวิวัฒนาการของรัฐและสังคมไทย แต่ท้ายที่สุด ผมก็ต้องยอมรับว่า ตัวเองไม่มีทั้งปัญญาและความกล้าหาญพอที่จะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงทางวิชาการ ขนาดนั้น...
 
อย่างไรก็ดี ถ้าเรายอมรับว่ารัฐเป็นแกนกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจของแต่ละประเทศ และเป็นกลไกหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้คนในสังคม ก็คงต้องยอมรับว่า บัดนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ดังกล่าวของรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ ในบางด้านรัฐไทยมีอำนาจน้อยลง กระทั่งได้รับฉันทานุมัติในการใช้อำนาจน้อยลง รัฐบังคับใช้กฏหมายบางเรื่องไม่ได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในระยะหลังๆ อำนาจรัฐมักถูกขืนต้านในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นทุกที
 
สภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบอำนาจแบบที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหาโดยตัวของมันเอง ซึ่งย่อมส่งผลลดทอนประสิทธิภาพของรัฐในการดูแลสังคมลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันปัญหาที่รัฐต้องแก้ไม่เพียงมีจำนวนเพิ่มขึ้น หากยังมีลักษณะใหม่ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ตัวรัฐเองก็ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ มาแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
 
ถามว่ารัฐไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับ ปรุงหรือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ ต่อเรื่องนี้ถ้าพูดเป็นรายละเอียดรูปธรรมก็คงไม่สามารถลำดับได้หมดสิ้น แต่ในความเห็นของผม คิดว่าอาจจัดเป็นหมวดปัญหาใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือ
 
1) ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆ ในสังคมไทย (Economic Integration)
2) ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะ (Political Disintegration)
 
อันดับแรก เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็ดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว ถึงวันนี้เราคงต้องยอมรับว่า ผลประโยชน์ของผู้คนในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว กระทั่งขัดแย้งกันเองเกินกว่าจะใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติมาเป็นข้ออ้างใน การบริหารอำนาจ
 
นอกจากนี้เราคงต้องยอมรับว่า โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีทั้งผลบวกและลบ และผู้คนได้เสียจากโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์จริงๆ แล้วแทบไม่มีเรื่องสัญชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะหมายถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย หรือหมายถึงทุนไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติและลงทุนในต่างประเทศก็ได้
 
ระบบการค้าการลงทุนที่ไร้พรมแดน ไม่เพียงทำให้ผลประโยชน์ของทุนไทยและทุนต่างชาติคละเคล้ากันจนแยกไม่ออกเท่า นั้น แม้ในระดับของการจ้างงานก็ยังมีลักษณะไร้พรมแดนไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาในจำนวนมหาศาล ทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยในจำนวนที่มีนัยสำคัญ
 
ประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขาเป็นต่างชาติที่เข้ามาอาศัย ประเทศไทยทำกิน นั่นเป็นกรอบคิดเก่าที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแรงงานดังกล่าวจำนวนสองล้านห้าแสนคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังการ ผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนและช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งของทุนไทยและทุนต่าง ชาติบางกลุ่ม (ขณะเดียวกันก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยตรึงราคาค่าแรงของผู้ใช้แรงงานชาว ไทยด้วย)
 
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ แรงงานต่างชาติเป็นคนนอกโดยนิตินัยเท่านั้น หากโดยการดำรงอยู่พวกเขาเป็นคนในของระบบการผลิตในประเทศไทย ซึ่งสมควรได้รับการดูแลตามฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นคน ตรงนี้ เข้าใจว่าระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติก็ยังไม่ได้เปิดพื้นที่เท่าควร ทำให้การกดขี่ข่มเหงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติกลายเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา (ตรงกันข้ามกับการเข้ามาของนักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมักได้รับ การดูแลเป็นพิเศษ)
 
แน่ละ การออกฎหมาย 11 ฉบับเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟ ไม่เพียงลดอำนาจรัฐไทยในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และลดทอนความเป็นรัฐชาติของไทยเท่านั้น หากยังพารัฐไทยให้เอียงไปในทางดูแลอำนวยความสะดวกให้กับการเติบโตของทุนโลกา ภิวัตน์ด้วย
           
แต่ประเด็นมีอยู่ว่า สภาพดังกล่าวสามารถกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในระดับคอขาดบาดตายได้ ถ้ารัฐไทยยังใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติไปผัดหน้าทาแป้งให้กับการขยายตัวของ ฝ่ายทุนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจใยดีการสูญเสียผลประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวได้แก่การประท้วงของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเดือดร้อนจากการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งโดยทุนไทยและทุนต่างชาติ ทั้งนี้โดยมีกรณีความขัดแย้งที่มาบตาพุดเป็นตัวอย่างล่าสุด
           
จริงอยู่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเติบโตของจีดีพี (Gross Domestic Product) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมได้ก่อประโยชน์ให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าการเติบโตของระบบทุนในยุคโลกาภิวัตน์เป็นแค่ส่วน หนึ่งของส่วนทั้งหมดอันประกอบขึ้นเป็นประเทศไทย คนจำนวนหนึ่งได้รับผลประโยชน์ คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับอะไร แล้วยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องสูญเสียสิ่งที่เคยได้รับอีกต่างหาก
 
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาเชิงโครง สร้างที่มีมาแต่เดิมเแล้ว และเมื่อผนึกผนวกโครงสร้างนี้เข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่มีการปรับสมดุล ใดๆ สภาพที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังเราจะเห็นได้จากช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยสุด 20 เปอร์เซนต์กับคนจนสุด 20 เปอร์เซนต์ข้างล่างซึ่งต่างกันถึง 13 เท่า และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริงๆ แล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้ ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งคำนวนว่า 42 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารของทั้งประเทศ ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนจำนวนเพียงสามหมื่นห้าพันคน (เทียบกับประชากร 64 ล้านคน) หรืออาจจะน้อยกว่านั้น (ผาสุก พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
 
เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน หากอยู่ที่การจัดวางฐานะของสิ่งนี้ไว้ในที่ทางอันเหมาะสมและสอดคล้องกับความ เป็นจริง ผลประโยชน์ของทุนเป็นได้อย่างมากก็แค่ส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด หรือถ้าจะใช้คำเก่าๆ คงต้องพูดว่า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ ’ผลประโยชน์แห่งชาติ’ เพราะทุนกับชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
           
ในความเห็นของผม มีแต่เราต้องมองความจริงตรงนี้โดยไม่หลบตาเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ ได้บ้าง การบูรณาการผลประโยชน์ของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์เข้ากับส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยจะทำไม่ได้เลย ถ้ารัฐไทยยังถือว่า การเติบโตของภาคธุรกิจเป็นดัชนีชี้วัด ’ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ’ เพียงอย่างเดียว และกดดันให้ผู้ยึดถือคุณค่าแบบอื่นในสังคม ตลอดจนกลุ่มชนที่เดือดร้อนจากการถูกช่วงชิงทรัพยากร หรือเดือดร้อนจากการสูญเสียสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อสุขภาวะ ต้องหลีกทางให้โดยไม่มีเงื่อนไข
 
 
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสังคมไทยมีผลประโยชน์ของชาวต่างชาติ และผลประโยชน์ของชาวต่างชาติก็ปะปนอยู่กับผลประโยชน์ของคนไทยบางส่วน การตกลงหาความสมดุลกับส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยก็อยู่ในวิสัยทำได้ การสังเคราะห์ผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาใหม่จากความจริงที่เป็นรูปธรรมก็พอทำ ได้
 
แต่ก็แน่ละ ทิศทางเช่นนี้จะปรากฏเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีการข้ามพ้นการอ้างชาติแบบเลื่อน ลอย ก็ต่อเมื่อมีเปลี่ยนแปลงในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการบริหารความเป็นธรรมโดยรัฐในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมศักดิ์ศรีและเท่า เทียมกัน
 
อันนี้ไม่ใช่ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติที่เราคุ้นเคยอยู่ และอาจจะต้องมีการค้นคว้าหารูปแบบที่เหมาะสม กระทั่งมีการออกแบบสถาบันใหม่ๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันหมดเวลาแล้วที่รัฐจะบัญชาสังคมจากข้างบนลงมา
           
พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่รัฐไทยตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟด้วยการออกกฎหมาย 11 ฉบับ อำนาจของรัฐในการแทรกแซงและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจก็นับว่าน้อยลงมาก ยิ่งไปทำสัญญาทวิภาคีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับประเทศต่างๆ รวมทั้งข้อตกลงที่ทำไว้กับอาเซียนในเรื่องการค้าและระบบจัดเก็บภาษี ก็ยิ่งทำให้อำนาจของรัฐในการกำหนดเศรษฐกิจลดน้อยลงไปอีก ผลก็คือกลไกตลาดกลายเป็นสถาบันหลักในการกำหนดทุกข์สุขของประชาชน และรัฐก็แทบจะกลายเป็น ’นักเลง’ คุมตลาดเท่านั้นเอง
 
แต่ตลาดหรือสถาบันตลาดไม่ได้รับผิดชอบตัวเองได้เสมอไป บ่อยครั้งไม่ได้มีธรรมาภิบาลที่ตนชอบเรียกร้องเอากับรัฐ ทำให้การแทรกแซงของรัฐยังเป็นเรื่องจำเป็น ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจไทยปี 2540 และวิกฤตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีกลาย
 
คำถามมีอยู่ว่า แล้วรัฐควรมีบทบาทเพียงแค่นี้กระนั้นหรือ เป็นยามรักษาความปลอดภัย และเป็นหน่วยบรรเทาทุกข์เวลาเกิดไฟไหม้ตลาด?  
 
จริงอยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราคงไม่ต้องการให้รัฐไทยขยายตัวไปทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบผู้คนในทุกเรื่อง ราวของชีวิต เพราะนั่นจะยิ่งเสริมฐานะครอบงำของรัฐให้อยู่เหนือสังคมเข้าไปอีก ดังนั้นข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าจึงมีอยู่ว่า รัฐจะทำหน้าที่บริหารความเป็นธรรมในสังคมที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร
 
ตามความเห็นของผม สิ่งแรกที่รัฐจะต้องทำคือบูรณาการ (Integrate) สังคมไทยเสียใหม่ ยอมรับการมีอยู่ของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปิดบังมันไว้ด้วยจินตนาการเรื่องชาติ จากนั้นหาทางประสานประโยชน์ระหว่างทุนข้ามชาติ ทุนไทย แรงงานต่างชาติ แรงงานไทย เกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น ผู้ค้าปลีก ชาวประมงพื้นบ้าน คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน และอีกหลายภาคส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมไทยปัจจุบัน
 
ณ จุดนี้ผมขออนุญาตขยายความคำใหญ่ๆที่ตัวเองนำมาใช้สักสองคำบูรณาการ หมายถึงการทำหน่วยย่อยที่กระจัดกระจายหรือแม้แต่ขัดแย้งกัน ให้เปลี่ยนมามีความสัมพันธ์โยงใยกัน เอื้อประโยชน์ให้กัน อีกทั้งมีความพอใจในความสัมพันธ์ดังกล่าว อันนี้ย่อมต่างจากความสมานฉันท์แบบเลื่อนลอยที่อาศัยการรณรงค์ทางอุดมการณ์ เป็นสำคัญ
 
สำหรับการบริหารความเป็นธรรมนั้น นับเป็นหน้าที่เก่าแก่สุดและเป็นภารกิจใจกลางที่สุดของรัฐหรือผู้กุมอำนาจ การปกครอง แม้เนื้อหาของความเป็นธรรมจะขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมในแต่ละยุคสมัย แต่เราอาจกล่าวได้ว่า สังคมที่ปราศจากความเป็นธรรม จะไม่มีวันได้พบกับความสงบร่มเย็น
 
อันดับต่อไป เรามาพูดถึงเรื่องความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจและพื้นที่ทางการเมืองถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกันอยู่ในสองประเด็น คือ
 
หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนตลอดจนโลกาภิวัตน์ในด้านข่าวสารส่งผลให้สังคมไทย แตกพหุ (แยกเป็นกลุ่มย่อย) อย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มวัฒนธรรม ข้อนี้ทำให้สังคมไทยปกครองยากขึ้น
 
สอง โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ๆ ที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาล เช่นเดียวกับชนชั้นนำที่มาทีหลังในประวัติศาสตร์ และทุกหนแห่งในโลก คนเหล่านี้ต้องการส่วนแบ่งในอำนาจการเมืองการปกครอง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ที่เป็นศาสตร์ศิลป์ของการ ปกครอง ทำให้เกิดเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
 
พูดถึงประเด็นแรก การที่สังคมไทยถูกพลูรอลไลซ์ (Pluralized) อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่โลกทัศน์ในเรื่องผลประโยชน์ วิถีชีวิต แบบแผนทางวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อในด้านจิตวิญญาณ มาจนถึงความคิดเห็นทางการเมือง สภาพดังกล่าวทำให้การครอบงำด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมแบบเก่าทำได้ยากขึ้น กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป คนไทยในปัจจุบันตีความคำว่าชาติและความเป็นไทยแตกต่างกันไป กระทั่งเลิกเชื่อในจินตนาการแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของชนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อย ที่อยากมีชีวิตทางวัตถุแบบชาวตะวันตก แต่อยากมีหน้าตาแบบชาวเกาหลี ขณะเดียวกันก็อาจชื่นชอบนักร้องใต้หวัน นักฟุตบอลบราซิล และชอบกินอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น
 
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนไทยบางส่วนเริ่มมีผลประโยชน์แบบไร้พรมแดน ย่อมทำให้เป็นการยากขึ้นสำหรับรัฐชาติที่มีพรมแดนตายตัว ตลอดจนผู้คนที่ถือมั่นในลัทธิชาตินิยม จะสามารถยืนยันเรื่อง ’ผลประโยชน์ไทย’ ได้อย่างเคร่งครัดตามจารีตดั้งเดิม
 
ล่าสุด ตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีเขมรแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยเป็นที่ปรึกษาทาง เศรษฐกิจนั้นได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันเป็นอย่าง ยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้มี ’ความผิด’ ทั้งในทางการเมืองและทางอาญา ขณะเดียวกันก็มีคนไทยบางส่วนที่โกรธแค้นฝ่ายกัมพูชา เพราะเห็นว่ามา ’แทรกแซง’ กิจการภายในของไทย หรืออย่างน้อยไม่ให้เกียรติประเทศไทยเท่าที่ควร
 
อย่างไรก็ดี การณ์ปรากฏว่ามีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการตอบโต้ถึงขั้น เรียกทูตกลับของรัฐบาลไทยเลย หากกลับเทอารมณ์ไปวิตกกังวลว่า ความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยในกัมพูชาซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งการส่ง สินค้าไปขายและการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แม้แต่นักธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ยังอดวิตกไม่ได้ว่า ยอดขายทัวร์ไปเขมรอาจจะได้รับแรงกระทบกระเทือน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าชาวบ้านที่ทำการค้าบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ต่างก็ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงเร็วๆ
 
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ แม้แต่เรื่องความขัดแย้งระดับคลาสสิก คือเรื่องเรื่อง ’ศักดิ์ศรีของประเทศ’ คนไทยก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกัน
 
แน่ละ ในมิติทางการเมือง ลักษณะ ’พหูพจน์’ ของสังคมไทยดังกล่าวสามารถนำไปสู่ข้อพิพาทได้สารพัดอย่าง และได้โดยง่าย ทั้งขัดแย้งกันเองในหมู่ประชาชนและขัดแย้งกับผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการใช้อำนาจรัฐกดดันหรือรอนสิทธิของบรรดากลุ่ม ย่อยเหล่านั้น
 
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากพวกเราประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่ กล่าวคือในทางวัฒนธรรมการเมืองนั้นจะต้องไม่มีการผูกขาดนิยามความเป็นชาติ และความเป็นไทย (ซึ่งมักใช้เป็นข้อกำหนดถูกผิด) หากเห็นต่างเรื่องใดก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้าและตามลักษณะรูปธรรมของความขัด แย้ง เรามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและแก้ไขกรณี พิพาท (Conflict Resolution) ด้วยสันติวิธี ซึ่งในเรื่องนี้การศึกษาวิจัยทางวิชาการได้ดำเนินมาบ้างแล้ว เพียงแต่ว่าโดยกระบวนการทางสังคมและกระบวนการทางการเมือง สันติวิธียังห่างไกลลักษณะของความเป็นสถาบัน
 
อย่างไรก็ตาม มาตรการสำคัญที่สุดในการลดแรงกระแทกของสังคมที่กำลังแตกปัจเจกแยกกลุ่มย่อย ก็คือการมีพื้นที่ทางการเมือง (Political Space) ให้กับทุกฝ่าย อันนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทุกกลุ่มจะต้องขึ้นเวทีการเมืองเพื่อช่วงชิง อำนาจ แต่หมายถึงการมีหนทางเข้าถึงกระบวนการใช้อำนาจได้ในกรณีที่ส่งผลกระทบถึงตน อีกทั้งมีพื้นที่ในการอธิบายเรื่องราวของตนต่อรัฐและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสังคมส่วนที่เหลือ พูดง่ายๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมพหุลักษณะจะต้องอยู่ในวิถีของการเมืองแบบมี ส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นแล้วปัญหาไหนก็แก้ไม่ได้
 
กล่าวสำหรับเรื่องนี้ จริงๆ ก็นับว่าเราได้เริ่มต้นกันมาบ้างแล้ว เช่นมีการกำหนดเรื่องสิทธิชุมชนและการเมืองภาคประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนมีการใช้ระบบประชาพิจารณ์ และการหยั่งประชามติเป็นครั้งคราว แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่พอ เรายังต้องช่วยกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ต่อไป
 
ต่อมา พูดถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน อันที่จริงกรณีทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาแล้วในประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติของประเทศไทย เช่นในปี 2475  ปี 2516 และปี 2535 เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็ส่งให้มีการปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองตามหลังมา
 
การเปลี่ยนระบอบการปกครองดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นระบอบอะไรก็ ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีการขยายพื้นที่ในส่วนยอดของศูนย์อำนาจเพื่อให้ชนชั้นนำกลุ่มใหม่หรือรุ่น ใหม่เข้ามาอยู่ในพันธมิตรการปกครอง และผ่านกาลเวลาสักระยะหนึ่ง ชนชั้นนำใหม่และเก่าก็มักจะปรับตัวเข้าหากัน กำหนดฐานะอันเหมาะควรให้กันและกัน ตลอดจนร่วมกันใช้อำนาจทางการเมืองบังคับบัญชาสังคมที่อยู่เบื้องล่าง
 
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กล่าวคือชนชั้นนำเก่าจากภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเคยร่วมมือเป็นพันธมิตรกับชนชั้น นำจากภาครัฐมาเป็นอย่างดี ได้ถูกวิกฤตครั้งนั้นทำให้มีฐานะเสื่อมถอยลงทั้งในทางการเมืองและทางสังคม ขณะเดียวกันก็ได้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เติบใหญ่มาจากระบบทุนโลกาภิวัตน์ ซึ่งสามารถรวบรวมความมั่งคั่งของประเทศไว้ในมือตนได้อย่างรวดเร็ว และมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ ที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อถือในการบริหารประเทศทั้งโดยชนชั้นนำจากภาค รัฐ และโดยนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งมักเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจในกรอบรัฐชาติ มากกว่าธุรกิจแบบไร้พรมแดน
 
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เพียงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในศูนย์อำนาจเหมือน ดังที่ชนชั้นนำจากภาคเอกชน (Business Elite) รุ่นก่อนๆ เคยต่อรองกับชนชั้นนำในระบบราชการ (Bureaucratic Elite) หากมีความประสงค์ถึงขั้นเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าๆ ทั้งหมดในการบริหารจัดการบ้านเมือง
 
ในบางด้าน เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการขึ้นกุมอำนาจโดยตรงของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ใน ประเทศไทย ซึ่งผ่านมาทางระบบการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับความคิดที่แน่นอนชุดหนึ่งในการปรับเปลี่ยนทั้งกลไกรัฐและสังคม ไทย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเชื่อมร้อยกับโลกไร้พรมแดนได้ อย่างกระฉับกระเฉงขึ้น
 
แต่ก็อีกนั่นแหละ ความสามารถในเรื่องการค้าการลงทุนกับศาสตร์ศิลป์แห่งการปกครอง ถึงอย่างไรก็ยังมีลักษณะแตกต่างกัน...
 
สรุปสั้นๆ ในชั้นนี้ก็คือ หลังจากปกครองประเทศไทยอยู่ได้ 5-6 ปี การสถาปนาอำนาจนำ (Political Hegemony) ของนักการเมืองจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ก็ถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากหลายภาคส่วน ของสังคม กระทั่งถูกโค่นลงด้วยรัฐประหารในปี 2549 จากนั้นประเทศไทยก็ต้องพบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่ สุด นับตั้งแต่สงครามระหว่างซ้ายขวาสงบลงเมื่อประมาณ30 ปีก่อน
 
อย่างไรก็ดี ที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เรื่องฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือกล่าวหาฝ่ายไหนทั้งสิ้น ผมเพียงอยากชวนท่านมาทบทวนว่า กระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติของการแข่งขันชิงอำนาจ อย่างไร และโดยภาพรวมก็อยากจะบอกว่า ประเทศไทยเคยพยายามปรับตัวเข้าหาโลกาภิวัตน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการนำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบังเอิญรีบร้อนและไม่มีความคิดแยบคายพอที่จะบูรณาการสังคมไทยให้ทุกฝ่าย มีส่วนร่วมและมอบฉันทานุมัติเสียก่อน ท่านเหล่านั้นจึงต้องประสบกับความล้มเหลว
 
แน่ละ เมื่อพูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2549 ที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เรื่องของพฤติกรรมและผลประโยชน์ของบุคคลอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในวันนี้ผมจะขออนุญาตละเว้นเสีย ไม่กล่าวถึงฝ่ายใดทั้งสิ้น สิ่งที่อยากจะพูดคือ ประเด็นโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำก็ดี การเปิดพื้นที่การเมืองให้มวลชนชั้นล่างก็ดีมีอุปสรรคขัดขวางอยู่มากทีเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราคงไม่สามารถพูดถึงปัญหาเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน หากไม่พิจารณาโครงสร้างอำนาจของรัฐชาติอันมีมาแต่เดิมควบคู่ไปด้วย
 
ดังที่ทราบกันดี อำนาจรัฐสมัยใหม่ของไทยนั้นรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญา สิทธิราชย์ แต่ที่เข้าใจยากก็คือ ทำไมยังคงรวมศูนย์อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เราพยายามสร้างระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มาระยะหนึ่งแล้ว
 
การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยการกำหนดให้ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรุงเทพฯนั้น แม้จะอธิบายความจำเป็นได้ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ แต่เราก็คงต้องยอมรับเหมือนกันว่า โครงสร้างอำนาจแบบนี้ทำให้พัฒนาการของการเมืองไทยสมัยใหม่เต็มไปด้วยการ ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในส่วนกลางอย่างเลี่ยงไม่พ้น ใครคุมส่วนกลางได้ ก็คุมที่เหลือได้ทั้งประเทศ
 
ดังนั้น มันจึงเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะแบบ “Winner Takes All” ผู้ชนะได้ไปหมด ผู้แพ้สูญเสียทุกอย่าง ข้อนี้ ใช่หรือไม่ว่าส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำที่แข่งกันสถาปนาอำนาจนำ ลื่นไถลไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ
 
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ก็ทำให้ประเทศไทยขาดรากฐานการปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง รวมทั้งทำให้การสร้างประชาสังคม (Civil Society) ในทุกระดับเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการควบคุมอย่างหนาแน่นของภาครัฐ พูดสั้นๆ คือมันเป็นโครงสร้างอำนาจที่ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายๆ กรณี
 
สภาพทั้งหมดเมื่อนำมาบวกรวมกับความเหลื่อมล้ำสุดขั้วทางเศรษฐกิจ ย่อมให้มวลชนชั้นล่างๆ จำนวนมากเหลือทางเลือกไม่มากนัก ภายใต้เงื่อนไขที่บีบคั้นจากรอบทิศทาง พวกเขาจนปัญญาในการสร้างพลังอิสระ สิ้นหวังในการแสดงตัวตนทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศ จึงหันมาฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มนั้นบ้างกลุ่มนี้บ้าง กลายเป็น ’การเมืองแบบหางเครื่อง’ แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชน
 
ในความเห็นของผม ความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้างของนานาปัจจัยเหล่านี้นี่แหละที่นำ มาสู่สถานการณ์การเมืองอันหนักหน่วงในปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าเราจะหาทางออกอะไรได้ ถ้ายังเห็นว่าทั้งหมดเป็นความขัดแย้งระหว่างถูกกับผิด หรือระหว่างดีกับชั่วแบบขาวล้วนดำล้วน เมื่อมองจากภาพมุมกว้างแล้ว ผมกลับเห็นว่า แต่ละฝ่ายเป็นผลผลิตของเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เป็นบุตรธิดาแห่งแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น แต่ละฝ่ายมีข้อเสนอที่ดี แต่ก็มีความจำกัดในด้านอื่นๆ เกินกว่าจะสามารถรับเหมาทำแทนคนที่เหลือทั้งประเทศ
 
อย่างไรก็ดี ในเมื่อปัญหามีอยู่ ก็ต้องหาทางแก้ไขกันไป เพียงแต่ว่าแก้อย่างไรจึงจะตรงจุดและเกิดผลดีต่อองค์รวม
 
ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าคำถามใหญ่สุดสำหรับประเทศไทยในชั่วโมงนี้มีอยู่ 2 ข้อ คือ
 
หนึ่ง ในยุคโลกาภิวัตน์ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะปฏิเสธการมีส่วนแบ่งในพื้นที่อำนาจของชน ชั้นนำจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ และถ้าปฏิเสธไม่ได้จะทำอย่างไร จะออกแบบสถาบันการเมืองแบบไหนจึงจะทำให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ทางการเมืองอันพอ เหมาะพอควร?
 
สอง ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐไทยจะปกครองสังคมพหุลักษณ์ (Pluralized Society) ด้วยระบบรวมศูนย์อำนาจได้ต่อไปหรือไม่ และถ้าทำไม่ได้จะทำอย่างไร?
 
แน่นอน คำตอบสำหรับคำถามใหญ่สองข้อนี้ ถ้าจะให้ชัดเจนจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องที่คิดเอาเองตามใจชอบได้ หากจะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างเร่งด่วน โดยอาศัยทั้งแง่คิดมุมมองจากทฤษฎีการเมือง และข้อมูลเชิงประจักษ์ อีกทั้งยังต้องอาศัยการช่วยกันคิดช่วยกันทำความเข้าใจจากหลายๆฝ่ายที่ห่วงใย บ้านเมือง
 
อย่างไรก็ตาม โดยความเห็นส่วนตัวของผม ประเด็นเรื่องใครควรเป็นผู้ปกครองยังไม่สำคัญเท่าโครงสร้างอำนาจการปกครอง และวิธีปกครอง ซึ่งมองจากมุมนี้แล้ว ผมคิดว่าระบบรัฐสภาแบบที่ผ่านมาและเป็นอยู่ยังไม่เพียงพอสำหรับการดูแล ประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้เนื่องจากระบบดังกล่าวยังคงต้องทำงานผ่านโครงสร้างบริหารแบบรวมศูนย์ ซึ่งเกิดก่อนประชาธิปไตยและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
 
กล่าวให้ชัดขึ้นก็คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอำนาจรัฐกันครั้งใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาสังคมโดยรวม อย่างหนึ่ง กับการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่ง
 
จะว่าไปทั้งสองอย่างนี้เราเริ่มดำเนินการมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่พอ ประเทศไทยจะต้องมีกระบวนการที่รัฐรับฟังสังคมมากกว่านี้ ให้ประชาสังคมเป็นผู้ใช้ดุลพินิจและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจมากกว่า นี้ ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็ต้องเลิกใช้ทฤษฎีเจ้านายแบ่งงานให้ ลูกน้องเสียที หากต้องอนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยตัวของเขา เอง ไม่ว่าระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัด จากนั้นถักทอเข้าหากันด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบแนวราบ โดยมีส่วนกลางเป็นเพียงผู้ประสานงาน ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา
 
ผมตระหนักดีว่าที่ผ่านมาการปกครองท้องถิ่นยังมีปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งในแง่ศักยภาพในการดูแลตนเอง ความอ่อนแอของประชาสังคมระดับล่าง การทุจริตคอร์รัปชั่น ระบบอุปถัมภ์และความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง ฯลฯ แต่ผมคิดว่า เราไม่มีทางเลือกเป็นอื่นนอกจากจะต้องมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ ทั้งเพื่อลดความขัดแย้งในส่วนกลาง (โดยทำให้การผูกขาดอำนาจรัฐเป็นไปไม่ได้) และเพื่อทำให้รัฐไทยสามารถอยู่กับสังคมพหุลักษณ์ได้ และสุดท้ายเพื่อให้สังคมไทยสามารถบริหารประเทศร่วมกับรัฐได้
 
ในสุนทรพจน์เปิดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่เพิ่งผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันได้กล่าวถึงความหวังที่อาเซียนจะกลายเป็นโลก ไร้พรมแดนในทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่จะขยายไปสู่การเชื่อมโยงที่กว้างขึ้นในเอเชีย ตะวันออก ซึ่งจะเชื่อมอาเซียนเข้ากับส่วนที่เหลือของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
 
จากนั้นท่านก็สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า
 
“...ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าของเราย่อมไม่ง่ายดายนัก และรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถทำให้บรรลุผลได้ ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม” (มติชน 24 ต.ค.52)
 
จากคำพูดของท่านนายกฯที่ผมยกมา เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่ผู้นำประเทศก็ยังต้องยอมรับว่าในโลกแบบไร้พรมแดน การยึดถือรัฐเป็นตัวตั้ง หรือเป็นผู้แสดงที่โดดเดี่ยวโดยลำพังคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ในแถลงการณ์ของเวทีอาเซียนภาคประชาชนครั้งที่ 2 การเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็นับเป็นประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง (มติชน 25 ตค.52)
 
ปัญหามีอยู่ว่า ภายใต้กรอบคิดของลัทธิชาตินิยมแบบเก่า เราจะบูรณาการภาคธุรกิจเอกชนที่คละเคล้าไปด้วยผลประโยชน์ต่างชาติเข้ากับภาค ประชาสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร และภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐซึ่งยังรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร
 
พูดกันตามความจริง เมื่ออำนาจรวมศูนย์ ปัญหาก็พลอยรวมศูนย์ไปด้วย การที่กลไกแก้ปัญหาในระดับล่างมีอำนาจน้อยและค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าอยู่ในระบอบไหน ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องท่วมท้นจากทุกภาคส่วนของสังคม ส่งผลให้ขาดทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน
 
ยิ่งมาถึงสมัยนี้ ปัญหาใหม่ๆ อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ระบบราชการแบบรัฐชาติแก้ไขได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฏระเบียบรองรับหรือบางทีก็ถูกขัดขวางไว้ด้วยกฏระเบียบที่มาก เกินไป เพราะฉะนั้นเรื่องเล็กเรื่องน้อยจึงต้องส่งมาที่รัฐบาลและกลายเป็นประเด็น การเมืองโดยไม่จำเป็น ดังเช่นกรณี ด.ช.หม่องลูกแรงงานต่างชาติ ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันพับเครื่อง บินกระดาษ เป็นต้น
 
กล่าวเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ท้องถิ่นหลายแห่งทั้งสำคัญขึ้นและได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดน แล้วเราจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นโดยไม่มีอำนาจ บริหารจัดการอะไรเลยกระนั้นหรือ
           
ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ กลุ่มทุนข้ามชาติได้สร้างเมืองกาสิโนขนาดยักษ์ขึ้นในดินแดนของประเทศเพื่อน บ้าน ตรงกันข้ามกับอำเภอเชียงแสนและเชียงของ เรื่องนี้ทำให้ภาคธุรกิจดีอกดีใจคิดว่าสภาพดังกล่าวจะกระตุ้นการค้าและการ ท่องเที่ยวบริเวณหัวเมืองชายแดนส่วนนั้น แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนท้องถิ่นที่มองเห็นผลทางลบของมันจะมีอำนาจอะไรบ้างในการปกป้องชุมชนอัน ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตน ไม่ให้กลายเป็นตลาดยาเสพติดและซ่องโสเภณี
 
ในทำนองเดียวกัน ในจังหวัดตากซึ่งมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในสามอำเภอเพื่อใช้แรง งานราคาถูกจากพม่า ทั้งนี้โดยมีโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มอยู่ประมาณ 80 แห่ง และกิจการใหญ่ๆ ก็เป็นของต่างชาติ เช่น ฮ่องกง ใต้หวัน พูดง่ายๆ คือในบางกรณีทั้งทุนและแรงงานล้วนเป็นชาวต่างชาติ แล้วเราจะบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับผลประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่อย่างไร ถ้าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองเพื่อต่อรองโดยตรง
 
ล่าสุด เมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ฯได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อหาทาง ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนพม่า ที่อำเภอสังขละ และบ้านพุน้ำร้อน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการส่งเสริมระบบทุนโลกาภิวัตน์โดยอำนาจรัฐแบบ รวมศูนย์ ซึ่งผมยังไม่แน่ใจว่าได้อนุญาตให้ท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในกระบวน การตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน
 
ไม่เพียงแต่ท้องถิ่นชายแดนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของกรุงเทพฯเท่า นั้น แม้แต่กระแสโลกาภิวัตน์ในประเทศเพื่อนบ้านก็อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้ เช่นโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่าง 12 แห่งเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทยและเวียดนาม และการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน
ประเทศพม่า 13 แห่ง โครงการเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพันธุ์พืชพันธุ์ปลาอย่าง เลี่ยงไม่พ้น เช่นนี้แล้วการมีอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อต่อรองโดยตรงกับภาคีที่เกี่ยวข้องจึง กลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน
 
ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่การมองโลกาภิวัตน์ในแง่ร้ายไปเสีย ทั้งหมด ผมเพียงแต่คิดว่าการปรับโครงสร้างอำนาจขนานใหญ่ด้วยการกระจายอำนาจ เท่ากับช่วยสร้างกระบวนการแก้ไขและป้องกันข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า อีกทั้งปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของทั้งท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆ ในการเข้าหาโลกาภิวัตน์จากอัตลักษณ์อันหลากหลายของตน ซึ่งจะทำได้ก็โดยเปลี่ยนฐานะของท้องถิ่นจากฝ่ายที่ถูกกระทำข้างเดียว มาเป็นหุ้นส่วนของโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้ากับฝ่ายทุน และฝ่ายรัฐ
 
ถามว่าแล้วท้องถิ่นไทยมีขีดความสามารถพอที่จะแบกรับภารกิจใหม่เช่นนี้ หรือไม่ เรียนตรงๆว่า ถ้าให้ตอบเดี๋ยวนี้ก็คงต้องบอกว่า พร้อมบางส่วน และไม่พร้อมบางส่วน และเรายังคงต้องไปสำรวจค้นคว้าหาคำตอบจากความเป็นจริง
 
ความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเป็นไปได้ยังต้องวิจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการกระจายอำนาจ การจัดเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยในท้องถิ่นกับประชาธิปไตยในระดับประเทศ ที่มาที่ไปของงบประมาณ และอีกหลายๆประเด็น
 
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
 
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากพูดถึงเรื่องราวที่ใหญ่โตเกินตัว แต่พวกเราที่อยู่ในประชาคมวิชาการคงจะทราบดีว่า สำหรับประเด็นที่สลับซับซ้อนขนาดนี้ สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงการย่อความ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงเนื่องความจำกัดทางด้านเวลา และความจำกัดทางด้านความรับรู้ของตัวเอง
 
สรุปรวมความแล้วก็คือว่า การที่โลกไร้พรมแดนเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน ทำให้เราจะต้องพิจารณาหาหนทางบูรณาการประเทศกันใหม่ ทั้งในส่วนที่เป็นภาครัฐและภาคสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
 
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ในบริบทของความเป็นจริงแห่งปัจจุบัน คงจะไม่สามารถทำได้ในกรอบคิดดั้งเดิมของลัทธิชาตินิยม หรือภายใต้ระเบียบอำนาจแบบเก่าๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกัน
 
ผมเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใด โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ยังผูกพันอยู่กับความคิดเรื่องชาติแบบดั้งเดิม แต่เราคงต้องยอมรับว่า ในระยะที่ผ่านมาคำว่าชาติได้กลายเป็นคำขวัญของการเมืองแบบผู้ชนะได้ไปหมด สมัยก่อนระบบเผด็จการมักอ้างชาติในการผูกขาดอำนาจ ต่อมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างชาติให้คนอื่นเงียบ สุดท้ายกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันก็อ้างชาติเพื่อผูกขาดความถูกต้อง เราคงจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความจริง
 
ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของ
ส่วนอื่นๆ ในสังคมไทยก็ดี ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมือง ในสังคมแบบพหุลักษณะก็ดี จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเราขยายเส้นขอบฟ้าทางปัญญาให้กว้างกว่าการใช้นิยามเดียว มาตัดสินที่อยู่ที่ยืนของผู้คน
 
ปัจจุบันอำนาจรัฐไทยถูกจำกัดโดยเงื่อนไขโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกกำกับโดยประชาสังคมเท่าที่ควร อำนาจรัฐบางส่วนถูกโอนให้สถาบันตลาด แต่ตลาดเองก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกในสังคมได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังจะดึงรัฐไปรับใช้การขยายตัวของทุนอยู่ตลอดเวลา
 
แน่ละ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ฝากความมั่งคั่งและ อยู่รอดของตนไว้กับทุนและแรงงานจากต่างประเทศ อีกจำนวนไม่น้อยพอใจกับวิถีชีวิตที่ไม่ต้องถูกนิยามด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ และดีใจที่ได้ปรุงแต่งตัวเองไปตามกระแสบริโภคสากล
 
แต่เราก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เดือดร้อนกับโลกไร้พรมแดน บ้างถูกเบียดยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมือง บ้างถูกคุกคามความอยู่รอดอย่างแท้จริง และบ้างเพียงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อโลกที่ตัวเองคุ้นเคยกำลังเลือนหายไป
 
การดำรงอยู่ของสังคมไทยทั้งสองส่วนเป็นสาเหตุสำคัญของกรณีพิพาทในหลายๆ เรื่อง และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องมีการปรับสมดุลกันในประเทศไทย
 
ผมขอขอบคุณคณะรัฐศาสตร์ที่ให้เกียรติ และขอบคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง

Saturday, November 21, 2009

http://thaienews.blogspot.com/2009/11/usa_21.html




จดหมายจากคุณยายในUSAถึงอภิสิทธิ์หลานรัก


จดหมายยายถึงหลาน-คุณ ยายศรีลัดดา อายุ 86 ปีเดินทางไปปักหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกานาน 37 ปีแล้ว แต่ยังติดตามสถานการณ์บ้านเมืองไทยตลอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ล่าสุดคุณยายได้เขียนถึงคุณหลานอภิสทธิ์ว่าอย่านำประเทศชาติเข้าสู่สงคราม กับเพื่อนบ้านแบบไร้เหตุผล และให้เลิกตามไล่จับทักษิณแล้วเริ่มทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเสียที หากขืนยังดื้อดันต่อไปเดี๋ยวจะถึงจุดจบไม่สวยงาม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 พฤศจิกายน 2552

สวัสดี คุณอภิสิทธิ์

ฉันเป็นเพียงแค่หญิงชราคนหนึ่ง อายุก็86ปีแล้ว แก่พอที่จะเป็นรุ่นยายของคุณ

ยาย เองเคยอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แม้ว่าตอนนี้ยายมาอาศัยอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ห่างบ้านห่างเมืองไทยของเรามานับเป็นพันไมล์ แต่ยายก็ได้เฝ้าติดตามข่าวคราวและสถานการณ์ทางเมืองไทย โดยการเข้าอินเตอร์เน็ตอ่านข่าวจากไทยอีนิวส์ทุกวัน

ตอนนี้ยายหละ กลัวจริงว่า คุณอภิสิทธิ์ และรัฐบาลของหลานจะนำประเทศของเราเข้าไปสู่สงครามที่มันไร้เหตุผลกับเพื่อน บ้าน ยายว่าต้องหาทางที่จะหยุดความบ้าของคุณอภิสิทธิ์ หากตอนนี้ยายอยู่กรุงทพฯอย่างแต่ก่อน ก็คงต้องไปชุมนุมอยู่แถวหน้าของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นแน่ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดสงคราม จะได้รักษาชาติไทยของเรา

คุณ อภิสิทธิ์ ยายเห็นคุณกำลังมีพฤติกรรมงอแงเหมือนเด็กไร้เดียงสาในเวลานี้ เด็กน้อยที่น่าสงสาร ทำไมหลานไม่สงบเย็นลงมาซะบ้าง หายใจเข้าลึกๆแล้วก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่คุณทำลงไปผิดๆ

ยายจะบอกให้ว่าสิ่งที่คุณโค่นล้มทักษิณลงด้วยมือของคุณนั้นเป็นสิ่งผิดพลาดทั้งหมดที่หลานได้ก่อขึ้น


เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ได้เลือกทักษิณขึ้นเป็นผู้นำประเทศ นี่คือเสียงสวรรค์ นั่นเองทำให้คุณกับพรรคพวกต้องเผชิญหน้าต่อความจริงในการต่อสู้กับปีศาจ ทักษิณที่พวกหลานขึ้นสร้างขึ้นมา

หลานจะไม่สามารถจับทักษิณได้หรอก ดังนั้นก็น่าจะเลิกไล่จับดะเขาไปทั่ว แล้วก็เริ่มงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของหลานซะที ไม่เช่นนั้นก็เสียเวลาเปล่าปลี้ แถมเสียเงินอีกต่างหาก(หลานจะทุ่มเทไปอีกซักเท่าไหร่..หรือว่ามันเป็นเงิน ไม่กี่ล้านบาท?)

หากหลานทำเช่นว่านี้ได้ ประชาชนจะได้เลิกคิดซะทีว่า หลานมันก็แค่เจ้างั่งคนหนึ่ง หรือหนักข้อกว่านี้ ทำงานของหลานที่ควรทำซะ

หลาน ต้องเริ่มงานด้วยการขจัดพรรคพวกของหลานที่มันโลภ เพราะไร้ประโยชน์ที่จะไปเกรงกลัวคนพวกนี้ เลิกสมคบกับพวกตำรวจและทหาร แล้วไปปรึกษากับพวกนักเศรษฐศาสตร์ที่ฉลาดๆ เพื่อหาทางทำให้เศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัว ให้คนยากจนได้มีกินมีใช้อีกที นี่แหละคือสิ่งที่หลานต้องเริ่มทำเสียแต่ตอนนี้

แต่หากหลานไม่สามารถ ทำได้ ก็ดีกว่านะที่จะลาออกไปซะแต่ตอนนี้ ก่อนที่มันจะเลวร้ายลงไปกว่านี้ แล้วก็มองหาสถานที่ที่จะอยู่อาศัยเผื่อๆไว้ เพราะหลานอาจได้เผ่นออกจากประเทศนี้โดยไม่มีแม้แต่กระเป๋าเดินทาง

เอาหละแค่นี้นะ จากคุณยายที่เป็นห่วงหลาน ซึ่งอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย

คุณยายศรีลัดดา

********
เกี่ยวกับคุณยายศรีลัดดา แคลิฟอร์เนีย

คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 86 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ37ปีแล้ว

สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรม คอรัปชั่นในตอนนี้

ส่วนอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นเลย นอกจากเด็กที่ถูกตามใจจนเสียคน อาละวาดงอแงเมื่อไม่ได้อะไรตามใจ เขามีพฤติกรรมเหมือนอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชตอนจะพาสหรัฐฯทำสงครามอิรัก คือบอกว่าใครที่ไม่เห็นด้วยกับเขาก็เป็นพวกไม่รักชาติ อภิสิทธิ์กับครม.หมาบ้าของเขาก็ทำแบบนี้อยู่เหมือนกัน

ยายคิดว่า การคอรัปชั่นในอดีตนั้นเลวร้าย แต่ก็ไม่อาจเทียบกับทุกวันนี้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์กับพรรคพวกที่ทำทุกอย่างได้ อย่างไร้ยางอาย ยายหละกลัวจริงๆว่าเมืองไทยจะไม่เหลืออะไร แม้แต่กระดูกจะเหลือไว้ให้สุนัขได้แทะ

เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วคุณ ยายก็กลับมาเยี่ยมญาติที่กรุงเทพฯ แต่คุณยายโชคดีที่เดินทางกลับมาอเมริกาซะก่อนที่พันธมิตรจะปิดสนามบิน คุณยายจึงรู้สึกเซ็งสุดๆกับนายสนธิลิ้มและสมุนบริวารหมาบ้าของเขาที่ยังลอย นวลแทนที่จะไปอยู่ในคุกกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

แมว"ดอกมะลิ"เพื่อนร่วมห้องในคอนโดของคุณยายศรีลัดดา

ปัจจุบัน นี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อไทยๆว่า"ดอก มะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ท่องอินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอน นี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและสามีของเธอที่อาศัยอยู่ ในฝรั่งเศส หลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้สบาย แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

**********ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่คุณยายเขียน**********

Hello, Abhisit,I am just a little old lady,old enough to be your grandmother.

I have been watching you throwing tantrums like a naughty little boy.Now, now, my poor boy, why don't you calm down, take a few deep breaths and start thinking why everything you try to do went wrong.

I want to point out to you that the more you try to put down Taksin by pointing your finger at him for all the mistakes you made, the more people adore him almost like a Demi-god. Don't you realize by now that you and your cohorts are fighting the ghost of Taksin.

You'll never catch him.If only you stop chasing him and begin to do your job as a real Prime Minister, instead of wasting time and money..[how much you have spent sofar..a few billions baths?]] may be thai people will start to think that you are not that dumb any more.To do your job right, you have to start by getting rid of your greedy freinds unless your are afraid of them.Stop meddeling with the police and the army,consult with smart economists to find the way to bring the economy around so the poor can eat again.

That is just the beginning.But if you are not able to do that you better quit right now before it get worse,and be sure to start looking for a place to live because you may have to leave the country without even your suitcase. Enough for now,

your concern granny from California.Srilada.

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์ : ปลุกไม่ขึ้น

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26701


‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ : ปลุกไม่ขึ้น

            และแล้ว งานคืนสู่เหย้าชาวพันธมิตรก็ผ่านพ้นไป แบบที่ถ้าไม่มีเอ็ม 79 ก็ไม่มีอะไรให้พาดหัวข่าว สุดท้ายก็ต้องช่วยกันประณามคนร้าย แบบจับมือใครดมไม่ได้ตามเคย ผบช.น.ด่าตำรวจไปอาบอบนวดอยู่แหม็บๆ เช้าวันรุ่งขึ้นเลื่อนเป็นว่าที่ผู้ช่วย ผบ.ตร.ซะแล้ว ทั้งตำรวจทั้งรัฐบาลลอยตัว ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บสิบกว่าคน

          นี่ถ้าเป็นรัฐบาลสมัคร สมชาย โหย ดูไม่จืด คงได้ยึดอะไรอีกซักอย่าง
 
          ข่าวพันธมิตร (เขาเรียกว่ารวมพลังคนหลากสี) วันเดียวหายเงียบกริบ ทั้งที่อุตส่าห์ตีตัวเลขเป็นแสน เพราะถูกขโมยซีนโดยข่าวเขมรจับวิศวกรไทย อ่านข่าวแล้วตื่นเต้นดี เคลิ้มไปว่าตัวเองเป็นอเมริกันชน สมัยซัก 30-40 ปีก่อน แบบคนอเมริกันโดนประเทศป่าเถื่อนผิวดำจับไป ยอมไม่ได้ เราต้องช่วยคนของเรากลับมา
 
          อ้าว แต่อ่านไปอ่านมา มีหักมุม พอทักษิณจะช่วย จิ๋วจะช่วย คุณแม่วิศวกรออกมาขอบคุณล่วงหน้า ก็มีข่าวสะพัดว่าคุณแม่เป็นเสื้อแดงโคราช พวกเดียวกันนี่หว่า ทีนี้ก็พลิกข่าวไปอีกว่าทักษิณกับฮุนเซนเล่นเกมจับแล้วปล่อยเพื่อสร้างภาพ มีอดีตสายลับออกมาวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ มีนักวิชาการผมยาวออกมาด่าว่าชั่วเกินจินตนาการ แถมมีอดีตนายทหารออกมา ‘ตบ’ ว่า สามารถ เป็นพวกเดียวกับทักษิณ
 
          จากที่เรียกร้องให้เขมรปล่อยตัวคนไทยอยู่ดีๆ สื่อบางรายก็พลิกกลับมาว่า ทักษิณไม่ควรแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของเขมร !
 
ทำไปด๊าย ตกลงจะช่วยคนหรือจะเอาชนะคะคานกัน นี่ถ้าทักษิณช่วยออกมาได้ วิศวกรไทยก็จะเปลี่ยนจากพระเอกเป็นผู้ต้องหา ถูกตั้งข้อสงกาว่าสมคบสร้างภาพ ต้องให้มาร์ค-กษิตช่วยออกมา ถึงจะเป็นฮีโร่ของแท้ (ขนาดเตียบันโต้จตุพร ก็ยังกลายเป็นพระเอกได้ ‘จารย์โต้งเลยขอออกแขกมั่ง หลุมศพภาคใต้ยังหาไม่เจอ จะไปขุดสนามแมนฯซิตี้หาลูกแก้ว)
 
พวกได้คืบเอาศอก ได้ทีขี่แพะไล่ ระวังจะได้ขี้แพะ แบบเทพเทือกออกมาเรียกร้องให้ทักษิณลาออกจากที่ปรึกษาเขมร ความสัมพันธ์ 2 ประเทศจะกลับมาดีเหมือนเดิม คิดว่าฮุนเซนโง่จนยอมเป็นศัตรูกับไทยเพราะคนคนเดียวหรือ สมมติเขมรโต้กลับมาบ้างว่าให้กษิตลาออกจากรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ 2 ประเทศจะกลับมาดีเหมือนเดิม จะว่าไง
 
          วกกลับมาที่ม็อบพี่น้องเอ๊ยคืนสู่เหย้าดีกว่า พธม.193 วันพันธุ์แท้รายหนึ่งบอกกับผมว่า งานกร่อยค่ะ เพราะบนเวทีไม่มีประเด็นอะไรน่าสนใจ ก็เป็นอย่างที่ตั้งข้อสังเกตคือหัวข่าว นสพ.นอกจากเอ็ม 79 กับ ‘คนเป็นแสน’ (สูตรมาตรฐานคือคนเต็มสนามหลวง 8 หมื่น แต่ทั้งเหลืองทั้งแดงชอบตีโป่ง) แล้วก็ไม่มีอะไรให้พาดหัวข่าว บนเวทีพยายามจะพูดถึง ‘ระบอบฮุนเซน’ พูดถึงเลข 10 แต่ไม่แน่จริงนี่หว่า ฮิฮิ
 
          ก็อย่างว่า คุณไล่ทักษิณไล่ ‘นอมินี’ ไปหมดแล้ว จะเอาอะไรมากไปกว่างานคืนสู่เหย้า อารมณ์ร่วมอารมณ์โกรธอารมณ์ชาตินิยม ผ่านมาปีนึง มันก็เริ่มลดลงแล้ว
 
          ฉะนั้นที่แกนนำพันธมิตรพยายามจะปลุก ‘คลั่งชาติดีกว่าขายชาติ’ ก็ปลุกไม่ค่อยขึ้น (มีแต่สื่อที่ปลุกเองคลั่งเอง) พยายามจะอ้างเรื่องสถาบันก็อ้างไม่ขึ้น (คนเขาอ่านบทสัมภาษณ์ Times ละเอียดหมดแล้ว) เรื่องที่กลัวว่าทักษิณจะสถาปนาระบอบฮุนเซน ก็ไม่กล้าพูดมาก ทั้งหมดจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าพยายามระดมคนมาประชันกับเสื้อแดงโบนันซ่า แต่ปรากฏว่าฝนฟ้าไม่ 2 มาตรฐาน โดนฝนเข้ามั่ง งานกร่อย
 
          ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ดูแคลนพันธมิตร ตรงข้าม ผมเชื่อว่ามวลชนพันธมิตรมีสติขึ้น มีอารมณ์น้อยลง ยกเว้นพวกฮาร์ดคอร์ หรือพวกจารีตนิยมสุดขั้ว พี่น้องเอ๊ยจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งตัวได้ ลำดับความคิดเห็นของตัวเอง ใช้เหตุผล และยอมรับความเห็นต่างมากขึ้น
 
          ที่กล้าพูดก็เพราะผมสัมผัสกับมวลชนพันธมิตรมาตลอด 3-4 ปี ที่วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร คนที่คุยกับผมในคอลัมน์ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เสื้อแดง เป็นเสื้อเหลืองนี่แหละ ที่เป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นผู้อ่านที่มีน้ำใจ มีความผูกพัน แม้จะเห็นต่างและถกเหตุผลกัน
 
          มวลชนพันธมิตรก็มีสองด้าน ขณะที่มีพวกกินหญ้าแจกกล้วยใส่ซองมาให้ผม อีกหลายๆ รายก็เริ่มคิดใคร่ครวญว่า ‘ชัยชนะ’ ที่ไชโยโห่ร้องกันตอนนั้นมันเป็นชัยชนะจริงหรือเปล่า ‘การเมืองใหม่’ เป็นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ตราผงซักฟอก
 
          เป็นธรรมดา เมื่อกระแสความเกลียดชังถูกโหมกระพือถึงขีดสุดแล้วเริ่มลดลง เมื่อความรู้สึก in (& Reality show) ที่เกิดและสร้างขึ้นในม็อบเจือจางลง มวลชนพันธมิตรจำนวนไม่น้อย ก็ไม่ซ้ายหันขวาหันตามเสียงนกหวีดปี๊ดๆ อีกต่อไป เพียงแต่พวกเขายังเป็น ‘พลังเงียบ’ ที่ไม่มีที่ทางให้แสดงออก ยังเกลียดทักษิณ ยังเกลียดนักการเมือง แต่ก็รู้สึกว่าไอ้ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ถูกต้อง แล้วจะเอาไงดี
 
          จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมปลุกกระแสคลั่งชาติไม่ได้ผล ได้แค่เรียกคนไปงานชุมนุมศิษย์เก่า รำลึกความหลัง โหยหาความผูกพัน
 
          แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะพันธมิตร แต่ทั้งสังคม รัฐบาลอาจฉวยกระแสชาตินิยมตีกินได้ 4-5 วัน แต่ถ้าจะตอบโต้เขมรเกินไปกว่านี้ ใช่ว่าคนยอมรับ ถ้าปิดชายแดนเดี๋ยวนักพนันโวย (ขาใหญ่) ก็ได้แต่ทำสงครามน้ำลายสาดกันไปสาดกันมา มีแต่พวกบ้าที่จะเชื่อว่าเกิดสงครามจริง (เหลือเชื่อที่ยังมีพวกงี่เง่าคิดว่าเขมรหวาดผวาแสนยานุภาพกองทัพไทย)
 
          ที่จริงสังคมไทยได้บทเรียนแล้ว กับพวกคลั่งชาติทวงปราสาทพระวิหารแล้วไปอวสานที่บางปู ถ้าไม่ใช่สื่อที่ตกขอบอยู่ ก็คงสร้างกระแสต่อเนื่องไม่ได้ขนาดนี้ ทั้งที่รัฐบาลขึ้นเงินให้คน 2 ส่วนที่ชาวบ้านเกลียด คือ ส.ส. กับคุณพ่อรัฐวิสาหกิจ (ฮา) ยังถูกกลบด้วยความเกลียดทักษิณ ฮุนเซน
 
          ก็ปล่อยให้คลั่งกันไป แล้วจะได้เห็นว่าสังคมไม่เอาด้วย ตีปี๊บกันเข้าไป จะได้เห็นว่าเลอะเทอะแค่ไหน ที่จริงถ้าฝ่ายรัฐบาลคุมเกมดี เล่นแค่พอเหมาะ ทักษิณก็มีแต่เสียกับเสีย แต่สันดาน ปชป. ชอบได้ทีขี่แพะไล่ ได้คืบเอาศอก เดี๋ยวก็เลอะไปด้วยกัน
 
          อารมณ์สังคมวันนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถจุดให้คลั่ง ฮาร์ดคอร์ รุนแรง ไม่ว่าเสื้อสีไหน แม้เสื้อแดงอาจมีอารมณ์คุกรุ่นกว่าเพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่มีวันดุเดือดเลือดพล่านเหมือนเดือนเมษายนอีกแล้ว มวลชนจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น ต่อสู้อย่างมีสติขึ้น และพร้อมจะสู้ยืดเยื้อ
 
          ตรงกันข้าม ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างหากที่ร้อนรน ต้องการแตกหัก ต้องการเผด็จศึก ด้วยเงื่อนไขหลายประการ รวมทั้งปัจจัยบางอย่างที่ ‘รู้ๆ กันอยู่’ เป็นตัวเร่งจนมีกระแสข่าวต่างๆ นานา เช่นว่าทุกอย่างจะต้องจบภายในสิ้นปี หรือบางกระแสก็ว่าจะมีรัฐประหารอีกรอบ จนแกนนำเสื้อแดงเอามาอ้างในพวกกันเองว่าที่จะม็อบวันที่ 28 ก็เพิ่อป้องกันรัฐประหารที่อาจเกิดก่อนวันที่ 4 ธันวา
 
          โม้ไหมก็ไม่รู้ แต่ผมมองว่าเกมที่เล่นกันอยู่ขณะนี้คือเกมของ elite ทั้งสองขั้ว ไม่ใช่เกมของมวลชน คือเกมของอำมาตย์ ขุนทหาร มาร์ค เนวิน กับเกมของทักษิณ จิ๋ว ที่ลุ้นกัน ‘วงใน’
 
          มวลชนไม่จำเป็นต้องร้อนรน ไม่ว่าสีไหน เสื้อเหลืองก็ตั้งพรรคกันไป ขายกะปิน้ำปลาไป (ขายข่าว SMS ได้กี่รายแล้ว ไหนว่าคนเป็นแสน) เสื้อแดงก็เปิดโรงเรียน จัดตั้งคน วางพื้นฐานประชาธิปไตยให้กว้างขวาง รอความสุกงอมระหว่างที่รัฐบาลโอบามาร์คปากห้อยเสื่อมสามานย์ลงไปเรื่อยๆ
 
          ฉะนั้น วกกลับมาดูการนัดชุมนุมเสื้อแดงบ้าง ผมก็คิดว่าปลุกไม่ขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ คือจำนวนคนจะมากน้อยก็ตาม แต่ที่หวังผลไล่รัฐบาล มันยังไม่ถึงสถานการณ์สุกงอม ส่วนจะหวังผลอะไรลึกๆ ไม่ทราบได้ แต่ขออย่าให้หวังผลยั่วยุ เพราะมันไม่เป็นผลดีกับเสื้อแดงฝ่ายประชาธิปไตย
 
          ที่พูดนี่ไม่ใช่ห้ามชุมนุมหรือจะล่ารายชื่อคัดค้านการชุมนุม แต่ควรถือเป็นการชุมนุมแสดงพลัง สงบ สันติ โชว์พาว แล้วก็เลิก รอบหน้ามาใหม่ ฝึกซ้อมมวลชน เปิดโรงเรียนในสนามจริง อย่าหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือหวังจะให้เกิดเหตุอะไรจนเกิดการแตกหัก
 
          การแตกหัก ชนะ แพ้ ไม่สามารถนำไปสู่ความสงบในสังคม หรือนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง มีแต่ทำให้มวลชนเข้มแข็ง ใช้เหตุผล รู้จักแยกแยะ จึงจะเอาชนะความเลอะเทอะไร้สติที่ดำรงอยู่วันนี้ได้
 
          แล้วก็อย่าไปฝากความหวังกับ ‘วงใน’ เหมือนชนชั้นนำทั้งสองข้าง เพราะเป็นแค่การเปลี่ยนจากปัญหาหนึ่งไปเป็นอีกปัญหาหนึ่ง
 

Thursday, November 19, 2009

สุรชาติ บำรุงสุข: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม!

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26684

สุรชาติ บำรุงสุข: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม!

               “ในประเทศของเรา คนชนชั้นหนึ่งสร้างสงคราม
                  และก็ปล่อยให้คนอีกชนชั้นหนึ่งต่อสู้เอาเอง”


                              จดหมายจาก Gen. Sherman ถึง Gen. O.O. Howard
                                                  ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน
                                                        17 พฤษภาคม 1865

ในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา มีแนวโน้มทรุดต่ำลง จนหลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจจะต้องจบลงด้วย “สงคราม” เพราะมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวกที่จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ ลดระดับของความรุนแรงลงแต่อย่างใด

ว่าที่จริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่ทิศทางใหม่แต่อย่างใด ถ้าเราถอยกลับไปมองปัญหาที่ค่อยๆ เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กัมพูชาต้องการจดทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกในช่วงต้น ปี 2550 ก็จะพอคาดเดาได้ว่า เรื่องดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองอย่างแน่นอน และเมื่อล่วงเข้าปี 2551 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเช่นว่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัญหาวิกฤตของไทยในปี 2551 ก็คือ “วิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร”

แต่ถ้าจะบอกว่าวิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร เป็นปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว คงจะไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาทับซ้อนอยู่กับเรื่องเช่นนี้ก็คือ วิกฤตการณ์ของการเมืองไทยเอง ซึ่งการก่อตัวระลอกแรกขึ้นด้วยการจัด “ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ” และการเคลื่อนตัวของกระแสเช่นนี้จบลงด้วยวิธีการที่ง่ายของการเมืองไทยก็คือ การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่หลังจากรัฐประหารดังกล่าวแล้ว ปัญหากลับไม่ได้จบลงเป็นปกติแต่อย่างใด ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยตั้งแต่ระดับสูงลงมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่อาจจะต้องกล่าวว่าไม่ใช่แต่เพียงการล้มรัฐบาล ทักษิณเท่านั้น หากแต่ยังมีนัยถึงการล้มระบอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับการสถาปนา “ประชาธิปไตยชี้นำ” (หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “Guided Democracy”) ที่การเมืองจะต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นนำ หรือเป็นไปในทิศทางที่ชนชั้นนำเป็นผู้ได้ประโยชน์ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ได้ถูกกำหนดโดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยมองว่าการเมืองก่อนรัฐประหาร 2549 ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก่อให้เกิด “ความฟุ้งเฟ้อของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบทุนนิยมส่วนหนึ่ง และชนชั้นล่างอีกส่วนหนึ่งเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก่อให้เกิดพันธมิตรระหว่างทุนกับชนชั้นล่างโดยผ่านนโยบายแบบประชานิยม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมือง

และ “คำตอบสุดท้าย” สำหรับการต่อสู้กับปัญหาเช่นนี้ก็คือ การใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการจัดการทั้งควบคุมและทำลายคู่ปฏิปักษ์ เดิม และหวังว่ารัฐประหารจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการถอยการเมืองไทยกลับสู่ สภาวะเดิมที่ทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นสูง ที่มีฐานะเป็นชนชั้นนำในการเมืองไทย พร้อมๆ กับการอาศัยการขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนจุดยืนของพลังบางส่วนไม่ว่าจะเป็น สื่อ ปัญญาชน ชนชั้นกลางในเมือง และบรรดาผู้นำเอ็นจีโอที่มีอดีตเป็นนักเคลื่อนไหว ตลอดรวมถึงบรรดาผู้ที่เคยมีฐานะเป็น “ฝ่ายซ้าย” ที่ใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนแต่ชูคำขวัญในลักษณะของการ “ต่อต้านทุนนิยม” และไม่ยอมรับต่อทิศทางในความเป็นพันธมิตรระหว่างทุนนิยมกับชนชั้นล่างในรูป ของประชานิยม

แต่ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองเช่นนี้กลับพบว่า เครื่องมือเดิมด้วยวิธีการรัฐประหารนั้น ควบคุมระบบการเมืองไทยไม่ได้จริง ระบอบทหารภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มในข้างต้นกลายเป็นเพียง “จำอวดการเมือง” ที่พวกเขาบริหารประเทศไม่ได้และบริหารไม่เป็น แต่ก็อาศัยสื่อกระแสหลักและการสนับสนุนของชนชั้นนำเป็นเครื่องค้ำประกันความ อยู่รอด พร้อมๆ กับการโหมทำลายและโจมตีทางการเมืองต่อกลุ่มที่หมดอำนาจจากการรัฐประหารอย่าง รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณธรรม ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความไม่จงรักภักดี ตลอดรวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในประเด็นหลังนี้ได้ถูกนำมาใช้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำ รัฐบาลไทยที่ถูกล้มด้วยการรัฐประหารมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา จนถูกสร้างให้เป็นเรื่องถึงขั้นมีการแลกปราสาทพระวิหารกัน ซึ่งการนำประเด็นเช่นนี้มาจุดกระแส เห็นชัดเจนว่าต้องการสร้างกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นให้ได้

ดังนั้นหากมองการสร้างกระแสชาตินิยมในปี 2551 ในบริบทของการเมืองไทยแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าชาตินิยมถูกจุดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหวนคืนของกระแสขวาจัด ที่ก่อรูปอย่างชัดเจนจากความสำเร็จของการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยการรัฐ ประหาร แต่ดังที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ รัฐประหารประสบความสำเร็จเพียงการโค่นรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมระบบการเมืองหลังจากนั้น ประจักษ์พยานที่ชัดเจนก็คือ เสียงสนับสนุนในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น และพรรคไทยรักไทยที่แม้จะต้องถูกทำลายลง ก็ไม่ได้หมดสภาพไปแต่อย่างใด กลับมีการสืบทอดทิศทางและนโยบายจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในอีกด้านหนึ่งของปัญหาจากความสำเร็จในการล้มรัฐบาลทักษิณ ก็นำไปสู่การก่อตัวของการต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของทหารที่มีการยึดอำนาจเป็น แกนกลาง พร้อมๆ กับการก่อตัวของการต่อต้านระบอบการเมืองเก่าที่ถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้การควบ คุมของชนชั้นนำและชนชั้นสูง

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีปราสาทพระวิหารขึ้น ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นประเด็นมาตั้งแต่ปี 2550 อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลรัฐประหารยังคงอยู่ในอำนาจ แต่ก็ไม่เป็นประเด็นในเวทีสาธารณะเท่าใดนัก และน่าสนใจว่า ถ้ารัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังคงดำรงอำนาจอยู่จนถึงปี 2551 แล้ว รัฐบาลดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรในกรณีปราสาทพระวิหาร และกระแส “ชาตินิยมขวาจัด” ที่มีฐานการสนับสนุนรวมศูนย์อยู่กับชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อกระแสหลัก ปัญญาชน ผู้นำเอ็นจีโอและอดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย จะกดดันรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างไร

คำถามดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะผลจากการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550 นั้น ส่งผลให้พรรคการเมืองของฝ่ายที่ถูกโค่นล้มอำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น กลับเข้ามามีอำนาจอีก รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช มีท่าทีประนีประนอมในกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร เพราะตระหนักถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว ซึ่งท่าทีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนจากแถลงการณ์ไทย-กัมพูชา-ยูเนสโก หรือที่เรียกกันภายในว่า “แถลงการณ์นพดล”

แต่ท่าทีเช่นนี้ได้กลายเป็นโอกาสอันดียิ่งให้แก่กลุ่มขวาจัดที่ด้านหนึ่ง จะสามารถใช้กระแสชาตินิยมในการเป็น “ธงนำ” ของการเคลื่อนไหว เพราะในขณะที่กลุ่มชนชั้นล่างและคนในชนบทยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มทักษิณโดย ผ่านความชื่นชมในนโยบายประชานิยมนั้น สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธในการทลายพลังอำนาจของประชานิยมได้อย่างมี ประสิทธิภาพก็น่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” และกรณีปราสาทพระวิหารก็เป็นรูปธรรมอันดียิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นของการ สร้างกระแสเช่นนี้

ในด้านหนึ่งผู้คนในสังคมไทยไม่มีความทรงจำในประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ เท่าใดนัก ความทรงจำที่ตกหล่นหายไปกับกาลเวลาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในการกำเนิดของ “สยามรัฐ” ที่ถูกกำกับด้วย “พรมแดนวิทยาศาสตร์” (scientific frontier) หรือเส้นเขตแดนเช่นในปัจจุบัน อันเป็นผลจากข้อตกลงที่พระมหากษัตริย์สยามกระทำกับเจ้าอาณานิคมในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1893 1904 และ 1907 (พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2450 ตามลำดับ) และการต้องคืนดินแดนที่สยามยึดมาในปี 2484 ให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2489

ขณะเดียวกันก็ไม่รับรู้ผลที่เกิดจากคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศในปี 2505 และความไม่รับรู้เช่นนี้ ยังรวมไปถึงการไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ดังประสบการณ์ในปี 2489 หรือในปี 2505 ที่เป็นผลลบแก่รัฐบาลไทยมาแล้ว หรือบางทีเราก็ไม่อยากได้ยินว่าในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ก็ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่การปักปันเขตแดนจะถือเอาสนธิสัญญา 1893 อนุสัญญา 1904 สนธิสัญญา 1907 และพิธีสารแนบท้าย และแผนที่ปักปัน 1904 และ 1907 เป็นเอกสารหลัก

ความไม่รับรู้อดีตการกำเนิดของสยามรัฐและปัญหาเส้นเขตแดนสยามเป็นช่อง ว่างให้กระแสชาตินิยมก่อตัวได้ง่าย อีกทั้งการปลุกระดมที่เกิดขึ้นยังเป็นผลจากทัศนะ (perception) ของผู้คนในสังคมไทยในการมองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา ด้วยความเชื่อว่า ไทยเป็นใหญ่เหนือชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะในกรณีลาวและกัมพูชาแล้ว เราชอบถือว่าไทยเป็น “พี่ใหญ่” ที่เคยปกครองพวกเขามาแล้ว ประกอบกับก็มีประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างให้เกิดความหมองใจและความหวาดระแวง ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงคราม และการยึดครองที่เกิดขึ้น และด้วยเงื่อนไขทางจิตวิทยาเช่นนี้ เราก็สร้างความทรงจำในประวัติศาสตร์จนถึงขนาดพระมหากษัตริย์อยุธยาจับเจ้า ผู้ครองกัมพูชาตัดศีรษะเอา “เลือดล้างเท้า” มาแล้ว (บางทีก็น่าฉุกคิดว่า กษัตริย์อยุธยากระทำการเช่นที่เราสร้างเรื่องราวให้ภูมิใจและใช้ข่มประเทศ เพื่อนบ้านเช่นนี้จริงหรือ อดคิดไม่ได้ว่า พระมหากษัตริย์ของเราอาจจะไม่คิดและกระทำอะไรหยาบเช่นนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็เชื่อเอาเองมาโดยตลอด!)

ผลของการปลุกกระแสชาตินิยมแบบสุดขั้วในปี 2551 เกือบจะนำพาไทยเข้าสู่สงครามกับกัมพูชาในกรณีปราสาทพระวิหารมาแล้ว แต่สำคัญกว่านั้นก็คือ กระแสเช่นนี้มีส่วนโดยตรงต่อการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลสมัคร และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุน ตลอดรวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณโดยตรง แต่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และกรณีปราสาทพระวิหาร ก็จะถูกทวงถามด้วยวาทกรรมชาตินิยมว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” หรือถูกประณามด้วยวลีเก่าๆ ว่า “ขายชาติ” หรือ “คนไทยใจเขมร” เป็นต้น

ฉะนั้นเมื่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงกรณีการแต่งตั้งให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชาแล้ว ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า จะยิ่งทำให้กระแสชาตินิยมขวาจัดในไทยอยู่ในภาวะ “แทบจะอกแตกตาย” และจะต้องยิ่งใช้แนวทางตอบโต้แบบ “สะใจ” เพราะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่างก็มา จากกลุ่มเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืน และทั้งยังมีท่าทีต่อต้านกัมพูชาด้วย ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลนี้กำเนิดขึ้น อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเล่นการเมืองและการสนับสนุนของกลุ่มชนชั้นนำที่ เป็นชนชั้นสูงและทหาร และอีกส่วนก็มาจากกลุ่ม “เสื้อเหลือง” ที่มีลักษณะ “สุดขั้ว” ในปัญหาพระวิหาร จนดูเหมือนว่าทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลก็คือ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งก็คือนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว และการ “ไล่ล่าทักษิณ” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

การดำเนินนโยบายแบบ “สะใจ” ที่เรียกทูตกลับ (การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต) และเตรียมยกเลิกบันทึกช่วยจำฉบับต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 17 ฉบับ (การยกเลิกเรื่องที่ทำความตกลงไว้แล้วในอดีต) อาจจะช่วยในการสร้างกระแสตอบรับรัฐบาล อย่างน้อยอาจจะทำให้รัฐบาลกัมพูชาและ พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็น “แพะ” สำหรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการไทยเข้มแข็ง ปัญหาการแต่งตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

การดำเนินนโยบายที่ใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ อาจจะทำให้คนไทยเป็นเอกภาพได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เว้นแต่ผู้นำรัฐบาลจะเชื่อผลโพลล์ และเชื่อว่า “รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว” แต่ก็คงจะต้องระมัดระวังว่า ถ้าดำเนินนโยบายในลักษณะเช่นนี้แบบไม่มีข้อจำกัดแล้ว กระแสชาตินิยมก็อาจจะเกิดขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งของเส้นพรมแดนได้เช่นกัน

ถ้ากระแสชาตินิยมชนกับกระแสชาตินิยมในแต่ละฟากฝั่งของเส้นเขตแดนแล้ว คำตอบสุดท้ายมีแต่เพียงประการเดียวก็คือ “สงคราม” และถ้าเช่นนั้นสงครามจะกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และส่งเสริมให้ฐานะของรัฐบาลที่มีวิกฤตต่างรุมเร้าอย่างมากนั้นดีขึ้นมาก อย่างน้อยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะทำให้ผู้คนในประเทศลืมเรื่อง เศรษฐกิจตกต่ำ และที่สำคัญก็คือ ลืมความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังอาจจะทำให้ “เด็กน้อย” บางคนกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ทรงอำนาจ (ถ้าเขาอยู่รอดได้ !)
 





Wednesday, November 18, 2009

Interesting info from Thai Intelligence News Web

Interesting info from Thai Intelligence News

http://thaiintelligentnews.wordpress.com/


Abhisit Screw Thai Intelligence on Tight

My humble love to my Siamese cats intelligence apparatus for being so fun to watch and think about

By Stingray, this blog national security journalist

The intelligence and national security war in Thailand is being "Squeezed for Performance" by Abhisit, Thailand's prime minister.

"Utter failure," is the term foreign intelligence are using to describe Thailand's intelligence and national security apparatus. The implication may be significant, as it could actually indicate a rift in the Thai intelligence and national security apparatus, against Abhisit, said other intelligence analyst however.

  • Indicating either an utter failure or a shifting of position, was made by Anupong, Thailand's military chief that is propping up Abhisit, who sits at the military intelligence directorate and unexpectedly came out to protect Chaovalit, a Red Shirt sympathizer who competes with Anupong, indirectly, by saying the military was not involved in the bombing of the Yellow Shirt-as the Yellow Shirt accused Chaovalit as doing.
  • The move follows Abhisit's order for psychological warfare specialist to make contact with the grassroots, with a 2 billion baht budget, but against Abhisit's expectations, the contact failed to win much grassroots towards Abhisit.
  • Then, while suspecting violent at the recent Yellow Shirt gathering, an emergency decree was not put into effect, leaving the gathering vulnerable. Even warning from senior military officers that violence will most likely occur, Abvhisit took no action.
  • The Cambodians exposure of a Thai spy ring inside Cambodia, caused further embarrassments for Abhisit, and it is now a major diplomatic foot-ball between the two countries.
  • Then a Thai police chief boss appointment, became a tug or war between Abhisit and Anupong-that ended up is total ruins for both sides, as far as the public is concerned.

Abhisit told Matichon, a local newspaper today, that he has ordered the Thai intelligence and national security apparatus to improve their performances, but in fact, Abhisit also appointed a supplement or replacement, or otherwise, to his inner circle of intelligence and national security people, and alienating Suthep, who is in charged of national security for Abhisit.

These moves, indicates, some type of re-alignment that are occurring inside the nerve center of Thailand's military thinking-which as always, is deeply involved in politics.

Measuring the actual re-alignment is difficult at best.

Foreign intelligence analyst told this blog, one thing is certain and that is the relationship between Abhisit and Anupong is cutting deep into the negative territory. "Anupong is not expected to become an open ally of Taksin, however, a parallel is being noted, and we are sure Abhisit can see it also.

Earlier, Anupong's front man in Thai politics, Nevin, asked Taksis to help out with the captured Thai spy in Cambodia, and within minutes, Taksin tweeted that he was ready to help. Nevin and Taksin have shared a long very close relationship. However, Nevin, under pressure from Anupong, defected to Abhisit.

"They are clearly reading the same script," said the intelligence source. Meanwhile, Suthep, came out today to say that the government welcomes Taksin help to free the spy, indicating yet again that Abhisit's strong position against the Cambodians are being softened by Anupong.

About 50 of Thai retired very senior military also have joinned Taksin, leaving Anupong in a vulnerable position and pulling a great deal of military thinking with them. Many analyst expects Taksin to hit hard at Anupong if he ever returns to power in Thailand, and that is a major risk that Auupong feels.

However, one intelligence analyst said Taksin is not interested in prosecuting Anupong, but only in competing with Anupong fairly. "If Taksin forces Anupong's hand, Anupong will react, but if Anupong forces Taksin's hands, taksin will react," said the source.

As Thai Rath, the mass circulated noted today, some circles in the Thai military have started to consider a coup. And typically, the Thai intelligence apparatus, have been used as the critical juncture of any coup in Thailand.

Total Failure or smart as hell, you be the judge.

And by the way, before we forget, we know of the wider implications and the other players also, but we were asked by a classified organization, not to expose them-and we comply humbly. But for our readers, our advice is to read Thai Rath.

Posted by: thaiintelligentnews | November 18, 2009

Far Right Media Put Thai Spy Life at Risk

I am at a lost of how to help my Siamese spies

by Frank, this blog political journalist

The headline today in Matichon and Nation says, "Stink, Cambodians rush court case, plan quick pardon on Thai spy in a plot to build Taksin as a Super-Hero in Thailand." 

In the world of intelligence, there are two theories when dealing with captured spies, and that is to first keep the issue out of the newspapers because it influences the governments involved, then it is to quietly negotiate an exchange. Then, the last method is to use all out pressure to get a release, but that is seldom done, because spies are considered enemy of state.

As an example, during the Iran Hostage crisis, the Iranians slowly released those hostage that the families asked for the Iranian help, and they were released. However, some families of hostages criticized the Iranians, and they were the last to be released.

But here in Thailand, if you read Matichon or the Nation, you must wonder if they are interested in securing a release of a spy, or are they interested in prosecuting their arch-enemy, Taksin.

You see Taksin visited Cambodia and the Nation reported that Thai Intelligence were following him. Then the spy was caught. That came after an open warning on Taksin life from Taksin's enemies in Thailand. And while Taksin was Thailand's prime minister, three assasinations attempts on Taksin's like that was linked to Thai Intelligence apparatus are on record.

So the family of the spy asked Taksin to help. And Taksin, who is close to Cambodia, got the Cambodians to allow the spy to call his mother.

Even after that, today, many Thai media are running stories that Taksin intends to help free the spy to gain points with Thai voters and become a "Super-Hero."

But the Thai press forgets that in going after Taksin, it said the Cambodians justice system will rush the case and a pardoned granted.

Given the sensitive nature of Thai Cambodian relations, with the Cambodian watching Thai press and the Thai press watching Cambodia, this sends a very "Insulting and Negative" message to the Cambodians.

We at this blog does not give a damn about the political interplay and geo-politics that is going on, but we absolutely care for the spy and his family.

We just want to point out to Matichon and the Nation, that a life and his family is on the line, and the objective is to secure a release, not using it to attack Taksin.

We want to caution and point out to both Matichon and the Nation that for Cambodia, not to use national security laws agsint the spy, but instead to have given him a court process, in the intelligence community, that is a "Grace" in itself.

This blog's advice to both Matichon and Nation is, as we here believe in freedom of expression, both of your position on attacking Tasin is acceptable and fair game.

But for god's or Bhudha's sake, think of what you are doing to the spy and his family.

Run the plot story, you have the right, but "After" the release OK. We here at this blog beg you to just tone down the Taksin attack for now. Plot or no plot, he is helping, but if the Cambodians says "No" what on earth can Taksin do then.

Posted by: thaiintelligentnews | November 17, 2009

Red Shirt Targets 1 Million Thais Mass Rally

I want you to join this rally

By Frank and Stingray, this blog political and national security journalist

Preliminary reports indicates the Red Shirts are planning a protest, with the target of 1 million Thais joining the protest, towards the start of December.

The move confirms the Red Shirt intentions to forge ahead, putting aside earlier reports of caution. It is yet to be seen however, how firm the Red Shirt will carry-through this mass rally.

The government had been using the Yellow Shirt to head-off this Red Shirt gathering, originally planned for this month, by building nationalism and extreme royalism that accumulated into a Yellow Shirt rally just days ago.

While attracting some 20,000 rally goers, mostly bused in from the government stronghold of Southern Thailand, Thai political analyst said the rally was a "Total Failure" given the level of nationalism and exterme royalism being hype up by the government.

The Yellow Shirt, very much like the Red Shirt now, said before that 20,000 show rally, said it would get about 1 million Thais.

The Red Shirt move, comes after a long running battle at the grassroots level in Thailand. Much of the Red Shirt support are from the grassroots.

Earlier intelligence reports, as reported by the blog, reported that the Thai government have instructed the Thai's army psychological warfare specialist to make contact with the grassroots. This blog have earlier report on this movement, but the summarize, about 20,000 villages were visited by the psychological warfare specialist, and spent the government allocated about 2 billion baht.

It appears now, if the Red Shirt succeeds with the gathering, that the combination of government economics policy targeting to the grassroots and the psychoilogical warfare efforts, may have not worked.

The grassroots continues to see Taksin, a leader of the Red Shirt, as the symbol of hope and prosperity. 

The Red Shirt move comes on-top of a fund-raising gathering that intelligence source told this blog, have exceeded targets.

The Intelligence source told this blog the Red Shirt have been building support at the grassroots level for the past three months, in an attempt to counter the military moves.

The source said the target may appear lofty, however, the Red Shirt have demonstrated the ability to call a convergence of 100,000 supporters, within a few days, and a with a long running campaign such as it had been doing, the target 1 million may be achievable.

If that many Thais join in the rally, it would be second to only to the 16 th of October revolution that toppled the Thanom, dictatorship. The numbers of protest in subsequent protest that topplled other dictators have never been estimated and confirmed.

The source said the objective appears to be to topple the current government, and election called.

While nationalism and extreme royalism, is rampant in Thailand currently, the Red Shirt, in this action to topple the government, may indicate the Red Shirt are confident of winning an election.

2 Comments

Posted in Thailand

Posted by: thaiintelligentnews | November 16, 2009

Explosion Puts Thailand in a Flux

A02XZX0CA8BH3NCCAL2EF8UCAOSGLTACA5JB11DCAYUK1RCCAS56M9NCA3EAI7HCATTCVNNCAZQ581DCAJKJQZZCA9DVT97CAX4GGGCCA20WIQHCA5AGY8GCA6WJG4GCAUAG247CA5O4KRDCAHM72NECAL7XT45

My Siamese cats are used to bombs

 By Frank, this blog's political journalist

Explosion Goes Off:

When bombs goes off as the Yellow Shirt icon of Thai nationalism and extreme royalism is on stage hyping up nationalism and extreme royalism, at a  mass rally, it indicates Thailand is in a "Wild Card" stage.

The bomb could have been a "Ploy" or the result of a "Third Column" instgators, however, five people were injured at the back-stage, where the leaders of the Yellow Shirt gathered. 

The poll says the Thai support for the government's position on Cambodia has plunged from about 80% to current 50%. Support for aggressive moves is at about 20% and to cool down is at about 20%. Asked about the way out of the conflict, most Thai said negotiations.

Nationalism and concern is at 70%, with the polls saying they love and worry about Thailand.

The Globe:

Outside Thailand, it is a different story as Thai Rath, a mass circulated daily, said ASEAN does not support the Thai position on Cambodia, and globally it is very much the same. The Thai poll also said most Thai believe what is occuring is pre-plannned political moves.

Thailand's charmanship of ASEAN ends in about a month, and the Thailand's government propaganda machine is expected to be unable to contain information flow, and the Thais may face some un-pleasent facts.

Taksin, after being nearly assisinated and his private jet forced to land in Thailand by the Thai airforce's F-16, remain free and his strategy from this point forward, is a major question mark. Cambodia's intelligence exposing a Thai spy ring complicates the matter and remain a sparking point between the Thai and Cambodians.

At Thai Rath's cutting edge political analysis, it said the Red Shirt have gained global support but have lost in Thailand. Yesterday, the sentense of a lese majeste ioffender in Thailand was reduced to 2 years and several bans on liberal websites lifted in the past week. Several of extreme right wing press have also started to take a neutural position, such as the Bangkok Post.

Thailand's Global Economy:

Thailand's GDP is now about 70% tied to the globe, and while political newspapers are calling for Thai business people to put nationalism above business, at several of Thailand's business papers with strong link to the far right, have been calling for negotiations, between Abhisit, thailand's prime minister and Hun Sen, Cambodia's prime minister.

However, the Thai government, while in the opposition, called Hun Sen a "Cheap Thug" and Hun Sen, reportedly have "Had It" with Abhisit.

Yet a severe internal back-lash on Thailand's liberal thinking could occur. The conservative Thai military remains a loose cannon as always and an ultimate and total solution is always a threat in Thailand, with the decision laying between the level of unrest and economics impact considerations.

Taksin's Cambodia Visit:

Most local press have been running stories even before the Taksin visited Cambodia that the government will hype un nationalism and royalism to shore up failing support where before the Cambodian crisis, stood at 20%, falling below Taksin's at about 25%

The Yellow Shirt, a group of nationalistic and extreme royalist, which at times co-ordinate its activity with the government, but reserves the right also to compete, have been holding a major rally today-in an attempt to build popularity to its movement, but also broader towards the right-wing control of Thailand.

Situation Fluid:

The Thai situation is expected to be highly fluid, as the Red Shirt, a liberal force in Thailand, have planned major rallies this month to outs the current government. The Yellow Shirt move is clearly being used by the government to head-off those Red Shirt activities.

Yesterday the Red Shirt held a major funding drive, which intelligence source told this blog have exceeded targets. The funds are targeted to support those Red Shirt rallies against the government.

Red Shirt Cautious:

The latest signals from the Red Shirt is mixed, indicating uncertainty. However, the polls are in the early stages of going their way, as earlier 80% right wing support falling to the current 70% and calls for negotiation gaining support, acrossd the board.

The red Shirt also now have substantial financial firepower for long-lasting rallies. As always, the Red Shirt, tactics calls for peaceful movements, and that reluctant is tied to that policy, as the Yellow Shirt are highly violent and risk taking.

Of note also is that Taksin is now entirely in Thailand's most respected institution fold and a confrontation between the Red and Yellow could hurt chances of a strong recovery. Taksin is highly sensitive towards criticism of not being royal.

Government on the Offense:

To summarize at this point, the Yellow and the government are on an offensive with the Red Shirt gaining strengths but reluctant. Complicating the matted is that Cambodia's tie-in to the picture. The Cambodians have cooled down but the Thai government intends on keeping the issue as a lever to manage nationalism.

Red Shirt Gets Allies:

Coming to reinforce the Red Shirt is an early stage of an alliance between the Thai students movement and labor. It is yet to be seen if and how this student labor link-tie in with the Red Shirt. Yesterday, the student and laboe issued a statement against nationalism and extreme royalism hype. The key question is, will they come to the Red Shirt calling?

On Abhisit's Mind:

While Taksin is expected to let the situation developed naturally, with thoughts on the  health issue, Abhisit is thinking about an election.

Thai Rath reports that Abhisit is in a diffucult situation as the Yellow Shirt are cutting deep into Abhisit Democrats's voter based, giving Taksin an advantage, even with failing popularity. And if the right wing wins, the Yellow Shirt inclusion in the expected government is expected to alienate the globe further.

The Taksin supported opposition, anticipates an election early next year, after Vietnam which is close to Cambodia becomes the chairman of ASEAN, internal bickering of the Abhisit government reaches fruition-one way or another, and a no confidence censure against the government by the opposition.

Early signals of a severe rift between Abhisit and Sondhi, head of the Yello Shirt is starting to emerged, as Manager Wekkly, the brain and nerve center of Sondhi, have started to run policy statements that is breaking ranks and hitting at the heart of Abhisit's propaganda.

Already the race between Abhisit and the Yellow to grab nationalism and extreme royalism vote have started.

Summary:

You make the call.